พืชทำเงิน
มีไม้ผลเพียงไม่กี่ชนิดที่สามารถเกิดและเจริญเติบโตได้ในทุกสภาพพื้นที่ และกล้วยก็เป็นหนึ่งในนั้น นอกจากการเป็นไม้ผลที่เจริญเติบโตได้ดีโดยแทบจะไม่ดูแลก็ออกผลให้รับประทานได้ตลอดเวลาแล้ว มักพบเห็นต้นกล้วยอยู่ตามบ้านแทบทุกหลังคาเรือน ด้วยเหตุนี้คนไทยจึงเกิดความผูกพันกับกล้วยมาเป็นเวลายาวนาน ยิ่งขณะนี้ผู้คนหันมาบริโภคกล้วยกันเพิ่มขึ้น เนื่องจากพบว่ามีสรรพคุณที่เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพ ซึ่งกระแสนี้ทำให้กล้วยถูกยกระดับกลายเป็นผลไม้ทางการตลาดที่สำคัญ แล้วยังหาซื้อได้ง่ายตามร้านสะดวกซื้อใกล้บ้าน แทนที่จะต้องเดินทางไปถึงตลาด สำหรับเนื้อหาการบรรยายในงานสัมมนา “กล้วยหอมทอง-กล้วยน้ำว้า” ปลูกกินเองได้ ปลูกขายทำเงิน ตอนที่ 3 ยังคงอยู่ในประเด็นเรื่องการปลูกและการดูแล ทั้งนี้ วิทยากรท่านต่อมาอาจไม่ใช่สายตรงทางเกษตรกรรม แต่มีอาชีพโหรดังระดับประเทศ ในนาม “อาจารย์พัชนี ตุษยะเดช” ทว่า…เส้นทางชีวิตของอาจารย์พัชนี ไม่ได้โด่งดังเฉพาะเรื่องการเป็นโหรเท่านั้น แต่กลับมีจุดหักเหจากดวงตัวเองเมื่อทำให้ต้องเข้าสู่วงการกล้วย เพราะไปได้กล้วยน้ำว้าพันธุ์มะลิอ่องที่กลายพันธุ์ในทางที่ดีมาปลูก ทำให้ตั้งแต่ผล เครือ และปลี
หลังคว้าใบปริญญาคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จากรั้ว ม.ธรรมศาสตร์ “สกาวเดือน วิภากรวิทย์” หรือดาว หญิงสาวผู้ใฝ่รู้ ได้บินลัดฟ้าไปศึกษาต่อ ป.โท ด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ประเทศออสเตรเลีย เรียนไปด้วย เปิดร้านอาหารไทยไปด้วยนาน 10 ปี รายได้ต่อเดือนเป็นล้าน แต่สุดท้ายทนความคิดถึงบุพการี คิดถึงภูมิลำเนาไม่ไหว เลือกที่จะกลับมาอยู่กับครอบครัว แล้วยึดอาชีพใหม่ นั่นคือ ปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ที่จ.สุราษฎร์ธานี พร้อมกับเปิดร้านอาหาร รายได้ต่อเดือนเฉียด 2 แสน คุณดาว เล่าว่า หลังจบ ป. ตรี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จากรั้ว ม.ธรรมศาสตร์ ไปต่อ ป.โท ด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ประเทศออสเตรเลีย ระหว่างนั้นทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย เปิดร้านอาหารไทย รายได้ดี ยังไม่หักรายจ่ายเฉลี่ยเดือนละล้านบาท แต่ทว่ากลับบ้านมาเยี่ยมครอบครัวเพียงปีละหน ที่สำคัญอยากกลับบ้านมาดูแลพ่อแม่ ในที่สุดเลือกที่จะกลับบ้านเกิดที่เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ราวปี 58 อย่างไรก็ตาม แม้จะทำงานอยู่ต่างประเทศรายได้ดี แต่ด้วยความคิดถึงครอบครัว หญิงสาวนักเรียนนอก เลือกที่จะกลับบ้าน ในช่วงแรกเธอไปเรียนด้านอาชีพหลายอย่าง แต่สุดท้ายค้นพบว่าตัวเองชอบปลูกผัก เล
ช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม เดือนกรกฎาคม -ช่วงระยะแตกใบอ่อนและเจริญเติบโต -ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 10-20 กิโลกรัม/ต้น ร่วมกับ 15-15-15 อัตรา 1-3 กิโลกรัม/ต้น ตามขนาดพุ่ม -นอกจากนี้หากต้นโทรม ควรใช้ปุ๋ยทางใบและอาหารทางด่วนโดยใช้อาหารสำเร็จรูปที่มีคาร์โบไฮเดรต 20 มิลลิลิตร กรดฮิวมิค 20 มิลลิลิตร ปุ๋ยเกร็ด 15-30-15 หรือ 20-20-20 อัตรา 60 กรัม ในน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นจำนวน 1-2 ครั้งเพื่อช่วยให้แตกใบอ่อนได้ดี -ควรตัดแต่งกิ่งที่เป็นโรคและแมลงทำลายทิ้ง -ควรมีการกำจัดวัชพืชบริเวณรอบลำต้นและทรงพุ่มเพื่อป้องกันการสะสมของโรคแมลง -การป้องกันกำจัดโรคที่เกิดจากเชื้อรา เช่น รากเน่า โคนเน่า ฉีดพ่น ด้วยสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา ได้แก่ ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม บีโนมิล เคปแทน -การป้องกันกำจัดแมลงควรฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดแมลงชนิดดูดซึม ได้แก่ คาร์บาริล อะมิตาคลอพริต อะบาเม็กติน เป็นต้น โดยฉีดพ่นทุก 7-10 วัน เดือนพฤศจิกายน ช่วงนี้ควรบำรุงให้ต้นทุเรียนสมบูรณ์โดยใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 10-20 กิโลกรัม/ต้น หรือฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ 12-24-12 หรือ 8-24-24 อัตรา 2 กิโลกรัม/ต้น (ขึ้นกับอายุและขนาดทรงพุ่ม) เพื่อกระตุ้นการออ
ช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม เดือนกรกฎาคม -ช่วงระยะแตกใบอ่อนและเจริญเติบโต -ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 10-20 กิโลกรัม/ต้น ร่วมกับ 15-15-15 อัตรา 1-3 กิโลกรัม/ต้น ตามขนาดพุ่ม -นอกจากนี้หากต้นโทรม ควรใช้ปุ๋ยทางใบและอาหารทางด่วนโดยใช้อาหารสำเร็จรูปที่มีคาร์โบไฮเดรต 20 มิลลิลิตร กรดฮิวมิค 20 มิลลิลิตร ปุ๋ยเกร็ด 15-30-15 หรือ 20-20-20 อัตรา 60 กรัม ในน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นจำนวน 1-2 ครั้งเพื่อช่วยให้แตกใบอ่อนได้ดี -ควรตัดแต่งกิ่งที่เป็นโรคและแมลงทำลายทิ้ง -ควรมีการกำจัดวัชพืชบริเวณรอบลำต้นและทรงพุ่มเพื่อป้องกันการสะสมของโรคแมลง -การป้องกันกำจัดโรคที่เกิดจากเชื้อรา เช่น รากเน่า โคนเน่า ฉีดพ่น ด้วยสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา ได้แก่ ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม บีโนมิล เคปแทน -การป้องกันกำจัดแมลงควรฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดแมลงชนิดดูดซึม ได้แก่ คาร์บาริล อะมิตาคลอพริต อะบาเม็กติน เป็นต้น โดยฉีดพ่นทุก 7-10 วัน เดือนพฤศจิกายน ช่วงนี้ควรบำรุงให้ต้นทุเรียนสมบูรณ์โดยใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 10-20 กิโลกรัม/ต้น หรือฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ 12-24-12 หรือ 8-24-24 อัตรา 2 กิโลกรัม/ต้น (ขึ้นกับอายุและขนาดทรงพุ่ม) เพื่อกระตุ
เดินทางไปเยี่ยมบ้านคุณวิชัย ศรีสวัสดิ์ ซอยหน้าโรงเรียนหนองบัวกลาง ม.2 ตำบลหนองบัว อ.นามน จ.กาฬสินธุ์ โทร.094-2920537 เป็นเกษตรกรนักปฏิบัติ แปรทฤษฎีสู่การปฏิบัติ และเรียนรู้กับธรรมชาติได้อย่างน่าทึ่ง ศึกษาจากป่า นำแนวความคิดมาปลูกป่า อยู่กับป่าอย่างมีความสุข พร้อมบอกว่า “ไม่ต้องไปศึกษาดูงานหรือท่องเที่ยว” ตามที่ภาครัฐจัด ตัวเขาเองเดินป่า ศึกษาจากธรรมชาติ เพราะที่นี่ คือ ตำราเรียน ที่ดีที่สุด “ป่า” เขาอยู่อย่างเกื้อกูล คุณวิชัย เล่าให้ฟังว่า ตนเองเป็นคนรักธรรมชาติมาก เข้าป่า ศึกษาจากป่า มาวันนี้ ปลูกป่า พื้นที่ 4 ไร่ มีไม้ป่าหลัก ไม้ยางนา ไม้เต็งรัง ไม้จิก ไม้แดง ไม้ธรรมชาติ มากมายพืชสมุนไพรทุกชนิดมีในป่าแห่งนี้ ไม้เสริม เถาวัลย์ พืชรับประทานเป็นอาหารได้ มีอีผุกหรือบุก อีลอก ขิง ข่า ตะไคร้ สับปะรด ผักหวานป่า กล้วย มะพร้าว ปลูกแบบป่าผสมผสาน “พี่ใหญ่เลี้ยงน้องเล็ก” ผมรักธรรมชาติ รักป่า จึงดำเนินการปลูกป่า ทำทางเดินเล็กๆ สองข้างทางมีอาหารให้รับประทานได้ สิ่งที่คืนให้ธรรมชาติ คือ “ผักหวานป่า” โยนเมล็ดเข้าป่า ผักหวานป่าเกิดได้ อยู่ได้ ทนทานหลายปี ต้นที่หลังบ้าน 25 ปี แล้ว รากถึง
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Aegle marmelos (L.) Corr. Common name : Beal fruit Family : RUTACEAE มะตูม เป็นไม้ผลที่รู้จักกันมานานแถบตอนใต้ของอินเดีย พม่า ลาว จีน และไทย เราก็รู้จักใช้ประโยชน์จากมะตูมในหลายๆ ด้าน มะตูมเป็นไม้ผลยืนต้นขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่สองสามคนโอบก็เคยพบ เปลือกลำต้นเรียบ หรืออาจแตกสะเก็ดเล็กน้อย สีเทาอมน้ำตาล ออกดอกปีละครั้งช่วงปลายฤดูแล้ง ประมาณ พฤษภาคม-มิถุนายน ดอกเป็นช่อเล็กๆ สีขาว กลิ่นหอมแรงไปไกล ลักษณะดอกจะเป็นดอกแบบสมบูรณ์เพศ มีทั้งเกสรตัวผู้ และเกสรตัวเมียในดอกเดียวกัน แต่ละดอกประกอบด้วยกลีบสีขาว 5 กลีบ ผลมะตูมมีทั้งกลมๆ และแบบทรงรีๆ รูปไข่ ดิบสีเขียว เมื่อสุกจะกลายเป็นสีเหลืองเข้ม หอมหวนยวนใจมาก ผลดิบห่ามๆ เนื้อยังแข็งนิยมเอามาฝานเป็นแว่นๆ เชื่อมน้ำตาล เป็นขนมของหวานที่มีมาแต่โบร่ำโบราณของไทยเรา ย่านที่ทำมะตูมเชื่อมขายกันมาจากรุ่นสู่รุ่นคือ แถวตรอกมะตูม ซอยอรุณอมรินทร์ 23 บ้านช่างหล่อ เยื้องๆ ประตูโรงพยาบาลศิริราช แถบนี้มีขนมไทยๆ อร่อยมากมายหลายเจ้าครับ แนะนำซะเลย ใบมะตูมมีลักษณะเป็นใบประกอบแบบสามแฉก มองดีๆ คล้ายๆ ตรีศูล อาวุธแห่งพระศิวะเทพ ในศาสนาฮินดู และพราหมณ์ จึงถื
พื้นที่อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี ถือว่าเป็นพื้นที่หนึ่งที่มีเกษตรกรปลูกมะม่วงทั้งผลดิบและผลสุกหลายสายพันธุ์ พื้นที่ปลูกที่รวมกันหลายพันไร่ เฉพาะตำบลทุ่งนางาม มีมากกว่า 600 ไร่ ในจำนวนกว่า 600 ไร่ ไม่ได้มีเกษตรกรเพียงรายเดียว แต่มีเกษตรกรที่ปลูกมะม่วงหลายสายพันธุ์ และรวมกลุ่มกันเพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ คุณไพศาล จันจินดา ชาวทุ่งนางามโดยกำเนิด เล่าให้ฟังว่า ในอดีตเกษตรกรละแวกนี้ปลูกพืชไร่ เพิ่งเริ่มปรับเปลี่ยนมาปลูกมะม่วงเมื่อปี 2530 ในระยะแรกปลูกมะม่วงทองดำ เพราะเป็นมะม่วงที่มีในตลาดน้อย ส่วนมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง เพิ่งเข้าสู่ตลาดการค้ามะม่วงใหม่ๆ และการเลือกปลูกมะม่วง เพราะเห็นว่า การปลูกพืชล้มลุก เมื่อหมดรอบการผลิตก็ต้องลงปลูกใหม่ แต่สำหรับไม้ผลอย่างมะม่วง ปลูกเพียงครั้งเดียว เก็บผผลผลิตได้ทุกปี โดยไม่ต้องเริ่มปลูกใหม่ ทำเพียงบำรุงต้นก็ได้ผลผลิตเก็บขายได้แล้ว “ผมมีพื้นที่ปลูกมะม่วงทั้งหมด 40 ไร่ ปลูกมะม่วงหลายสายพันธุ์ ได้แก่ ทองดำ เขียวเสวย ฟ้าลั่น โชคอนันต์ น้ำดอกไม้สีทองเบอร์ 4 ปลูกอย่างละ 5-10 ไร่” เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ของคุณไพศาล
“จังหวัดกาญจนบุรี” ได้ชื่อว่า เป็นดินแดนอีสานแห่งภาคตะวันตก เพราะมีอุณหภูมิค่อนข้างสูงและอากาศร้อนอบอ้าวมากในฤดูร้อน ด้านตะวันตกมีเทือกเขาตะนาวศรีกั้นเขตแดนไทย-พม่า อิทธิพลจากเทือกเขานี้ทำให้พื้นที่ราบทางด้านตะวันออกของจังหวัดเป็นเขตพื้นที่อับฝน มีฝนน้อย ปริมาณฝนรวมตลอดปีน้อยกว่า 1,200 มิลลิเมตร เมื่อเทียบกับตอนกลางของจังหวัด ที่มีฝนรวมตลอดปี ประมาณ 1,200-1,600 มิลลิเมตร “มะขามเทศ” นับเป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่น่าจับตามองของเกษตรกรจังหวัดกาญจนบุรี เพราะทนร้อน ทนแล้งได้ดี ปลูกดูแลง่าย ให้ผลผลิตต่อไร่ ประมาณ 500-700 กิโลกรัม ราคาขายส่ง ประมาณกิโลกรัมละ 50-60 บาท ปลูกมะขามเทศ 1 ไร่ จะมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 40,000-60,000 บาท ต่อปี “มะขามเทศฝักสีชมพู” ไม้ผลทำเงิน “ไร่สวนขวัญ” คุณไพฑูรย์ สุนทรวิภาต พนักงานขององค์การบริหารส่วนตำบลวังด้ง (อบต. วังด้ง) ใช้เวลาว่างช่วงวันหยุดทำสวนมะขามเทศเป็นรายได้เสริม ชื่อ “ไร่สวนขวัญ” บนเนื้อที่ 3 ไร่ ตั้งอยู่พื้นที่บ้านหนองสามพราน หมู่ที่ 9 ตำบลวังด้ง อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี โทร. (086) 162-0365 คุณไพฑูรย์ เริ่มสนใจทำสวนมะขามเทศ เมื่อ 6-7 ปี ที่แล้ว หลังเขามีโอก
การทํานา เป็นอาชีพหลักของเกษตรกรไทย แต่การผลิตข้าวของไทยกลับได้ผลผลิตต่ำและมีต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน จุดอ่อนที่เห็นได้ชัดคือ การปลูกข้าวนาหว่าน เกษตรกรส่วนใหญ่ต้องการปลูกข้าวให้ได้ผลผลิตในปริมาณมากและมีรวงเยอะๆ แต่วิตกกังวลว่า ข้าวที่หว่านจะไม่งอก จึงใช้เมล็ดพันธุ์ต่อไร่สูงเกินความจําเป็น เฉลี่ย 25-30 กิโลกรัม ต่อไร่ แถมใช้ปุ๋ยจำนวนมาก ทำให้มีต้นทุนการผลิตสูง จุดอ่อนประการต่อมาคือ เกษตรกรใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวไม่มีคุณภาพ มีข้าวดีด ข้าวเด้ง ปะปนกับเมล็ดพันธุ์ข้าวปลูก ทําให้มีผลผลิตต่อไร่ต่ำ และมีปัญหาสิ่งเจือปนสูง แถมพันธุ์ข้าวที่นำมาปลูกยังไม่ต้านทานต่อโรคและแมลง เพราะเกษตรกรจำนวนมากนิยมเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้ใช้เอง หรือซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวไม่มีคุณภาพมาปลูก นอกจากนี้ ที่ผ่านมา กรมการข้าว ได้ตรวจสอบพบ ผู้รวบรวมและร้านจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวบางแห่งไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ. พันธุ์พืชฯ มีการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ที่ไม่ได้คุณภาพ เช่น ไม่มีฉลากแสดงรายละเอียดของเมล็ดพันธุ์ ไม่มีการขออนุญาตอย่างถูกต้อง ตลอดจนโฆษณาอวดอ้างคุณภาพเกินจริงและจำหน่ายในราคาสูงเกินความเป็นจริง ล้วนเป็นการเอารัดเอาเปรี
เดินทางไปเยี่ยมบ้านคุณวิชัย ศรีสวัสดิ์ ซอยหน้าโรงเรียนหนองบัวกลาง ม.2 ตำบลหนองบัว อ.นามน จ.กาฬสินธุ์ โทร.094-2920537 เป็นเกษตรกรนักปฏิบัติ แปรทฤษฎีสู่การปฏิบัติ และเรียนรู้กับธรรมชาติได้อย่างน่าทึ่ง ศึกษาจากป่า นำแนวความคิดมาปลูกป่า อยู่กับป่าอย่างมีความสุข พร้อมบอกว่า “ไม่ต้องไปศึกษาดูงานหรือท่องเที่ยว” ตามที่ภาครัฐจัด ตัวเขาเองเดินป่า ศึกษาจากธรรมชาติ เพราะที่นี่ คือ ตำราเรียน ที่ดีที่สุด “ป่า” เขาอยู่อย่างเกื้อกูล คุณวิชัย เล่าให้ฟังว่า ตนเองเป็นคนรักธรรมชาติมาก เข้าป่า ศึกษาจากป่า มาวันนี้ ปลูกป่า พื้นที่ 4 ไร่ มีไม้ป่าหลัก ไม้ยางนา ไม้เต็งรัง ไม้จิก ไม้แดง ไม้ธรรมชาติ มากมายพืชสมุนไพรทุกชนิดมีในป่าแห่งนี้ ไม้เสริม เถาวัลย์ พืชรับประทานเป็นอาหารได้ มีอีผุกหรือบุก อีลอก ขิง ข่า ตะไคร้ สับปะรด ผักหวานป่า กล้วย มะพร้าว ปลูกแบบป่าผสมผสาน “พี่ใหญ่เลี้ยงน้องเล็ก” ผมรักธรรมชาติ รักป่า จึงดำเนินการปลูกป่า ทำทางเดินเล็กๆ สองข้างทางมีอาหารให้รับประทานได้ สิ่งที่คืนให้ธรรมชาติ คือ “ผักหวานป่า” โยนเมล็ดเข้าป่า ผักหวานป่าเกิดได้ อยู่ได้ ทนทานหลายปี ต้นที่หลังบ้าน 25 ปี แล้ว รากถึง
