พืชทำเงิน
“อุตสาหกรรมยางพารา” มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจไทย รวมไปถึงสร้างงาน สร้างอาชีพ ให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพารา หากใครอยากรู้ว่า อุตสาหกรรมยางพาราไทยในปีหน้าจะเติบโตไปในทิศทางไหนนั้น สามารถหาคำตอบได้จาก บทสัมภาษณ์พิเศษ “คุณพินิจ จารุสมบัติ” อดีตรองนายกรัฐมนตรี และประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีน และส่งเสริมความสัมพันธ์ ได้ในฉบับนี้ ทิศทางตลาดยางพารา สถานการณ์ราคายางพาราในช่วงที่ผ่านมา ปรับตัวลดลง เนื่องจากสต๊อกยางในจีน ยุโรป สหรัฐอเมริกา ฯลฯ ยังคงอยู่ในเกณฑ์สูง ปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนได้สร้างความกังวลทำให้หลายฝ่ายชะลอการลงทุน ผลกระทบจากปัญหาเงินเฟ้อและปัญหาค่าเงินในหลายประเทศ ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกโดยรวมอยู่ในภาวะถดถอย ปริมาณความต้องการใช้ยางล้อรถยนต์ และชิ้นส่วนยางในภาคอุตสาหกรรมชะลอตัวลดลงตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัจจัยบวกที่ช่วยพยุงราคายางอยู่บ้างคือ การเติบโตของเศรษฐกิจสหภาพยุโรป ที่ยังคงขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง “ในภาพรวมถือว่า ราคายางพาราตกต่ำในขณะนี้ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด เป็นไปตามวัฏจักรการค้าขายยางพาราโดยทั่วไปนั่นเอง เพราะบางช่วงที่สินค้าขาดตลาด ราคา
ทุกวันนี้ ราคายางพาราอยู่ในช่วงตลาดขาลง ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางพารามีรายได้ลดน้อยลงตามไปด้วย แต่กลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางพาราในพื้นที่บ้านคำสมบูรณ์ อำเภอบึงโขงหลง ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคที่เกิดขึ้น พวกเขาหันมาปลูก “เสาวรส” เป็นไม้ผลริมรั้ว เพื่อขายผลสดและแปรรูป สร้างมูลค่าเพิ่มในรูปน้ำเสาวรส ปรากฏว่าขายดิบขายดี จนผลิตไม่ทันกับความต้องการของตลาด พวกเขาเตรียมขยายพื้นที่ปลูกเสาวรสมากขึ้น พร้อมรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในท้องถิ่น เพื่อขยายกำลังผลิตน้ำเสาวรสให้เพียงพอกับความต้องการของตลาดในอนาคต การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชุมชนเกษตรกรชาวสวนยางพาราบ้านคำสมบูรณ์ สอดคล้องกับนโยบายของท่านผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ “คุณนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร” ที่อยากเห็นพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพาราตัดโค่นต้นยางเก่าที่หมดอายุ หรือแบ่งที่ดินว่างเปล่านำมาปลูกผลไม้ เป็นสินค้าทางเลือกตัวใหม่เสริมรายได้ในครัวเรือน วิธีนี้จะช่วยกระจายความเสี่ยงในการลงทุนแทนการปลูกยางพาราเป็นพืชเชิงเดี่ยวเหมือนในอดีต จุดเริ่มต้น คุณธีรวัฒน์ พันสุวรรณ์ เกษตรกรชาวสวนยางพารา บ้านคำสมบูรณ์ ตำบลบึงโขงหลง ได้โอกาสไปศึกษาดูงานเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ณ โคร
จากสถานการณ์ราคายางพาราที่ตกต่ำมาถึงขีดสุดในช่วงเวลานี้ ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกยางพาราได้รับผลกระทบไม่น้อยทีเดียว อาจเรียกได้ว่าราคาขายถูกกว่าต้นทุนการผลิตก็ว่าได้ เนื่องจากในหลายๆ สวนมีการจ้างแรงงานจึงส่งผลทำให้มีต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นตามไปด้วย และที่สำคัญมีการปลูกเป็นแบบพืชแบบเชิงเดี่ยว ทำให้มีรายได้เข้ามาเพียงช่องทางเดียว ผลที่ตามมาคือการทำสวนยางพาราเสมอตัวหรือไม่ก็ขาดทุนจนเกิดภาระหนี้สิน แต่ด้วยสถานการณ์และวิกฤตที่เกิดขึ้น จึงเป็นบทเรียนส่งผลให้เกษตรกรชาวสวนยางพารามีการปรับตัว โดยปรับเปลี่ยนทำสวนแบบลดต้นทุนการผลิต แต่ต้นยางพารายังให้ผลผลิตที่มีคุณภาพเหมือนเดิม จึงสร้างผลกำไรแม้จะมีบางช่วงที่ราคาขายยางพาราตกต่ำก็ตาม เหมือนเช่น คุณจำปี เอกพล อยู่บ้านเลขที่ 129 หมู่ที่ 4 ตำบลเหล่าทอง อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ ได้คิดหาวิธีผลิตยางพาราแบบลดต้นทุนภายในสวนของเธอ โดยนำน้ำหมักและสารชีวภัณฑ์ต่างๆ เข้ามาช่วยจนประสบผลสำเร็จ ทำให้การขายยางพาราแต่ละครั้งมีผลกำไร คุณจำปี เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนยึดอาชีพทำไร่มันสำปะหลัง และเมื่อทำมาได้ระยะหนึ่งต้นทุนการผลิตไร่มันเริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นจึงได้มีการปร
จากการส่งเสริมเทคโนโลยีการผลิตข้าวของกรมส่งเสริมการเกษตร โดยเจ้าหน้าที่สังกัดสำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานเกษตรอำเภอ ส่งผลให้เกษตรกรตระหนักถึงความสำคัญของพันธุ์ข้าวที่ดีมีผลต่อการผลิตข้าวให้มีคุณภาพ และลดต้นทุนการผลิตได้อย่างมาก เพราะต้นข้าวที่เกิดจากเมล็ดพันธุ์ที่ดีจะมีความแข็งแรง ต้านทานต่อโรคและแมลง ให้ผลผลิตสูง แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือพันธุ์ข้าวที่ทางราชการผลิตไม่เพียงพอแก่ความต้องการของเกษตรกร จึงเกิดนโยบายให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการผลิตพันธุ์ข้าวโดยส่งเสริมให้เกษตรกรรู้จักวิธีการผลิตพันธุ์ข้าวไว้ใช้เองและขยายผลไปสู่เพื่อนเกษตรกร โดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้เริ่มก่อตั้งกลุ่มผู้จัดทำแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ชื่อว่า ศูนย์ข้าวชุมชน เริ่มจากนำเกษตรกรที่มีแนวคิดเดียวกันมาร่วมเป็นกลุ่มผู้ผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวระดับเกษตรกร และทำหน้าที่เป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้ทางด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้แก่เกษตรกรและผู้สนใจทั่วไป ซึ่งเป็นอีกหนึ่งของการลดรายจ่าย สร้างเสริมรายได้ให้แก่เกษตรกร สร้างความมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืน ในการนี้นับเป็นโอกาสดีของเกษตรกร “ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านทับนา” ตำบลบ้านเชี่ยน
อุตสาหกรรมแปรรูปและเฟอร์นิเจอร์ไม้สัก ประเทศไทยเป็นผู้นำ อันดับ 1 ของเอเชีย ไม้สักธรรมชาติและสวนป่าของพม่าที่ผลิตออกมาได้ ประเทศไทยเป็นผู้ซื้อ อันดับ 1 เฉลี่ยปีละ 150,000-200,000 ลูกบาศก์เมตร ทั้งนี้ เนื่องจากโรงงานไม้สักในประเทศไทยออกแบบไว้สำหรับไม้ขนาดใหญ่จากธรรมชาติ เกษตรกรที่ปลูกไม้สักจำเป็นต้องจัดการ-บำรุงสวนสักให้ถูกหลักวิชาวนวัฒนวิทยาและพืชสวน จึงจะสามารถผลิตไม้สักขนาดโต 110 เซนติเมตร ความยาวซุงท่อนแรก 6.50 เมตร ในอายุ 15-16 ปี ได้ เกษตรกรไทยเก่งที่สุดในโลก เพราะผลิตสินค้าล้นตลาดจนราคาตกต่ำทุกชนิด ยกเว้นแต่ไม้สักเท่านั้น ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตและไม้สักในสวนป่า ไม้สักในสวนป่าของเกษตรกรจะเจริญเติบโตดีมากแค่ไหน ขึ้นกับปัจจัย 3 ประการ คือ 1. คุณภาพ ดิน ฟ้า อากาศ ของพื้นที่ปลูก 2. กรรมพันธุ์ของต้นสักที่ใช้ปลูก 3. การจัดการดูแลสวนสักที่เหมาะสม การเจริญเติบโตของไม้สักในธรรมชาติและสวนป่าที่ดีมากนั้น ได้มีผู้ศึกษาและรายงานไว้ ดังนี้ 1. ต้นสักจะเจริญเติบโตได้ดีในลักษณะพื้นที่เป็นลูกคลื่นลอนลาดเป็นหุบเขาถึงเนินเขา มีความลาดชัน (2-25%) บริเวณไหล่เขา ริมฝั่งน้ำและริมตลิ่ง ซึ่งน้ำไม่ท
ตามปกติแล้ว เมื่อมีใครบอกข้อมูลเกี่ยวกับสมุนไพรที่ฤทธิ์ป้องกันการเป็นโรคไต ข้าพเจ้าจะฟังหูไว้หูเสียก่อน แต่หนักไปทางไม่ค่อยจะเชื่อสักเท่าไร เพราะว่าปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลทางการแพทย์ใดที่บ่งชี้ว่าสมุนไพรป้องกันโรคไตได้จริง ที่ได้ฟังมาบ่อยๆ ก็จะเป็นการอวดอ้างสรรพคุณการรักษา หลอกผู้ป่วยที่สิ้นหวัง ซึ่งเป็นการกระทำที่ไร้ซึ่งจริยธรรมและผิดกฎหมายอย่างยิ่ง มาถึงตอนนี้ท่านผู้อ่านคงสงสัยแล้วว่า เกริ่นนำมาแบบนี้ แล้วจะนำเสนอสมุนไพรอะไรได้ สิ่งนี้เองที่ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงปัจจัยหรือความเสี่ยงอันนำไปสู่การเกิดโรคไตได้ ในทางแบบแผนปัจจุบัน มีงานวิจัยระบุไว้ว่า ในคนไข้กลุ่มโรคเมแทบอลิกจะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคไตเรื้อรังมากเป็น 2.65 เท่าของคนปกติ ด้วยเหตุนี้เอง หากเราป้องกันกลุ่มโรคนี้ได้ ก็เท่ากับว่าเป็นการลดความเสี่ยงในการเกิดโรคไตได้เช่นเดียวกัน สาเหตุหลักของโรคนี้คือ ความอ้วน ที่ทำให้ร่างกายดื้อต่อการออกฤทธิ์ของอินซูลิน จนมีผลเกิดน้ำตาลในเลือดสูง ไขมันสะสมภายในเซลล์ต่างๆ ความดันโลหิตสูงได้เช่นกัน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ทำให้ร่างกายเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ รวมทั้งโรคไตด้วย ดังนั้น การรักษากลุ่มอาการนี
เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ ผมปลูกสับปะรดไว้ 1 แปลง การเจริญเติบโตอยู่ในเกณฑ์ดี แต่การติดผลทยอยออกไม่พร้อมกัน ผมต้องปฏิบัติอย่างไร ตันสับปะรดของผมจึงจะออกดอกพร้อมกัน และเคยมีข่าวว่า หากใส่ปุ๋ยไม่ถูกวิธี เมื่อนำไปบรรจุกระป๋องจะทำให้เคลือบในกระป๋องมีสีดำคล้ำ ส่งออกไปขายยังต่างประเทศไม่ได้ เราจะมีวิธีป้องกันอย่างไร ขอให้คุณหมอเกษตรไขข้อข้องใจให้ด้วยครับ ขอแสดงความนับถือ นิวัฒน์ ปทุมวงศาโรจน์ กาญจนบุรี ตอบคุณนิวัฒน์ ปทุมวงศาโรจน์ วิธีการบังคับให้สับปะรดออกดอกพร้อมกัน ประการสำคัญต้องบำรุงต้นให้มีน้ำหนัก 2.5-2.8 ด้วยวิธีสุ่มตัวอย่าง นำขึ้นมาชั่งน้ำหนัก แต่ถ้าหากเกษตรกรที่ปลูกมานานสามารถประมาณการได้ จากนั้นใช้สารที่เรียกว่า เอทธิฟอน 39.5 เปอร์เซ็นต์ อัตรา 8 มิลลิกรัม และปุ๋ยยูเรียหรือปุ๋ยน้ำตาลทรายก็เรียกกัน 300 กรัม ละลายในน้ำสะอาด 1 ปี๊บ คนให้เข้ากันแล้วหยอดหรือราดที่ยอดสับปะรด 2 ครั้ง ทิ้งช่วงห่างกัน 4-7 วัน เวลาที่หยอดสารควรเป็นเวลาเย็นได้ผลดีที่สุด อีก 2-4 สัปดาห์ จะมีดอกปรากฏให้เห็น ส่วนสาเหตุทำให้เคลือบกระป๋องด้านในมีสีดำ เกิดจากมีไนเตรตตกค้างในเนื้อสับปะรดเกินมาตรฐาน ป้องกันได
ไผ่เป็นพืชตระกูลเดียวกับหญ้า โดยไผ่ได้ชื่อว่าเป็นหญ้าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ไผ่เป็นพืชสารพัดประโยชน์สำหรับเกษตรกร เนื่องจากทุกส่วนของไผ่เราสามารถจะนำมาใช้ประโยชน์ได้ ส่วนของหน่อใช้เป็นอาหาร บริโภคได้ทั้งหน่อสดและเอาไปดองเพื่อถนอมอาหาร ส่วนลำต้นสามารถใช้เป็นไม้ใช้สอยได้ต่างๆ นานา ทำค้างสำหรับพืชไม้เลื้อย ทำรั้วบ้าน ทำด้ามจอบด้ามพร้า สานตะกร้ากระบุง ทำเครื่องเรือน หรือสร้างบ้านได้แทบทั้งหลัง แม้แต่ใบก็เอามาทำปุ๋ยได้ ในสมัยก่อนเราพึ่งพาไม้ไผ่ในชีวิตประจำวันค่อนข้างมาก ปัจจุบันแม้ไผ่ธรรมชาติจะลดน้อยลงไป แต่สำหรับเกษตรกรการปลูกไผ่ไว้ในสวนของตัวเองเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อหาได้มากทีเดียว เพราะในปัจจุบันไม้ไผ่ที่ตัดขายตามร้านค้ามีราคาแพงมาก ดังนั้น การปลูกใช้เองเป็นการดีที่สุดสำหรับเกษตรกรในยุคนี้ ยางพาราถือเป็นพืชเศรษฐกิจในภาคใต้ จากสภาวะเศรษฐกิจส่งผลให้ราคายางเคลื่อนไหวแพงบ้างถูกบ้าง และในช่วง 2-3 ปีมานี้ ยางมีราคาถูกมาก ทำให้เกษตรกรส่วนหนึ่งโค่นยางทิ้งเมื่อถึงอายุ และมักจะมองหาพืชชนิดอื่นปลูกทดแทนยาง เช่น ปาล์มน้ำมัน สะละ ทุเรียน มังคุด กล้วย แล้วแต่ความถนัด บางสวนก็โค่นย
ดีแทค อยากเห็นสังคมไทยที่ดีขึ้น ด้วยการริเริ่ม โครงการ “พลิกไทย” เพื่อเชิญชวนให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีไอเดียในการแก้ไขปัญหาและสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่ประเทศไทยอย่างยั่งยืน ดีแทค ได้คัดเลือกแนวคิดกิจกรรม จำนวน 10 แนวคิด ที่สามารถปฏิบัติได้จริง และสามารถสร้างประโยชน์แก่สมาชิกส่วนใหญ่ในชุมชน ทั้งในระยะสั้น และระยะยาวในเชิงเศรษฐกิจ สังคม หรือสิ่งแวดล้อม และจะมอบเงินทุนสนับสนุนเบื้องต้น เพื่อให้โครงการสามารถเป็นจริงได้ ซึ่งโครงการซูเปอร์ตะบันน้ำ เป็น 1 ใน 10 โครงการ ที่ได้รับการต่อยอดสนับสนุนจากดีแทค โครงการนี้ ผ่านการคัดเลือกมาแล้วว่า เครื่องตะบันน้ำ สามารถใช้งานและสร้างประโยชน์ต่อคนในชุมชนได้อย่างยั่งยืน คุณจีระศักดิ์ ตรีเดช นายกสมาคมเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาเทือกเขาเพชรบูรณ์ กล่าวว่า แม้พื้นที่ต้นน้ำจะเป็นแหล่งกำเนิดของแหล่งน้ำให้กับคนปลายน้ำ แต่ในทางกลับกัน ชุมชนในเขตต้นน้ำเองกลับเข้าไม่ถึงการใช้น้ำ เพราะแหล่งน้ำอยู่ต่ำกว่าพื้นที่เกษตรกรรม ส่งผลกระทบต่อชุมชนบนพื้นที่สูงในการจัดหาและขนส่งน้ำจากแหล่งน้ำที่ต่ำขึ้นสู่พื้นที่สูง เพื่อการอุปโภคและบริโภคในระดับครัวเรือน รวมถึงการทำการเกษตรเ
คุณอร่าม ทรงสวยรูป อดีตช่างภาพรางวัลพูลิตเซอร์ หลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์การทำงานมากว่าสิบปี ก็ได้หันมาทำเกษตร โดยเริ่มต้นจากลงทุนซื้อที่ดิน คุณอร่าม เล่าว่า ครอบครัวมีที่ดินอยู่อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ แต่พ่อแม่หวงที่ดินมาก ไม่อยากให้มาทำเกษตร ขุดบ่อ ตนจึงตัดสินใจเอาบ้านเข้าธนาคารเพื่อที่จะนำเงินมาซื้อที่ดิน ในการเลือกซื้อที่ดิน ก็จะดูทำเล มีแหล่งน้ำ เหมาะแก่การทำเกษตร จึงได้ที่ตำบลท่าเยี่ยม อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา จำนวนที่ดินทั้งหมด 9-10 ไร่ ราคาซื้อเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ไร่ละ 40,000 บาท ในการทำเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสานของ คุณอร่าม ทรงสวยรูป จะแบ่งพื้นที่เป็น 4 ส่วน ที่อยู่อาศัย 20 เปอร์เซ็นต์ น้ำ 30 เปอร์เซ็นต์ เกษตร 30 เปอร์เซ็นต์ ป่า 20 เปอร์เซ็นต์ ใช้พื้นที่ทั้งหมดให้เกิดประโยชน์ ทำคันนาให้กว้าง เหลือพื้นที่ปลูกผัก มีการปลูกพืชแซมเพื่อให้พืชได้เอื้อผลประโยชน์กัน และที่สำคัญคือเกษตรอินทรีย์ ปราศจากสารเคมี เหมือนสโลแกนที่คุณอร่ามคิดไว้คือ “คนกินมีสุข คนปลูกมีกิน” คุณอร่าม เล่าว่า ตนมีหลักการทำเกษตรอยู่ 4 การ การแรกคือ อุดมการณ์ ในการทำเกษตร ต้องสะอาด ปลอดภัย เพราะเราปลูกกินปล
