พืชทำเงิน
ในสภาพอากาศที่มีแดดออกสลับกับมีฝนตกชุก และมีลมกระโชกแรงบางช่วงระยะนี้ กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกเผือกเฝ้าระวังโรคใบจุดตาเสือหรือโรคใบไหม้ ที่สามารถพบได้ในทุกระยะการเจริญเติบโตของเผือก อาการบนใบ พบจุดเล็กสีน้ำตาลฉ่ำน้ำ ต่อมาจุดขยายใหญ่เป็นวงซ้อนกันคล้ายดวงตา กรณีที่อากาศยังมีความชื้นหรือในช่วงเช้า จะพบบริเวณแผลมีหยดสีส้ม เมื่ออาการของโรครุนแรง แผลจะขยายติดกัน ทำให้ใบไหม้ หากอากาศมีความชื้นหรือมีฝนพรำ ใบจะเหี่ยวม้วนพับเข้า ใบแห้ง หรือใบอาจเน่า อาการบนก้านใบ พบจุดเล็กสีน้ำตาลฉ่ำน้ำ ต่อมาจุดจะขยายใหญ่ยาวรีสีน้ำตาลอ่อนจนถึงเข้ม ทำให้ก้านใบช้ำ ใบเหี่ยว ก้านหักพับได้ง่าย สำหรับในแปลงที่เป็นโรครุนแรง เผือกจะมีจำนวนใบเหลือน้อย จนทำให้ส่งผลต่อคุณภาพและปริมาณของผลผลิต และเชื้อสาเหตุโรคอาจเข้าทำลายหัวเผือก ทำให้หัวเผือกเน่าได้ เกษตรกรควรหมั่นตรวจและกำจัดวัชพืชในแปลงและรอบแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบต้นที่เริ่มแสดงอาการของโรค ให้พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชไดเมโทมอร์ฟ 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 10-20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไพราโคลสโตรบิน 25% อีซี อัตรา 15 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอีทาบ
เตาเศรษฐกิจประยุกต์ ลดการใช้พลังงาน ลดค่าใช้จ่ายรักษาสิ่งแวดล้อม ประหยัดพลังงานมากถึง 30,000 บาทต่อปี ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://web.facebook.com/SUDYODPPP/
“ส้มโอ” เป็นผลผลิตทางการเกษตรที่มีชื่อเสียงและเป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ของตำบลบ้านแท่น อำเภอบ้านแท่น จังหวัดชัยภูมิ ส้มโอบ้านแท่นมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นคือ เปลือกบาง ผิวสวย เนื้อมีปริมาณมาก รสหวานอมเปรี้ยวกำลังดี และมีกลิ่นหอม เคยคว้ารางวัลชนะการประกวดส้มโอ อันดับ 1 ระดับประเทศมาแล้ว ว่าที่พันตรีวิเวก จงสูงเนิน เกษตรอำเภอบ้านแท่น จังหวัดชัยภูมิ กรุณาสละเวลาพาทีมงานเทคโนโลยีชาวบ้านไปที่หมู่บ้านหนองผักหลอด ตำบลบ้านแท่น ซึ่งเป็นแหล่งปลูกส้มโอที่มีชื่อเสียงของอำเภอบ้านแท่นพร้อมพูดคุยกับ คุณบุญมี นามวงศ์ เป็นประธานกลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านแท่น คุณจักรินทร์ รัตนประทุม คุณสมสี พลนิกร และสมาชิกกลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านแท่นอีกหลายท่าน จุดกำเนิด “ส้มโอบ้านแท่น” เมื่อปี 2530 คุณบุญมี นามวงศ์ โทรสศัพท์ (082) 749-9785 ได้นำมะม่วงจากอำเภอบ้านแท่นไปขายที่ตลาดสี่มุมเมือง เมื่อสินค้าไปถึงตลาด ปรากฏว่า ผลผลิตเสียหาย และขายได้ราคาถูก ขณะที่ส้มโอจากนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ที่นำมาวางขายในตลาดเดียวกัน กลับขายได้ราคาสูงและผลผลิตไม่เสียหายในระหว่างการขนส่ง แถมมีอายุจำหน่ายยาวนานกว่ามะม่วง คุณบุญมีจึ
ทุกคนมีความฝัน บางคนได้เดินตามความฝันของตัวเอง บางคนต้องทิ้งความฝันของตัวเอง เพื่อกลับมาทำหน้าที่ลูกที่ดีตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ แต่การที่ไม่ได้เดินตามความฝันของตัวเองใช่ว่าจะไม่มีความสุขเสมอไป ใครจะไปรู้ว่าวันข้างหน้ารู้ตัวอีกทีเราอาจจะชอบและรักในสิ่งที่เราไม่ได้คิดไว้ตั้งแต่แรกก็ได้ ดังเช่น คุณกัมพล ตันสัจจา ชายผู้เป็นเจ้าของอาณาจักรสวนนงนุช สวนที่โด่งดังไปทั่วโลก ตั้งอยู่ ณ เมืองพัทยาแห่งนี้ กว่าจะมีทุกวันนี้ได้เขาต้องยอมทิ้งสิ่งที่รัก มาทำงานสวนเพื่อสานต่อเจตนารมณ์ของผู้เป็นแม่ เมื่อรู้ตัวอีกทีงานจัดสวนก็ได้กลายเป็นชีวิตจิตใจของเขาไปแล้ว คุณกัมพล ตันสัจจา ชายเจ้าของอาณาจักรสวนนงนุช สวนที่เมื่อใครได้ยินชื่อก็ต้องนึกถึงความยิ่งใหญ่อลังการ บนเนื้อที่กว่า 1,700 ไร่ ที่รวบรวมพันธุ์ไม้หายากจากทั่วโลกมาจัดวางไว้ให้นักท่องเที่ยวได้เยี่ยมชม และนอกเหนือจากสวนสวยแล้ว ภายในสวนนงนุชยังมีกิจกรรมอีกหลายชนิด เรียกได้ว่าจะมากันเป็นหมู่คณะ หรือมากับครอบครัว สวนนงนุชก็มีกิจกรรมตอบโจทย์นักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม แต่กว่าที่จะมาเป็นสวนที่ทุกคนรู้จักได้อย่างทุกวันนี้ ต้องผ่านอุปสรรคมากมาย คุณกัมพล เล่าว่า เมื่อก่อ
ปัจจุบัน งานทางด้านการเกษตรไม่จำเป็นต้องมีเวลาว่างเพื่อมาลงมือทำอีกต่อไป จะเห็นได้จากผู้ที่ประสบผลสำเร็จในการทำเกษตรบางราย ได้ใช้เวลาว่างในช่วงวันหยุดหรือหลังจากเลิกทำงานประจำ มาทำกิจกรรมที่ชื่นชอบและมีใจรักเกี่ยวกับการเกษตร เพื่อเป็นสิ่งที่ช่วยให้ผ่อนคลายจนสิ่งที่ทำเพียงเล็กน้อยกลับสร้างรายได้เป็นเงินที่เรียกง่ายๆ ว่า สามารถทำรายได้เลี้ยงครอบครัวได้เป็นอย่างดี คุณประสาน สุขสุทธิ์ เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรตัวอย่างที่ใช้เวลาว่างหลังจากทำงานประจำ คือปลูกสวนไผ่อยู่ที่บ้านเกาะรัง ตำบลหนองหว้า อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว โดยที่เลือกปลูกไผ่ เพราะเป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ง่าย ไม่ต้องใช้เวลาดูแลยุ่งยาก สามารถเจริญเติบโตได้กับทุกสภาพดิน แม้จะเป็นดินที่ไม่มีความอุดมสมบูรณ์ พร้อมทั้งไม่ต้องใช้เวลาดูแลอย่างเต็มเวลา สามารถหาเวลาว่างจากงานประจำมาเข้าสวนได้ และที่สำคัญเขาได้มีการต่อยอดการขายด้วยการนำใบไผ่มาสกัดเป็นน้ำใบไผ่สำหรับดื่มเพื่อสุขภาพ จึงนับว่าเป็นการทำให้สินค้าทางการเกษตรมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ปลูกพืชทางการเกษตร หลากหลายชนิดมาก่อน คุณประสาน เล่าให้ฟังว่า มีอาชีพรับราชการเป็นนักวิชาการเกษตร ประจำอย
ไปอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา หวนให้คิดถึง “ส้มจุก” ที่เรียกกันติดปากว่า “ส้มจุกจะนะ” ผลไม้ที่จัดว่าเป็นผลไม้โบราณไปแล้ว เพราะหาซื้อกินยาก ไม่ได้มีวางขายตามแผงผลไม้ทั่วไป หากจะซื้อกินให้ได้ก็น่าจะต้องเดินทางไปให้ถึงสวน ในพื้นที่อำเภอจะนะ เพราะผลผลิตที่ออกมาในแต่ละขั้ว ถูกจับจองเกือบหมดตั้งแต่ยังไม่ถึงแผงค้าเสียด้วยซ้ำ และหากเดินทางไปถึงสวน ก็อาจจะต้องรอคิว เพราะแม้แต่คนในพื้นที่เองก็เป็นหนึ่งในลูกค้าเข้าคิวซื้อส้มจุกจะนะด้วยเหมือนกัน คุณวิฑูร พรหมเพชร เกษตรอำเภอจะนะ และ คุณจำเริญ จันศรีคง นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร ชำนาญการพิเศษ ผู้ช่วยเกษตรอำเภอจะนะ เป็นผู้นำทีมเทคโนโลยีชาวบ้านเข้าถึงสวนส้มจุกที่ยังมีผลผลิตต่อเนื่อง และเป็นสวนที่ปราศจากเคมี มีการดูแลโดยวิธีธรรมชาติ และได้ผลผลิตดีมีคุณภาพ คุณวิฑูร ให้ข้อมูลพื้นที่ปลูกส้มจุกจะนะว่า ปัจจุบัน ในพื้นที่อำเภอจะนะ มีเกษตรกรมาขึ้นทะเบียนเป็นผู้ปลูกส้มจุกจะนะไว้ทั้งสิ้น 65 ราย คิดเป็นพื้นที่ 162 ไร่ โดยเกษตรกรส่วนใหญ่เน้นปลูกส้มจุกจะนะปลอดสารเคมี แต่ยังพบปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง รวมถึงปัญหาแมลง ผู้ว่าราชการจังหวัดจึงอนุมัติงบประมาณ 200,000 บาท สำหร
คุณพิเชษฐ์ กันทะวงศ์ เกษตรกรหนุ่ม ประธานยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ จ.เชียงราย เล่าให้ฟังว่า ตนนั้นเรียนจบมาทางด้านอารักขาพืช จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ รุ่น 64 และเข้าทำงานบริษัทเอกชนอีก 2 ที่ คือ บริษัท เจียไต๋ จำกัด รับหน้าที่ทดสอบพันธุ์ต่างประเทศ และ บริษัท ทีเจซี เคมี จำกัด รับหน้าที่ขึ้นทะเบียนสารก่อนนำมาขายในประเทศ ทำให้ที่ผ่านมาได้มีโอกาสทำงานอยู่ในแวดวงเคมีเกษตรเป็นส่วนใหญ่ แต่ด้วยว่าเราจะเรียนจบมาทางด้านกีฏวิทยาเกี่ยวกับแมลง ทำให้เรามีพื้นฐานที่ดีและรู้ว่าการควบคุมแมลงนอกจากสารเคมีแล้วยังมีวิธีอื่นๆ อีกมาก ยกตัวอย่าง การทำผักกางมุ้ง หรือการทำโรงเรือน เป็นการใช้หลักชีววิธี จึงเกิดแนวคิดว่าน่าจะทดลองปลูกพืชแบบไม่ใช้สารเคมี แต่เลือกใช้หลายๆ วิธีมาประยุกต์รวมกัน และมาลงตัวที่เมล่อน หลังจากที่ตัดสินใจแล้ว จึงได้ลงมือทำและการเรียนรู้ในครั้งแรกนี้ก็ทำให้ตนเองค้นพบข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งก็คือ สาเหตุการปลูกเมล่อนไม่ได้ผลดีจากประสบการณ์เรียนรู้ด้วยตัวเองก็คือ การปลูกกลางแจ้งแล้วได้ผลผลผลิตไม่ได้ดีนั้นมีสาเหตุมาจากการปลูกแบบลงดินนั้น ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคพืชต่างๆ ที่อยู่ในดินจำนวนมาก เช่น โรครากเน่า
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลส้มเขียวหวานในจังหวัดสุโขทัย เผย เนื้อที่ปลูก ทั้งจังหวัดรวม 29,000 ไร่ ผลผลิตรวม 93,800 ตัน ปัจจุบันมีแหล่งปลูกส้มเขียวหวานเพียงแหล่งเดียว ที่ อ.ศรีสัชนาลัย ซึ่งนับเป็นไม้ผลที่ให้ผลผลิต สร้างความมั่นคงทางรายได้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่เป็นอย่างดี นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการลงพื้นที่สำรวจข้อมูลส้มเขียวหวานในจังหวัดสุโขทัย โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 จังหวัดพิษณุโลก (สศท.2) ได้ติดตามสถานการณ์การผลิต การตลาด ปริมาณผลผลิตและความต้องการของตลาด เพื่อนำไปพิจารณาจัดทำบัญชีสมดุลระดับจังหวัด ปี 2560 จากการสำรวจพบว่า เกษตรกรในจังหวัดสุโขทัยมีการขยายพื้นที่ปลูกส้มเขียวหวานเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะ ในพื้นที่ ต.แม่สิน และ ต.แม่สำ อ.ศรีสัชนาลัย เนื่องจากส้มสายน้ำผึ้งนั้นมีราคาสูง ส่งผลให้ส้มสายพันธุ์อื่นๆ ที่เป็นสินค้าทดแทนราคาสูงตามไปด้วย อีกทั้งเป็นไม้ผลที่ให้ผลผลิตยั่งยืนสามารถสร้างความมั่นคงทางรายได้ โดยผลผลิตบางส่วนเข้าสู่โรงงานแปรรูปน้ำผลไม้ ภาพรวมการผลิตส้มเขียวหวาน
ปุ๋ย ยังมีความสำคัญในการผลิตพืช ปุ๋ยที่วางจำหน่ายในตลาดมีธาตุอาหารหลักอยู่ 3 ธาตุ คือ ธาตุไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) และโพแทสเซียม (K) ธาตุไนโตรเจน มีบทบาทในการบำรุงต้นและใบ ทำให้ต้นไม้มีใบสีเขียว เพิ่มประสิทธิภาพในการสังเคราะห์แสง ธาตุฟอสฟอรัส (P) มีบทบาทในการพัฒนารากและเร่งการออกดอก ธาตุโพแทสเซียม (K) ช่วยในการเคลื่อนย้ายแป้งและน้ำตาล จากขบวนการสังเคราะห์แสงที่ใบส่งไปยังผล หรือลำต้น ขึ้นอยู่กับชนิดพืช ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 เป็นปุ๋ยครอบจักรวาล ใช้ได้ในทุกระยะการเจริญเติบโตของต้นไม้ ปุ๋ยทั้งสองสูตรใช้ทดแทนกันได้ ปุ๋ยสูตร 12-24-12 ใช้สำหรับเร่งการออกดอกของต้นไม้ ปุ๋ยสูตร 13-13-21 ใช้สำหรับเพิ่มความหวานและสีของผล อย่างไรก็ตาม หากต้องการให้ต้นไม้เจริญเติบโตและให้ผลผลิตได้คุณภาพ จำเป็นต้องใช้แบบผสมผสาน คือใส่ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก เพราะจะช่วยปรับปรุงโครงสร้างดินให้ร่วนซุย และเก็บความชื้นได้ดี อีกทั้งยังมีจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์กับต้นไม้อยู่หลายชนิด ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หมายถึง ปุ๋ย 100 กิโลกรัม ประกอบด้วยธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ที่ต้นไม้นำไปใช้ประโยชน์ได
ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ จังหวัดกาฬสินธุ์ หัวก้าวหน้านำชุมชนเลี้ยงจิ้งหรีด ผลิตแหล่งอาหารโปรตีน ปลอดสารพิษสู่ผู้บริโภค เพิ่มความมั่นคงทางอาชีพการเกษตร สร้างรายได้เดือนละล้านสู่ชุมชน โดยยึดหลักการดำรงชีวิตภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คุณอรวรรณ วอทอง ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ อยู่บ้านเลขที่ 42 หมู่ที่ 2 ตำบลยางตลาด อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ เปิดเผยถึงความเป็นมาว่า ก่อนที่จะมายึดอาชีพด้านการเกษตรนั้น ทำงานโรงงานที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี 2550 ต่อมาโรงงานได้ลดพนักงานโดยได้จ้างตนออกจากงาน จึงได้กลับบ้านที่กาฬสินธุ์มายึดอาชีพการเกษตร เริ่มจากการปลูกผักขายในปี 2551 จากนั้น หันมาทดลองเลี้ยงจิ้งหรีดเป็นอาชีพเสริม เนื่องจากการเลี้ยงจิ้งหรีดนั้นเป็นแมลงที่เลี้ยงง่าย โตไว เป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี มีไฟเบอร์สูง แปรรูปได้หลากหลาย ใช้แรงงานน้อย ใครๆ ก็เลี้ยงจิ้งหรีดได้ ในพื้นที่สภาพแห้งแล้งก็เลี้ยงได้เพราะใช้น้ำน้อย ระยะเวลาการเลี้ยงประมาณ 40 วัน ก็จับขายได้เงิน ต้นทุนการเลี้ยงต่ำ “เริ่มต้นเลี้ยงด้วยเงินทุน 5,000 บาท โดยทำกล่องเลี้ยงจิ้งหรีดขนาด 2×4 เมตร จำนวน 2 กล่อง เลี้ยงจิ้งหรีดได้ 60 กิโลกรัม ขายราคากิโลกรั
