Uncategorized

เจาะเบื้องหลัง “มันฝรั่ง” วัตถุดิบหลัก สู่มันฝรั่งทอดกรอบ แบรนด์ “เลย์” เดินหน้าปลูกแบบยั่งยืน ไม่เผาตอซัง มุ่งสู่ Net Zero

“มันฝรั่ง” เป็นพืชเศรษฐกิจที่ให้ผลตอบแทนสูง เมื่อเปรียบเทียบกับพืชหลายชนิด เนื่องจากมันฝรั่งเป็นวัตถุดิบที่อุตสาหกรรมอาหารต้องการเป็นจำนวนมากเพื่อนำมาแปรรูปเป็นขนมขบเคี้ยว ปัจจุบัน PepsiCo เป็นผู้นำระดับโลกในธุรกิจอาหารว่าง แบรนด์อันดับหนึ่งของประเทศไทยอย่าง “เลย์” ได้ส่งเสริมเกษตรกรไทยมากกว่า 4,830 ครัวเรือน มันฝรั่งที่ใช้ในประเทศไทยมีแหล่งผลิตทั้งจากภายในประเทศและการนำเข้าจากต่างประเทศ โดยปัจจุบันประมาณ 60% มาจากการเพาะปลูกของเกษตรกรไทย ในพื้นที่ 9 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง ลำพูน พะเยา ตาก เพชรบูรณ์ สกลนคร และนครพนม ซึ่งสามารถผลิตมันฝรั่งรวมกันได้ราว 100,000 ตันต่อปี เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการแปรรูปในอุตสาหกรรมอาหาร ขณะที่อีกประมาณ 40% เป็นมันฝรั่งที่นำเข้าจากต่างประเทศ ทั้งจากภูมิภาคเอเชียและยุโรป เพื่อเสริมปริมาณวัตถุดิบให้เพียงพอต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรม

หลายคนอาจยังไม่ทราบว่า กว่าที่จะมาเป็น “เลย์” มันฝรั่งทอดกรอบแผ่นบางแสนอร่อย ที่ผู้บริโภคคุ้นเคยนั้น เบื้องหลังมีที่มาและกระบวนการผลิตที่ซับซ้อน ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

ในโอกาสนี้ เทคโนโลยีชาวบ้าน จะพาทุกท่านไปเจาะลึกเบื้องหลังการผลิตผลิตภัณฑ์ของบริษัท เป๊ปซี่โค ตั้งแต่ขั้นตอนต้นน้ำอย่างการเพาะปลูกมันฝรั่งของเกษตรกร ไปจนถึงกระบวนการแปรรูปในภาคอุตสาหกรรม โดยมีทีมงาน พนักงาน และเครือข่ายเกษตรกรเป็นกำลังสำคัญที่ร่วมกันขับเคลื่อนห่วงโซ่การผลิต พร้อมทั้งถ่ายทอดให้เห็นถึงความทุ่มเทและความท้าทายที่ต้องเผชิญในทุกขั้นตอน กว่าจะพัฒนาออกมาเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพสู่มือผู้บริโภค

ทั้งนี้ PepsiCo เป็นบริษัทข้ามชาติสัญชาติอเมริกันที่ดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม โดยมีรายได้รวมกว่า 9.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีเครือข่ายการดำเนินธุรกิจครอบคลุมมากกว่า 200 ประเทศ


หากกล่าวถึง “เป๊ปซี่โค” (PepsiCo) หลายคนคงคุ้นเคยกับผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยวที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่ม เป๊ปซี่ เซเว่นอัพ อควาฟิน่า และสติงค์ รวมถึงแบรนด์ขนมชื่อดังอย่าง เลย์ ชีโตส และตะวัน ซึ่งล้วนเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีบทบาทสำคัญในตลาดผู้บริโภคทั่วโลก

นางสุริวัสสา สัตตะรุจาวงษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์และรัฐกิจ ประจำประเทศไทย และอินโดไชน่า บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด หรือ “เป๊ปซี่โค ประเทศไทย” ผู้ผลิตเลย์มันฝรั่งทอดกรอบยอดนิยม เปิดเผยว่า เกษตรกรผู้ปลูกมันฝรั่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการผลิตวัตถุดิบให้ได้ปริมาณตามความต้องการเท่านั้น แต่ยังมุ่งเน้นคุณภาพ ความปลอดภัยทางอาหาร และความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม การเพาะปลูกมันฝรั่งภายใต้ระบบเกษตรพันธสัญญาและความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม ทำให้เกษตรกรได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการเพาะปลูก การคัดเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสม การบริหารจัดการน้ำและดินอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการลดการใช้สารเคมีและการนำแนวทางเกษตรแม่นยำมาใช้ ซึ่งส่งเสริมโอกาสในการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ควบคู่ไปกับประสิทธิภาพในการควบคุมต้นทุนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

สำหรับการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เป๊ปซี่โคมีการปรับตัวให้เข้ากับบริบทของท้องถิ่นอย่างชัดเจน โดยแบ่งการบริหารจัดการเป็น 2 ส่วนหลัก

  1. กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหาร (Snack): บริหารจัดการโดยตรงภายใต้บริษัท เป๊ปซี่โค โดยมี “เลย์” (Lay’s) เป็นแบรนด์เรือธงที่มีความหลากหลายสูง ไม่ว่าจะเป็นเลย์รสชาติต้นตำรับ, เลย์แมกซ์ (Lay’s Max) แบบแผ่นหยัก, หรือเลย์ไลท์ (Lay’s Light) สูตรโซเดียมต่ำเพื่อคนรักสุขภาพ นอกจากนี้ยังมีแบรนด์ “ตะวัน” ซึ่งเป็น Local Brand ที่ถือกำเนิดและเติบโตในไทยโดยเฉพาะ รวมถึงผลิตภัณฑ์ทางเลือกอย่าง “ซันไบทส์” (Sunbites) ที่ใช้การอบแทนการทอด
  2. กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม (Beverage): ดำเนินธุรกิจในรูปแบบการร่วมทุน (Joint Venture) ภายใต้ชื่อ “บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด” ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ผลิตและกระจายสินค้า (Bottler & Distributor) ครอบคลุมแบรนด์ยอดนิยมอย่าง เป๊ปซี่, เซเว่นอัพ, มิรินด้า และน้ำดื่มอควาฟิน่า เป็นต้น

ปัจจุบันเป๊ปซี่โคมีโรงงานผลิตทั้งหมด 4 แห่งในประเทศไทย แบ่งเป็นโรงงานผลิตอาหาร 2 แห่ง และโรงงานผลิตเครื่องดื่ม 2 แห่ง

  1. โรงงานลำพูน: โรงงานผลิตอาหารแห่งแรกและเก่าแก่ที่สุด (กว่า 30 ปี) ซึ่งมีความผูกพันกับชุมชนท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง พนักงานหลายท่านร่วมงานมาตั้งแต่ยุคบุกเบิกจนถึงวัยเกษียณ สะท้อนถึงวัฒนธรรมองค์กรแบบครอบครัว
  2. โรงงานพระนครศรีอยุธยา: โรงงานผลิตอาหารที่ทันสมัยด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งเปิดดำเนินการมาประมาณ 15 ปี
  3. โรงงานระยองและสระบุรี: ภายใต้การบริหารของซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เป็นฐานการผลิตเครื่องดื่มหลักของประเทศ

เป๊ปซี่โค กับความสำเร็จในการขับเคลื่อนธุรกิจสีเขียวและเกษตรกรรมยั่งยืน

เป๊ปซี่โค (PepsiCo) ตอกย้ำความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ผ่านการปรับปรุงกระบวนการผลิตและการทำงานร่วมกับเกษตรกรอย่างใกล้ชิด เพื่อบรรลุเป้าหมายการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลกและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

นวัตกรรมพลังงานหมุนเวียนในโรงงานผลิต

หนึ่งในความสำเร็จที่โดดเด่นคือการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาดในโรงงานผลิต เช่น โรงงานลำพูน ที่มีการดำเนินการดังนี้

  • การใช้พลังงานแสงอาทิตย์: ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เต็มพื้นที่หลังคาโรงงานและอาคารจอดรถเพื่อใช้พลังงานทดแทน
  • การเปลี่ยนความร้อนเป็นไฟฟ้า: มีระบบดึงความร้อนที่เหลือทิ้งจากกระบวนการทอดมันฝรั่ง กลับมาผลิตเป็นกระแสไฟฟ้าสำหรับใช้ในสำนักงาน ช่วยลดค่าไฟฟ้าได้อย่างมหาศาล
  • การบริหารจัดการน้ำ: นำน้ำในโรงงานกลับมาหมุนเวียนใช้ใหม่เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด

เกษตรกรรมเชิงบวก (Positive Agriculture) ในประเทศไทย

เป๊ปซี่โคให้ความสำคัญกับการผลิตมันฝรั่งซึ่งเป็นวัตถุดิบต้นน้ำ โดยมุ่งเน้นให้เป็นแหล่งวัตถุดิบที่ยั่งยืน (Sustainable Source) 100% ผ่านมาตรการต่างๆ

  • การเลิกเผาตอซัง: เกษตรกรในโครงการลดและเลิกการเผาไร่เพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งช่วยลดปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ในภาคเหนือได้โดยตรง
  • การปรับปรุงบำรุงดิน: ส่งเสริมการไถกลบตอซังข้าวและข้าวโพดให้เป็นปุ๋ยในดินก่อนการปลูกมันฝรั่ง เพื่อเพิ่มสารอาหารและลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมี
  • การใช้สารเคมีอย่างเหมาะสม: มีทีมงานเกษตร (Agro Team) คอยให้คำแนะนำและดูแลการใช้สารเคมีเฉพาะจุดที่มีปัญหาเท่านั้น เพื่อลดการใช้สารเคมีเกินความจำเป็นและเพิ่มความปลอดภัยแก่ผู้บริโภค

มาตรฐานคุณภาพและการดูแลผู้บริโภค

นอกจากการดูแลสิ่งแวดล้อมแล้ว บริษัทยังไม่หยุดยั้งในการพัฒนาระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภค

  • ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ: ปรับสูตรผลิตภัณฑ์ เช่น เลย์ ให้ลดปริมาณโซเดียมลงตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) และเปลี่ยนมาใช้น้ำมันรำข้าวที่ไม่มีไขมันอิ่มตัว
  • เทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์: ใช้ไนโตรเจนในการบรรจุเพื่อคงความกรอบและรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ รวมถึงช่วยป้องกันการกระแทกในระหว่างขนส่ง
  • ทิศทางในอนาคต: มีแผนส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในการขนส่งสินค้า แม้จะมีข้อจำกัดเรื่องความเป็นหน่วยงานภายนอก (Third Party) แต่บริษัทยังคงเดินหน้าเจรจาเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว

การดำเนินงานทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า เป๊ปซี่โคไม่ได้เพียงแค่มุ่งหวังผลกำไร แต่ยังมุ่งสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่ยั่งยืน ตั้งแต่แปลงเกษตร กระบวนการผลิต ไปจนถึงมือผู้บริโภค เพื่อให้มั่นใจว่าธุรกิจจะเติบโตควบคู่ไปกับความยั่งยืนของโลก

“ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังกดดันระบบอาหารของโลกอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเกษตรกรคือกลุ่มแรกที่ต้องรับแรงกระทบเหล่านี้ในทุกๆ วัน เป๊ปซี่โคในฐานะบริษัทอาหารและเครื่องดื่มที่มีรากฐานมาจากภาคการเกษตรเข้าใจถึงทั้งความเปราะบางและความสำคัญของระบบนี้เป็นอย่างดี เป๊ปซี่โคจึงยกให้เกษตรกรเป็นเหมือน “ฮีโร่คนสำคัญของอุตสาหกรรมอาหาร” คือ เป็นฟันเฟืองสำคัญของห่วงโซ่อาหารที่จะต้องขับเคลื่อนระบบให้เติบโตและยั่งยืน โดยมีหัวใจหลักที่สำคัญของบริษัท คือทีมเกษตร (Agro) ที่ทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกรและยังถ่ายทอดองค์ความรู้ที่สำคัญ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีทางการเกษตรให้แก่เกษตรกรอีกด้วย” นางสุริวัสสา ย้ำ

หัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนห่วงโซ่การผลิตของบริษัท คือ ทีมเกษตร (Agro) ซึ่งทำหน้าที่ประสานงานและทำงานอย่างใกล้ชิดกับเกษตรกรในพื้นที่ พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเพาะปลูกสมัยใหม่ รวมถึงการนำเทคโนโลยีทางการเกษตรเข้ามาประยุกต์ใช้ เพื่อช่วยยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและเพิ่มคุณภาพของผลผลิตให้ได้มาตรฐาน

คุณยุ้ย–สุดาทิพย์ อินเสาร์ ผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กระบวนการทำงานของเป๊ปซี่โคเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการคัดเลือกหัวพันธุ์มันฝรั่งที่เหมาะสม ก่อนส่งต่อให้เกษตรกรนำไปเพาะปลูก พร้อมทั้งให้การสนับสนุนองค์ความรู้ด้านการจัดการแปลงปลูกอย่างต่อเนื่อง โดยเป๊ปซี่โค ประเทศไทย เริ่มทำงานร่วมกับภาคเกษตรมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 หรือกว่า 30 ปีที่ผ่านมา จากจุดเริ่มต้นที่มีผลผลิตมันฝรั่งเพียง 2,000 ตันต่อปี ปัจจุบันสามารถขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 100,000 ตันต่อปี

ด้าน คุณมนตรี ศรีหะวงษ์ Agro Farming & Storage Operating Team Lead กล่าวเสริมว่า บริษัทได้นำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยในการบริหารจัดการแปลงปลูก โดยเฉพาะการใช้ โดรนสำรวจพื้นที่เพาะปลูก เพื่อประเมินความสมบูรณ์และความเครียดของต้นมันฝรั่ง รวมถึงตรวจสอบการระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืช ทำให้ทีมงานสามารถวางแผนจัดการปัญหาได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ยังมีระบบแพลตฟอร์มที่แจ้งเตือนข้อมูลผ่านโทรศัพท์และอีเมล เพื่อช่วยให้เกษตรกรรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว โดยโรคที่พบได้บ่อยในแปลงปลูก ได้แก่ โรคใบไหม้และโรคเหี่ยว

คุณภูรินท์ โชติมา เกษตรกรผู้ปลูกมันฝรั่งในอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา

ในส่วนของเกษตรกร คุณภูรินท์ โชติมา เกษตรกรผู้ปลูกมันฝรั่งในอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา เล่าว่า เดิมทีใช้ชีวิตและทำงานอยู่ในกรุงเทพมหานครมานานกว่า 30 ปี ก่อนตัดสินใจย้ายกลับมาเริ่มต้นทำเกษตรที่บ้านเกิด เนื่องจากพื้นที่มีแหล่งน้ำเพียงพอตลอดทั้งปี สามารถเพาะปลูกพืชได้อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันอาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวมากว่า 22 ปี

ในอดีตครอบครัวปลูกข้าวโพดและข้าวเป็นหลัก จนกระทั่งบริษัทผู้ผลิตมันฝรั่งทอดกรอบเลย์เข้ามาส่งเสริมการปลูกมันฝรั่งในรูปแบบเกษตรพันธสัญญา ซึ่งช่วยลดภาระการลงทุนของเกษตรกร เนื่องจากบริษัทให้การสนับสนุนด้านพันธุ์และการรับซื้อผลผลิต ส่งผลให้รูปแบบการปลูกพืชหมุนเวียนในพื้นที่เปลี่ยนเป็น มันฝรั่ง–ข้าวโพด–ข้าว โดยมันฝรั่งใช้ระยะเวลาปลูกเพียงประมาณ 3 เดือน ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ จากต้นทุนการผลิตประมาณ 80,000 บาท สามารถสร้างรายได้ราว 200,000 บาท หรือเฉลี่ยกำไรประมาณ 70,000–80,000 บาทต่อรอบการผลิต

ขณะที่ คุณสุมิตรา ใจดี อีกหนึ่งเกษตรกรผู้ปลูกมันฝรั่ง เล่าว่า เดิมเคยทำงานอยู่ในกรุงเทพมหานคร ก่อนตัดสินใจกลับบ้านเกิดเพื่อเริ่มต้นทำการเกษตร ปัจจุบันปลูกมันฝรั่งบนพื้นที่ประมาณ 3 ไร่ แม้จะเพิ่งเริ่มต้น แต่คาดว่าผลผลิตในปีนี้จะเพิ่มขึ้นจากเดิม โดยมีแนวโน้มให้ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 4,200–4,300 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งสะท้อนถึงโอกาสในการสร้างรายได้จากการปลูกมันฝรั่งในระบบเกษตรสมัยใหม่

ความร่วมมือกับภาครัฐและโมเดลการเกษตรในประเทศไทย

ในประเทศไทย เป๊ปซี่โคได้ร่วมมือกับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อพัฒนาโมเดลเกษตรกรรมที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ

  • การถ่ายทอดองค์ความรู้: นำเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์การเกษตรสมัยใหม่จากระดับสากลมาถ่ายทอดสู่เกษตรกรไทย เพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่และลดต้นทุนการผลิต
  • ความมั่นคงด้านรายได้: การสร้างระบบพันธสัญญา (Contract Farming) ที่เป็นธรรม ช่วยให้เกษตรกรมีตลาดรองรับที่แน่นอนและมีรายได้ที่มั่นคง
  • มาตรฐานสิ่งแวดล้อม: สนับสนุนให้เกษตรกรลดการใช้สารเคมีและเปลี่ยนมาใช้วิธีการทางธรรมชาติในการบำรุงรักษาหน้าดิน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความยั่งยืน

ความมุ่งมั่นและวิสัยทัศน์สู่อนาคต

หัวใจสำคัญที่ทำให้เป๊ปซี่โคแตกต่าง คือความเชื่อที่ว่า “ธุรกิจจะเติบโตไม่ได้หากชุมชนและสิ่งแวดล้อมไม่แข็งแรง” บริษัทจึงมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Model) ของไทยอย่างเต็มกำลัง

การทำงานร่วมกันระหว่างเป๊ปซี่โคและเกษตรกรไทย ไม่เพียงแต่เป็นการผลิตวัตถุดิบคุณภาพเพื่อส่งเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศการเกษตรที่สามารถส่งต่อความมั่งคั่งและทรัพยากรที่สมบูรณ์ไปสู่คนรุ่นต่อไปได้

Related Posts