พืชทำเงิน
ข้าว…ยังคงเป็นอาหารหลักสำหรับผู้บริโภค เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรเป็นกอบเป็นกำที่ปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาเหมาะสม การพัฒนาคุณภาพผลผลิตข้าวด้วยการรวมกลุ่มของเกษตรกรเพื่อจัดการทำนาเป็นแบบแปลงใหญ่ ที่มีหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนให้การสนับสนุนการปลูกและเพิ่มผลผลิตข้าว เพื่อพัฒนาคุณภาพผลผลิตข้าวที่ได้คุณภาพมาตรฐาน และเป็นการสร้างโอกาสให้เกษตรกรในการเพิ่มรายได้นำไปสู่วิถีที่มั่นคง คุณธีระศักดิ์ ขุมเงิน เกษตรจังหวัดลพบุรี เล่าให้ฟังว่า จังหวัดลพบุรี มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ทำการเกษตร และประชากรส่วนใหญ่ได้ทำนาเป็นอาชีพหลัก ปีนี้มีพื้นที่ทำนา 694,642 ไร่ เกษตรกร 64,738 ครัวเรือน มีพื้นที่เก็บเกี่ยวข้าวแล้ว 44,125 ไร่ ได้ผลผลิตข้าว 35,020,000 กิโลกรัม หรือได้ผลผลิตข้าวเฉลี่ย 794 กิโลกรัม ต่อไร่ ผลผลิตข้าวเกษตรกรนำออกขายได้ราคาเฉลี่ย 7.06 บาท ต่อกิโลกรัม จากอดีตที่ผ่านมา ปัญหาการปลูกและผลิตข้าวของเกษตรกรโดยรวมคือ วิธีการผลิตยังคงเป็นแบบเดิมๆ การใช้ต้นทุนสูงหรือไม่ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ขายข้าวได้ราคาไม่คุ้มทุน จึงมีรายได้ไม่พอเพียงต่อการยังชีพ ซึ่งการแก้ไขปัญหาดังกล่าว สำนั
สำหรับผู้ที่อยากปลูกแก้วมังกรไว้รับประทาน แต่มีพื้นที่จำกัด เชิญทางนี้เลยค่ะ เด็ดมาก การปลูกแก้วมังกรในกระถาง เหมาะสำหรับผู้มีพื้นที่น้อย วัสดุ – อุปกรณ์ : 1.ท่อน้ำทิ้งข้างในกลวง หน้ากว้าง 4 นิ้ว ยาว 1.3 เมตร (หรือเสาไม้ก็ได้) 2.กระถางหน้ากว้าง 50 เซนติเมตร 3.ค้างด้านบนอาจทำจากไม้หรือปูน เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้าง x ยาว 30 เซนติเมตร 4.ขุยมะพร้าว 5.ดิน 6.เชือกฟาง วิธีการปลูก 1.ใช้เสาตั้งเป็นหลักในกระถาง 2. ใส่ขุยมะพร้าวรองก้นกระถางเพื่อให้น้ำถ่ายเทได้ดี ในอัตราส่วน 1 ใน 3 ของปริมาตรกระถาง จากนั้นนำดินสำเร็จรูปผสมกับขุยมะพร้าวหรือแกลบดำใส่ลงไปในกระถางจนถึงขอบกระถาง 3.นำต้นแก้วมังกร มาปลูกให้ชิดกับเสา แล้วใช้เชือกฟางมัดต้นแก้วมังกรให้ติดกับเสา ไม่ต้องมัดให้แน่นมาก ควรผูกไว้จนกว่าต้นแก้วมังกรจะเจริญเติบโตจนพ้นหัวเสา 4.จากนั้นนำดินมากลบด้านบนของกระถางเป็นอันเสร็จ ต้นแก้วมังกรเป็นสามเหลี่ยมแต่จะมีอยู่ด้านหนึ่งที่เป็นด้านแบน ดังนั้น เวลาผูกต้นแก้วมังกรให้จับด้านแบนของต้นเข้ากับหลัก เพราะว่าด้านแบนเป็นด้านที่จะออกราก การดูแลแก้วมังกรในกระถาง 1.การรดน้ำ ให้รดน้ำเพียง 1 ครั้ง ภายใน 2-3 วัน แ
“วร ชื่นสำนวน” มีอาชีพเป็นช่างซ่อมเครื่องจักรหนักอยู่ที่บ้านเทพนคร ตำบลเทพนคร อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร วันหนึ่งชาวนาที่ได้เลิกเช่าที่นาของเขา ช่างวรจึงนำที่ดิน จำนวน 25 ไร่ มาปลูกอ้อย โดยอาศัยผู้ชำนาญในการปลูกอ้อย คือ “เปี๊ยกอ่าง” หัวหน้าโควต้าอ้อย มาปลูกอ้อยพันธุ์ LK 9211 โดยใช้เครื่องปลูกอ้อยแถวคู่ ระยะระหว่างแถวห่างกัน 1.5 เมตร และใส่ปุ๋ยอินทรีย์เม็ด 50 กิโลกรัม ต่อไร่ หลังปลูกอ้อยไปได้ 4 เดือน ช่างวรจึงมีโอกาสมาซ่อมเครื่องจักรในโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ตราพญานาคพ่นน้ำซึ่งอยู่ใกล้ๆ บ้าน เขาสังเกตเห็นว่าปุ๋ยอินทรีย์ที่โรงงานแห่งนี้ผลิตไม่เหมือนกับที่อื่นๆ เพราะมีการหมักปุ๋ยอินทรีย์เป็นกองใหญ่ๆ โดยใช้วัตถุดิบที่ดีหลายอย่าง ทางโรงงานนำปุ๋ยที่ผสมกันดีแล้วนำไปเข้ารางผสมปุ๋ยขนาด กว้าง 4 เมตร ยาว 80 เมตร จำนวนสองราง เครื่องผสมปุ๋ยที่เดินบนรางรถไฟจะค่อยๆ เดินพลิกกองปุ๋ยหมักที่สูงประมาณ 1.2 เมตร พลิกไปอย่างช้าๆ ใช้เวลาหนึ่งวัน นับเป็นเครื่องจักรที่ทันสมัย ที่เขาไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน การปลูกอ้อยที่ใช้ปุ๋ยเคมีโดยทั่วไป จะได้ผลผลิตประมาณ 12-15 ตัน ต่อไร่ ช่างวร ทดลองใช้ปุ๋ยอินทรีย์ตราพญานาคพ่น
คุณนเรศ ฝีปากเพราะ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ทางกรมส่งเสริมการเกษตร และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้ร่วมมือกันเพื่อพัฒนาคุณภาพลำไย พร้อมกันนี้ได้สรุปองค์ความรู้เพื่อเผยแพร่และส่งเสริมให้เกษตรกรได้นำไปปรับใช้ในการปฏิบัติดูแลรักษาลำไยเพื่อให้ได้คุณภาพ โดยมี 13 ขั้นตอน การที่ควรปฏิบัติ ดังนี้ ระยะที่ 1 ช่วงเตรียมต้น (กันยายน-ตุลาคม) ขั้นตอนที่ 1 – การตัดแต่งกิ่ง…เกษตรกรควรตัดแต่งกิ่งให้ทรงพุ่มโปร่ง เปิดกลางทรงพุ่มให้ได้รับแสงสว่างมากขึ้น คลุมโคนต้นด้วยใบลำไยที่ตัดทิ้ง ขั้นตอนที่ 2 – แตกใบอ่อน ครั้งที่ 1…ให้ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ต้นละ 10 กิโลกรัม และใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 46-0-0 ร่วมกับ 15-15-15 และ 0-0-60 (ช่วงแตกใบ ครั้งที่ 1) สัดส่วน 1:1:1 อัตรา 1-2 กิโลกรัม ต่อต้น ในระยะนี้ให้ระวังโรคและแมลง ได้แก่ ไรสี่ขา เพลี้ยหอย เพลี้ยแป้ง และโรคพุ่มไม้กวาด ระยะที่ 2 ช่วงก่อนออกดอก (พฤศจิกายน-ธันวาคม) ขั้นตอนที่ 3 – ขั้นตอนที่ 4 – แตกใบอ่อน ครั้งที่ 2 จนถึงใบแก่สมบูรณ์…ฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดแมลง สารป้องกันกำจัดเชื้อราและฮอร์โมนบำ
เสน่ห์ของสุโขทัย นอกจากเป็นเมืองสงบ เต็มไปด้วยโบราณสถานแล้ว อาหารการกิน โดยเฉพาะอาหารจากปลา อุดมสมบูรณ์มาก ในน้ำมีปลา ในนามีข้าวจริงๆ ใครที่แวะเวียนไปจังหวัดนี้ สามารถหาร้านอาหารเล็กๆ แต่มีปลาแม่น้ำแท้ๆ ให้ได้อร่อยกัน ทางด้านการเกษตร สุโขทัยขึ้นชื่อหลายอย่าง ที่ตำบลบ้านตึก อำเภอศรีสัชนาลัย มีอากาศแบบเดียวกับอำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ นอกจากปลูกลองกอง ทุเรียนหลงลับแล คุณภาพดีแล้ว ตำบลนี้เป็นถิ่นเกิดของทุเรียนพันธุ์จระเข้ ต้นเดิมอายุ 200 ปี เป็นทุเรียนรสชาติดีมาก ขยับมา อำเภอสวรรคโลก มีพืชไร่หลายอย่าง ริมน้ำยมมีละมุด มะยงชิด ปลูกแบบอาศัยธรรมชาติ อำเภอเมือง มีปลูกยาสูบ อำเภอคีรีมาศและทุ่งเสลี่ยม มีนมดี หมายถึงกิจการเลี้ยงโคนมเจริญรุ่งเรือง อำเภอกงไกรลาศ นอกจากนาข้าว อำเภอนี้เป็นแหล่งผลิตปลาร้าที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย นักส่งเสริมอาชีพการเกษตรรุ่นใหม่ เมื่อ 15 ปีที่แล้ว คุณยศวัฒน์ ศิริอธิพันธ์ หรือ คุณต๊อก เจ้าของสุโขทัยการเกษตร ซึ่งจำหน่ายเมล็ดพันธุ์พืช รวมทั้งปัจจัยการผลิตทางการเกษตรทุกชนิด ลงพื้นที่ส่งเสริมเกษตรกรในจังหวัดสุโขทัย ปลูกแตงโม ปลูกพริกซอส เพื่อส่งโรงงาน พื้นที่ปลู
อ่างเก็บน้ำคลองลำกง จังหวัดเพชรบูรณ์ ถือเป็นแผ่นดินทองของการเพาะปลูกพืชและประมง ดินดี น้ำดี อากาศก็ดีอีกต่างหาก เกษตรกรสามารถเพาะปลูกพืชและทำนาได้ตลอดทั้งปี ทำเลทองหายากแห่งนี้ เดินทางไปมาได้อย่างสะดวกมากแถมอยู่ไม่ไกลจาก กทม. มากนัก อ่างเก็บน้ำคลองลำกง เป็นโครงการที่กรมชลประทานจัดทำขึ้นเพื่อสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ในการเพิ่มแหล่งเก็บกักน้ำบริเวณต้นน้ำเหนือเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ในช่วงฤดูฝน และเป็นต้นทุนน้ำสำรองสำหรับใช้ในช่วงฤดูแล้ง ในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ครอบคลุมพื้นที่การเกษตรในตำบลท่าแดง ตำบลวังท่าดี ตำบลวังโบสถ์ และตำบลบ่อไทย อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ เนื้อที่รวมประมาณ 50,000 ไร่ ปลูกอะไร ก็ได้ผลผลิตดี คุณพรชัย จันทร์กูล เกษตรกรรายหนึ่งที่ได้รับประโยชน์จากอ่างเก็บน้ำคลองลำกง ครอบครัวพรชัยมีที่ดินทำกินจำนวน 40 ไร่ สามารถเพาะปลูกพืชหลากหลายชนิดได้ตลอดทั้งปี ทั้งการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปลูกหอมแดง แตงกวา และทำนาข้าว สำหรับเกษตรกร ที่มีที่ดินทำกินอยู่ช่วงต้นปากน้ำ มักจะปลูกข้าวทำนาเป็นอาชีพเพียงอย่างเดียว ทำให้พื้
“มะกรูด” พืชผักสวนครัว จำพวกเดียวกับขิง ข่า ตะไคร้ หอมแดง ล้วนแล้วแต่ เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของเครื่องต้มยำ ส่วนใบของมะกรูด ก็มีน้ำมันหอมระเหยกลิ่นหอมมากๆ เป็นได้ทั้งพืชผักที่นำมาประกอบอาหาร และสมุนไพร บำรุงหัวใจ แถมปลูกที่ไหนขายได้ตลอด ทุกฤดูกาล ราคาขึ้นลงตามภาวะของตลาด มะกรูดตัดใบขายส่งแต่ละสวนแม้นจะขายได้ราคาไม่แพงตั้งแต่ 10 บาทต่อกิโลกรัม ไปจนถึงราคาแพงแบบสุดๆหลังฝนไปแล้ว 35 บาทต่อกิโลกรัม ขายลูกก็ได้ราคาดี 50 ส.ต.ต่อผล หรือจะจำหน่ายขายกิ่งพันธุ์ก็โกยรายได้เป็นกอบเป็นกำ ในฉบับนี้ ขอพาท่านผู้อ่านไปเยี่ยมชมสวนมะกรูดทำเงิน ของคุณสันติ คงคา อาศัยอยู่บ้านเลขที่176/2 หมู่1 ตำบลจระเข้เผือก อำเภอด่านมะขามเตี้ย จังหวัดกาญจนบุรี โทร.087-161-2074 และ 093-682-1067 การทำสวนมะกรูดครอบครัว “คงคา” เรียกได้ว่า เป็นอาชีพมรดกจากรุ่นแม่สู่รุ่นลูก สร้างฐานะและรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับครอบครัวเกษตรกรตัวอย่างรายนี้มานานหลายสิบปีแล้ว ปัจจุบัน คุณสันติ นับเป็นเกษตรกรผู้ปลูกมะกรูดรายใหญ่ในท้องถิ่นแห่งนี้ โดยปลูกมะกรูดบนที่ดินของตัวเอง และรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรลูกไร่ ประมาณ 200 ไร่ คุณสันติเล่าให้
หน่อไม้ป่าบ้านยางโทน – “หน่อไม้บ้านหนูอร่อยแน่นอนค่ะ หวานกรอบ ทุกบ้านจะต้องมีหน่อไม้เก็บเอาไว้ นี่แหละคือ บ้านยางโทนค่ะ” น้องปอ ด.ญ.ธนพร บริสุทธิ์ บอกเล่าเอกลักษณ์ของบ้านยางโทน หน่อไม้ป่าบ้านยางโทน -บ้านยางโทน ต.ศรีมงคล อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี มีป่าชุมชนขนาดใหญ่ พื้นที่ 1,847 ไร่ ตั้งอยู่ในเขตลุ่มน้ำห้วยโป่งช้างเผือก เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าวังใหญ่ และป่าแม่น้ำน้อย ลักษณะเป็นป่าเบญจพรรณและป่าไผ่รวกที่มีความสมบูรณ์ ทำให้ชาวบ้านมีรายได้จากป่ามากมายในแต่ละปี โดยเฉพาะผลผลิตจากหน่อไม้ เนื่องจากความสมบูรณ์ของไผ่รวกที่มีกระจายทั่วผืนป่า ชาวบ้านสามารถเก็บหน่อไผ่รวกไปขายสร้างรายได้มากมาย บางบ้านนำมาใส่ถุงพลาสติกมัดให้แน่นและนำไปนึ่งเพื่อถนอมอาหารเก็บไว้กินได้ ตลอดปี การเก็บหน่อไม้จึงแทบจะเป็นอาชีพหลักเลี้ยง คนในชุมชน หากไม่มีวิธีจัดการ วันหนึ่งหน่อไม้อาจจะค่อยๆ หมดไป กลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และป่าชุมชนบ้านยางโทน จึงตั้งกติการ่วมกันในการกำหนดวันปิดป่าทุกปีในช่วงปลายฝน เพื่อพักให้หน่อไม้โตขึ้นเป็นไผ่กอใหม่เพื่อเพิ่มปริมาณไผ่ให้มีมากขึ้นๆ “ปีนี้เพิ่งประกาศปิดป่าไปเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พอปิดป่าแล้ว ชาว
เชื่อว่า มีข้าราชการและพนักงานบริษัทจำนวนมากที่อายุใกล้ 60 ปี เริ่มนับวันถอยหลังที่ก้าวเข้าสู่วัยเกษียณอย่างมีความสุข แต่บางคนอาจมีความกังวลว่าเมื่อตนก้าวพ้นวัยทำงานไปแล้วจะใช้เวลาว่างที่เหลืออย่างไร จะเข้าวัดฟังธรรม อยู่บ้านเลี้ยงหลาน หรือใช้พื้นที่ว่างข้างบ้านปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ หากใครยังคิดไม่ตกว่าจะวางแผนการใช้ชีวิตอย่างไร อยากให้ลองอ่านชีวิตเกษตรก่อนเกษียณ ของ “ดร. ปรีชา ชื่นชนกพิบูล” เขาวางแผนทำสวนเกษตรไว้ล่วงหน้า จนรู้ปัญหาอุปสรรคในการทำสวนเกษตร เมื่ออายุครบ 60 ปี เขาสามารถเก็บเกี่ยวความสุขในวิถีชีวิตเกษตรกร หลังวัยเกษียณได้อย่างเต็มที่ ดร. ปรีชา ชื่นชนกพิบูล ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการ ศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา (ETV) ในสังกัด สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (สำนักงาน กศน.) กระทรวงศึกษาธิการ ลูกหลานชาวสวนรังสิต ดร. ปรีชา เล่าว่า ผมเกิดและเติบโตในครอบครัวเกษตรกร เดิมคุณแม่ทำนาอยู่ คลอง 14 ปลูกข้าวได้เกวียนละ 1,200 บาท เมื่อย้ายมาอยู่ที่นี่ ก็หันมาทำสวนแทน พื้นที่ทำกินแห่งนี้อยู่ในโครงการปฏิรูปที่ดินของจังหวัดปทุมธานี เมื่อเปลี่ยนการเพาะปลูกจากทำนา มาทำสวน ก็ต้อง
จังหวัดภูเก็ต ในฐานะเมืองท่องเที่ยว ที่ดินมีราคาแพงมาก เพราะเป็นทำเลทองของการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้ แต่ที่นี่ ยังมีการทำนาปลูกข้าวอยู่นะ ชาวบ้านไม้ขาว อำเภอถลาง ชุมชนชายทะเลตอนเหนือของเกาะภูเก็ต ยังคงรักษามรดกวัฒนธรรม วิถีชีวิตกึ่งชนบทได้อย่างดีเยี่ยมภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พวกเขาอนุรักษ์วิถีชีวิตการทำนาเช่นเดียวกับรุ่นปู่ย่าตายาย พวกเขาทำเกษตรแบบเรียบง่าย มีความเอื้ออาทรของวิถีชีวิตแบบไทยๆ ที่ต่างชาติเห็นแล้วชื่นชมด้วยความประทับใจ บ้านไม้ขาว อำเภอถลาง “นาผืนสุดท้ายของจังหวัดภูเก็ต” ตั้งอยู่ หมู่ที่ 4 บ้านไม้ขาว ตำบลไม้ขาว อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ปัจจุบัน มีพื้นที่ประมาณ120 ไร่ มี นายเนตร เดชากุล เป็นผู้ริเริ่มรวบรวมเพื่อนบ้านหันกลับมาทำนาข้าว ซึ่งเดิมเป็นนาร้าง โดยเสนอผ่าน นายมาโนช สายทอง ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 4 ตำบลไม้ขาว อำเภอถลาง จัดทำโครงการเสนอทางจังหวัดภูเก็ต เริ่มทำเป็นโครงการเชิงอนุรักษ์อาชีพชาวนาภูเก็ตอย่างจริงจัง ในปี พ.ศ. 2554 ในช่วงที่ ดร. ปรีชา เรืองจันทร์ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ถือเป็นจุดเริ่มต้นโครงการ “นาผืนสุดท้ายของจังหวัดภูเก็ต” ที่เน้น “ปลูกวันแม่เก็บเก
