พืชทำเงิน
ฟักแม้ว มะระแม้ว มะระหวาน หรือ ซาโยเต้ (Chayote) เป็นพืชจัดอยู่ในวงศ์เดียวกับฟัก แฟง แตงกวา มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ประเทศเม็กซิโก เชื่อว่าหมอสอนศาสนาคริสต์นำเข้ามาในประเทศไทย แต่เมื่อใดไม่มีข้อมูลที่สามารถอ้างอิงได้ ฟักแม้ว เป็นประเภทไม้เลื้อย มีอายุข้ามปีหรือมากกว่า 1 ฤดู เถา ยาว 3-5 เมตร ใบ มี 3-5 เหลี่ยม ยาว 8-15 เซนติเมตร ผลเป็นประเภทผลเดี่ยว ดอกเพศผู้ เพศเมีย แยกกันอยู่คนละดอก แต่อยู่ในต้นเดียวกัน เถาเป็นรูปเหลี่ยม เนื้อผลพัฒนามาจากฐานรองดอก ขยายใหญ่ไปหุ้มเมล็ดไว้ คล้ายกับผลมะม่วง ผลฟักแม้ว มีทรงกลม ด้านยาวมากกว่าความกว้าง ผลขรุขระ สีเขียวอ่อน ยาว 7-20 เซนติเมตร และกว้าง 5-15 เซนติเมตร น้ำหนักผลเฉลี่ย 200-400 กรัม ต่อผล เนื้อมีรสหวาน การปลูกหรือส่วนขยายพันธุ์ ใช้ปลูกทั้งผล คัดเลือกผลที่สมบูรณ์ แก่เต็มที่ ไม่มีโรค แมลง ติดมาด้วย วางส่วนก้นลงหลุมปลูก แล้วเกลี่ยดินกลับลงหลุม หรืออาจวางนอนก็ได้ แล้วกลบดินเพียงครึ่งผล เมื่อได้รับความชื้น รากจะงอกออกที่ก้นผลใกล้กับเมล็ด ต่อมาเถายาวขึ้นและแตกแขนงออก ตัดแต่งปีละ 3-4 ครั้ง ให้เหลือไว้เพียง 3-5 เถา อายุ 4-5 เดือน เริ่มให้ผล โดยเฉลี่ย 25-40 กิโ
เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ ผมเคยอ่านหนังสือพบว่า ประเทศญี่ปุ่นผลิตข้าวได้เพียงพอบริโภคภายในประเทศมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงได้ไม่นาน แต่มีเพื่อนๆ บอกว่า ญี่ปุ่นยังต้องมีการนำข้าวเข้าไปยังประเทศอีก ผมจึงขอเรียนถามว่าเป็นเพราะเหตุใด ขอคำอธิบายด้วยครับ ขอแสดงความนับถือ วิรัตน์ สุทรเศรษฐ์ กรุงเทพฯ ตอบ คุณวิรัตน์ สุทรเศรษฐ์ ประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบัน มีประชากร 170 ล้านคน มีพื้นที่ขนาดเล็กกว่าประเทศไทยเกือบครึ่งหนึ่ง ที่ผ่านมาญี่ปุ่นสามารถผลิตข้าวได้พอเพียงบริโภคภายในประเทศ เฉลี่ยปีละ 11 ล้านตันข้าวกล้อง แต่ปัจจุบันปริมาณการผลิตลดลงเหลือ ประมาณ 7 ล้านตัน ด้วยชาวญี่ปุ่นหันมาบริโภคแป้งข้าวสาลีมากขึ้น โดยนำมาผลิตขนมปังและผลิตภัณฑ์อื่นๆ ซึ่งทั้งหมดนำเข้าจากสหรัฐอเมริกา สาเหตุการนำเข้าข้าวของญี่ปุ่น เป็นไปตามพันธสัญญาของ WTO จำนวนประมาณ 2 แสนตันข้าวสาร ข้าวที่นำเข้านี้ญี่ปุ่นจะนำไปช่วยเหลือประเทศยากจนอื่นๆ ในทวีปแอฟริกาเป็นส่วนใหญ่ เมื่อเกิดภาวะสงคราม หรือฝนแล้ง น้ำท่วม ก็ตาม ข้าวอีกจำนวนหนึ่งเป็นข้าวเหนียวคุณภาพดี เป็นการนำเข้าจากประเทศไทย ทั้งนี้ ญี่ปุ่นเชื่อมั่นว่าข้าวเหนียวจ
แค เป็นไม้ในตระกูลถั่ว เป็นไม้พุ่มยืนต้นขนาดกลาง สูง 2-10 เมตร ปลูกโตเร็ว มีกิ่งก้านมาก หักโค่นง่าย เปลือกต้นสีเทา ผิวเปลือกมีร่องรอยขรุขระ เปลือกหนา มักเป็นที่สะสมของเชื้อรา และเป็นที่อาศัยของแมลงและหนอนต่างๆ ทั้งกิ่งเปราะหักโค่นง่าย เปลือกเป็นที่อาศัยของศัตรูพืช ทำให้เกิดผลกระทบกับพืชอื่นใกล้บริเวณนั้น ถูกศัตรูพืชระบาดทำความเสียหายง่ายมากขึ้น คงเป็นเหตุผลประกอบคำชี้แนะของคนรุ่นก่อน และที่ว่าไม่ควรปลูกต้นแคไว้บริเวณบ้าน ก็คงกลัวเด็กเล่นซุกซนปีนป่ายต้น กิ่งหักตกลงมาบาดเจ็บด้วย ซนจริงๆ เด็กสมัยนั้น ชื่อว่า “แค” มีเรียกชื่ออื่น “แคบ้าน”, “แคขาว”, “แคแดง” หรือ “แคดอกแดง”, “แคดอกขาว” เป็นพืชพื้นเมืองของไทย และแถบอาเซียน พบเห็นในหลายประเทศแถบนี้ เช่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เป็นพืชอาหารของทั้งคนและสัตว์ ปลูกขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ปลูกง่าย โตเร็ว ไม่ค่อยมีปัญหา หรือเป็นเงื่อนไขกับสภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะที่ชุ่มชื้น หรือแห้งแล้งก็เจริญเติบโตได้ดี แต่ถ้าที่ดินน้ำอุดมสมบูรณ์ ก็จะสมบูรณ์ดีมากกว่าที่แร้นแค้น เป็นปกติธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต มักพบต้นแคขึ้นตามป่าละเมาะ หัวไร่ปลายนา ริมถนนหนทาง มีหล
สาละอินเดีย (Sal) ชื่อสามัญ สาละอินเดีย สาละใหญ่ มหาสาละ สาละ ชื่อวิทยาศาสตร์ Shorea robusta C.F. Gaertn. วงศ์ Dipterocarpaceae เมื่อเมฆฝนได้ผ่านพ้นไปเหมันตฤดูก็กำลังคืบคลานเข้ามา…ฉบับก่อนผู้เขียนมีโอกาสได้เล่าถึงต้นสาละอินเดียที่พวกเราเคยหลงเข้าใจผิดว่า (ตอนนี้ก็ยังมี)…ต้นสาละอินเดีย กับต้นลูกปืนใหญ่คือต้นเดียวกัน ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นคนละชนิดกันเลย สาละอินเดีย เป็นไม้วงศ์ยาง ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Shorea robusta C.F. Gaertn. ส่วนต้นลูกปืนใหญ่นั้น มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Couroupita guianensis สาเหตุหลักๆ ที่จุดประกายให้ผู้เขียนอยากจะนำต้นสาละอินเดียมาเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ก็เพราะสาละอินเดียไม่ได้มีให้เราเจอะเจอมากนัก และต้นแม่ใหญ่ๆ ซึ่งมีอยู่ไม่กี่ต้นก็ไม่สามารถออกดอกออกผลได้ทุกปี หรือทุกฤดูกาล ต้องเว้นไปอีก 2-3 ปี จึงจะผลิตเมล็ดชุดใหม่ออกมา อีกสาเหตุหนึ่งก็เพราะสาละอินเดียเป็นต้นไม้สำคัญที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา ผู้เขียนจึงอยากเพิ่มจำนวนต้นให้มีมากๆ เพื่อจะได้ช่วยกันปลูกให้ทั่วแผ่นดิน ให้คนไทยได้เห็น ได้รู้จัก ต้นสาละอินเดียมากยิ่งๆ ขึ้น และนับเป็นความโชคดีที่ผู้เขียนทำงานว
คุณพัฒนะ มีพรหม นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการพิเศษ (หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ) สำนักงานเกษตรจังหวัดบึงกาฬ ให้ข้อมูลว่า ภายในจังหวัดบึงกาฬมีเกษตรกรที่ทำสวนยางพาราขึ้นทะเบียนอยู่จำนวน 8 แสนกว่าไร่ ซึ่งการทำสวนยางพาราเป็นอาชีพหลักของประชากร รองลงมาคือการทำนา 4 แสนกว่าไร่ เน้นปลูกเพื่อบริโภคเองภายในครัวเรือนเท่านั้น ดังนั้น ในเรื่องของราคาจำหน่ายผลผลิตข้าวจึงไม่มีปัญหาเท่ากับยางพารา โดยการจำหน่ายยางพาราส่วนใหญ่ของเกษตรกรเป็นการจำหน่ายยางแบบยางก้อนถ้วย ราคารับซื้อปัจจุบันอยู่ที่ 15-17 บาท ต่อกิโลกรัม ซึ่งอนาคตในจังหวัดบึงกาฬจะมีการสร้างโรงงานรับซื้อน้ำยางจากเกษตรกรมากขึ้นด้วยการสร้างโรงงานเพิ่ม ก็จะทำให้เกษตรกรมีทางเลือกในการจำหน่ายยางพารา จากเดิมที่เป็นยางก้อนถ้วยก็พัฒนาจำหน่ายเป็นแบบน้ำยางที่มีราคามากกว่า 30 บาท ต่อกิโลกรัม “ส่วนใหญ่แล้วเกษตรกรภายในพื้นที่บึงกาฬ ยังใช้แรงงานภายในครอบครัวช่วยกันทำงานอยู่ จึงทำให้ต้นทุนการผลิตไม่สูง เพราะปริมาณการทำสวน ยังอยู่ในเกณฑ์ที่เกษตรกรสามารถทำกันเองได้ภายในครัวเรือน ส่วนพื้นที่เหลือจากนั้น ก็จะมีการปลูกพืชแซมเข้ามาเสริม โดยเฉพาะในเรื่อง
ผักอินทรีย์ หรือ ผักที่ปลอดสารเคมี กำลังเป็นที่นิยมทั้งในและต่างประเทศ กระแสการบริโภคผักปลอดสารเคมี ในทุกประเทศทั่วโลกต่างก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก เรื่องอาหารเพื่อสุขภาพจะต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง ในต่างประเทศเขามองว่าสุขอนามัยประชากรของเขาต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ อาหาร พืชผัก สินค้าอุปโภคบริโภคจะต้องไร้สารพิษ ดังนั้น การผลิตพืชผักและสินค้าเกษตรของไทยจำเป็นจะต้องขานรับกระแสนิยมจากผู้บริโภคทั่วโลก ผักอินทรีย์ไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นทางที่จะต้องทำให้ได้ เพื่อก้าวสู่การเป็นประเทศผู้ผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยจากสารพิษ คุณวราภรณ์ กับ คุณบุญชัย การพีระยศ สองคู่ทุกข์คู่ยาก ชาวบ้านหมู่ที่ 6 ตำบลอ่างหิน อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ผู้ซึ่งปลูกผักอินทรีย์ส่งบริษัทที่จัดส่งพืชผักไปต่างประเทศ กล่าวว่า การทำผักอินทรีย์ไม่ยากแต่ต้องซื่อสัตย์กับตนเอง ต้องมีความอดทนให้มากๆ รักที่จะทำผักอินทรีย์ต้องไม่โกหกและต้องไม่ขอผลัดผ่อนกับตนเองเป็นอันขาด หากขอผลัดผ่อนกับตนเอง มีข้อแม้กับตนเองได้ ครั้งที่ 1 ก็จะมีครั้งที่ 2 ที่ 3 ตามมา ข้อแม้ที่ขอผลัดผ่อนก็คือ ขอใช้สารเคมีเพียงครั้งเดียว หากใจอ่อนก็หมายถึงความล้มเหลวของ
ข้าวเหนียวดำ หรือเรียกตามภาษาพื้นเมืองของภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือว่า “ข้าวก่ำ” เป็นการเรียกตามลักษณะสีของเมล็ดที่มีสีแดงเข้ม หรือ “แดงก่ำ” ซึ่งข้าวก่ำนั้นถือได้ว่ามีคุณค่าทางสมุนไพรหรือความเป็นยาของข้าวก่ำที่ชาวเหนือดั้งเดิมหรือชาวล้านนาได้คิดค้นปรากฏชัดเจนในวัฒนธรรมข้าวชาวเหนือ โดยเฉพาะในนวัตกรรมการเพาะปลูกในพิธีกรรมการเซ่นไหว้ การโภชนาการ การเสริมสวย และยารักษาโรค นับว่าเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของโภชนศาสตร์เกษตรและเภสัชรักษาพื้นบ้านล้านนา โดยทางคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวพันธุ์ก่ำดอยสะเก็ด ซึ่งได้รับใบรับรองจากกรมวิชาการเกษตรในการรับรองพันธุ์พืชขึ้นทะเบียน ตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 รศ.ดร. ดำเนิน กาละดี ภาควิชาพืชศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ คณะเกษตรศาสตร์ หน่วยวิจัยข้าวก่ำ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ข้าวพันธุ์ก่ำดอยสะเก็ดเป็นข้าวเหนียวที่มีประวัติการปรับปรุงพันธุ์ ในปี 2538 ได้รวบรวมพันธุ์ข้าวจาก คุณพินิจ คำยอดใจ อาชีพทำนา อยู่บ้านเลขที่ 31/1 บ้านสันปูเลย ตำบลสันปูเลย อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม
“บ้านท่าลี่” หมู่บ้านเล็กๆ ริมลำน้ำสงครามในตำบลโซ่ อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ เป็น 1 ในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของอำเภอโซ่พิสัย ท่าลี่ ได้รับการยกย่องว่าเป็น “มนต์เสน่ห์แห่งแม่น้ำสงคราม” เพราะมีเอกลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ด้วยแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่สวยงามของ “แก่งหิน-สายน้ำ” จังหวัดบึงกาฬ โดย สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดบึงกาฬ คัดเลือกให้ “บ้านท่าลี่” เป็นหนึ่งในชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี หรือเรียกสั้นๆ ว่า “แอ่งเล็ก เช็คอิน” โดยสนับสนุนงบประมาณให้กับชุมชนบ้านท่าลี่ จัดอบรมความรู้เพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่ผู้นำชุมชน ส่งเสริมให้ชาวบ้านร่วมกันค้นหาอัตลักษณ์ของชุมชน และมีส่วนร่วมในวางแผนการท่องเที่ยว พัฒนาภูมิปัญญาพื้นบ้านสู่ผลิตภัณฑ์ OTOP พร้อมปรับปรุงภูมิทัศน์เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวของชุมชน ส่งเสริมการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน และอาหารพื้นถิ่น เพื่อสร้างจุดขายดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้าไปเยี่ยมชม ใช้จ่ายเงินเป็นค่ากินอยู่ และซื้อสินค้าโอท็อปติดมือกลับบ้าน ช่วยกระจายรายได้สู่ผู้คนในชุมชนอย่างทั่วถึง รู้จัก “บ้านท่าลี่” หมู่บ้านท่าลี่ กำเนิดขึ้นโดย พ่อกะลัง อำนวยการ ซึ
ในแวดวงของนักวิชาการเกษตรและเกษตรกรผู้ปลูกมะนาวในเชิงพาณิชย์ต่างก็ยอมรับกันว่า มะนาวพันธุ์แป้นรำไพ และพันธุ์แป้นดกพิเศษ (พันธุ์แป้นดกพิเศษ มีลักษณะผลและคุณภาพเหมือนกับพันธุ์แป้นรำไพทุกประการ แต่ผลผลิตดกกว่า 4-5 เท่า ในอายุต้นที่เท่ากันและมีการติดผลเป็นพวง) เป็นพันธุ์ที่ตลาดต้องการผลผลิตมากที่สุด เนื่องจากพันธุ์ที่ออกดอกและติดผลง่าย ขนาดของผลค่อนข้างโต เปลือกผลบางและมีปริมาณน้ำในผลมาก มีอายุตั้งแต่ออกดอกจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิต ใช้เวลาประมาณ 4 เดือน ที่สำคัญมะนาวทั้ง 2 สายพันธุ์ ดังที่ได้กล่าวมา สามารถบังคับให้ออกฤดูแล้งได้ง่ายมาก ที่ผ่านมาในอดีตการปลูกมะนาวของเกษตรกรไทยนิยมปลูกโดยใช้กิ่งตอนหรือกิ่งปักชำโดยคิดว่าต้นเจริญเติบโตและให้ผลผลิตเร็ว โดยไม่ได้นึกถึงปัญหาในเรื่องของระบบรากที่ไม่แข็งแรง เพราะมีแต่รากฝอย เมื่อต้นมะนาวเริ่มให้ผลผลิตเต็มที่มักจะพบปัญหาว่า ต้นมะนาวทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีภาระเลี้ยงผลมาก อีกทั้งกิ่งตอนมะนาวเกือบทั้งหมดที่ขยายพันธุ์มาปลูกมักจะมีโรคไวรัสทริสเทซ่าและโรคกรีนนิ่ง ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ต้นมะนาวทรุดโทรมเร็ว ผลผลิตต่ำ และมีอายุสั้นลง อีกทั้งยังพบปัญหาเรื่
แม้หลายคนจะชอบไปเที่ยวแคว้นจัมมูแคชเมียร์ของอินเดียในยามที่เทือกเขาหิมาลัยปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลน แต่ต้องขอบอกว่า แคชเมียร์ ช่วงฤดูมรสุมประมาณเดือนกันยายนที่มีฝนโปรยปรายก็สวยงามไปอีกแบบ ที่สำคัญจะได้เห็นภาพวิวทิวทัศน์เห็นบรรยากาศและกิจกรรมนานาชนิดที่ไม่มีโอกาสเห็นในหน้าหนาวอันเย็นยะเยือก แคชเมียร์ นั้นเป็นส่วนหนึ่งของแคว้นจัมมูแคชเมียร์ ซึ่งอยู่ทางเหนือสุดของอินเดีย มีชายแดนติดต่อกับปากีสถานและที่ราบสูงทิเบต ประกอบด้วย ดินแดนแคชเมียร์ (ฝั่งอินเดีย) จัมมู และลาดัคห์ โดยในส่วนของแคชเมียร์นั้นมีศรีนาคาเป็นเมืองเอก อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงเดลี 676 กิโลเมตร เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ใจกลางหุบเขาแคชเมียร์ มีระดับความสูง 1,730 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล และแม้ตอนนี้จะมีทหารตำรวจเฝ้าประจำอยู่ทั่วเมืองและตามจุดต่างๆ แต่สอบถามผู้เกี่ยวข้องล้วนบอกตรงกันว่า ปลอดภัยดีสงบแล้ว นักท่องเที่ยวไม่ต้องกลัวปัญหาความขัดแย้งในอดีตระหว่างอินเดียกับปากีสถาน แอปเปิ้ล แคชเมียร์ อร่อยสุดยอด การไปเยือนแคชเมียร์ ถือว่าคุ้มค่า มีโอกาสชมสวนแอปเปิ้ลถึง 2 สวน ด้วยกัน ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่าแอปเปิ้ลของแคชเมียร์มีรสชาติอร
