พืชทำเงิน
พลู เป็นพืชไม้เลื้อยที่นิยมนำมากินคู่กับหมาก ซึ่งในสมัยก่อนนั้นเมื่อมีแขกมาเยี่ยมเยือนถึงเรือนชาน ก็จะนำหมากพลูและของต่างๆ มาตอนรับขับสู้แขกผู้มาเยือนถึงบ้าน นอกจากพลูจะเป็นที่นิยมกินแล้ว ยังได้มีการนำมาใช้ในพิธีมงคล เช่น เป็นเครื่องเซ่นไหว้ หรือประกอบพิธีกรรมต่างๆ ที่สำคัญ จึงนับได้ว่าพลูเป็นพืชที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของสังคมไทยมาอย่างยาวนานเลยทีเดียว จึงทำให้พลูยังมีความต้องการของตลาดค่อนข้างมาก จนถึงเรียกได้ว่าเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้ไม่น้อย คุณสมควร แซ่โง้ว อยู่บ้านเลขที่ 123/8 หมู่ที่ 8 ตำบลหนองสองห้อง อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร เป็นเกษตรกรที่มองเห็นถึงความต้องการพลูของแม่ค้าที่รับซื้อ จึงใช้พื้นที่สวนมาปลูกพลูเพื่อเป็นงานสร้างรายได้ให้กับครอบครัว ที่ทำมากว่า 3 ปีกันเลยทีเดียว เปลี่ยนจากขายต้นไม้ มาเป็นเกษตรสวนพลูกินใบ คุณสมควร เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนมีอาชีพเกี่ยวกับขายต้นพันธุ์ไม้ทั่วไป ต่อมาจึงได้เปลี่ยนจากอาชีพนั้นมาทำสวนฝรั่ง เมื่อปลูกไปได้ระยะเวลานาน การทำสวนฝรั่งไม่ค่อยประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เพราะมีปัญหาเรื่องยืนต้นตายทำให้อายุของไม้สั้น จึงได้ปรับเปลี่ยน
สวนสมรม หรือเกษตรผสมผสาน ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่สอดคล้องกับการมีภูมิคุ้มกันที่ดี ในการประกอบอาชีพตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งคนนครศรีธรรมราชได้นำมาใช้ในการประกอบอาชีพจนประสบผลสำเร็จในหลากหลายพื้นที่ ทั้งบนภูเขาสูง พื้นที่ราบ พื้นที่ลุ่ม และพรุ มีตัวแบบที่ดี มีตัวอย่างที่ดี สำนักงานเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้หยิบยกมาจัดทำโครงการ เสวนา “สวนสมรม” ทางเลือกทางรอด และการสร้างความมั่นคงด้านอาหารของคนนครศรีธรรมราช โดยผนึกกำลังกับเกษตรกรเจ้าของภูมิปัญญา องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้แทนมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช กองทุน สสส. นักวิชาการอิสระ ในการระดมสมอง จัดเวทีถอดองค์ความรู้ โดยกำหนดจัด 3 เวที เพื่อหาองค์ความรู้ที่เหมาะสมกับแต่ละโซนพื้นที่ไปขยายผลต่อไป คุณชลินทร์ ประพฤติตรง เกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะที่ปรึกษาโครงการ กล่าวว่า ตามที่กลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร สำนักงานเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้เสนอโครงการเพื่อจัดทำโครงการเสวนา “สวนสมรม” ทางเลือกทางรอด และการสร้างความมั่นคงด้านอาหารของคนนครศรีธรรมราช เพื่อระดมความคิดและประสบ
สวัสดีครับท่านผู้อ่าน แฟนนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ที่ติดตามอ่านบทความของลุงยศคนเกษตร ขอขอบคุณที่ติดตามอ่านสาระดีๆ ที่ได้จากประสบการณ์ตรงของเกษตรกร ในครั้งนี้ผู้เขียนได้เดินทางไปทำธุระที่จังหวัดสิงห์บุรี และได้ใช้เส้นทางสายอินทร์บุรี-ตากฟ้า-หนองบัว-บึงสามพัน (สี่แยกราหุล)-ภักดีชุมพล-หนองบัวระเหว-เทพสถิต-ซับใหญ่-ชัยภูมิ-ขอนแก่น เพื่อเดินทางกลับจังหวัดสกลนคร การเดินทางสะดวก และมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ในระหว่างเส้นทางก็มีจุดสนใจมากมาย เช่น ทุ่งดอกกระเจียว ป่าหินงาม แต่สถานที่เหล่านี้ผู้เขียนได้เดินทางไปชมแล้วหลายครั้ง ในครั้งนี้ได้เพิ่มความตื่นตามากขึ้น เพราะตั้งใจที่จะเข้าชมทุ่งกังหันลมที่มีมากที่สุดในประเทศไทย และสามารถแทรกอยู่บนพื้นที่การเกษตรของเกษตรกรได้อย่างลงตัว ลงตัวอย่างไรติดตามครับ บ้านบุฉนวน ตำบลซับใหญ่ อำเภอซับใหญ่ จังหวัดชัยภูมิ ตั้งอยู่ห่างจากองค์การบริหารส่วนตำบลซับใหญ่ ประมาณ 5 กิโลเมตร การเดินทางสะดวกสบาย บนถนนไร้ฝุ่น ที่ทางบริษัทกังหันลมได้สร้างไว้บนเส้นทางที่ชาวบ้านใช้กันเป็นประจำ สภาพโดยทั่วไปเป็นพื้นที่การเกษตร ช่วงที่ผู้เขียนเดินทางไปคือหน้าฝนเดือนกรกฎาคม ดังนั้น ควา
“ไผ่เป๊าะหวาน” เป็นพันธุ์ไม้เลื้อย ลำต้นไม่ตรง เป็นไผ่เปลือกบางเหนือหนา มีเส้นผ่านศูนย์กลางลำ 6 นิ้ว สูง 8-10 เมตร ปล้องยาวโดยประมาณ 12 นิ้ว เนื้อไม้บาง ลักษณะใบมีสีเขียวเล็กคล้ายหอก ก้านมีสีเหลือง มักพบกระจายพันธุ์ตามชายแดนไทย-พม่า แถบจังหวัดแม่ฮ่องสอน และจังหวัดตากมีบ้างเป็นบางพื้นที่ เป็นต้นกล้าที่มาจากเมล็ดจึงไม่ต้องห่วงเรื่องไผ่จะแก่และตายขุย อยู่ได้ไม่ต่ำกว่า 70-80 ปี หน่อมีขนาดใหญ่เต็มที่ 2.5-3 กิโลกรัม รสชาติหวานกรอบ ไม่มีเสี้ยน เนื้อเยอะ นิยมนำมาต้มจืด ผัดหน่อไม้ใส่หมู และใส่ในกระเพาะปลา อร่อยอย่าบอกใคร สำหรับผู้ที่สนใจอยากปลูกไผ่เป๊าะหวานเป็นอาชีพเสริม มีพื้นที่เพียง 1 ไร่ ก็สามารถทำเป็นอาชีพเสริมได้แล้ว และการปลูกไผ่ยังใช้เงินในการลงทุนน้อยกิ่งไผ่ตอนราคาเพียง 40 บาท 1 ไร่ ปลูกได้ 30-36 ต้น ซึ่งคิดเป็นเงินเพียง 1200- 1500 บาท เท่านั้น ถือว่าปลูกแล้วคุ้มในระยะยาว แต่หากท่านใดอยากปลูกไผ่เป็นอาชีพหลักสร้างรายได้ แนะนำให้ปลูกในพื้นที่ประมาณ 5 ไร่ และในระหว่างที่รอไผ่โต 1-2 ปี แรกเราสามารถปลูกพืชแซมในสวนไผ่ได้อีกด้วย ส่วนพืชที่เหมาะในการปลูเป็นพืชแซมสวนไผ่คือ มะละกอ ถั่ว หรือจะปล
ส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม เป็นส้มโอที่พัฒนาโดยเกษตรกร ตำบลคลองน้อย อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ปัจจุบันปลูกมากในพื้นที่ 3 ตำบล คือ ตำบลคลองน้อย ตำบลเกาะทวด และตำบลปากพนังฝั่งตะวันตก คุณฐปนีย์ ทองบุญ นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครศรีธรรมราช (ศวพ. นครศรีธรรมราช) ได้ให้ข้อมูลในผลงานวิจัยดีเด่น ประจำปี 2558 ของกรมวิชาการเกษตร ว่า เมื่อปี 2523 นายหวัง มัสแหละ ได้นำต้นส้มโอมาจากบ้านบราโอ ตำบลประจัน อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี จำนวน 3 ต้น มาปลูกที่บ้านแสงวิมาน ตำบลคลองน้อย อำเภอปากพนัง ส้มโอที่นำมาปลูกเป็นส้มโอที่มีลักษณะผลเหมือนส้มโอพันธุ์ขาวพวง มีกุ้งเป็นเนื้อสีชมพูเข้มค่อนข้างแดง ผลมีขนาดใหญ่แต่มีรสขม เมื่อนำมาปลูกที่บ้านแสงวิมาน ตำบลคลองน้อย ปรากฏว่า เมื่อให้ผลผลิตกลับมีรสหวานขึ้น ผิวของส้มโอสีเขียวจัด และมีขนอ่อนนุ่มคล้ายกำมะหยี่คลุมทั่วผล จากนั้นเกษตรกรได้คัดเลือกสายพันธุ์และปรับปรุงคุณภาพเรื่อยมา ซึ่งใช้เวลานานหลายปี ในที่สุดก็ได้ส้มโอที่มีเนื้อสีแดงเข้มเหมือนสีทับทิม รสชาติหอมหวาน เนื้อนุ่มน่ารับประทาน จึงได้มีการตั้งชื่อขึ้นมาใหม่ว่า “ส้มโอพันธุ
จากนโยบายของรัฐบาลข้อ ๘ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาและส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา และนวัตกรรม ด้วยการสนับสนุนงบประมาณในการวิจัยและพัฒนาของประเทศเพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมาย ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อให้ประเทศมีความสามารถในการแข่งขันและมีความก้าวหน้าทัดเทียมกับประเทศอื่นที่มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงกัน และจัดระบบบริหารงานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรมให้มีเอกภาพและประสิทธิภาพโดยให้มีความเชื่อมโยงกับภาคเอกชน เร่งสร้างสังคมนวัตกรรม และปฏิรูประบบการให้สิ่งจูงใจต่อการนำงานวิจัยและพัฒนาไปต่อยอดหรือใช้ประโยชน์ได้จริง ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า เพื่อเป็นการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล ในการวิจัยและพัฒนา และนวัตกรรม สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้จัดสรรงบประมาณการวิจัยให้แก่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. ในการบริหารจัดการสนับสนุนการทำวิจัย ตามแผนงานวิจัยมุ่งเป้า เพื่อตอบสนองความต้องการพัฒนาประเทศโดยเร่งด่วน : กลุ่มเรื่องมันสำปะหลัง ตั้งแต่งบประมาณ ๒๕๕๕ ซึ่งได้สนับ
เกษตรจังหวัดลำปาง เผยผลดำเนินงานแปลงใหญ่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สามารถลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต พัฒนาคุณภาพผลผลิต และการตลาด ภายใต้การบริหารจัดการกลุ่มอย่างเข้มแข็งด้วยการเน้นการทำเกษตรอย่างยั่งยืน นายสุรพล ทองเที่ยง เกษตรจังหวัดลำปาง กล่าวว่า จังหวัดลำปางมีพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จำนวน 197,276 ไร่ เกษตรกร จำนวน 14,725 ราย มีพื้นที่เพาะปลูกมีเอกสารสิทธิ์ จำนวน 53,864 ไร่ พื้นที่ปลูกไม่มีเอกสารสิทธิ์ จำนวน 143,412 ไร่ โดยที่ผ่านมาเกษตรกรส่วนใหญ่ประสบกับปัญหาผลผลิตและราคาตกต่ำและผลผลิตขาดคุณภาพ ด้วยเหตุนี้ภาครัฐจึงได้มีการส่งเสริมการทำเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งได้มีการรวมกลุ่มแปลงใหญ่ตั้งแต่ ปี 2559 พร้อมทั้งขับเคลื่อนส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 1 แปลง ในพื้นที่อำเภองาว มีเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 499 ราย พื้นที่ 1,922.25 ไร่ โดยมีแนวทางการขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ ด้วยการใช้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการเกษตร มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเรื่องเทคโนโลยีการเกษตรที่เ
“ ขี้เลื่อยไม้ยางพารา” เป็นหนึ่งในวัตถุดิบที่เกษตรกรนิยมนำมาใช้เพาะเห็ด ทั้งนี้การเลือกใช้ขี้เลื่อยไม้ยางพารา ควรตรวจสอบให้แน่ใจเสียก่อนว่า ไม่ใช่ขี้เลื่อยไม้ยางพาราที่มาจากโรงงานเฟอร์นิเจอร์ เพราะขี้เลื่อยประเภทนี้ผ่านการอบฆ่าเชื้อนำมาใช้ในการเพาะเห็ดไม่ได้ หากนำขี้เลื่อยประเภทนี้ มาทำก้อนเชื้อเห็ดหยอดเชื้อลงไปแล้วเชื้อไม่เดิน เพราะไม้ยางพาราจากโรงงานเฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่จะผ่านการอบยาฆ่าเชื้อรามาแล้ว หากนำมาใช้เพาะเห็ด เชื้อเห็ดก็จะไม่เดินอย่างแน่นอนเพราะเชื้อเห็ดก็เป็นเชื้อราประเภทหนึ่งนั่นเอง หากใครต้องการตรวจสอบคุณภาพขี้เลื่อยว่าใช้ได้หรือไม่ ขอแนะนำให้ทดลองทดสอบตามคำแนะนำของศูนย์เห็ดล้านนานคือ เอามือ ล้วงเข้าไปในขี้เลื่อย ถ้าขี้เลื่อยนั้นร้อน เหมือนมีการหมัก ถือว่า ขี้เลื่อยนั้นใช้ได้ แต่ถ้าขี้เลื่อยนั้นไม่ร้อน หรืออุ่นแดด และควรสอบถามคนขับว่า ไปขึ้นขี้เลื่อยจากที่ไหน เป็นโรงไม้ หรือโรงงานเฟอร์นิเจอร์ ถ้าไม่แน่ใจ ก็จะไม่ควรรับ เพราะเสี่ยงขาดทุนได้ นอกจากนี้ ก่อนลงขี้เลื่อย ควรตรวจดูบริเวณที่จะลงขี้เลื่อยว่ามีความสะอาดพอไหม พื้นที่ตรงนั้นมีน้ำขังหรือเปล่า ควรปรับระดับการระ
“แต่ก่อนเคยทำไร่ข้าวโพด 20 ไร่ ต้องใช้ยาและปุ๋ยเคมีมาก อีกทั้งแรงงานหายาก เมื่อขายผลผลิตแล้ว หักลบต้นทุนกำไรไม่คุ้มค่า จึงน้อมนำเอาศาสตร์พระราชา ในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ทำการเกษตรแบบพอเพียงในพื้นที่ 2 ไร่กว่า สามารถส่งลูกเรียนจนจบปริญญา 2 คน” เป็นคำกล่าวที่ภาคภูมิใจของ คุณบุญหย่วน ดีคำวงศ์ เกษตรกรวัย 60 ปี ตำบลน้ำเกี๋ยน อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน เมื่อปี 2535 ได้เริ่มนำเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ในพื้นที่ 2 ไร่กว่า บริเวณบ้านของตนเอง โดยทำการเกษตรแบบผสมผสาน ปลูกพืชผักสวนครัว ไม้ผล เลี้ยงไก่ จิ้งหรีด และกบ ใช้แรงงานภายในครอบครัว ไม่ต้องจ้างแรงงาน ทุกอย่างที่ปลูกและเลี้ยงได้นำมาประกอบอาหารในครอบครัว ส่วนที่เหลือก็จำหน่ายเป็นรายได้ ปัจจุบันทุกวันจะมีรายได้จากพืชผัก 300 บาท ในรอบเดือนมีรายได้จากการจำหน่ายจิ้งหรีด 4,000-6,000 บาท และในรอบปีจะจำหน่ายลูกกบได้กว่า 50,000 บาท พร้อมกับจำหน่ายผลไม้ในสวนอีกประมาณ 20,000 บาท ซึ่งรายได้ทั้งหมดนี้สามารถเลี้ยงครอบครัวได้ เรื่องปุ๋ยและยาไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพราะทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพใช้เอง รวมทั้งการป้องกันกำจัดศัตรูพืชด
คุณพะเยาว์และคุณประมวล รุ่งทอง สองสามีภรรยา อยู่บ้านเลขที่ 70 หมู่ที่ 4 ตำบลท่าชัย อำเภอเมือง จงหวัดชัยนาท เป็นเกษตรกรที่อาศัยอยู่บริเวณริมฝังแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งสองเป็นเกษตรหัวไว้ใจสู้พร้อมที่จะเปิดรับความรู้ใหม่ๆ กล้าที่จะทดลองและรับแนวทางการส่งเสริมพัฒนาอาชีพที่เกี่ยวกับการเกษตร ปัจจุบันทั้งสองมีอาชีพเพาะเลี้ยงปลาในกระชังบริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา คุณประมวล (ภรรยา) เล่าให้ฟังว่า เดิมทีตัวเองมีอาชีพตัดเย็บเสื้อผ้าในหมู่บ้าน ส่วนคุณพะเยาว์ (สามี)นั้นมีอาชีพเพาะเลี้ยงปลาในกระชังบริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ด้วยอาชีพการเพาะเลี้ยงปลาในกระชังที่สามีทำอยู่นั้น ทุกวันยิ่งทำก็เริ่มแย่ลงๆ มีกำไรน้อย ขาดทุนบ้าง ได้กำไรบ้าง เพราะการเพาะเลี้ยงปลาในกระชังต้องใช้คนในการดูแลพอสมควร ลำพังจะให้สามีทำและดูแลคนเดียวก็ไม่ไหว ทำให้ตัวเองต้องตัดสินใจเลิกตัดเย็บเสื้อผ้าและหันมาช่วยสามีเพาะเลี้ยงปลาในกระชังเพียงอย่างเดียว คุณประมวล เล่าให้ฟังอีกว่า ตัวเองและสามีเริ่มเพาะเลี้ยงปลาในกระชังมาตั้งแต่ปี 2542 เริ่มแรกมีกระชังทั้งหมด 10 กระชัง ปลาที่เพาะเลี้ยงจะมีหลากหลายชนิดด้วยกัน ทั้ง ปลาดุก ปลาสวาย ปล
