พืชทำเงิน
สวนวังพลากรเมืองตาก สยายปีกปลูก‘อะโวคาโด’ในเมียนมา หากติดตามข่าวคราวการปลูก “อะโวคาโด” ในบ้านเรา จะเห็นว่าเริ่มแพร่หลายขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีผู้คนนิยมรับประทานกันมากขึ้น และส่วนหนึ่งนำมาแปรรูปทำเป็นผลิตภัณฑ์เสริมความงาม หรือทำเป็นอาหารเสริม เรียกว่าเป็นผลไม้ทำเงินอีกชนิด เพราะหากไปซื้อในตลาดอย่างน้อยแม่ค้าขายก.ก.ละ 40-80 บาท บางช่วงเป็น 100 บาทก็มี “คุณวรเชษฐ์ วังพลากร” เจ้าของสวนวังพลากร ในเนื้อที่ 19 ไร่ อยู่ที่ ต.รวมไทย อ.พบพระ จ.ตาก ถือเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องอะโวคาโดคนหนึ่งของเมืองไทย และน่าจะเป็นรายใหญ่ด้วย โดยมีต้นอะโวคาโดพันกว่าต้น ประมาณ 98% ส่วนที่เหลือปลูกเงาะและทุเรียนไว้รับประทานเอง จากที่ก่อนหน้านี้เคยปลูกส้มมาก่อน แต่เจอปัญหาโรครุมเร้าจนขาดทุน ต้องปรับมาปลูกอะโวคาโดแทน และยังขยายไปปลูกอะโวคาโดอีกแปลงในเนื้อที่ 80 กว่าไร่ พร้อมกันนั้นยังชักชวนเกษตรกรมาร่วมเป็นเครือข่ายเพื่อส่งผลผลิตให้ นอกจากนี้ยังไปปลูกที่เมืองตองยี ประเทศเมียนมาด้วยจำนวนกว่าหมื่นต้น คุณวรเชษฐ์เล่าที่มาที่ไปของสวนแห่งนี้ว่า สมัยก่อนเห็นเกษตรกรที่ อ.พบพระ ปลูกอะโวคาโดตามหัวไร่ปลายนาเต็มไปหมด และมักนำไปให้หมูก
ข้าวหอมไชยา เป็นพันธุ์ข้าวพื้นเมืองที่อยู่คู่ชาวอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี มานานนับร้อยปี มาถึงรุ่นหลังข้าวหอมไชยาเริ่มสูญหายไป ด้วยลักษณะพิเศษที่ต้องใช้ระยะเวลาการปลูกนานกว่าข้าวพันธุ์อื่นๆ ส่งผลให้เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่นิยมปลูก จึงค่อยๆ สูญหายไป แต่ด้วยข้าวหอมไชยาเป็นข้าวพันธุ์พื้นเมืองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เวลาออกรวงกลิ่นจะหอมไปทั่วทุ่ง เวลาหุงจะส่งกลิ่นหอมไปทั่วบ้าน ชาวบ้านอำเภอไชยาจึงอยากอนุรักษ์ไว้ให้รุ่นลูกรุ่นหลาน จึงกลับมารวมตัวกันเพื่ออนุรักษ์พันธุ์ข้าวหอมไชยา มีการคัดสายพันธุ์ใหม่และตั้งใจฟื้นฟูพันธุ์ข้าวหอมไชยาให้กลับมามีชื่อเสียงอีกครั้ง คุณป้ายินดี เรืองฤทธิ์ ประธานอนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นเมือง อยู่บ้านเลขที่ 20 บ้านขนอน ตำบลทุ่ง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี บอกเล่าถึงความเป็นมาของการกลับมารวมกลุ่มเพื่ออนุรักษ์พันธุ์ข้าวหอมไชยาว่า พันธุ์ข้าวหอมไชยาเป็นพันธุ์ข้าวพื้นเมืองของอำเภอไชยามานานนับร้อยปี ปลูกกันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ แต่ช่วงหลังมานี้ ข้าวหอมไชยา ได้หายไป ไม่มีคนปลูก นับเป็นเรื่องที่น่าเสียดายแทนชาวอำเภอไชยาที่ของดีเหล่านี้ได้หายไป ป้าและสมาชิกในกลุ่มอนุรักษ์พันธุ์
กุยช่าย ไม่ใช่เป็นผักพื้นเมืองบ้านเรา ตามประวัติน่าจะติดเมล็ดพันธุ์มากับชนชาวจีนแผ่นดินใหญ่ที่อพยพนำเสื่อผืนหมอนใบเข้ามาในเมืองไทย จนเกิดผลิดอกออกผลแพร่หลายกลายเป็นส่วนหนึ่งของตลาดสด ซึ่งเรามักนำมาประกอบอาหารหลายอย่าง กลิ่นของกุยช่ายค่อนข้างแรง มีบางคนจะไม่ชอบ และในเทศกาลกินเจ กุยช่ายเป็นผักชนิดหนึ่งในหกอย่างที่ห้ามกิน เพราะกุยช่ายนอกจากจะนำมาทำเป็นขนมกุยช่าย ซึ่งเป็นอาหารของจีนแล้ว ยังมีผัดเต้าหู้ซึ่งจะมีส่วนประกอบของถั่วงอกและกุยช่าย อีกเมนูหนึ่งคือ ผักกุยช่ายขาว หรือดอกกุยช่ายกับหมูกรอบ ซึ่งมักจะอยู่ในร้านข้าวต้มรอบดึกแทบทุกร้าน และอีกคำถามหนึ่ง ถ้ากุยช่ายเป็นผักของจีน ทำไม กุยช่าย จึงเป็นส่วนผสมในผัดไทย ตอบได้ว่า ผัดไทย เกิดหลังกุยช่าย ส่วนผสมแทบทั้งหมด เต้าหู ถั่วงอก แม้แต่เส้นก๋วยเตี๋ยวก็เป็นของจีน ส่วนของไทยมีเพียงกุ้งแห้งเท่านั้น เมนูนี้เกิดในไทย จึงตั้งชื่อว่า ผัดไทย กุ่ยช่าย อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการที่สูงมาก จึงทำให้กุยช่ายได้รับความนิยมในการนำมากินอย่างแพร่หลาย โดยสารอาหารสำคัญที่พบในกุยช่าย 100 กรัม ได้แก่ พลังงาน 28 กิโลแคลอรี โปรตีน 2.3 กรัม ไขมัน 0.3 กรัม คาร์โบไฮเดรต
“ข้าวคุณภาพดี” เวลาสีจะต้องได้ข้าวเต็มเมล็ด และมีปริมาณข้าวหักน้อย จึงสามารถขายข้าวได้ราคาดี แต่ชาวนาจำนวนไม่น้อยที่ขายข้าวได้ราคาถูก เพราะผลิตข้าวได้คุณภาพต่ำ มีปัญหาข้าวหักในระหว่างการสี ซึ่งเกิดจากหลายกรณี เช่น เมล็ดข้าวบิดเบี้ยวไม่สมบูรณ์ ปัญหาเมล็ดข้าวร้าวก่อนการสี เนื่องจากเก็บเกี่ยวช้า หรือเจอปัญหาข้าวแช่น้ำ รวมทั้งการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวไม่เหมาะสม ทุกข์ของชาวนาดอกคำใต้ “อาชีพการทำนา” เป็นรายได้หลักของชาวบ้านในพื้นที่บ้านใหม่ หมู่ที่ 2 ตำบลหนองหล่ม อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา ตั้งแต่ปี 2559 ที่ผ่านมา เกษตรกรตำบลหนองหล่มได้พบกับปัญหาความยากจน หนี้สิน และปัญหาภัยแล้ง ทำให้เกษตรกรที่ผลิตข้าวไม่ได้คุณภาพ เพราะประสบปัญหาเรื่องการจัดการผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยวข้าว ชาวนาส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สูงวัยที่ใช้บริการรถเกี่ยวนวดข้าว เพราะขาดแคลนแรงงานเกี่ยวข้าว แม้เครื่องจักรกลจะทำงานได้ไวกว่าแรงงานคน แต่ข้าวที่เก็บเกี่ยวโดยรถเกี่ยวนวดมักมีความชื้นสูง จำเป็นต้องตากข้าวเพื่อลดความชื้นก่อนขายเข้าโรงสี เนื่องจากชุมชนแห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ภูเขา มีพื้นที่ลานตากข้าวน้อย ไม่เพียงพอกับความต้องกา
เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ ผมมีปัญหาการปลูกแค็กตัส ซึ่งผมซื้อมาจากร้านขายต้นไม้ ผมปลูกไปสักระยะหนึ่ง ต้นแค็กตัสในกระถางเกิดการเน่าทีละน้อย ไม่ทราบว่าเกิดเพราะเหตุใด หรือเกิดจากการผสมดินปลูกไม่เหมาะสม ดังนั้น ผมจึงขอเรียนถามคุณหมอเกษตรว่า สูตรดินผสมสำหรับปลูกแค็กตัสที่ถูกต้องนั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง ขอขอบคุณในคำแนะนำที่ดี ขอแสดงความนับถือ สุริยา มั่นคงแก่น เลขที่ 35/2 หมู่ที่ 15 บ้านบุกลาง ตำบลบุเปือย อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี 34260 แค็กตัส หรือ กระบองเพชร แค็กตัส หรือ กระบองเพชร แม้ส่วนใหญ่จะเจริญเติบโตได้ดีในทะเลทราย แต่อย่างไรก็ตาม แค็กตัส ก็ยังเป็นพืชที่ต้องการดินที่อุดมสมบูรณ์เช่นเดียวกับพืชอื่นๆ อีกทั้งดินหรือวัสดุปลูกต้องโปร่ง อุ้มและระบายน้ำได้ดี โดยใช้ส่วนผสมจากดินร่วน ทรายหยาบ ถ่านป่น ปุ๋ยหมักเก่า หรือใบไม้ผุ อัตราส่วน 2:3:1:1 ตามลำดับ หรืออาจผสมเพิ่มเติมด้วยกากถั่ว ขี้เถ้าแกลบ อิฐหัก และกระดูกป่นอีกเล็กน้อยคลุกเคล้าให้เข้ากัน นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกที่จะช่วยให้การปลูกแค็กตัสได้งาม การให้น้ำต้องให้โชกถึงราก แล้วปล่อยไว้จนดินแห้งจึงให้น้ำครั้งต่อไป แค็กตัสต้
หลุมพอเพียง คือ การปลูกพืชหลายอย่างในหลุมเดียว หลุมที่ว่านี้ไม่ได้สภาพเป็นหลุมลึก ๆ แต่เป็นการปลูกพืชเป็นกลุ่ม ขนาดที่น่าลองทำคือ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 เมตร แต่สำหรับคนที่มีพื้นที่ว่าง เพื่อเตรียมปลูกพืช อาจจะทำหลายๆหลุม ขนาดที่กำลังพอแรง คือขนาดกว้าง 80 – 100 เซนติเมตร จะทำวงกลมหรือสี่เหลี่ยมก็ได้ ระยะห่างระหว่างหลุม 4 x4 เมตร ถ้ามีพื้นที่ 1 ไร่ จะได้ 100 หลุม หรือถ้าไม่มีที่เป็นผืนก็สร้างหลุมไว้ตามหัวไร่ปลายนา มุมบ้าน หลังครัว ขอบบ่อน้ำ ริมทางเดิน ได้หมด หลุมพอเพียง เป็นวิธีการบริหารจัดการสิ่งที่อยู่ในหลุม เริ่มจากเตรียมพื้นที่ตามขนาดที่กำหนด แล้วก็ปลูกหญ้าแฝกเป็นรูปวงกลมหรือเป็นล็อกสี่เหลี่ยม จากนั้นปลูกไม้ในหลุมนี้ ลงได้ถึง 4 – 5 ประเภทในหลุมเดียว เพื่อลดภาระการรดน้ำ ปลูกซ้ำ และเกื้อต่อการกำจัดศัตรูพืชเพราะให้ทุกอย่างเกื้อกูลกันเอง ต้นไม้ที่จะปลูกในหลุมแบ่งเป็น 5 ประเภท 1. ไม้พี่เลี้ยง เป็นไม้ที่ให้ร่มเงา เก็บน้ำ เก็บความชื้นโดยเฉพาะช่วงร้อนหรือหน้าแล้ง เช่น กล้วยน้ำว้า กล้วยหอม ควรปลูกทางทิศตะวันตก เพราะช่วยบังแสงช่วงบ่ายที่อากาศร้อนจัด เป็นพี่เลี้ยงให้พืชที่ไม่ชอบแดดจัดมาก ได้ก
เมื่อพูดถึงพริก ต้องนึกถึงความเผ็ดและสีสันที่สวยงาม ทั้งยังเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของอาหารไทยรสแซบนานาชนิด ไม่ว่าแกง ผัด หรือต้มยำกุ้งที่มีชื่อเสียงกระฉ่อนไปทั่วโลก คนไทยส่วนใหญ่จะรู้จักกันดีว่า พริกเป็นพืชในเขตร้อนหรือกึ่งร้อนที่ทนความแห้งแล้งได้ดีพอควร และสามารถปลูกในดินได้แทบทุกชนิด แต่ดินที่เหมาะสมที่สุดคือ ดินร่วนปนทราย เพราะมีการระบายน้ำดี น้ำไม่ท่วมขังหรือชื้นแฉะซึ่งจะทำให้รากเน่าและตายได้ รูปแบบการปลูกพริกในประเทศไทยมีความแตกต่างกันไปตามลักษณะของดิน ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการปลูกแบบใด เกษตรกรจะให้ความสำคัญกับขั้นตอนการเตรียมพื้นที่เพาะปลูก การให้น้ำ รวมถึงการดูแลและป้องกันโรคและแมลง การปลูกพริก การปลูกพริกในปัจจุบันสามารถทำได้ 2 วิธีด้วยกัน เกษตรกรจะเลือกใช้วิธีใดนั้นขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ ดังนี้ การเพาะเมล็ดพันธุ์ในแปลง นำเมล็ดพันธุ์หว่านกระจายให้ทั่วทั้งแปลงเพาะ หรือโรยเมล็ดเป็นแถวลงไปในร่องลึก 0.6–1 เซนติเมตร ห่างกันแถวละประมาณ 10 เซนติเมตร กลบด้วยปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้วหรือดินผสมละเอียด รดน้ำให้ชุ่มเสมอ คลุมด้วยฟางแห้งหรือหญ้าแห้งบางๆ เมื่อกล้าเริ่มงอกมีใบจริงอายุประมาณ 12–15
ชื่อสามัญ Finger Lime ชื่อวิทยาศาสตร์ Citrus australasica ชื่อวงศ์ Rutaceae ชื่ออื่นๆ บ้านเราเรียก “มะนาวนิ้วมือ” หรือ “มะนาวคาเวียร์” ซึ่งมะนาวนิ้วมือ เป็นพืชในสกุลเดียวกันกับส้ม มะนาว และเกรปฟรุต มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศออสเตรเลีย เนื้อผลให้รสเปรี้ยว มีกลิ่นหอม มักใช้ปรุงแต่งรสชาติและกลิ่นอาหารให้มีรสชาติอร่อย หรือแม้กระทั่งใช้ผสมในเครื่องดื่มหรือใช้ตกแต่งในจานอาหารให้เกิดความสวยงามยิ่งขึ้น ขณะนี้ มะนาวนิ้วมือ ได้รับความสนใจและนิยมปลูก เพื่อกินผล หรือปลูกเป็นไม้ประดับตกแต่งบ้านเรือนเพิ่มมากขึ้นในประเทศไทย ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ลำต้นของมะนาวนิ้วมือมีความสูงประมาณ 5-6 เมตร มีใบขนาดเล็ก ผิวใบเรียบ ปลายใบหยักมน มีความกว้างประมาณ 3-25 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 1-6 เซนติเมตร มีกลีบดอกสีขาว ยาวประมาณ 6-9 มิลลิเมตร ผลมีลักษณะเป็นรูปทรงกระบอกหรือโค้ง เปลือกผลและเนื้อในมีหลากหลายสีตามสายพันธุ์ และในแต่ละสีก็จะมีกลิ่นที่แตกต่างกันออกไป ขนาดความยาวของผล ประมาณ 4-8 เซนติเมตร ภายในผลจะมีเมล็ดอยู่ประมาณ 10 เมล็ด ซึ่งจัดว่ามะนาวนิ้วมือเป็นไม้พุ่มขนาดกลาง ใบเรียวเล็กคล้ายมะขวิด มะสัง ในบ้านเรา มีหนามแหลมเล็
เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้เขียนมีโอกาสร่วมคณะสื่อมวลชนจากส่วนกลางติดตาม คุณประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าว ลงพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด ไปตรวจสอบคุณภาพข้าวทั้งระบบ ย้อนรอยเส้นทางกว่าจะเป็นข้าวสาร Q และข้าวพันธุ์แท้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค ยกระดับข้าวไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน กรมการข้าวคุมคุณภาพข้าวสาร Q ตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ การลงพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ดในครั้งนี้ ทำให้รู้ว่า เกษตรกรชาวนาไทยจำนวนมากกำลังเร่งปรับตัวเพื่อก้าวสู่ระบบตรวจสอบและรับรองมาตรฐานข้าว ตามมาตรฐานสินค้าเกษตร ขณะเดียวกัน กรมการข้าวก็ได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการโรงสีข้าว ในการเชื่อมโยงข้าวอินทรีย์และข้าว GAP ครบวงจร เพื่อรวบรวมและคัดบรรจุเป็นข้าวสาร Q ต่อไป คุณประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า กรมการข้าวให้ความสำคัญในเรื่องการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานข้าว เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร สร้างความปลอดภัยและความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ซึ่งกว่าจะเป็นสินค้าข้าวสารที่ได้รับเครื่องหมาย Q การันตีคุณภาพจะต้องผ่านการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานข้าว ดังนี้ มาตรฐานเมล็ดพันธุ์ข้าว (GAP Seed) เริ่มจากเมล็ดพันธุ์
“ขยะ” หนึ่งในปัญหาใหญ่ของคนทั่วโลก ซึ่งรวมถึงประเทศไทยของเราด้วย แม้หลายๆ คนจะเริ่มนำขยะมารีไซเคิลกันบ้างแล้ว แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ ล้วนส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นวงกว้าง เกิดเป็นมลพิษทางอากาศ ทางน้ำ และพื้นดิน อย่างที่เห็นข่าวกันบ่อยๆ ในหลายพื้นที่ เช่น เกิดโรคติดต่อในชุมชนที่มีขยะเยอะ สัตว์น้ำเผลอกินขยะเข้าไปจนเสียชีวิต พื้นดินเกิดการปนเปื้อนของสารเคมีในปริมาณที่สูง เป็นต้น จากการประชุมโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (ชลบุรี, ระยอง, ฉะเชิงเทรา) หรือ EEC โครงการภาครัฐที่ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อก้าวสู่ประเทศไทย 4.0 เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า สถิติ ปี 2561 ประเทศไทยมีปริมาณขยะมูลฝอยมากถึง 27.8 ล้านตัน เฉลี่ยเป็นอัตราการเกิดขยะ 1.15 กิโลกรัม/คน/วัน ในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถกำจัดขยะมูลฝอยได้เพียง ร้อยละ 34 จากปริมาณขยะที่เกิดขึ้นเท่านั้น ทั้งนี้สถิติของหลายปีที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่ามีแนวโน้มที่ปัญหาขยะมูลฝอยของไทยจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ “ขยะ” ปัญหาใหญ่ เริ่มแก้ง่ายๆ ที่ “เรา” จริงอยู่ที่ “ขยะ”
