พืชทำเงิน
มะพร้าว มีต้นกำเนิดหรือถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในบริเวณแหลมมลายู และหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ เช่น ประเทศปาปัวนิวกินี แพร่กระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ ที่มีภูมิอากาศเหมาะสมคือ เขตร้อนชื้นทั่วโลก โดยอาศัยเส้นทางเดินเรือของประเทศต่างๆ มะพร้าวอยู่ในวงศ์ปาล์ม (Arecaceae) ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cocos nucifera โดย Cocos มาจากภาษาสเปนและโปรตุเกส ในศตวรรษที่ 16 ซึ่งหมายถึงหน้ายิ้ม หรือ Grinning face เปรียบเสมือนว่าลักษณะรูเล็กๆ สีคล้ำ 3 รู บนผลมะพร้าวที่ทำให้ดูคล้ายกับใบหน้าของคน พื้นที่ปลูกมะพร้าวจะเจริญเติบโตมากกว่า 90 ประเทศในโลกพื้นที่ 72 ล้านไร่ ผลผลิตประมาณ 70,000 ล้านผล ต่อปี แหล่งปลูกมะพร้าวที่สำคัญของโลก ได้แก่ บริเวณกลุ่มประเทศเอเชียและแปซิฟิก ได้แก่ อินเดีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ บราซิล และศรีลังกา ในช่วง 5-10 ปี ที่ผ่านมาไม่มีการเพิ่มพื้นที่ปลูกเหมือนกับประเทศไทย ขอบคุณข้อมูล จากหนังสือ การเพิ่มศักยภาพ การปลูกมะพร้าวพันธุ์ดี ทดแทนสวนเก่า กรมส่งเสริมการเกษตร
จากความมุ่งมั่นในการสืบสานพระราชปณิธาน เรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้น้อมนำมาใช้ในการปฏิบัติงาน กอปรกับพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ได้พระราชทานเมื่อครั้งที่ทรงประทับแรม ณ เขื่อนสิรินธร อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2541 ทำให้เป็นที่มาของการจัดตั้ง “โครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ขึ้นอย่างไม่เป็นทางการ เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2542 และได้มีการจัดตั้งโครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนอย่างเป็นทางการในปี 2546 โดยมุ่งให้ความสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ การเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์น้ำ การปศุสัตว์ และสิ่งแวดล้อม โดยมีหลักการสำคัญ คือ การใช้จุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพแทนการใช้สารเคมี และมีการดำเนินโครงการมาอย่างต่อเนื่องจวบจนปัจจุบัน โครงการชีววิถีฯ นับเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จมาอย่างต่อเนื่อง เพราะได้รับความสนใจจากหน่วยงานองค์การต่างๆ ในวงกว้าง โดยมุ่งสนับสนุนให้มีการใช้พลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมีการดำเนินงานเพื่อสังคม ด้วยการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจในการเกื้อกู
นายวรกุล บุตรดาจักร หัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช รักษาราชการแทนเกษตรจังหวัดหนองบัวลำภู แจ้งเตือนเกษตรกรให้ระวังพืชกรตูลถั่วจะทบหนาว โดยถั่ว เป็นพืชที่ไม่ชอบอากาศหนาวเย็นที่อุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเชียส ซึ่งจะทำให้พืชชะงักการเจริญเติบโต โดยเฉพาะถั่วเขียวจัดทำเป็นพืชที่ไม่ชอบอากาศเย็นอย่างมาก หากอุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส ในช่วงปลูกจะทำให้เมล็ดงอกช้า ต้นแคระแกรน แต่ถ้าถั่วเขียวกระทบอากาศหนาวเย็นในช่วงที่พืชโตแล้ว (อายุมากว่า 20 วัน ) ต่อเนื่องไม่เกิน 3 วัน ก็ยังสามารถเจริญเติบโตได้ตามปกติแต่ถ้ากระทบอากาศหนาวเย็นนานเป็นสัปดาห์ จะทำให้พืชชะงักการเจริญเติบโต และผลผลิตลดลงอย่างมาก กรมอุตุนิยมวิทยา ได้คาดหมายอุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยในภาคเหนือตอนบน พบว่าในช่วงเดือนธันวาคม และเดือนมกราคม จะมีอุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส ดังนั้น คำแนะนำในการปลูกถั่วเขียว คือ ให้ปลูกถั่วเขียวในช่วงต้นเดือนถึงกลางเดือนพฤศจิกายน เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทบอากาศหนาวเย็นในช่วงเดือนธันวาคมและเดือนมกราคม ในขณะที่พืชยังเป็นต้นกล้า อย่างไรก็ตามในเดือนธันวาคมและมกราคม หากอุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส ยาวนานติดต่อกันเป็นสัป
คุณสมโภชน์ ชูศิริ อดีตผู้อำนวยการโครงประทานจังหวัดตราดและจังหวัดจันทบุรี เกษียณอายุมาตั้งแต่ ปี 2554 หากย้อนเวลาเพียง 4 ปี น่าทึ่งและประหลาดใจว่า เขาทำได้อย่างไรให้พื้นที่ขนาด 40 ไร่ “สวนทอฝัน” เป็นสวนอินทรีย์ที่สวยงาม มีสัตว์เลี้ยงที่สวยงามอย่างไก่ฟ้า ม้าที่ช่วยกัดกินหญ้า และอุดมด้วยพืชผลนานาชนิด ล้วนให้ผลผลิตแล้วทั้งสิ้น มังคุด ลองกอง ปาล์มน้ำมัน อินทผาลัม และล่าสุดมะนาวในโข่ แข่งขันกันเติบโตและให้ผลตอบแทนเป็นรายได้หลักแสนในแต่ละปี เจ้าของสวนบอกว่า เป็นความโชคดีที่ได้มรดกสวนจากคุณแม่มาเป็นต้นทุนสำคัญ ด้วยการค่อยๆ สร้างพืชผลใหม่ด้วยเงินออม เงินสะสมด้วยหลักของการดำเนินชีวิตแบบพอเพียงตลอดชีวิตรับราชการ เขายืนยันว่าฝันเขายังไม่จบเพียงวันนี้ อนาคตยังมีฝันอีกมากมาย โดยเฉพาะเมื่อส่งผ่านไปยังคุณฐาปนา ชูศิริ ลูกชายคนเล็กวัย 29 ปี ที่จบปริญญาตรี สาขามัณฑศิลป์ จากมหาวิทยาลัยศิลปากร ที่จะช่วยทักทอสานต่อสวนทอฝัน เริ่มสะสมทุน สร้างสวนเมื่อ 20 ปีที่แล้ว…ไม่มั่นใจในอาชีพรับราชการ “สวนทอฝัน” ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 2 หมู่ที่ 8 ตำบลทุ่งนนทรี อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด อยู่ห่างจากตัวอำเภอเขาสมิงไปเพียง
ต๋าว เป็นพืชป่า ที่สมัยก่อนมีอยู่มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดที่มีเขตติดต่อกับสาธารณะรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อย่างจังหวัดเลย อุตรดิตถ์ น่าน ที่จังหวัดน่าน มีการใช้ประโยชน์จากต๋าวมานานแล้ว ต่อมาประชากรของพืชชนิดนี้ลดลง ผู้ที่เกี่ยวข้องจึงริเริ่มปลูกขึ้นมาใหม่ ซึ่งต้องใช้เวลานานกว่าที่จะได้ผลผลิต แต่ที่เห็นมีผลิตผลบริโภคกันอย่างต่อเนื่อง เพราะส่วนหนึ่งนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ทางจังหวัดแพร่ น่าน เรียกไม้วงศ์ปาล์มที่นำผลผลิตมากินเป็นอาหารว่า ต๋าว แต่ทางจังหวัดเลย เรียกว่า ตาว มีหมู่บ้านหนึ่งชื่อว่า “แก่วตาว” ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ต๋าว มีถิ่นกำเหนิดในประเทศแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เช่นอินเดียและไทย บริเวณที่ไม้ชนิดนี้ขึ้นอยู่เป็นป่าเขาที่สมบูรณ์และชุ่มชื้น พืชที่ใกล้เคียงกับต๋าวคือชก ขึ้นอยู่ทางใต้ ที่จังหวัดสราษฏร์ธานี มีเทือกเขาชื่อว่า “เขาชก” ข้อแตกต่างระหว่างต๋าวกับชกคือใบต๋าวมีใบย่อยเรียงกันเป็นระเบียบในระนาบเดียวกัน แต่ใบชกมีใบย่อยเรียงตัวหลายระดับ การใช้ประโยชน์จากต๋าวและชกนั้น สมัยก่อนประชากรของพวกเขามีมาก ชาวบ้านมักนำยอดอ่อนมาแกงจะได้อาหารที่มีรสชาติคล้าย
นายเสนอ หรือลุงเจอ ใจดี อายุ 60 ปี พร้อมภรรยาคู่ชีวิต นางยุพิน ใจดี วัย 56 ปี ชาว หมู่ 7 บ้านสร้างติ่ว ต.นาแก อ.นาแก จ.นครพนม คงเก็บเกี่ยวผลผลิตจากน้ำพักน้ำแรงของตนที่สร้างไว้ทั้งชีวิตอย่างมีความสุข แม้เศรษฐกิจโลกจะถดถอย แต่ถ้าขยันหมั่นเพียรปัญหาเรื่องปากท้องก็จะไม่เกิด สองผัวเมียคู่นี้พิสูจน์ให้ประจักษ์ในบรรทัดต่อไป ลุงเจอเกษตรกรรุ่นใหญ่ เจ้าของสวนส้มเขียวหวานอยู่ในพื้นที่บ้านโคกสะอาด หมู่ 2 ต.นาแก เล่าเท้าความหลังก่อนจะประสบผลสำเร็จกับสวนส้มแห่งนี้ว่า ต้องออกจากบ้านเกิดตั้งแต่อายุ 14 ปี( พ.ศ.2514) ดิ้นรนหางานทำถึงจังหวัดจันทบุรี เป็นลูกจ้างอยู่ในสวนทุเรียน เงาะ แซมด้วยส้มเขียวหวานประปราย ได้ค่าแรงวันละ 13 บาท ทำทุกอย่างในสวนตามแต่เถ้าแก่สั่ง ถึงอายุ 19 ปี กลับมาแต่งงานกับนางยุพิน ก่อนจะพาครอบครัวไปทำงานในสวนด้วยกัน ช่วงที่ได้ผลผลิตจะขายได้วันหนึ่งไม่ต่ำกว่า 60 กก. กิโลละ 60 บาท แต่ละงวดจะขายได้ครั้งละ 1.4 ตัน(1,400 กก.) รวมสองงวดเป็น 2.8 ตัน(2,800 กก.)X 60 = 168,000 บาท/ปี (ไม่รวมที่ตอนกิ่งขายกิ่งละ 100 บาท ตกเดือนละ 35 ต้น) หักค่าปุ๋ย+ยาฆ่าแมลงออกครั้งละ 1 หมื่นบาท ส่วนน้ำสูบมาจากฝา
นายเกษม เคนะอ่อน อายุ 61 ปี อดีตกำนันตำบลเต่างอย ต.เต่างอย อ.เต่างอย จ.สกลนคร เปิดเผยว่า นอกจากทำนาทำไร่แล้ว หลังหมดวาระในการเป็นกำนัน ก็ได้หันมาทำเกษตรแบบเต็มตัว โดยได้ใช้พื้นที่ส่วนหนึ่งหลังจากที่ลดการทำนาแล้วมาทำแปลงปลูก เมล่อน โดยอาศัยช่วงที่เป็นกำนัน มีการเดินทางไปศึกษาดูงานหลายที่และอ่านตำราประกอบ มองว่าการปลูกเม่ลอน สามารถสร้างรายได้ดี แต่ต้องลงทุนสูง ขณะนี้ปลูกแล้ว 2 โรงเรือน เป็นพันธุ์ “เลดี้โกลด์” และเริ่มให้ผลผลิตแล้ว 1 โรงเรือนหรือประมาณ 400 ต้น ส่วนโรงเรือนที่ 2 กำลังเริ่มที่จะให้ผลผลิต ส่วนค่าลงทุนจะตกอยู่ที่ประมาณ 80,000 บาท ต่อโรงเรือนในครั้งแรก นายเกษม กล่าวอีกว่า ตอนนี้ เม่ล่อนให้ผลผลิตและจำหน่าย กิโลกรัมละ 50 บาท เป็นราคาที่หน้าโรงเรือน เฉลี่ยแล้วจะได้ประมาณ 53,000 บาท ต่อโรงเรือน หากมี 2 โรงเรือน ก็จะได้ไม่น้อยกว่า 100,000 บาท คิดว่าเป็นมูลค่าที่น่าพอใจ กว่าการปลูกพืชอื่นๆ แต่ที่สำคัญ เมล่อน เป็นพืชผลผลิตที่ผู้ปลูกต้องมีเวลาดูแลใกล้ชิด เพราะเมล่อน จะมีปัญหาเรื่องโรค เช่น พวกรา แต่เมื่อผลผลิตออกมาก็คุ้มค่า ในส่วนของตนเอง มุ่งการปลูกไปที่การปลอดสารเคมีทุกชนิด ดังนั้นผ
เพื่อเทิดพระเกียรติและร่วมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช “กษัตริย์เกษตร” นักพัฒนาผู้ทรงงานเพื่อปวงชนชาวไทยมากว่า 70 ปีแห่งการครองราชย์ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) โดยนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ได้ร่วมกับองค์กรหน่วยงานภาครัฐ และพันธมิตรธุรกิจภาคเอกชน กำหนดจัดงาน “มหัศจรรย์พันธุ์ข้าวมงคล พืชผลของพ่อ” ระหว่างวันที่ 24-27 พฤศจิกายน 2559 ณ เอ็มซีซีฮอลล์ เดอะมอลล์ บางกะปิ พานิชย์ ยศปัญญา บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณานิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน เล่าถึงที่มาของงานว่า นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ก่อตั้งตั้งแต่ปี 2531 จนถึงวันนี้ก็อายุ 29 ปีแล้ว กระทั่งปี 2536 ได้เข้าไปทำสารคดีในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา รู้สึกประหลาดใจมากที่เจอสวนยางนา เป็นป่ายางที่พระองค์ทรงปลูก ในนั้นยังมีโรงนา โรงนม โรงเห็ด นาข้าว หลังจากนั้นนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านก็เสนอเรื่องราวจากโครงการพระราชดำริต่างๆ ทั่วทุกภาคของประเทศ เมื่อไปที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นราธิวาส ก็ทราบเรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่ หลังจากนั้นเราก็นำเสนอเป็นประจำ ทั้งหลักการและเรื่องราวของเกษตรกรที่น้
ที่บ้านต๊ำพระแล อำเภอเมืองพะเยา มีเกษตรกรได้นำเงาะพันธุ์โรงเรียนมาปลูก เพราะผลผลิตที่ออกมามีความอร่อย เนื้อล่อนแห้ง ไม่แฉะ หวานกรอบ อาจจะเป็นเพราะดินแถวบ้านต๊ำพระแล มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่ทำการเกษตร มีคนบอกว่าดินแถวนี้เคยเป็นพื้นที่ภูเขาไฟเก่า ประกอบกับพื้นที่ของบ้านต๊ำพระแล อยู่บริเวณ เชิงเขาหลวงยังมีความอุดมสมบูรณ์ น้ำที่ใช้รดต้นเงาะและทำการเกษตรจะไม่มีสารเคมีตกค้าง เนื่องจากเป็นต้นน้ำ และตอนนี้ที่ดินเขตพื้นที่บ้านต๊ำพระแลนอกจากจะเลี้ยงปลานิล ยังสามารถปลูกมังคุด ทุเรียน และลองกอง ที่มีรสชาติอร่อยมาก โดยเฉพาะ คุณอดุลย์ อ้อยหวาน อายุ 35 ปี ผู้ใหญ่บ้านต๊ำพระแล บ้านเลขที่ 309/1 หมู่ที่ 11 ตำบลบ้านต๊ำ อำเภอเมืองพะเยา มีพื้นที่เพาะปลูกเงาะ จำนวน 4 ไร่ จำนวน 60 ต้น และมีเกษตรกรรายอื่นๆ ปลูกอีก รวมพื้นที่ประมาณ 50 ไร่ การจำหน่าย จะจำหน่ายให้กับผู้ที่เคยชิมก็สั่งซื้อจากเกษตรกรชาวสวนโดยตรง ในส่วนของผู้ใหญ่อดุลย์จะขายส่งให้กับผู้ค้าตลาดมณีรัตน์ ตำบลบ้านต๋อม อำเภอเมืองพะเยา อันที่จริงแล้วเงาะก็มีอยู่หลายสายพันธุ์ และหารับประทานได้ไม่ยาก แต่ถ้าพูดถึงเงาะที่อร่อย หลายๆ คนถูกปาก และเป็นเงาะที่เนื
ในยุคที่เศรษฐกิจอย่างทุกวันนี้ มีผู้คนมากมายที่ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าอาชีพการงานจะสร้างกำไรได้มากแค่ไหน ก็มีอันต้องได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ดั่งการโดนต้องคำสาปเลยทีเดียว แต่สำหรับเขาคนนี้ คุณอภิศักดิ์ พันธุ์ไชย ที่เล็งเห็นถึงทางออก โดยเปลี่ยนจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยว ให้เป็นเกษตรแบบผสมผสาน ซึ่งเป็นการเพิ่มความหลากหลายทางงานเกษตร และเป็นการเพิ่มรายได้ไปในตัว “เกษตรนี่มันไม่ใช่ทางเลือก แต่มันเป็นทางรอดของเรา” นี่คือคำกล่าวของคุณอภิศักดิ์ เกษตรกรหนุ่มชาวโคราช ที่อยู่บ้านเลขที่ 210 หมู่ที่ 4 ตำบลโคกสูง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ผู้ทำการเกษตรแบบผสมผสาน จากนักเรียนนอก สู่การเป็นเกษตรกรพื้นบ้าน คุณอภิศักดิ์ เล่าให้ฟังว่า แต่ก่อนเคยทำงานอยู่ที่กรุงเทพมหานคร และมีโอกาสได้ศึกษาเกี่ยวกับมนุษยศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ และปริญญาโทเอกภาษาญี่ปุ่น ทำให้มีโอกาสได้โควต้าไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น ก็เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย แต่ในขณะเดียวกัน ก็ได้รู้จักกับอาจารย์ที่สอนภาษาญี่ปุ่น ท่านก็มีความรู้ความเข้าใจและค่อนข้างสนใจเรื่องของสหกรณ์การเกษตร ท่านก็มักจะพาไปดูการทำเกษตรในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศญี่ป
