พืชทำเงิน
โครงการแก้ไขปัญหาความยากจนเฉพาะพื้นที่บ้านหนองเขียวและกลุ่มบ้านบริวาร ตำบลห้วยโป่ง อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน กำลังก้าวหน้าอย่างโดดเด่นในการพัฒนาเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวทางของโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง ดำเนินการโดยสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (สวพส.) โครงการนี้มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนจากการทำเกษตรแบบดั้งเดิม สู่ระบบเกษตรอินทรีย์และพืชเศรษฐกิจที่ให้ผลตอบแทนสูง ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร สร้างรายได้ที่มั่นคง พร้อมทั้งส่งเสริมการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นับเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาเกษตรกรรมบนพื้นที่สูงที่สมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โครงการแก้ไขปัญหาความยากจนเฉพาะพื้นที่บ้านหนองเขียวและกลุ่มบ้านบริวาร จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้รับการดำเนินงานโดย สวพส. ซึ่งเริ่มต้นจากการสำรวจและวิเคราะห์ปัญหาของชุมชน พบว่าประสบปัญหาขาดแคลนน้ำสำหรับอุปโภค บริโภค และการเกษตร รวมถึงขาดองค์ความรู้ด้านเกษตรที่ยั่งยืน ทำให้รายได้ไม่มั่นคงและต้องพึ่งพาการปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่มีต้นทุนสูงและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยเหตุนี้ สวพส. จึงร่วมมือกับกรมทรัพยากรน้ำและกรมชลประ
กล้วยเป็นพืชที่ชาวสวนนิยมปลูกกันมากพบกระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ทั้งปลูกตามหัวไร่ปลายนา และการปลูกในรูปแบบแปลงเพื่อจำหน่ายเป็นการค้า โดยเฉพาะกล้วยน้ำว้าเป็นพืชที่ปลูกกันเกือบทุกบ้านและที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ปลูกกล้วย ปรับตัวรับความเสี่ยง ข้อมูลการศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนของการปลูกกล้วยน้ำว้า ในเขตอำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี พบว่าเกษตรกรมีรายได้จากการปลูกกล้วยน้ำว้า 25,728 บาท/ไร่/ปี มีต้นทุนการผลิตกล้วยน้ำว้า 20,184 บาท/ไร่/ปี รายได้สุทธิ 5,544 บาท/ไร่/ปี ข้อมูลราคาเฉลี่ยสินค้าเกษตรกล้วยน้ำว้าของกระทรวงพาณิชย์ ย้อนหลัง 5 ปี (ปี 2563 – 2567) ที่พบว่า ราคากล้วยน้ำว้าจะสูงในช่วงเดือนสิงหาคมของทุกปี และจะลดลงในช่วงปลายปีจนราคาตกต่ำในช่วงแล้งปีถัดไป แม้ว่ากล้วยน้ำว้าจะเป็นพืชที่ปลูกง่าย แต่เนื่องจากการลงทุนปลูกกล้วยน้ำว้า มีจุดคุ้มทุนค่อนข้างยาว ประมาณ 5 – 6 ปี ดังนั้นเกษตรกรควรศึกษาและวางแผนการลงทุน แผนการผลิต แผนการเงิน แผนการตลาด อย่างรอบคอบ รวมถึงการปลูกกล้วยน้ำว้าให้เป็นพืชพี่เลี้ยงหรือพืชร่วมเพื่อเป็นรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง สายพันธุ์กล้วยยอดนิยม ปัจจุบัน ใน
ที่ฟาร์มทะเลตัวอย่างในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตำบลบางแก้ว อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี เป็นหนึ่งในแหล่งศึกษาและเรียนรู้เรื่องการเพาะเลี้ยงสาหร่ายผักกาดทะเลซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่กำลังได้รับความสนใจจากเกษตรกรและประชาชนทั่วไป สำหรับสาหร่ายผักกาดทะเลนั้น เป็นผลมาจากที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเพชรบุรีและฟาร์มทะเลตัวอย่างในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประสบความสำเร็จในการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่น เมื่อปี 2557 ที่ผ่านมาจนได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคที่ต้องการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ เป็นผลให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสามารถจำหน่ายได้เกิดอาชีพที่มั่นคง มีชีวิตที่ดีขึ้น ต่อมาจึงได้มีการพัฒนาส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสาหร่ายเชิงเศรษฐกิจขึ้นมาและได้สาหร่ายชนิดใหม่คือสาหห่ายผักกาดทะเล ในปลายปี 2565 ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเพชรบุรี ซึ่งดูแลฟาร์มทะเลตัวอย่างในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้ส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสาหร่ายผักกาดทะเลขึ้น เพราะเป
จากสาวกที่หลงรักอะโวคาโด กลายมาเป็นผู้ปลูกที่เชี่ยวชาญจนถึงทุกวันนี้ กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ใช้เวลาในการศึกษาวิธีการปลูกอะโวคาโดให้เหมาะสมกับพื้นที่ของตัวเองมาหลายปี และมุ่งมั่นผลักดันผลผลิตให้กลายเป็นสินค้าในตลาด Hi-End หรือ Premium Market คุณจ้ำ-ณฐกร เอกสมัย เจ้าของ Grande Farm ผู้ปลูกอะโวคาโดบนพื้นที่ปากช่อง เดิมทีก่อนหน้านี้ทำธุรกิจส่วนตัว และได้ตัดสินใจกลับมาอยู่บ้าน ซึ่งเดิมคุณพ่อก็ปลูกน้อยหน่าอยู่แล้วประมาณ 100 ต้น ซึ่งถือเป็นพืชที่พบได้ทั่วไปในแถบปากช่อง พอกลับมาอยู่บ้านได้สักพักจึงได้ศึกษาการปลูกน้อยหน่าดู แต่ด้วยประสบการณ์ที่ยังน้อยและขาดความรู้เชิงลึก ต้นน้อยหน่าที่ปลูกไว้จึงไม่รอด ทำให้ต้องกลับมาคิดทบทวนใหม่ว่าพื้นที่นี้สามารถปลูกพืชอะไรได้บ้าง ที่มาของ Grande Farm ก่อนที่เราจะเริ่มปลูกอะโวคาโดเอง ผมก็เป็นหนึ่งในสาวกที่หลงรักอะโวคาโดมาก่อน พอคุณพ่อป่วยผมก็เริ่มหาซื้อมาเพื่อทานอยู่เรื่อยๆ และได้ลองชิมจากแหล่งต่างๆ จนรู้ว่าอะโวคาโดที่อร่อยและมีคุณภาพเป็นอย่างไร เมื่อผลผลิตจากสวนของเราเริ่มออก ก็พบว่าอะโวคาโดของเราอร่อยและมีคุณภาพดีกว่าหลายๆ สายพันธุ์ที่เคยลอง แม้จะบอกไม่ได้ว่าด
ช่วงเทศกาลวันหยุดยาวๆ หากใครอยากเปลี่ยนไปเที่ยวชมธรรมชาติที่สวยงาม พร้อมช้อป ชิมผลไม้รสอร่อย แนะนำให้แวะไปที่ “ไร่องุ่น คุณนนท์ @ เขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์” ที่รวบรวมความหลากหลายทางการเกษตร ในแบบ ONE STOP FARM แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรแบบครบวงจรที่มีอัตลักษณ์ สนุกได้ความรู้ มาเรียนรู้คู่ปฏิบัติทางการเกษตรกับแนวคิด ทฤษฎีใหม่ แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร คุณอาทิตย์ ชัยโฉม เจ้าของ ไร่องุ่นคุณนนท์@เขาค้อ เขาเกิดและเติบโตในครอบครัวเกษตรกร เดิมทีครอบครัวทำฟาร์มปศุสัตว์ หลังจากคุณอาทิตย์เข้ามาสืบทอดกิจการจากคุณพ่อ ก็พัฒนาหันมาทำธุรกิจเกษตรไร้สารพิษหรือเกษตรอินทรีย์ บนเนื้อที่กว่า 10 ไร่ คุณอาทิตย์ตั้งใจพัฒนาไร่แห่งนี้ตามศาสตร์พระราชา ปรัชญาพ่อ เปลี่ยนวิธีคิด ติดอาวุธให้กับคนรุ่นใหม่หันมาใส่ใจกับการท่องเที่ยวเชิงเกษตรตามรอยพ่อ ที่นี่ปลูกผักออร์แกนิกและไม้ผลเมืองหนาวตามฤดูกาล เช่น แบล็คเบอร์รี่ ราสป์เบอร์รี่ สตรอเบอรี่ เสาวรส องุ่น ส้มสายน้ำผึ้ง อะโวกาโด และปลูกต้นกัญชา ฯลฯ นักท่องเที่ยวสามารถเดินลัดเลาะไปยังโรงเรือนปลูกองุ่น ไม้ผล พืชผักต่างๆ ได้แบบตามสบาย ที่นี่ตัดผลไม้สดใหม่จากต้น สู่เมนูเครื่องดื่
ในเรื่องของการส่งออกข้าวจำหน่ายตลาดต่างประเทศ ไทยยังคงเป็นผู้ส่งออกข้าวเป็นอันดับ 2 ของโลก เท่ากับปริมาณการส่งออกของเวียดนามที่ 7.5 ล้านตันเช่นกัน และอินเดียยังคงเป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 ของโลกที่ปริมาณ 16.5 ล้านตัน จึงเป็นความเสี่ยงของไทยที่จะต้องรักษาอันดับ การเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 2 ของโลก นอกจากนี้ เวียดนามยังมีโอกาสที่จะส่งออกข้าวแซงไทยที่เป็นไปได้สูง เพราะเริ่มเห็นตัวเลขการส่งออกข้าวเวียดนามเพิ่มขึ้น จากปกติการส่งออกเฉลี่ยเพียง 6 ล้านตันต่อปีเท่านั้น แต่เห็นชัดเจนขึ้นจากปี 2566 เวียดนามสามารถส่งออกได้ถึง 8.1 ล้านตัน และประมาณต้นปี 2567 เวียดนามสามารถประมูลข้าวจากอินโดนีเซียได้ถึง 4 แสนตัน จากการประมูลทั้งสิ้น 5 แสนตัน ส่วนที่เหลือเป็นของปากีสถานและเมียนมา ส่วนประเทศไทยไม่ได้เพราะราคาข้าวแพงกว่า ข้าวคาร์บอนต่ำ ทางรอดของเกษตรไทย นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า สนค. ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการปรับตัวของผู้ผลิตและผู้ประกอบการ เพื่อเป็นการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันการผลิตและการค้าขายทางภาคการเกษตรข
ปัญหาของการส่งออกข้าวไทยที่นับวันจะถดถอยลงทั้งปริมาณและมูลค่า ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ประเทศผู้นำเข้าต้องการข้าว “พื้นนุ่ม” มากกว่าเพิ่มขึ้น ขณะที่ข้าวที่ประเทศไทยมีการปลูกข้าวพื้นนุ่มน้อย แม้ว่าที่ผ่านมาประเทศไทยได้พัฒนาพันธุ์ข้าวพื้นนุ่มออกมาและให้การรับรองแล้วหลายพันธุ์ เช่น กข 39, กข 43, กข 53, กข 77 และ กข 79 แต่ยังไม่นิยมปลูกเป็นที่แพร่หลายมากนัก เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างเวียดนามที่มีสายพันธุ์ที่หลากหลายกว่า ทำให้ผู้ซื้อหันไปซื้อข้าวพื้นนุ่มกับคู่แข่งมากขึ้น ไทยจึงสูญเสียส่วนแบ่งตลาดนี้ให้คู่แข่งอย่างเวียดนามไปอย่างน่าเสียดาย โดยเวียดนามเป็นประเทศที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับงานวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวอย่างมาก โดยจัดสรรงบประมาณกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 3,000 ล้านบาท เพื่อวิจัยและพัฒนา โดยนำพันธุ์ข้าวที่ดีในตลาดมาพัฒนาเป็นพันธุ์ข้าวใหม่เพื่อทำตลาด มีระยะเพาะปลูกที่สั้น 90-95 วัน ปลูกได้ปีละ 3 ครั้ง ขณะที่ประเทศไทยรัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้กับการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ข้าวเพียง&n
เกษตรกรสาวพิสูจน์ตัวเองจากงานที่ทำ ใบปริญญาไม่ได้ชี้วัดความสำเร็จเสมอไป ความตั้งใจ และการขยันศึกษาหาความรู้พัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลาต่างหากที่จะเป็นหนทางสู่ความสำเร็จได้ คุณประกายมาศ น้อยมา (คุณมาศ) อยู่บ้านเลขที่ 8 ตำบลคณฑี อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร คนรุ่นใหม่หัวใจเกษตร เล่าว่า ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เรียนจบสูง แต่ก็สามารถประสบความสำเร็จในอาชีพที่เลือกอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เลือกที่จะไม่เรียนต่อ เพราะค้นหาตัวเองเจอตั้งแต่แรกว่า เหมาะกับงานเกษตรมากกว่า จึงตัดสินใจหันมาช่วยพ่อแม่ปลูกข้าวและทำไร่อ้อย “ปี 2555 เริ่มปลูกข้าวทำนา เพราะตอนนั้นข้าวราคาดี พอมาถึงยุคที่อ้อยแพงก็หันมาทำอ้อย แล้วผันตัวเองเป็นเถ้าแก่อ้อย ออกรถคีบ รถสิบล้อ รถหกล้อ แบบครบวงจร เพื่อทำไร่อ้อย ซึ่งทุกอย่างเป็นไปได้ดี จนกระทั่ง ปี 2559 ราคาอ้อยตกต่ำ สู้ค่าคนงานไม่ไหว ต้องติดหนี้จากการกู้เงินมาทำไร่อ้อยเป็นหลักล้าน จึงคิดว่าถ้าทำไร่อ้อยต่อไปไม่รอดแน่นอนจึงเบนเข็มเปลี่ยนมาทำเกษตรผสมผสาน บนพื้นที่ 24 ไร่ โดยเริ่มจากการปลูกปาล์มน้ำมัน กล้วย พริก พืชผักสวนครัว และมะละกอ เป็นพืชหลัก” คุณมาศ กล่าวถึงจุดเริ่มต้นทำเกษตรผสมผสาน ติดหนี้จ
ประเทศไทยนิยมการบริโภค แปรรูปลำไยเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ และส่งออกลำไยเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ถือเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของไทย โดยปลูกมากในหลายพื้นที่ของประเทศทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การบริหารจัดการด้านปริมาณและคุณภาพของลำไยจึงถือเป็นส่วนสำคัญอย่างมากต่อการกระจายผลผลิตไปสู่ผู้บริโภครวมถึงคุณภาพการส่งออกของลำไย ปัจจุบันกระบวนการแปรรูปลำไยอบแห้งยังต้องใช้แรงงานคนที่มีทักษะสูงในการคัดคุณภาพลำไยอบแห้ง โดยจะทำการคัดลำไยอบแห้งที่มีลักษณะบุบ แตก และสีที่ไม่ได้ตามต้องการทิ้ง ซึ่งจะมีลำไยแห้งที่เสียประมาณร้อยละ 5-15 ต่อรอบการผลิต หากโรงงานที่ผลิตมีการจัดการที่ดี ไม่ให้มีลำไยอบแห้งเสียปนในแต่ละรอบการส่งออกหรือจำหน่ายภายในประเทศจะทำให้สามารถจำหน่ายในราคาที่สูงขึ้น ดังนั้น ทุกโรงงานจึงให้ความสำคัญกับขั้นตอนการคัดคุณภาพของลำไยอบแห้งเป็นอย่างมาก เพื่อให้ผลิตภัณฑ์เป็นที่ยอมรับของตลาดและจำหน่ายได้ราคาสูง อย่างไรก็ตาม พบว่าการใช้แรงงานคนในกระบวนการดังกล่าวต้องใช้เวลาคัด 20-30 นาทีต่อลำไยอบแห้ง 20 กิโลกรัม จึงต้องใช้แรงงานจำนวนมากเพื่อให้ได้ปริมาณการผลิตที่ต้องการ ทำให้โรงงานมีต้นทุนค่าใ
การปลูกต้นไม้ในบ้านเป็นเรื่องที่ช่วยให้บรรยากาศสดชื่นขึ้น แต่หากวันหนึ่งต้นไม้เริ่มมีอาการผิดปกติ เช่น ใบร่วง ใบเหลือง หรือรากเน่า อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าต้นไม้กำลังป่วยและต้องได้รับการแก้ไขด่วน มาดูกันว่า 9 อาการอันตรายที่ต้องระวังมีอะไรบ้าง และจะแก้ไขอย่างไรให้ต้นไม้กลับมาแข็งแรงได้อีกครั้ง 1. ใบเหลือง ต้นไม้ใบเหลืองส่วนใหญ่มักเกิดจากการรดน้ำมากเกินไป ความชื้นในดินสูง หรือดินแน่นจนระบายน้ำไม่ดี วิธีแก้เบื้องต้นคือ ตัดใบที่เหลืองทิ้ง จากนั้นเว้นการรดน้ำสักระยะ แล้วค่อยกลับมารดใหม่เมื่อดินแห้ง เช็กง่ายๆ ด้วยการใช้นิ้วกดลงไปในดินประมาณ 1 นิ้ว หากหน้าดินแห้งก็สามารถรดน้ำได้ แต่ถ้ายังชื้นอยู่ ควรรออีกหน่อย หากปัญหาเกิดจากดินแน่นเกินไป แนะนำให้ปรับปรุงดินโดยผสมวัสดุโปร่ง เช่น ขุยมะพร้าว ใบก้ามปู หรือรองก้นกระถางด้วยกาบมะพร้าว เพื่อเพิ่มช่องอากาศและช่วยให้ดินระบายน้ำได้ดีขึ้น 2. ใบไหม้ ใบไม้ไหม้เกิดได้จากหลายปัจจัย แต่ส่วนใหญ่มักมาจากแสงแดดจัดหรืออากาศร้อนเกินไป โดยเฉพาะช่วงบ่าย หากสังเกตว่าใบเริ่มแห้งหรือเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ควรย้ายต้นไม้ไปไว้ในบริเวณที่มีแสงแดดรำไร และตัดใบที่เสียหายอ
