พืชทำเงิน
ทางเดินชีวิต…สู่แนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คุณเฉลิมศักดิ์ ถนอมสิทธิ์ ที่อยู่ 109 หมู่ที่ 10 บ้านหัวแฮด ตำบลธัญญา อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ 46130 เดิมคุณเฉลิมศักดิ์ เคยทำการเกษตรในรูปแบบทุนนิยม โดยใช้สารเคมี 100% ทั้งระบบคำนึงถึงแต่ผลกำไร ต่อมาในปี พ.ศ. 2540 เกิดวิกฤตเศรษฐกิจฟองสบู่แตก และเกิดภัยธรรมชาติต่อเนื่องกันมา 3 ปี ทำให้กิจกรรมการเกษตรประสบปัญหาขาดทุนเป็นหนี้ประมาณ 2 แสนบาท จึงหันเหชีวิตเข้าสู่แวดวงการเมืองท้องถิ่น สมัยแรกได้รับคัดเลือกเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบล แต่สมัยที่สองสอบตก ทำให้มีหนี้สินเพิ่มขึ้นเป็น 1.2 ล้าน ถึงขั้นเป็นบุคคลล้มละลาย ต่อมาได้มีโอกาสไปศึกษาเรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง จังหวัดชลบุรี ของ อาจารย์วิวัฒน์ ศัลยกำธร ทำให้เขาเข้าใจและสรุปว่า จากเดิมที่เคยทำการเกษตรโดยใช้สารเคมีนั้น ตนเองทำผิดมาทั้งหมด เมื่อก่อนหลงทางขณะนี้เข้าใจทิศทางแล้ว ความรู้สึกเหมือน (ถูกโดนตีตรงจุด) อาจารย์สามารถตอบคำถามตอบโจทย์ที่ค้างคาอยู่ในใจให้กระจ่าง และสามารถกลับมาดำเนินชีวิตตามรอยพ่อ (ในหลวง) ได้อย่างภาค
พืชเศรษฐกิจที่สำคัญของเกษตรกรในอำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี นอกจากมะนาว กล้วยไข่ แล้ว ยังมีมะละกอ ถึงแม้พื้นที่ปลูกไม่มากนัก ราว 50-100 ไร่ หมุนเวียนตลอดปี แต่ก็สร้างรายได้ให้เกษตรกรไม่น้อย จุดเริ่มต้นของงานปลูกมะละกอที่อำเภอหนองหญ้าปล้อง มีขึ้นเมื่อปี 2541 สำนักงานเกษตรอำเภอหนองหญ้าปล้อง โดยคุณบุญส่ง พูลพัฒน์ อดีตเจ้าหน้าที่เกษตร และคุณชาญณรงค์ พวงสั้น รับราชการอยู่สำนักงานเกษตรจังหวัดเพชรบุรี ได้มีโครงการแปลงจัดไร่นาให้กับเกษตรกร พืชหนึ่งที่บรรจุในโครงการคือมะละกอ เมื่อโครงการแปลงจัดไร่นาผ่านไป ปรากฏว่า เกษตรกรติดใจงานปลูกมะละกอ จึงปลูกมาถึงปัจจุบันนี้ คุณบุญส่ง บอกว่า เกษตรกรปลูกมะละกอราว 10 ราย พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่ อยู่ที่หมู่บ้านห้วยเกษม ตำบลยางน้ำกลัดเหนือ สายพันธุ์มะละกอที่นำมาปลูก ได้มาจากอำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ลักษณะของสายพันธุ์ ก้ำกึ่งระหว่างพันธุ์แขกดำและสายน้ำผึ้ง เกษตรกรได้เก็บสายพันธุ์สืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้ อาจจะเรียกว่าสายพันธุ์”หนองหญ้าปล้อง”ก็ได้ “จุดเด่นของพันธุ์นี้ ดก ค่อนข้างทนต่อโรค เมื่อสุกเปลือกนิ่ม เนื้อในยังกินได้ ลักษณะผลยาว เ
ในขณะที่สภาวะที่ราคาข้าวตกต่ำ “ชาวนา” เดือดร้อนกันทั่วหน้า จนรัฐต้องเร่งหามาตรการเข้าไปช่วยเหลือเยียวยา อีกทั้งองค์กร ภาคเอกชน ร้านค้า ต่างระดมพลังช่วยกันแก้ปัญหาในรูปแบบต่างๆ เปิดพื้นที่ให้ชาวนาขายข้าวฟรีเพื่อบรรเทาความร้อนเดือนเฉพาะหน้า แต่ทว่า ปัญหาเหล่านี้ไม่มีกระทบกับครอบครัวของธวัชร กิตติปัญโยชัย ชายหนุ่มในวัย 45 ปี ชาวนาในพื้นที่ อ.สามพราน จ.นครปฐม สมาชิกกลุ่มข้าวอินทรีย์สุขใจ เครือข่ายสามพรานโมเดล เพราะเขาเลือกที่จะทำเกษตรแบบผสมผสาน และเลือกที่จะเปลี่ยนวิถีชีวิตจากการทำเกษตรเคมี มาสู่ระบบอินทรีย์ โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแสงนำทางในการดำเนินชีวิต จนประสบความสำเร็จ มีตลาดเป็นของตัวเอง สามารถกำหนดราคาขายได้เอง ยืนได้ด้วยตัวเอง และสร้างความสุขที่ยั่งยืนให้กับครอบครัว หากย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ธวัชร เองก็เคยตกอยู่ในสภาพเดียวกับชาวนาทั่วไปที่ต้องนำผลผลิต เข้าระบบการจำนำ การประกันราคาข้าว ตามมาตรการของรัฐในยุคต่างๆ แม้จะขายข้าวได้ราคา ในบางช่วงก็ตาม แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า มีเงินให้เหลือเก็บ เพราะเมื่อคำนวณต้นทุนที่ต้องซื้อสารเคมีมันแทบจะไม่เหลือ เขาจึงเปลี่ยนวิถีชีวิตต
ทางเดินชีวิต…สู่แนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คุณคำพันธ์ เหล่าวงษี อยู่บ้านเลขที่ 43 หมู่ที่ 2 บ้านดอนแดง ตำบลศรีสุข อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม 44150 โทรศัพท์ (089) 618-4075 ประกอบอาชีพรับจ้างตามโรงงานและยังทำนา ทำการเกษตร และทำกิจการเล็กๆ ในครัวเรือน จากการประกอบอาชีพที่ผ่านมาหลากหลายอย่าง แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จและไม่มั่นคง มีต้นทุนสูง ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพสูง พึ่งพาปัจจัยภายนอกหลายอย่าง จึงได้เกิดแนวความคิดในการทำการเกษตรผสมผสานบนวิถีพอเพียงตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยทำการเกษตรแบบพึ่งพาตนเอง พึ่งพาปัจจัยภายในมากกว่าปัจจัยภายนอก ปรับเปลี่ยนแนวคิดมาเป็นการดำเนินวิถีชีวิตตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ลดต้นทุนการผลิต ลดรายจ่ายในครัวเรือน ทำบัญชีครัวเรือน และทำเกษตรอินทรีย์ ส่งผลให้ครอบครัวมีอยู่มีกิน พึ่งพาตนเองได้ จากการต้องดิ้นรนออกไปรับจ้างหาเงิน ปรับเปลี่ยนเป็นการสร้างรายได้ให้เกิดในพื้นที่การเกษตรของตนเอง ปลูกพืชผักสวนครัวหลากหลายชนิดไว้บริโภค แลกเปลี่ยนในชุมชน แจกจ่าย เมื่อเหลือจึงนำไปจำหน่ายเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว และทุกคนในครอบครัวได้อยู่ด้วยกัน ไม่ต้องออ
ห่างจากกรุงเทพฯราว 120 กิโลเมตร ห่างจากถนนเพชรเกษมช่วงอำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรีไปราว 25 กิโลเมตร บริเวณนั้นมีชุมชนกะเหรี่ยงอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น สอบถามคนเฒ่าคนแก่ ได้ความว่า พวกเขาอยู่มานาน เมื่อครั้งที่มีความขัดแย้งทางแนวคิด สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ได้อาศัยผืนป่าแถบนี้เป็นแหล่งพักพิง รวมทั้งมีชาวกะเหรี่ยงร่วมเป็นมวลชนหนุนส่งในการปฏิวัติ สหาย ป. กุยบุรี เขียนไว้ในหนังสือ”ตะนาวศรีรำลึก”ตอนหนึ่งว่า…งานในเขตป่าเขาและมวลชนชาติกะเหรี่ยงในเขตเทือกเขาตะนาวศรีตั้งแต่ปลายแม่น้ำที่อยู่ห่างไกลกันเป็นระยะทางกว่า 200 กิโลเมตร จากกุยบุรีหรือปราณบุรี ปลายน้ำเพชรบุรี ปลายน้ำบางระจัน(ตั้งแต่หมู่บ้านกะเหรี่ยงสองพี่น้อง กะเหรี่ยงโปรง พรุพลู เพชรบุรี บ้านตากแดด ห้วยแห้ง บ้านกล้วย โป่งกระทิง สวนผึ้ง ราชบุรี) สหายรุ่นบุกเบิกเขตงานภาคกลางตะวันตก ได้กล่าวไว้ในหนังสือ”ตะนาวศรีรำลึก” ว่า…พวกเราถอยไปตั้งหลักที่เขตประจวบฯสมทบกับคุณใจและคุณจิต แล้วก็พยายามบุกไปหาลุงสีที่พรุพลู ลุงแสงที่กะเหรี่ยงโป่ง เราอยู่ที่นี่ได้ปีกว่าๆ สัมพันธ์กับมวลชนกะเหรี่ยงได้ดีพอสมควร… ฐานที่มั่นในเขตนี้ ได
คุณลุงประเสริฐ รัมมันต์ เรียนมัธยมที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อมีเครื่องบินญี่ปุ่นมาทิ้งระเบิดที่บางกอกจึงต้องอพยพไปเรียนที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อจบชั้นมัธยมปีที่ 6 ครูจึงแนะให้ไปเรียนที่โรงเรียนจ่าทหารเรือในปี พ.ศ.2488 ถนนวิทยุ เรียนอยู่ 2 ปี ก็สอบติดจ่าโท ประจำการเป็นช่างอยู่โรงเรียนจ่าทหารเรือ เมื่อมีกบฎแมนอัตตั้นในปี พ.ศ.2494 โรงเรียนถูกยึด เขาเตรียมลาออกจะเข้าเรียนโรงเรียนนายร้อยสำรอง แต่โรงเรียนนายร้อยสำรองไม่รับเพราะเป็นทหารเรือ เขาจึงย้ายสังกัดเข้ากรมเสนาธิการ กระทรวงกลาโหมในยศจ่าเอก ปัจจุบันคือกองบัญชาการทหารสูงสุด ต่อมาได้มีโอกาสเรียนช่างไฟฟ้า โรงเรียนช่างกลางคืนของกรมโยธาธิการ กระทรวงมหาดไทย เพราะประเทศขาดแคลนช่างในช่วงนั้น โรงเรียนดังกล่าวเปิดเพียงระยะสั้นในปี พ.ศ.2492-2500 ก็ยุบกิจการ วุฒิการศึกษาเทียบเท่าอนุปริญญาจึงต้องมีตำแหน่งนายร้อยแต่อัตราที่กรมเสนาธิการไม่มี จึงย้ายไปบรรจุเป็นเรืออากาศตรีในปี พ.ศ.2499 ที่กรมการบินพลเรือน กองทัพอากาศ จนกระทั่งตำแหน่งสุดท้ายมียศนาวาอากาศโท หัวหน้าหน่วยฐานย่อยที่ 2 หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ จังหวัดกาญ
ภาษาอังกฤษเรียกมะขามว่า tamarind ภาคกลางเรียกมะขาม ภาคใต้เรียกขาม โคราชเรียกตะลูบ กะเหรี่ยงจังหวัดกาญจนบุรีเรียกม่วงโคล้ง อิสานเรียกหมากขาม ไกลจากไทยออกไป มาลายูเรียกอาซาม เยอรมันเรียกทามาราย เสปนและอิตาลีเรียกทามารินโด อินเดียเรียกอะมะลา จีนเรียกซวนโต้ว เพราะนำเข้ามาปลูกนาน คนท้องถิ่นในไทยรู้จักกันดี จึงนำชื่อมะขาม มาตั้งเป็นชื่อท้องถิ่น เช่นอำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี ที่อื่นๆก็เช่นบ้านหนองขาม บ้านนาขาม กุดนาขาม มะขามล้ม คลองมะขามเฒ่า การแพร่พันธุ์ของมะขามยุคแรกๆ ใช้เมล็ดเป็นหลัก ถือว่าสะดวกที่สุด อย่างค้นพบว่า มะขามที่จังหวัดนนทบุรี มีคุณสมบัติดีเด่น เมื่อคนจังหวัดนครพนมมาพบเข้า ก็นำเมล็ดใส่กระเป๋ากางเกง ไปปลูกยังท้องถิ่นของตนเอง ส่วนใหญ่แล้ว ต้นที่ปลูกด้วยเมล็ดจะมีลักษณะแตกต่างออกไป มะขามแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทด้วยกันคือมะขามหวานกับมะขามเปรี้ยว ซึ่งจริงๆแล้วมะขามทั้งสองประเภทตีคู่กันมา แต่ระยะกลางๆ มะขามหวานดูจะมีชื่อเสียงมากกว่า มะขามเปรี้ยว เปรียบดังลูกเมียน้อย มักถูกเจ้าของพิจารณา ตัดโค่นไปทำเขียงเสมอ เมื่อถึงอายุขัย พบประชากรของมะขามหวานขึ้นอยู่ในหลายจังหวัด แต่ท้องถิ่นที่ได้ร
คุณกัญญา สุภาพ อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 238 หมู่ที่ 9 ตำบลลานข่อย อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง เกษตรกรปลูกขมิ้น กล่าวว่า ตนได้ปลูกขมิ้นเป็นอาชีพเสริม นอกเหนือจากทำสวนยางพาราที่เป็นอาชีพหลัก ทั้งนี้เนื่องจากว่าพื้นที่ตำบลลานข่อย อำเภอป่าพะยอม เกษตรกรส่วนใหญ่จะนิยมปลูกขมิ้นจำนวนมาก ด้วยสภาพพื้นที่เป็นที่ลาดชันแนวเชิงเขา ไม่อุ้มน้ำ ทำให้ขมิ้นมีคุณภาพ ซึ่งตนเองเริ่มปลูกขมิ้นมาตั้งแต่ ปี 2556 และในปีนี้ใช้พื้นที่ปลูกประมาณ 3 ไร่ คุณกัญญา กล่าวอีกว่า การปลูกขมิ้น ไม่ยุ่งยากและไม่ซับซ้อน ดูแลง่าย ใช้ทุนน้อย แต่รายได้ค่อนข้างดี ส่วนใหญ่เกษตรกรจะเริ่มปลูกตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน ใช้เวลาปลูก 6 เดือน ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตส่งขายได้ โดยวิธีปลูก เพียงขุดหลุมขนาดกว้าง 15 เซนติเมตร ลึก 10 เซนติเมตร ระยะห่าง 1 ฟุต จากนั้นนำเหง้าขมิ้นที่แก่จัดลงปลูก และเมื่อปลูกได้ประมาณ 1 เดือน ให้ดายหญ้า ใส่ปุ๋ยบำรุง ขมิ้นจะเจริญเติบโตไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเมื่อขมิ้นอายุได้ 4 เดือน ให้ดายหญ้า และใส่ปุ๋ยอีกครั้งหนึ่ง จนอายุครบ 6 เดือน สามารถขุดขมิ้นไปขายได้ ซึ่งพื้นที่ 1 ไร่ สามารถขายขมิ้นได้ไม่ต่ำกว่า 40,000 บาท ในขณะท
ทางเดินชีวิต…สู่แนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คุณตฤณศร สัมทับ อยู่บ้านเลขที่ 21 หมู่ที่ 12 บ้านดาดทองเจริญ ตำบลอ่างทอง อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร 62000 สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี สาขาวิชาเอกภาษาอังกฤษ วิชาโทภาษาญี่ปุ่น จากคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลาครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เมื่อปี พ.ศ. 2536 ได้เริ่มทำงานกับ บริษัท อมากาซากิไพพ์ (ประเทศไทย) จำกัด จังหวัดชลบุรี ต่อมาเข้าทำงานบริษัทน้ำมัน หลังจากนั้นได้ทำงานกับกองบรรณาธิการนิตยสารด้านสื่อสารมวลชน และในที่สุดคุณตฤณศร ได้ทำงาน เอ็นจีโอ เกี่ยวกับการส่งเสริมจริยธรรมให้กับเยาวชน แต่จากการงานในเมืองหลวงที่ทำให้สุขภาพอ่อนแอลง คุณตฤณศรจึงได้ตัดสินใจกลับมาทำสวนที่จังหวัดกำแพงเพชร โดยการปลูกปาล์มน้ำมัน ในพื้นที่ 6 ไร่ 2 งาน พร้อมทั้งได้ปลูกผักสวนครัว อาทิ กล้วย พริก มะเขือ ฟัก และพืชล้มลุก เพื่อปลูกแซมเป็นการชดเชยรายได้ก่อนเก็บปาล์ม รวมทั้งปลูกไม้ยืนต้น เช่น มะม่วง ขนุน ยางนา สัก เป็นต้น ขุดสระเลี้ยงปลาแบบธรรมชาติ และปลูกข้าวปลอดสารพิษ ใช้ชีวิตตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และใช้พื้นที่การเกษตรเป็นศูนย์เรียนรู้ชีวิตพอเ
แนวโน้มที่รุนแรงขึ้นทุกขณะจากสภาพอากาศที่แปรปรวนทั้งภัยแล้งและน้ำท่วม ส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรและเกษตรกรทุกภูมิภาค โดยเฉพาะการทำนาที่ต้องอาศัยฟ้าฝนเป็นหลัก กรมการข้าว มีความเป็นห่วงพี่น้องชาวนาที่ต้องประสบกับปัญหารอบด้าน ทั้งปัญหาโรคและแมลงศัตรูข้าวระบาด ปัญหาดินฟ้าอากาศแปรปรวน ต้นทุนการผลิตสูง ที่ล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อรายได้และความเป็นอยู่ คุณอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ในส่วนของกรมการข้าวเองก็ได้พยายามศึกษาวิจัย พัฒนา และปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้มีประสิทธิภาพ โดยเมื่อ วันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้มีการประชุมคณะกรรมการพิจารณาพันธุ์กรมการข้าว ร่วมกับหน่วยงานด้านข้าวที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงพาณิชย์ กรมวิชาการเกษตร สมาคมชาวนาไทย สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย สมาคมโรงสีข้าวไทย และสมาคมค้าข้าวไทย ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณารับรองพันธุ์ข้าว จำนวน 4 สายพันธุ์ ได้แก่ ข้าวเจ้า พันธุ์ กข 65, กข 67, กข 69 และข้าวเหนียว กข 22 ข้าวเจ้า สายพันธุ์ IR77954-28-36-3 เสนอเป็นพันธุ์รับรอง “กข 65” โดย คุณปิยพันธุ์ ศรีคุ้ม ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวเชียงราย เป็นข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง ลักษณะกอตั้ง สูงประมาณ 1
