Exclusive
หากเดินผ่านบ้านเล็กๆ หลังหนึ่งในท่าพระ อาจจะได้กลิ่นหอมกรุ่นของขนมปังลอยออกมาตามลม เป็นร้านเบเกอรี่โฮมเมดที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของความ “Old School” ในคอลัมน์ #Entreprenuer “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ได้มีโอกาสคุยกับ คุณเบ็ญจี้-ศุภมาส ศรีศุภผล เจ้าของ SAKI CLUB (ซากี คลับ) ร้านเบเกอรี่สุดไวรัล ที่เกือบจะปิดกิจการ แต่กลับมาได้ด้วยพลังรีวิว ขายหมดภายใน 2 ชั่วโมง จุดเริ่มต้น…รสชาติความทรงจำ เธอเริ่มบทสนทนาด้วยเรื่องราววัยเด็ก ที่สมัยเรียนคุณแม่จะเป็นคนคอยไปรับ-ส่ง ซึ่งเธอเล่าว่า ก่อนกลับบ้านทุกครั้งจะต้องแวะไปซื้อเอแคลร์ที่อยู่แถวโรงเรียน เมื่อนึกถึงรสชาติตอนนั้นก็ทำให้เกิดความคิดถึงขนมรสชาติแบบนี้ จึงเริ่มคุยกับที่บ้านว่าอยากทำขนมสไตล์ Old School โดยเริ่มจากขายผ่านออนไลน์ ช่องทางดีลิเวอรี จนปัจจุบันเข้าสู่ปีที่ 10 แล้ว เดิมเธอทำงานประจำเป็น Marketing Manager อยู่ที่ Centara แต่เนื่องจากเริ่มหมดแพชชันกับงานที่ทำ จึงมองหาอาชีพที่ 2 ก่อนจะเล่าต่อว่า “เรามีเพื่อนสนิทขายเสื้อผ้าที่ประตูน้ำ ซึ่งขายดีมาก แล้วตอนนั้นรู้สึกไม่มีแพชชันในการทำงานโรงแรม เลยคิดว่าทำอะไรดี ซึ่งเราชอบกินเอแคลร์เป็น
จากการบุกเบิกคอนเทนต์บนโลกออนไลน์ ทำให้ชื่อของ ‘โกญจนาท’ โรงงานสมุดอายุ 40 กว่าปีกลับมาเป็นที่รู้จักอีกครั้งในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ทำให้เราได้เห็นวิธีการผลิตสมุด และการปรับตัวของธุรกิจที่ไม่ได้อยู่ในยุคเฟื่องฟู แต่สามารถเติบโตได้อย่างสวยงาม เส้นทางของแบรนด์นี้เป็นมาอย่างไร อะไรคือกลยุทธ์ความสำเร็จ ‘เส้นทางเศรษฐีออนไลน์’ จะพาไปพูดคุยกับทายาทรุ่น 3 ‘คุณมิน-ลภนพัฒน์ หวังไพสิฐ’ สมุดรุ่นอากงอาม่า เส้นทางการเติบโตของแบรนด์โกญจนาท เริ่มต้นจากอากงอาม่า ของคุณมิน ทายาทรุ่น 3 เขาเล่าให้ฟังว่า ในช่วงวัยรุ่นอาม่าทำงานในฝ่ายผลิตสมุด จึงทำให้รู้ขั้นตอนการผลิตทุกอย่าง ส่วนอากงอยู่ฝ่ายขายและจัดซื้อที่โรงงานแห่งเดียวกัน เมื่อทั้งสองพบรักและร่วมกันสร้างครอบครัว จึงตัดสินใจแยกตัวออกมาเปิดโรงงานสมุดเล็กๆ ของตัวเองที่ย่านตลาดน้อย เพราะมองว่าการสร้างธุรกิจน่าจะช่วยให้มีกำลังในการเลี้ยงดูครอบครัว โดยผลิตสมุดนักเรียน สมุดวาดเขียน และสมุดพก เป็นต้น และธุรกิจก็ประสบความสำเร็จ มีการขยับขยายสู่โรงงานแห่งที่ 2 ในย่านจอมทอง จากพนักงาน 3-4 คน ก็เพิ่มขึ้นเป็น 20-30 คน แต่หลังจากปี 2554 ที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ ประกอ
เทรนด์สุขภาพทุกวันนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การลดน้ำหนัก หรือการกินผักอีกต่อไปแล้ว เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ได้มีโอกาสพูดคุยกับ เชฟนาย-มนัชญา กุลพงษ์วดี Wellness Chef ผู้เชี่ยวชาญด้าน Nutrition จากร้าน “มีฤทธิ์” เพื่อเจาะลึกแนวคิดของ Wellness และการทำอาหารที่ใส่ใจสุขภาพแบบไม่น่าเบื่อ เชฟนาย เล่าว่า คอนเซ็ปต์ของ มีฤทธิ์ คืออาหารเพื่อสุขภาพแบบ Healthy Comfort Food ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากเรื่องราวส่วนตัวเมื่อครั้งที่คุณแม่เริ่มป่วย เธอคิดว่า ไม่ได้แล้วที่เราจะแค่ดูแลลูกค้าที่ป่วย เพราะจริงๆ คนที่ยังไม่ป่วย ควรจะเริ่มดูแลตั้งแต่เริ่มแรก พอคุณแม่กลับมาแข็งแรง เชฟนายเลยมองว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนควรจะได้รับ เธอเสริมว่า การทำธุรกิจในกลุ่มนี้คือการตอบโจทย์ลูกค้า “การที่เราจะขายของแล้วทำให้คนกินแล้วดีต่อสุขภาพ เป็นอะไรที่กลุ่มลูกค้าต้องการ เพราะหลายคนรู้สึกว่าอาหารสุขภาพมันไม่อร่อย นายเลยอยากให้ทุกคนปรับมุมมองความคิดว่า อาหารสุขภาพก็อร่อยได้นะ เลยเป็นคอนเซ็ปต์ที่ร้าน” เทรนด์มาแรง กินอย่างไรให้ Healthy Aging เชฟนาย มองว่า เทรนด์สุขภาพที่มาแรงและจะไปต่ออย่างต่อเนื่องคือ Healthy Aging หรือ การมีอาย
บทความโดย : ดร.ยศพิชา คชาชีวะ กูรูวงการอาหาร เจ้าของคอลัมน์ “ตู้จดหมายพลศรี” “ถี่ลอดตาช้าง ห่างลอดตาเล็น” สำนวนโบราณที่หมายถึงทำอะไรไม่ถี่ถ้วน เดิมใช้ว่า “ถี่ลอดตาช้าง ห่างลอดตัวเล็น” ตัวเล็นคือพวกแมลงเล็กๆ แล้วเพี้ยนเป็น “ตาเล็น” แต่เอาเข้าจริงผมพยายามหาและคิดถึงที่มาของสำนวนนี้ก็หาใครอธิบายไม่ได้โดนใจ ผมเลยอธิบายเอาเองว่าช้างตัวโตแต่ตาช้างเล็กเลยมองไม่เห็นตาข่ายถี่ๆ ส่วนตัวเล็นถึงแม้ตัวเล็กแต่ตาโตเมื่อเปรียบเทียบกับหัว เจอตาข่ายห่างๆ กลับมองไม่เห็น ร้านอาหารที่ทำกันเจ๊งๆ เหตุผลใหญ่อันหนึ่งก็เรื่องความไม่ถี่ถ้วนนี่ล่ะครับ ไอ้ที่ควรจะถี่ดันไม่ถี่ ไอ้ที่ไม่ควรถี่ดันถี่ ผมรู้จักอยู่ร้านหนึ่ง ขายอาหารฟิวชันตามสมัยนิยม เจ้าของจัดเป็นคนถี่ถ้วนชนิดตามสำนวนนี้ ร้านต้องสะสมชีสและเนื้อสัตว์หลายชนิดมาใช้ทำอาหาร ซึ่งเป็นของราคาแพง ขณะเดียวกัน ก็มีอาหารไทยๆ ด้วย เลยต้องสะสมพวกผักสด ใบกะเพรา พริก แต่ละวันเจ้าของจะเข้าครัวไปคอยดูแลข้าวของวัตถุดิบ แต่ที่แกใส่ใจมากๆ เป็นพวกของผักสดนี่ล่ะ เห็นผักเหี่ยว ผักแช่น้ำจนดำ พ่อครัวเก็บผักไม่ใส่กล่อง ขยำใส่ถุงก๊อบแก๊บ ข้าวโพดต้มทั้งฝักวางแบในตู้เย็น ไม่เอาพลาสต
“อย่าปล่อยชีวิตหรือลมหายใจของเราออกไปวันๆ หนึ่ง โดยไร้ประโยชน์” เชื่อว่าคนทุกคนไม่อยากที่จะเป็นลูกจ้างของใครไปทั้งชีวิต ต่างหาหนทางในการเป็นเจ้าของธุรกิจ ถึงแม้จะประสบความสำเร็จบ้าง ล้มเหลวบ้าง แต่สิ่งต่างๆ เหล่านั้นล้วนเป็นประสบการณ์ เป็นเสมือนรากฐานตั้งรับให้ตัวเองมีความเข้มแข็งมากขึ้น คุณพรเทพ สกลกาญจนพร วัย 78 ปี เจ้าของร้านกินติมโฮมเมด อดีตพนักงานบริษัทเอกชนที่ลาออกทิ้งเงินเดือนหลายหมื่น มาเปิดบริษัทเป็นของตนเองกับเพื่อน และสุดท้ายล้มเหลว กลายเป็นหนี้ จนสุดท้ายต้องกลับเข้ามาสู่วงโคจรของการเป็นลูกจ้างอีกหน เรื่องราวชีวิตหลังเกษียณ ต้องเผชิญกับปัญหาที่หลายหลากถาโถมเข้ามาไม่เว้นแต่ละวัน ไม่ว่าจะปัญหาทางการเงิน ปัญหาทางครอบครัว จนสุดท้ายจำต้องออกจากบ้านมา พร้อมเงินก้อนสุดท้ายในชีวิต เปิดบริษัทแล้วล้มเหลว เกือบหมดตัว ไอศกรีมชุบชีวิต อย่างที่ได้เล่าไปข้างต้นว่า เปิดบริษัทแล้วล้มเหลว หลังจากเกษียณจากงานมาก็ต้องมาเจอกับปัญหาต่างๆ จึงตัดสินใจออกจากบ้านมาพร้อมเงินที่เหลืออยู่ ในเงินก้อนนั้น เขาเองได้ตัดสินใจซื้อสิ่งที่จำเป็น คือระกระบะคันเก่าๆ ในราคา 50,000 บาท ที่พอจะพาเขาไปหาอ
จากปัญหา “ขยะเศษหนัง” ที่มีปริมาณนับหมื่นตันต่อปี ส่งผลกระทบมากมายต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดแนวคิดแก้ปัญหาขยะ ด้วยการวิจัยและพัฒนานานถึง 2 ปี จนสามารถสร้างหนังรีไซเคิล ที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง และยังสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์มากมาย ทั้ง กระเป๋า ของตกแต่งบ้าน เป็นต้น ในคอลัมน์ #Sustainability “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ชวนไปคุยกับแบรนด์ THAIS ECOLEATHERS (ธาอีส อีโคเลทเธอร์) ผู้ผลิตนวัตกรรมเครื่องหนังรีไซเคิล แบรนด์คนไทย ที่เปลี่ยนขยะเศษหนัง สู่หนังรีไซเคิล แบบ ECO 100% คุณธันยวัฒน์ ทั่งตระกูล ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ เล่าให้ฟังว่า THAIS เกิดจากความหลงใหลในเครื่องหนัง ถึงขั้นไปเรียนการตัดเย็บเครื่องหนัง จนทำให้พบข้อมูลสำคัญว่า กระบวนการผลิตสินค้าเครื่องหนังสัตว์ ไม่ว่าจะเป็น กระเป๋า รองเท้า หรือเฟอร์นิเจอร์ วัสดุหนังที่ถูกใช้งานจริง มีเพียงประมาณ 60% เท่านั้น ส่วนเศษหนังชิ้นเล็กชิ้นน้อยต้องถูกทิ้งเป็นขยะ ซึ่งยากต่อการย่อยสลายหรือทำลาย ไม่ว่าจะเป็น การฝังกลบหรือเผาทิ้ง ล้วนก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ยิ่งอุตสาหกรรมเครื่องหนังเติบโตมากขึ้น ก็ยิ่งทำให้เกิ
ย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ย่านค้าขายสำคัญของกรุงเทพฯ ไม่ได้คึกคักไปด้วยร้านกาแฟหรือร้านอาหารสมัยใหม่ แต่เต็มไปด้วยร้านค้าส่งผ้าที่เรียงรายกันอย่างหนาแน่น และหนึ่งในนั้นคือร้านค้าส่งผ้าของ ลุงป๋อง-ภิรมย์ สุขะจินตนากาญจน์ อายุ 63 ปี ชายผู้ที่วันหนึ่งตัดสินใจเลิกธุรกิจค้าผ้าที่เคยรุ่งเรืองเฟื่องฟู เพื่อหาหนทางใหม่ในยุคที่การค้าการขาย ค่อนข้างจะเดินไปอย่างยากลำบาก นั่นคือการทำขนมปังปิ้งหอมกรุ่นในร้านเล็กๆ จุดเริ่มต้นจากธุรกิจผ้า สู่การลงทุนครั้งใหม่ในวัย 60 ป ลุงป๋อง เล่าถึงเส้นทางชีวิตที่พลิกผันจากร้านขายผ้ามาทำร้านขนมปังว่า เมื่อก่อนตรงนี้เป็นร้านขายส่งผ้า ร้านของเขาตั้งอยู่ใกล้กับตลาดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเต็มไปด้วยร้านค้าส่งผ้าเช่นเดียวกัน ธุรกิจดำเนินไปด้วยดี สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ โดยเฉพาะช่วงที่ทองคำมีราคาเพียงบาทละ 9,000 บาท กำไรจากการขายผ้าของลุงป๋องเคยแตะ 7 หลักต่อปี ถือเป็นธุรกิจที่มั่นคงและน่าทำ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เศรษฐกิจเริ่มเปลี่ยนแปลง การแข่งขันสูงขึ้น และที่สำคัญคือ “ต้นน้ำ” หรือการผลิตในโรงงานมีต้นทุนที่ถูกลงมาก ทำให้ธุรกิจค้าส่งอย่างเขาต้องเจอกับคว
คุณฌอน–ชวนล ไคสิริ ดีไซเนอร์และเจ้าของร้าน เคยให้ข้อมูลแบบเอ็กซ์คลูซีฟกับ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ว่า จุดเริ่มต้นของแบรนด์เรียกได้ว่าเริ่มจากศูนย์อย่างแท้จริง เพราะครอบครัวเป็นลูกหลานชาวจีน คุณแม่มีอาชีพเป็นช่างเสื้อ จึงคลุกคลีกับการทำเสื้อผ้ามาตั้งแต่เด็ก แต่เมื่อโตขึ้นเขาเลือกเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพราะชื่นชอบบรรยากาศการทำงาน และอยากเจริญรอยตามญาติที่เป็นสถาปนิก “จุดที่ทำให้เริ่มหันมาสนใจเรื่องการทำเสื้อผ้าอย่างจริงจัง มาจากการทำละครเวที ที่จะมีการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบกัน และผมจะได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องเสื้อผ้านักแสดง มาตั้งแต่ปี 1 ด้วยเหตุผลเดียวเลยคือ ที่บ้านเรามีร้านตัดเสื้อ เพราะคุณแม่เป็นช่างตัดเสื้อ ชุดต่างๆ ต้องออกแบบชุดให้ตรงกับคาแร็กเตอร์ของตัวละครนั้นๆ ฝ่ายออกแบบจะวาดรูปมาให้ แล้วเอาไปตัดที่ร้านแม่ ผมเลยได้ลองจับๆ ทำๆ จนซึมซับความรู้ด้านการตัดเย็บทุกอย่างมาจากแม่ และกลายเป็นความสนใจในด้านนี้” คุณฌอน กล่าวพร้อมด้วยรอยยิ้ม และเล่าต่อ คุณแม่ของเขาไม่คิดด้วยซ้ำว่าลูกโตมาจะมาทำเสื้อผ้าขาย เพราะสำหรับแม่ การเป็นช่างเสื้อกับการเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์นั้น
“คาเฟ่จ่าวอัน” จากร้านกำลังจะเจ๊ง สู่ออร์เดอร์ 30 แก้วใน 4 นาที! ด้วยกลยุทธ์คอนเทนต์ ความสำเร็จที่เกินคาด การเริ่มต้นธุรกิจคาเฟ่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป เนื่องจากปัจจุบันมีร้านกาแฟเปิดใหม่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดการแข่งขันสูง ซึ่งถ้าเกิดว่าร้านไหนที่ไม่ได้มีเอกลักษณ์ที่ชัดเจน อาจจะทำให้ธุรกิจไปต่อไม่ไหว วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จึงอยากนำเสนอเรื่องราวของ คุณศิฑ-ศิรพงศ์ ศุภภัทรเศรษฐ์ อายุ 25 ปี จบการศึกษาด้านนิเทศศาสตร์ แต่มีแพชชันที่อยากจะทำร้านคาเฟ่ & บาร์ ตัดสินใจทุ่มงบ 3 ล้านบาท รีโนเวตโกดังเก่าแก่ย่านเยาวราชของอากง จึงเกิดเป็นร้าน JAO.UN – 早安 (จ่าวอัน) แต่แล้วเมื่อเปิดร้านตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ยอดขายกลับซบเซา บางวันแทบจะไม่มีลูกค้า ทำให้เขาต้องทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะทำให้ร้านไม่เจ๊งและอยู่ต่อไปได้ จึงเริ่มทำคอนเทนต์ลงติ๊กต็อกชื่อช่องว่า กรรมกรคาเฟ่ จากผู้ติดตาม 0 คน จนปัจจุบันมีผู้ติดตาม 95.3k คน ซึ่งจะเป็นการทำคอนเทนต์ไลฟ์สไตล์ อัดคลิปชงชา พาไปซื้อผลไม้ พาไปเที่ยว ทำให้คนที่เลื่อนผ่านเกิดความสนใจ และรู้สึกชอบ จนเกิดเป็นไวรัลคลิปชาผลไม้ ที่มีคนดูหลักล้าน และมีลู
“คอนเทนต์ของผมทำให้คนกล้าเข้าครัวมากขึ้น ผู้ติดตามรู้สึกง่ายและสนุกมากขึ้นเมื่อเข้าครัว ถือว่าเราได้สร้างทั้งความสุขและแรงบันดาลใจให้ผู้คน” นี่คือคำตอบของคำถามที่ว่า เชฟเคน-ปรัตถกร เตชะธรรมนุกูล แห่งช่องติ๊กต๊อก paratt_ คิดว่าอะไรที่ทำให้เขาเป็น 1 ใน 3 อินฟลูเอนเซอร์ด้านอาหารที่ได้รับรางวัล Best Foodie Influencer Award จากงาน Thailand Influencer Awards 2025 และกับรางวัลล่าสุด Food Creator of the Year จากงาน TikTok Awards เชฟเคน นับเป็นอินฟลูเอนเซอร์หรือคอนเทนต์ครีเอเตอร์ด้านอาหารที่เพิ่งก้าวเข้ามาในวงการนี้แค่ไม่นาน เพราะเขาเพิ่งปักหลักเป็นอินฟลูเอนเซอร์หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากวิทยาลัยดุสิตธานี สาขาศิลปะการประกอบอาหารอย่างมืออาชีพ (หลักสูตรนานาชาติ) เมื่อ 3 ปีก่อนเท่านั้น แต่แค่ไม่กี่ขวบปีเขามียอดผู้ติดตามมากกว่า 440,000 คน แถมยังได้รับรางวัลอันทรงเกียรติดังเอ่ยมาข้างต้นด้วย เชฟเคน ย้อนให้ฟังว่า อันที่จริงเขาไม่เคยคิดจะเป็นอินฟลูเอนเซอร์มาก่อนเลย แต่ก็จับพลัดจับผลูได้ยึดอินฟลูเอนเซอร์เป็น “อาชีพ” โดยไม่ได้ตั้งใจ “ตอนผมเรียนจบจากวิทยาลัยดุสิตธานี ใหม่ๆ เคยไปทำงานร้านอาหารแ
