Featured
หากพูดถึงครีเอเตอร์ที่มีคาแรกเตอร์โดดเด่น หยิบเรื่องใกล้ตัวมาทำคอนเทนต์ได้อย่างน่าสนใจ และสะท้อนสังคม โดยการโรลเพลย์กับสถานการณ์จริงที่หลายคนเคยเจอ จนสามารถสร้างปรากฏการณ์ “คลิปล้านวิว” วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ชวนพูดคุยกับ ไบรท์-เอกรัตน์ คงสถิตย์ เจ้าของช่องไบรท์ไร้ไขมัน (brightekkarat) ที่เริ่มจากความฝันอยากเป็นพิธีกร สู่การเป็นครีเอทีฟเบื้องหลังรายการตลกชื่อดังระดับประเทศ และผันตัวเป็นครีเอเตอร์สายเล่าเรื่อง ผู้ติดตาม 1.7 ล้าน ที่มีผลงานไวรัลนับไม่ถ้วน จากฝันแรกของเด็กสายกิจกรรม ย้อนกลับไปในวัยเด็ก ความฝันแรกของไบรท์ไม่ใช่การเป็นคนเบื้องหลัง แต่เขาอยากเป็น “พิธีกร” ตั้งแต่สมัยเรียน เขาคือเด็กกิจกรรมตัวจริง ทั้งการเป็นพิธีกรกิจกรรมต่างๆ ประธานนักเรียน ไปจนถึงพิธีกรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งทุกบทบาทล้วนหล่อหลอมให้เขาคุ้นเคยกับการยืนหน้ากล้อง และสื่อสารกับผู้คน กระทั่งได้มีโอกาสฝึกงานที่ A Time Media ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้ค้นพบว่าตัวเองชื่นชอบงานด้านครีเอทีฟ เช่น การคิดมุก การเขียนบท และการเล่าเรื่อง จนเริ่มจับทางสายครีเอทีฟได้อย่างจริงจัง หลังจากนั้น ไบรท์ได้รั
ในช่วงเวลาไม่นานมานี้ บนโลกโซเชียลได้กำเนิดคอนเทนต์ไวรัลสุดร้อนแรงอย่าง “กรุงเทพ Native” คอนเทนต์ที่ทำขึ้นเพื่อตามหาว่าใครกันคือคนกรุงเทพฯ ที่แท้จริง คำว่า Native นั้นหมายถึงความดั้งเดิม หรือสิ่งที่ติดตัวมาแต่เกิด เพราะฉะนั้น พอมาจับคู่กับคำว่า “กรุงเทพฯ” เลยกลายเป็นคอนเทนต์ที่สะท้อนถึงพฤติกรรมและความเคยชินของการเป็นคนกรุงเทพฯ จนครีเอเตอร์หลายคนนำไอเดียคอนเทนต์นี้มาทำเป็นมีมสนุกๆ ที่จำกัดความหมายของคำว่าคนกรุงเทพฯ ได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น อันดับแรก ชวนมาลองเช็กลิสต์ว่าคุณเป็นคนกรุงเทพฯ แท้ 100% ไหม -บัตรประชาชนขึ้นต้นด้วยเลข 110 -เดินเร็ว ชอบเดินใกล้ไกลขอแค่ได้เดิน -ขึ้นบีทีเอส เคหะฯ-คูคตไม่มีหลง -ยืนบนรถไฟฟ้าไม่ต้องจับเสา -เดินเซ็นทรัลเวิล์ดไม่หลง คุณสอบตกข้อไหนบ้าง? วัดที่อะไรใครคือกรุงเทพฯ แท้ จุดเริ่มต้นของเทรนด์นี้เกิดขึ้นจากการที่กลุ่ม Gen Z และ Gen Y ได้ตั้งข้อสงสัยถึงพฤติกรรม คำพูดแบบไหนที่เห็นแล้ว รู้ได้ทันทีว่าเป็นคน “กรุงเทพฯ แท้” หลังจากที่มีการตั้งคำถามเหล่านี้ขึ้นมาก็ทำให้คนบนโลกโซเชียลเข้าไปแสดงความคิดเห็นกันอย่างล้นหลาม จนคอนเทนต์ครีเอเตอร์ต่างหยิบยกไปคอมเมนต์กับประเด็นดั
จากแม่ค้าขายผักสู่ผู้ปลุกตลาด “แตงโมสเปเชียลตี้” นี่คือเส้นทางธุรกิจของ “คุณณิชชา แก้วสุริยา” CEO บริษัท ณิชชา ชามม์ จำกัด ผู้เปลี่ยนผลไม้ธรรมดาให้มีมูลค่าเพิ่มและมีสายพันธุ์ให้เลือกเหมือนคอลเล็กชั่นแฟชั่น กว่าธุรกิจจะเดินมาถึงจุดนี้ เธอเคยกู้เงิน 6 ล้านบาท สร้างซูเปอร์มาร์เก็ตผัก ก่อนเผชิญวิกฤตฟองสบู่แตก ต้องขายตึก ขายแหวนแต่งงาน และเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการรับแตงโมมาขายที่ได้กำไรเพียงน้อยนิด เธอจึงตั้งคำถามตัวเองว่า “ขายแพงอย่างไรให้คนยอมซื้อ” นำไปสู่การเรียนรู้การปลูกแตงโม การตามล่าหาสายพันธุ์ใหม่ และการสร้างตลาดแตงโมที่แตกต่าง จนสามารถสร้างรายได้เฉลี่ยปีละ 30-40 ล้านบาท “สายพันธุ์ใดๆ ที่จะเกิดขึ้นใหม่ในประเทศไทย ต้องผ่านมือเราทั้งหมด เราต้องการสร้างคุณค่าให้แตงโมแพงด้วยตัวมันเองผ่านสายพันธุ์ที่แปลกและมีคุณค่าตั้งแต่เนื้อยันเปลือก” คุณณิชชากล่าว กู้เงิน 6 ล้านสร้างธุรกิจ ก่อนเจอวิกฤตใหญ่ คุณณิชชาเป็นลูกเกษตรกรที่จับผลัดจับผลูมาช่วยพี่สาวขายผักในตลาดค้าส่ง ก่อนแยกตัวออกมาขายปลีก จากผักไม่กี่ชนิดเริ่มขายดีเป็นร้อยๆ ชนิด จากลูกค้ามากมายที่เข้ามาอุดหนุน ทำให้เธอมองเห็นโอกาสต่
“อย่าทำธุรกิจกับเพื่อน” คำนี้อาจใช้ไม่ได้กับสองเพื่อนรักคู่นี้ เพราะยิ่งทำงานกับเพื่อนรัก เพียงมองตาก็รู้ใจแล้ว นั่นทำให้ทุกอุปสรรคที่ผ่านเข้ามา ต่อให้เป็นทอร์นาโดก็พัดพาอะไรไปไม่ได้ ได้เพียงแวะแล้วเวียนผ่านไปเหมือนสายลม บทความนี้ เส้นทางเศรษฐีจะพาคุณไปพูดคุยกับสองผู้ก่อตั้ง Brooo คุณอ๋อง-กษิดิศ ดวงวราภรณ์ และ คุณเฟียต–ธนพงศ์ พานิชชอบ คู่เพื่อนรักที่จับมือกันทำธุรกิจ หากคุณเป็นสายสปอร์ตแอคทิฟคงไม่ต้องสาธยายถึงฮอตของแบรนด์น้องใหม่ Brooo ที่ก่อตั้งมาได้เพียง 5 ปี ก็เปิดแฟลกชิพสโตร์สุดยิ่งใหญ่ ณ ห้างหรู ใจกลางกรุงเทพฯ ได้แล้ว การเดินทางเพียงแค่ 5 ปี นับว่าเป็นระยะเวลาที่รวดเร็วมากในการปูทางความสำเร็จของแบรนด์ และยิ่งเป็นแบรนด์ที่เกิดมาจากแค่การนั่งคุยกันเรื่อง “ถุงเท้า” แล้วนั้น ยิ่งน่าสนใจว่ามาไกลถึงเพียงนี้ได้อย่างไร “ถุงเท้า” ใบเบิกทางความสำเร็จ คุณเฟียตเริ่มเล่าเรื่องอย่างเป็นกันเองว่า เขาและคุณอ๋องเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เรียนมัธยมปลาย ช่วงที่จะเข้าศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัย ก็ไปบนบานศาลกล่าวด้วยกันว่าถ้าสอบติดคณะสถาปัตยกรรม จุฬาลงกรณ์ฯ จะวิ่งรอบสนามหลวงเป็นการแก้บน โดยที่คุณอ๋องบนไว้ว่า
จากวันแรกที่ CJ Express เป็นเพียงร้านสะดวกซื้อแบรนด์เล็กๆ ในจังหวัดราชบุรี คนต่างจังหวัดคุ้นเคยกับชื่อนี้กันดี และไม่มีใครจินตนาการได้ว่าคอนวิเนี่ยนสโตร์ต่างจังหวัดจะสามารถเติบโตมาได้ระดับ 79,000 ล้านบาท จุดเปลี่ยนอยู่ที่ “เสถียร” เจ้าของอาณาจักรคาราบาวกรุ๊ป เข้าไปซื้อหุ้นมากกว่า 80% จากเจ้าของเดิม แล้วเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น ซี.เจ. เอ็กซ์เพรส กรุ๊ป จากวันนั้นถึงวันนี้ CJ Express ได้เติบโตจนก้าวสู่ธุรกิจแสนล้านบาท กับภาพการเป็นร้านสะดวกซื้อที่เข้าถึงชุมชน สินค้าราคาประหยัด โดยเริ่มจะครองปากซอยหมู่บ้านเกือบจะครบแล้วด้วยจำนวนสาขามากกว่า 2,100 แห่ง และจะจบปีด้วยจำนวน 2,500 สาขา เมื่อย้อนดูผลประกอบการตลอด 5 ปีที่ผ่านมา CJ Express ยังไม่ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จากที่เคยประกาศไว้ว่าจะแต่งตัวเข้าตลาดฯ ปี 2565 แต่เลื่อนมาต่อเนื่อง บริษัท ซี.เจ. เอ็กซ์เพรส กรุ๊ป จำกัด ปี 2564 รายได้ 29,723 ล้านบาท กำไร 1,365 ล้านบาท ปี 2565 รายได้ 35,557 ล้านบาท กำไร 1,772 ล้านบาท ปี 2566 รายได้ 44,465 ล้านบาท กำไร 2,623 ล้านบาท ปี 2567 รายได้ 59,551 ล้านบาท กำไร 3,859 ล้านบาท ปี 2568
“เนรมิตเมือง” (Neramyth City: Branding Cities into Creative Assets) โครงการที่ชวนคนในพื้นที่กลับมาค้นหาและทำความเข้าใจตัวตนของเมือง ตั้งแต่คุณค่าที่ผู้คนมีร่วมกัน วิถีชีวิต ภูมิปัญญา วัฒนธรรม ไปจนถึงศักยภาพและสินทรัพย์ที่มีอยู่ในพื้นที่ ก่อนนำสิ่งเหล่านั้นมาต่อยอดเป็นทิศทางในการพัฒนาเมือง และถ่ายทอดผ่านการสร้างแบรนด์เมืองสร้างสรรค์ที่มีตัวตนชัดเจนขึ้น การสร้างแบรนด์เมืองอาจไม่ใช่การสร้างสิ่งใหม่ให้กับเมืองเสมอไป เพราะในแต่ละพื้นที่มีเรื่องราว ผู้คน วิถีชีวิต ภูมิปัญญา วัฒนธรรม และต้นทุนที่สั่งสมอยู่แล้ว เพียงแต่สิ่งเหล่านี้อาจยังไม่ได้ถูกมองเห็นหรือถูกเล่าเรื่องออกมาในภาพเดียวกัน การพาเมืองไปข้างหน้า จึงอาจเริ่มจากการกลับมาทำความเข้าใจว่า เมืองมีอะไรดีอยู่แล้ว และจะทำให้สิ่งต่างๆ เหล่านั้นมีคุณค่ามากขึ้นได้อย่างไร “เนรมิตเมือง” จึงไม่ได้ใช้วิธีการสื่อสารให้ทุกเมืองเหมือนกัน แต่เราเปิดพื้นที่ให้แต่ละเมืองค้นหาคุณค่าที่เป็นของตัวเอง แล้วนำมาพัฒนาเป็นทิศทางที่สามารถเชื่อมโยงคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ โอกาสทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว รวมถึงการต่อยอดให้สิ่งที่มีอยู่ให้กลายเป็นคุณค่
ทูน่ากระป๋อง อาจเป็นอาหารที่หลายคนคุ้นเคย เปิดฝากระป๋องก็พร้อมกิน หรือเอาไปทำสลัด แซนด์วิช และอาหารได้อีกหลายเมนู แต่รู้หรือไม่ว่า เบื้องหลังอาหารกระป๋องธรรมดาๆ กลับเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมส่งออกสำคัญของประเทศไทย เพราะประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกทูน่ากระป๋องอันดับ 1 ของโลก ประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงภายในงาน The 19th INFOFISH World Tuna Trade Conference & Exhibition หรือ INFOFISH TUNA 2026 งานประชุมและแสดงสินค้าระหว่างประเทศด้านอุตสาหกรรมทูน่า ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14–16 กันยายน 2569 ณ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ โดยประเทศไทยร่วมเป็นเจ้าภาพ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ไทยเองก็ไม่ได้พึ่งพาเฉพาะปลาทูน่าที่จับได้ในประเทศ เพราะในปี 2568 ประเทศไทยมีการนำเข้าวัตถุดิบปลาทูน่าประมาณ 737,135 ตัน มูลค่า 43,031 ล้านบาท ก่อนนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์และส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในส่วนของการแปรรูปและส่งออก โดยนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ก่อนผ่านกระบวนการผลิตในไทยแล้วส่งต่อไปยังตลาดทั่วโลก ในปี 2568 ไทยส่งออกปลาทูน่ากระป๋องและผลิตภัณฑ์แปรรูปประมาณ 542,814 ตัน คิดเป็นมูลค่า 76,666 ล้านบาท โ
ผู้เขียน : ธนดล มีชัยมาตร์ คุณเคยชอบอะไรบางอย่างมากๆ ไหมครับ มากเสียจนอยากหันไปเล่าให้ใครสักคนฟัง แต่พอหันไปรอบตัวกลับไม่รู้ว่าจะเล่าให้ใครฟัง แต่ในกรุงเทพฯ มีร้านหนังสือคอมมิคแห่งหนึ่ง หน้าร้านเต็มไปด้วยโปสเตอร์เหล่าซูเปอร์ฮีโร่สะดุดตา เมื่อเปิดประตูเข้าไป สิ่งแรกที่พบไม่ใช่แค่เพียงชั้นวางหนังสือ แต่คือเจ้าของร้านที่พร้อมพูดคุยกับลูกค้าเกี่ยวกับเรื่องราว ตัวละคร และสิ่งที่ชอบ วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ พาไปพูดคุยกับ คุณเก่ง-สรวิชญ์ พระสุจริตวงศ์ เจ้าของ Prime Comic ถึงจุดเริ่มต้นจากความชื่นชอบในหนังสือคอมมิค สู่การต่อยอดเป็นธุรกิจนำเข้าคอมมิคจากต่างประเทศ พร้อมเรื่องราวของการสร้าง Community ที่เปิดพื้นที่ให้คนรักในสิ่งเดียวกันได้มาพบปะ พูดคุย และแลกเปลี่ยนความชอบร่วมกัน จุดเริ่มต้น จากความชอบสู่เจ้าของ Prime Comic “Prime Comic” หนึ่งในร้านหนังสือคอมมิคไม่กี่แห่งในประเทศไทยที่นำเข้าหนังสือการ์ตูนจากสหรัฐอเมริกามาจำหน่าย สร้างรายได้ต่อเดือนกว่า 7 แสนบาท และยังเป็นหนึ่งในร้านที่พยายามสร้างพื้นที่ให้คนรักคอมมิคได้มาพบปะและแลกเปลี่ยนความชอบร่วมกัน ซึ่ง Comic (คอมมิค) คือหนังสื
ทุกวันนี้ ร้านสะดวกซื้อไม่ได้มีเพียงชื่อ “7-Eleven” หากคุณมองไปอีกฝั่งของถนนจะเห็น “CJ MORE” ตั้งอยู่ใกล้ๆ หรือบางทีก็อยู่ข้างๆ กันเลย จนหลายคนคิดว่านี่คือแบรนด์ที่จะเข้ามาท้าชิงตลาดคอนวีเนี่ยนสโตร์ แต่จริงๆ แล้ว ภายใต้ภาพการต่อสู้ด้านธุรกิจ “แอ๊ด คาราบาว” (นายยืนยง โอภากุล) ผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัท และเป็น ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับที่ 3 (ถือหุ้นประมาณ 7.05%) ใน บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) รวมถึงมีตำแหน่งกรรมการในบริษัทในเครือ เช่น บริษัท คาราบาวตะวันแดง จำกัด และบริษัท ตะวันแดง ดีซีเอ็ม จำกัด ได้เปิดเผยเรื่องราวผ่าน Facebook ส่วนตัว Add Bao โดยเริ่มเรื่องว่า . ท่านประทาน ธนินท์ เจียรวนนท์ ที่ผมรู้จัก จากเสื่อผืนหมอนใบ ของคนไทยลูกจีนถึงมิตรภาพที่ไม่มีวันลืม (บันทึกโดย แอ๊ด คาราบาว 12 กันยายน 2569) ก่อนที่คุณแอ๊ดเริ่มเล่าในโพสต์ว่า ครอบครัวของตนเป็นคนจีนจากแผ่นดินใหญ่อพยพมาตั้งรกรากในประเทศไทยบรรพชนฝ่ายแม่เป็นชาวแต้จิ๋วจากเท่งไห้ใกล้ซัวเถา ส่วนฝ่ายพ่อมาจากฮงซุน เป็นดินแดนของพวกปั๊วซัวแคะ แซ่โอ๊วหรือหู ต่อมาอาปาจึงเปลี่ยนมาใช้นามสกุล “โอภากุล” ตระกูลคนไทยลูกจีนสร้างธุรกิจยักษ์ คนจีนร
ภาพจำในอดีตของ “เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง” คือภูมิปัญญาชาวบ้านที่ตาแสวงทำให้ภรรยาใช้ เป็นอุปกรณ์ยืดเส้นคลายเส้น ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อย หาซื้อได้ตามงานวัด งาน OTOP หรืองานกาชาด แต่เมื่อ เจ – ณัฐวัฒน์ พุ่มบุญทริก หลานเขยเข้ามารับช่วงต่อปรับโฉมธุรกิจในรุ่นสาม ทำให้เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวงกลายเป็นสินค้าที่หาซื้อได้ง่ายขึ้นผ่านช่องทางออนไลน์ เพิ่มสีสันและลวดลายให้ทันสมัย จนกลายเป็นไอเทมที่หลายบ้านมีติดไว้ใช้งาน โดยในปี 2568 “เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง” สร้างรายได้ราว 73 ล้านบาท ก่อนขยับขึ้นมาแตะ 100 กว่าล้านบาทในเวลาเพียง 7 เดือนของปี 2569 ทว่า เส้นทางการเติบโตสู่รายได้หลักร้อยล้านไม่ได้เรียบง่ายและสวยหรู เจให้สัมภาษณ์กับ “เส้นทางเศรษฐี” ถึงที่มาของการเข้ามาสานต่อธุรกิจ อุปสรรคที่ต้องเจอ รวมถึงกลยุทธ์ที่ใช้ปรับจนธุรกิจเติบโตมาถึงวันนี้ เป็นรุ่นสามไม่ง่าย เจอสารพัดอุปสรรค เจเปิดบริษัทรับทำการตลาดให้กับแบรนด์เครื่องสำอาง สกินแคร์ และอาหารเสริมมากมาย โดยไม่มีแนวคิดรับช่วงต่อธุรกิจ เพราะมองว่าเป็นงานหนัก สินค้าชิ้นใหญ่ ค่าโลจิสติกส์สูง ปัญหาเยอะ แต่แฟนเอ่ยปากชวนมาช่วยธุรกิจของที่บ้านอยู่เป
