Exclusive
“ลงมือทำ สำคัญที่สุด” คือประโยคสั้นๆ ที่สรุปเส้นทางชีวิตของ “แต๊งค์ -พงศกร มหาเปารยะ” อดีตนักแสดงหนุ่ม ที่วันนี้หันมาทอดหมูก้อนส่งดีลิเวอรี ด้วยความเชื่อว่า “ของอร่อย ต้องมีตัวตนของคนทำ” และถ้าใครจำได้ เมื่อไม่นานมานี้ “แต๊งค์” เคยผันตัวเข้าสู่วงการโหราศาสตร์ รับเปิดไพ่ดูหมอ ให้ผู้สนใจ ในฐานะ “หมอดูหนุ่ม หน้าตาดี” มาแล้ว “การเป็นหมอดู ไม่ได้มาจากการเลือก แต่เป็นบทบาทที่โอกาสพาเข้ามา มีคนเข้ามาหาเราแล้วเขาสบายใจ แต่จริงๆ เราไม่มีความสุข” แต๊งค์ เล่าย้อนอย่างนั้น และว่า แม้จะช่วยเหลือคนอื่นได้ แต่กลับต้องรับฟังทุกข์ รับฟังปัญหามากมาย จนเหมือนพลังชีวิตถูกดูดออกไปเรื่อยๆ “ยืนทอดหมูทั้งวัน ยังไม่เหนื่อยเท่ากับดูดวงให้คนเดียว” เขาบอกจริงจัง และว่า วันนี้ถึงเวลาค่อยๆ ถอยออกจากวงการดูดวง และมองหาความสุขแท้จริงของชีวิต “ถึงเวลาแล้วที่จะทำสิ่งที่อยากทำมานาน” เขาว่า และสิ่งนั้นคือ “ศิลปะ” ที่ผ่านมา แต๊งค์เคยจัดแสดงผลงานศิลปะมาแล้ว และเขามองว่า “การทำอาหาร” ก็เป็นงานศิลปะแบบหนึ่ง รากฐานเริ่มต้นจากเมนูโปรดของคุณย่า “หมูก้อนทอด” เมนูที่เรียนรู้ตั้งแต่เด็ก และหาซื้อจากร้านไหนก็ไม่เคยเจอรสชาติที่ใช่ “
เรียกเสียงฮือฮาไปไม่น้อย หลังจากออกมาเผยตัวเลขรายได้ จากการผันตัวมาสวมบทบาทเป็น “จูรี” บนโลกออนไลน์ ผ่านแพลตฟอร์มสำคัญๆ อย่าง ติ๊กต็อก เฟซบุ๊ก ยูทูบ โดยใช้เวลาเพียง 11 เดือน สามารถผันเงินในอากาศเข้ามาสู่บัญชีธนาคารของตัวเองได้ถึง 56 ล้านบาท แต่ก่อนที่จะเข้าไปเรียนรู้เกี่ยวกับเทคนิคหารายได้ชนิดน่าทึ่ง ของ “จูรี” ขอทำความรู้จักกับตัวตนของเขา ให้มากขึ้นสักหน่อย “เคยไปเป็นผู้ประกาศข่าวอยู่ที่ช่องเวิร์คพอยท์ และเคยรับราชการอยู่ที่สำนักงานศาลปกครอง มาอย่างละ 5 ปี ค่ะ” จูรี เกริ่นบทสนทนา กับ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ด้วยบุคลิกชวนยิ้ม พอถูกถามต่อ ก่อนจะมาถึงวันนี้มีพื้นเพอย่างไรบ้าง ได้คำตอบกลับมายาวเหยียด “จะใช้คำว่าเกิดมาในฐานะที่ยากจนก็ไม่ได้ มันต้องขั้นกว่าของคำว่าจน รากเหง้าบรรพบุรุษ คือ ทำนา ออกเล อยู่ในอำเภอระโนด สงขลา ตั้งแต่รุ่นทวดแล้ว ฐานะจนกันมารุ่นต่อรุ่น จนกันมาด้วยความภาคภูมิใจ คือ จนสะสมกันมายาวนาน พอมาถึงรุ่นเรา มันกำลังจะยัดเยียดสิ่งเหล่านั้นให้กับเราอีก เลยฮึดสู้ว่า เราเลือกเกิดเลือกไม่ได้ แต่เลือกที่จะทำ เลือกจะเป็นอะไรก็ได้ เลยไปตั้งใจเรียนก่อน” ทางบ้านมีกำลังส่งเสียให้มาเรียนต
“จุดเริ่มมาจากการที่ผมไปร้านกาแฟ Specialty Coffee แล้วชอบเมล็ดกาแฟเขามาก ร้านเขาอยู่เชียงใหม่ ส่วนผมอยู่กรุงเทพฯ เลยถามว่าถ้ากลับไปที่บ้านแล้วสั่งซื้อได้ยังไง เขาบอกให้ไปซื้อในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซแบรนด์หนึ่งได้เลย ผมรู้สึกแปลกใจ ในเมื่อลูกค้ามาอยู่ตรงนี้แล้ว ทำไมเขาไม่มีหน้าร้านออนไลน์ที่สามารถซื้อได้ โดยที่เขาไม่ต้องไปเสียค่าธรรมเนียมให้แพลตฟอร์มนั้น ตั้ง 20%” คือ ข้อมูลจาก คุณต้น-ณัฐวุฒิ ชื่นมะนา ผู้ร่วมพัฒนา แอป Shop Online ที่คิดขึ้นมาเพื่อผู้ประกอบการ SMEs ก่อน คุณต้น แนะนำตัวให้รู้จักกันมากขึ้น ปัจจุบันอายุ 40 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผ่านการทำงานมาแล้วหลายองค์กรชั้นนำ ปัจจุบันมีอาชีพหลักเกี่ยวกับธุรกิจซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ส่วนการทำ แอป Shop Online นี้ มาจากประสบการณ์ตรงดังเกริ่นมาตอนต้น ก่อนนำมาคิดต่อยอดร่วมกับเพื่อนสนิท คือ คุณชนาพัทธ์ สุนทรวงศ์ นักพัฒนาซอฟต์แวร์อิสระ ซึ่งหารายได้เสริมจากการรับจ้างเขียนเว็บ ตั้งแต่สมัยเรียน ม.ปลาย “เรา 2 คน มองเห็นปัญหาที่แทบทุกผู้ประกอบการเจอเหมือนกัน คืออยากขายออนไลน์ แต่ไม่มีเวลาหรือควา
“ผมมีเป้าหมาย ตั้งแต่เรียนจบทำยังไงก็ได้ ภายใน 5 ปี 7 ปี อยากมีเงินล้าน เพราะพนักงานประจำเก็บเงินล้านยากมากในมุมของผม เงินเดือนหมื่นห้า สองหมื่น กว่าจะเก็บได้ ใช้เวลาตั้ง 10 ปี เพราะฉะนั้น ทำยังไงก็ได้ให้ตัวเองมีรายได้เข้ามามากกว่านี้ ผมเป็นคนไม่อายทำกิน เป็นคนกล้า อยากทำนู่นทำนี่ เลยเริ่มขายน้ำเป็นงานเสริม กับมอเตอร์ไซค์ 1 คันหลังเลิกงาน” คุณจี-จีรภัทร ศรีทองคำ เล่าย้อนถึงเป้าหมายชีวิต ก่อนเป็นเจ้าของธุรกิจ “พาสต้า อาม่า” ร้านอาหารที่ตั้งเป้าเติบโต 300 ล้านบาทในปีนี้ จุดเริ่มต้น พาสต้า อาม่า คุณจี เป็นหนุ่มเชียงใหม่ เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ในสายงาน HR Business Development ประจำบริษัทแห่งหนึ่ง ยาวนาน 7-8 ปี สลับกับย้ายไปประจำออฟฟิศที่เชียงใหม่ จังหวัดบ้านเกิดของตัวเอง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นให้เขาเริ่มขายน้ำผลไม้เป็นอาชีพเสริม จนสร้างรายได้หลักแสนบาทต่อเดือน แม้จะสร้างรายได้ดี แต่เขามองว่า การหาปลาในเชียงใหม่ ต่อให้ขยายธุรกิจ ขยายลูกค้าไปมากแค่ไหน ก็มีอยู่แค่นั้น ประกอบกับมีเป้าหมายใหม่ “อยากประสบความสำเร็จในธุรกิจ เพื่อเปลี่ยนชีวิตให้ดีกว่าเดิม” เขาจึงหอบหิ้วโมเดลร้านน้ำผลไม้เข้
เมื่อเอ่ยถึงตระกูล “แซ่ลี” เชื่อว่าชื่อของ คนสันต์ แซ่ลี เจ้าของ Flash Express ต้องเข้ามาอยู่ในห้วงความคิดของใครหลายๆ คน อาจจะเป็นเพราะด้วยซีรีส์เรื่อง “สงคราม ส่งด่วน (Mad Unicorn)” ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากชีวิตจริงซึ่งเป็น Startup ไทยรายแรกที่ก้าวสู่ยูนิคอร์น แต่ยังมีอีกหนึ่งนักธุรกิจไฟแรง นั่นคือ คมชัย แซ่ลี น้องชายแท้ๆ ของคมสันต์ ที่เดินตามรอยความมุ่งมั่นของพี่ชาย แต่ต้องแลกมาด้วยบทเรียนราคาแพง เพราะเป็นหนี้ 100 ล้านบาทในวัย 26 ปี นับว่าเป็นการท้าทายอย่างมากในชีวิต คมชัย แซ่ลี ผู้ก่อตั้งอาณาจักรแฟรนไชส์พัสดุ MySave ที่วันนี้ไม่ได้มีแค่หลักร้อย แต่มีสาขาทั่วประเทศรวมกันกว่า 7,000 แห่ง กวาดรายได้ถึง 435 ล้านบาท ภายในระยะเวลาเพียง 1 ปี เรียกได้ว่าเป็นการตั้งหัวแถวใหม่ได้อย่างสมศักดิ์ศรีและพิสูจน์ให้เห็นว่า จากชีวิตติดลบเป็นหนี้ 100 ล้าน สามารถกลับมายืนได้อย่างมั่นคงได้ภายในเวลาไม่นาน ข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ ได้เล่าถึงเรื่องราวของคมชัย แซ่ลี ไว้ว่า ความสำเร็จของเขาที่กว่าจะมีอย่างทุกวันนี้ได้ก็ผ่านอะไรมาไม่น้อยไปกว่าคนอื่นๆ หลังจากคมชัยเรียนจบปริญญาตรี คณะวิทยาการจัดการ สาขาโลจิสติกส์
ย้อนกลับไปเมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว อำเภอบางบ่อ สมุทรปราการ อาจยังดูเหมือนย่านชายขอบปริมณฑล ไม่มีห้างสรรพสินค้าหรือศูนย์การค้าขนาดใหญ่ อาหารการกินเน้นเป็นร้านในท้องถิ่น เมนูบางอย่างจึงอาจหารับประทานยากอยู่สักหน่อย ดังเช่นอาหารเส้นสัญชาติญี่ปุ่นอย่างราเมน คุณพีซ-ธนริศย์ กิตติ์เกษมวัฒน์ กับคู่ชีวิต คุณรินทร์ลิตา ที่มีความนิยมชมชอบราเมนอยู่แล้ว จึงอาศัยความชอบบวกกับไลฟ์สไตล์ส่วนตัวมาเปิดร้าน “มากินจิราเมน” ซึ่งนับว่าเป็นร้านราเมนร้านแรกๆ ของย่านบางบ่อ ด้วยความเป็นอะไรที่แปลกใหม่สำหรับผู้คนที่อาศัยในย่านนั้น ณ เวลานั้น ทำให้ขายดีจนปัจจุบันได้ขยายสาขาไปยังอำเภอพนัสนิคมและอำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี ด้วย “ผมเป็นคนชอบกินราเมน แต่สมัยเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ถ้าจะกินทีต้องเดินทางเข้าไปในเมือง ซึ่งผมเองไม่ชอบรถติด เลยตัดสินใจเปิดร้านราเมนกับแฟนเสียเลย” คุณพีซ เผยที่มา อาจฟังเป็นเรื่องชวนขำขันที่ร้านนี้เปิดขึ้นมาจากความชอบกินบวกกับความเบื่อหน่ายรถติดล้วนๆ ไม่ได้มาจากแรงบันดาลใจใดๆ เลย แต่ด้วยเหตุผลเพียงเท่านี้นี่แหละที่ทำให้คุณพีซจับจุดถูก จนกลายเป็นร้านที่ตอบโจทย์คนย่านนี้ “เปิดสาขาแรกที่บางบ่อนี้เป็นร้านเล็ก
ในยุคที่มีร้านอาหารต่างชาติบุกตลาดไทยกันอย่างคึกคัก โดยการที่จะนำแบรนด์มาเปิดนั้นต้องอาศัยความเข้าใจในวัฒนธรรมของอาหาร ความพิถีพิถัน และการปรับตัวให้เข้ากับผู้บริโภคท้องถิ่น หนึ่งในผู้ประกอบการไทยที่พาแบรนด์ต่างชาติเข้ามาในไทยได้อย่างประสบความสำเร็จ นั่นคือ คุณพล-พลสิทธิ์ อาหุนัย และ คุณพี-พีรพล อาหุนัย ผู้นำร้าน Canton Paradise (แคนตัน พาราไดซ์) เข้ามาเปิดสาขาในประเทศไทย วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีโอกาสพูดคุยกับคุณพล ถึงเบื้องหลังการนำแบรนด์ เข้ามาเปิดในไทย โดยเขาเล่าว่า แบรนด์ Canton Paradise เป็นหนึ่งแบรนด์ที่ทำยาก เนื่องจากมีเมนูจำนวนมาก และมีหลายแผนกในร้านเดียว จึงต้องอาศัยทีมงานที่เข้าใจในด้านอาหารจีนเป็นอย่างดี โดยจะมีคุณพีผู้เป็นน้องชายและมีความเชี่ยวชาญด้านอาหาร มาช่วยดูจุดเด่นและควบคุมคุณภาพของการทำร้านอาหาร แม้จะเป็นแบรนด์จากสิงคโปร์ แต่สูตรอาหารจะเป็นสไตล์ฮ่องกงแท้ๆ ซึ่งความท้าทายของการนำแฟรนไชส์มาเปิด นั่นคือ การรักษามาตรฐานรสชาติให้ใกล้เคียงกับต้นตำรับมากที่สุด แต่ก็มีการปรับสูตรเล็กน้อยเพื่อให้ถูกปากคนไทย คุณพล เล่าว่า “ทางทีมต้องใช้เวลาในการปรับสูตรค่อนข้างนาน
เพียงเอ่ยชื่อ “ทิพย์สมัย” เชื่อว่าคนจำนวนไม่น้อยต้องรู้จักและคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี สำหรับร้านผัดไทยที่อยู่คู่ย่านประตูผีมานานกว่า 86 ปี เปลี่ยนผ่านมาหลายยุคหลายสมัย จากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งปัจจุบันคือเจนที่ 3 ในงาน Food Carnival “อร่อยเอาเรื่อง” จัดโดย เส้นทางเศรษฐีและเครือมติชน เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2568 รศ.พญ.ธัญนันท์ ใบสมุทร รองประธาน ผัดไทยทิพย์สมัย หนึ่งในผู้ร่วมเสวนาบนเวที Talks &Taste Stage หัวข้อ ‘Good Taste for a Good Cause เบื้องหลังรสชาติไทยที่บินไกลทั่วโลก’ ได้กล่าวถึงผัดไทยทิพย์สมัยว่า ผัดไทย อยู่คู่กับคนไทยมานาน นับเป็นเมนูประจำชาติอีกอย่างหนึ่ง ในมุมของผู้บริโภค ผัดไทยมีหลากหลายรูปแบบมาก แต่สำหรับทิพย์สมัยแล้ว เมนูที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคงหนีไม่พ้น ผัดไทยเส้นจันท์มันกุ้ง กุ้งสด ทั้งแบบห่อไข่และไม่ห่อไข่ จากการที่ รศ.พญ.ธัญนันท์ ได้พูดคุยกับสามี ทำให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่มีความชอบและพฤติกรรมการกินที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย จึงเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนา “ผัดไทยทิพย์สมัย” ให้ตอบโจทย์ลูกค้าทุกเพศ ทุกวัย และทุกเชื้อชาติ พร้อมทั้งตั้งใจผลักดัน “ผัดไทยดั้งเดิม” ให้ก้าวออกไปทั่วโลก ย
เพราะมีความฝันอยากเปิดร้านเครื่องดื่มของตัวเอง แม้จะไม่ตรงกับความคาดหวังของครอบครัวที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับซัพพลายเออร์ แต่นั่นไม่ใช่บททดสอบให้คิดยอมแพ้ ในทางกลับกัน คุณมุ-กิติพัฒน์ บุญทัศน์ กับ คุณฟ่าง-นรีรัตน์ มีเดช แฟนสาววัย 25 ปี ได้พิสูจน์ตัวเอง ด้วยการขายน้ำผลไม้สกัดเย็นตามตลาดนัด และสวนสาธารณะ แต่กลับขายไม่ดีอย่างที่คิด จึงปรับมาขายชาผลไม้ดีลิเวอรีจากในบ้าน ในชื่อร้าน “ผลเอย ผลไม้” กลายเป็นจุดเปลี่ยนให้พวกเขากลับมาตั้งหลักจนมีหน้าร้าน ก่อนต่อยอดสู่ “โมจิผลไม้” เมนูไวรัลที่มีลูกค้าจองคิวล่วงหน้า 1,200 ลูก ใน 1 สัปดาห์ สร้างรายได้หลักแสนต่อเดือน เริ่มต้นจาก “ขายไม่ได้” คุณมุ วัย 33 ปี เล่าให้เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ฟังว่า ผลเอย ผลไม้ เริ่มต้นมาจากการขายน้ำผลไม้สกัดเย็น ที่วันหนึ่งขายได้แค่ไม่กี่ขวด จนต้องหันมาขาย “ชาผลไม้” เมนูกระแสที่กำลังดังในกรุงเทพฯ “ไปขายน้ำผลไม้สกัดเย็นตามตลาดนัด แล้วขายไม่ดี ไม่มีคนซื้อ บางวันขายได้ 7 ขวด หรือไปขายที่สวนสาธารณะได้ขวดสองขวด เลยต้องหาอะไรที่น่าจะขายได้ ตอนนั้นกระแสชาผลไม้กำลังดังในกรุงเทพฯ แล้วเราก็อยากกินด้วย เลยไปรีเสิร์ชว่าในพิษณุโลกมีคนขายไ
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา หลายคนคงเคยเห็นคลิปดาราสาวซ้อนมอเตอร์ไซค์วิน ด้วยชุดเดรสสีชมพู สวยสะดุดตา ที่เรียกได้ว่าฮอตมาก เป็นไวรัลบนโซเชียลทุกแพลตฟอร์ม กวาดยอดวิวรวมกว่า 80 ล้านวิว และชาวเน็ตต่างพากันคอมเมนต์ว่า “อาบน้ำใหญ่แล้วสวยมาก” วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาทุกคนไปรู้จักกับ “Janistarrr” หรือ เจนิส-เจณิสตา พรหมผดุงชีพ นักแสดงสาวสุดฮอตที่ตอนนี้มาแรงและเป็นที่พูดถึงอย่างมาก แต่รู้หรือไม่ว่านอกจากบทบาทดาราแล้ว เธอยังเป็น CEO เจ้าของแบรนด์ความงามสุดฮิตอย่าง Janebeauty.th พร้อมกับมอบสวัสดิการพนักงานให้เเบบเริ่ดๆ เรียกได้ว่าเข้าใจคนรุ่นใหม่อย่างมาก จาก “เขมมิกา” สู่ “เขมสุรา” เจนิสได้เข้าสู่วงการแสดงเต็มตัวจากซีรีส์ Together With Me อกหักมารักกับผม และผลงานที่ทำให้ใครหลายคนรู้จักเลยคือละครเรื่อง เมีย 2018 ในคาแร็กเตอร์ของ พลอยใส บทนางร้ายที่ทำให้ใครหลายคนถูกอกถูกใจเป็นอย่างมาก และล่าสุดกับบทบาทที่ทำให้หลายคนรู้จักกับเจนิสมากขึ้นจนเป็นไวรัลบน TikTok นั่นคือบทบาทของ “เขมมิกา” ในซีรีส์ “เขมจิราต้องรอด” ที่เธอแสดงเป็นเขมจิราเวอร์ชันอดีตชาติ ที่สามารถตกคนเข้าด้อมได้อย่างล้นหลาม แต่ท
