Inspiration
กลายเป็นที่พูดถึงอย่างมาก เมื่อแฟนๆ รายการอาหารชื่อดังต่างเซอร์ไพรส์กับการปรากฏตัวบนหน้าจอซีรีส์ของ “เชฟอิน็อค” (Enoch Teo) เชฟชาวสิงคโปร์สุดฮอต ผู้เข้าแข่งขันจากรายการ Top Chef Thailand 2023 และ The Next Iron Chef Thailand Season 2 ล่าสุดกับการพลิกบทบาทมารับงานแสดงเรื่องแรกในซีรีส์ดราม่ากฎหมายสุดเข้มข้นเรื่อง ทนายปีศาจ (The Evil Lawyer) บน Netflix โดยเชฟอิน็อคได้รับบทเป็น “Andy (แอนดี้)” นักธุรกิจทุนจีนสายเทา ที่แสดงออกมาได้ดีมากจนได้รับการชื่นชมอย่างล้นหลาม ซึ่งผู้ชมและนักวิจารณ์ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเขาสามารถ “ตีบทแตก” ถ่ายทอดอินเนอร์ความเจ้าเล่ห์ สร้างคาริสมา และสามารถคีพคาแรกเตอร์มาดความร้ายของตัวละครแอนดี้ออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ จนแทบไม่เหลือคราบของเชฟอารมณ์ดีเลยทีเดียว ทำความรู้จักกับเชฟ เชฟอิน็อคเริ่มต้นก้าวเข้าสู่เส้นทางสายอาหารตั้งแต่อายุเพียง 14 ปี ที่ประเทศสิงคโปร์เขาผ่านการฝึกฝนและสั่งสมประสบการณ์จากร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์อย่าง Restaurant André และ Les Amis ในปี 2019 เชฟอิน็อคตัดสินใจย้ายมาทำงานที่กรุงเทพฯ และสร้างสรรค์ผลงานอาหารในสไตล์ของตัวเอง จนกลายเป็นที่รู้จ
การเติบโตมาในร้านโจ๊กแต้จิ๋วของพ่อแม่ ทำให้ ลิม หยวนหมิง (Lim Yuan Ming) วัย 24 ปี และ แบรนดอน (Brandon) พี่ชายวัย 29 ปี เห็นวิถีชีวิตการค้าขายของร้านหาบเร่แผงลอยมากมาย ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้ทั้งคู่ร่วมกับ โอ ชิน เจี๋ย (Oh Chin Jie) วัย 31 ปี เปิดร้าน “What The Puff” ขายกะหรี่ปั๊บ โดยรวบรวมเงินลงทุน 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 2.5 แสนบาท เปิดร้านที่ศูนย์อาหาร Changi Village Hawker Centre ในเดือนธันวาคม 2024 ก่อนที่ธุรกิจจะเติบโตอย่างรวดเร็ว สามารถสร้างรายได้ 500,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 12.7 ล้านบาทในปี 2025 สองพี่น้องซึมซับวิถีชีวิตการค้าขายมาจากร้านโจ๊กของพ่อแม่ที่เปิดมากว่าสิบปีในย่านเบด็อก (Bedok) พวกเขาช่วยคิดเงิน ใส่เครื่องเคียงที่มีมากถึง 20 อย่าง ซึ่งต้องเตรียมไว้ตั้งแต่เช้ามืด ธุรกิจนี้จึงไม่ใช่โมเดลที่อยากทำเท่าไหร่นัก พ่อเลยแนะนำให้ลองทำ “กะหรี่ปั๊บ” และให้ลองทำสูตรใส่ชีสลงไปในไส้ผัดผงกะหรี่ดู เพราะเป็นส่วนผสมที่ค่อนข้างแปลกใหม่ และได้รับแรงบันดาลใจมาจากเทรนด์ข้าวซอยแกงกะหรี่โปะชีส จากนั้นได้พวกเขาได้ชวน โอ ชิน เจี๋ย เพื่อนที่มีประสบการณ์ด้านการทำอาหารจากร้านสลัดชื่อด
เคยลองมองชีวิตตัวเองเป็นหน้าปัดนาฬิกาหรือไม่ หากเด็กน้อยวัยแรกเกิดคือนาฬิกาที่เพิ่งเดินผ่านเวลาเที่ยงคืนไปไม่นาน และผู้สูงวัยคือนาฬิกาที่เข็มกำลังเคลื่อนเข้าใกล้เที่ยงคืนอีกครั้ง แล้วตอนนี้ ชีวิตของคุณอยู่ที่กี่โมงแล้ว? ในช่วงเดือนมิถุนายน ที่หลายคนกำลังรู้สึกเหนื่อยล้ากับครึ่งปีที่ผ่านไป วันที่ชีวิตดูเอื่อยเฉื่อยจนไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังเดินหน้าอยู่หรือเปล่า มีบทความเก่า ๆ ชิ้นหนึ่งที่ชวนให้กลับมามองชีวิตด้วยสายตาใหม่เสมอ บทความนั้นมีชื่อว่า Life Is Like a Clock ของ Guthrie Chamberlain นักเขียนและนักจัดพอดแคสต์ชาวสหรัฐฯ แนวคิดของบทความเรียบง่ายมาก แต่กลับทรงพลังอย่างน่าประหลาด โดยชวนให้เราลองนำอายุของตัวเองมาเปรียบเทียบกับเวลาในนาฬิกาที่มี 24 ชั่วโมง อ้างอิงจากอายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์ที่ประมาณ 78.4 ปี เมื่อเราย่อชีวิตทั้งชีวิตให้เหลือเพียงหนึ่งวัน จะช่วยให้เห็นบางอย่างชัดขึ้น เห็นว่าชีวิตไม่ได้ยาวนานอย่างที่คิด และเห็นว่าเวลาที่เหลืออยู่มีค่ามากเพียงใด หากคำนวณตามแนวคิดนี้ แล้วคุณล่ะ ตอนนี้นาฬิกาชีวิตกำลังบอกเวลากี่โมง คำถามนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อทำให้เรากังวลว่าเวลาที่เหลืออยู่มีน้อยเพียงใด
กำลังจะเปิดฉากอย่างเป็นทางการกับ “ฟุตบอลโลก 2026” ที่จะจัดขึ้น ณ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก อีเวนต์กีฬาระดับโลกที่เริ่มแข่งขันตั้งแต่ 11 มิถุนายน – 19 กรกฎาคม 2569 เทศกาลที่คนทั่วโลกต่างตั้งหน้าตั้งตารอคอยถึงสี่ปีกว่าจะวนมาครั้งหนึ่ง นอกจากจะได้เห็นความตื่นเต้นของเหล่าแฟนบอลแล้ว แบรนด์ต่างๆ ก็ยังตื่นตัวกับเทศกาลนี้ไม่แพ้กัน นั่นเพราะช่วงเวลาไฮซีซันได้มาถึงแล้ว แม้ในปีนี้ประเทศไทยยังไม่มีความชัดเจนเรื่องลิขสิทธ์การถ่ายทอดสด แต่เสน่ห์ของฟุตบอลโลกยังคงทรงพลังพอที่จะสร้างบรรยากาศและกระตุ้นเศรษฐกิจการค้าขายให้คึกคักให้กับหลายธุรกิจได้ การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างไร รู้หรือไม่ว่า การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลกนั้น ฟังดูเผินๆ อาจจะเป็นเพียงการมอบความบันเทิงให้เหล่าแฟนบอลโดยเฉพาะ แต่หากมองลึกลงไปกว่านั้นเราจะเห็นว่า ฟุตบอลโลกสามารถช่วยกระตุ้นยอดขายในหลายอุตสาหกรรมได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการรับชม การสังสรรค์ และสินค้าที่ระลึกซึ่งสร้างมูลค่าได้อย่างมหาศาล นอกจากรายได้ของผู้ประกอบการที่ถือสิทธิ์ถ่ายทอดสด อันจะได้โอกาสทางธุรกิจจากโฆษณาและการบริ
เรื่องราวของ “ลีออน โลว์” (Leon Low) ชายสิงคโปร์ วัย 48 ปี เขาเปลี่ยนบ้านของตัวเองเป็นบาร์ส่วนตัว “Bar59” ธุรกิจเสริมเล็กๆ ที่เริ่มต้นจากพื้นที่ในบ้านและการชอบสังสรรค์กับกลุ่มเพื่อน ก่อนกลายเป็นโฮมบาร์เสิร์ฟค็อกเทลที่เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย ทั้งที่ครั้งหนึ่งเขาเคยไม่ชอบดื่มค็อกเทลเสียด้วยซ้ำ จากไม่ชอบดื่มค็อกเทลสู่บาร์ลับในบ้าน ลีออนชอบชวนเพื่อนและคนรู้จักมานั่งสังสรรค์ที่บ้าน เขาอาศัยอยู่ในแฟลตย่านซรังกูน (Serangoon) ที่มีเคาน์เตอร์ครัวอยู่ตรงกลางและที่นั่งพูดคุย จากเดิมที่เป็นแค่สถานที่พบปะ ดื่มสังสรรค์ แต่หลังจากเพื่อนคนหนึ่งถ่ายรูปเครื่องดื่มของเขาเล่นๆ แล้วติดแท็กว่า “Bar59” จากเลขห้อง 5-9 ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของบาร์แห่งนี้ ตั้งแต่ปี 2020 ลีออนได้เปิด Bar59 ภายในบ้านโดยต้อนรับเพื่อน ครอบครัว และแขกที่จองล่วงหน้าเท่านั้น ทั้งที่เขาไม่ชอบดื่มค็อกเทลเลยด้วยซ้ำ ลีออนเล่าย้อนว่า เมื่อ 8-9 ปีก่อน เขามองค็อกเทลเป็นเครื่องดื่มที่ “เน้นลูกเล่นเกินไป หวานเกินไป และราคาแพง” และเขาเป็นสายดื่มวิสกี้และไวน์ตัวยงมากกว่า แต่มุมมองนี้ได้เปลี่ยนไป เมื่อเขาได้พูดคุยกับบาร
เรื่องราวของ คุณตุล-ธรพร โถวรุ่งเรือง คุณแม่ที่อยากให้ลูกพูดภาษาไทยได้ จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดโรงเรียนสอนภาษาไทยในนครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย โดยใช้หลักสูตรที่เธอและครูสอนภาษาไทยหลายท่านร่วมกันพัฒนาจากประสบการณ์จริงและปัญหาที่พบในการสอน ก่อนปรับรูปแบบสู่ “คลาสออนไลน์” ที่สามารถเข้าถึงนักเรียนได้จากหลายประเทศทั่วโลก พร้อมต่อยอดเป็นโอกาสสร้างอาชีพให้กับครูและผู้ที่สนใจสอนภาษาไทยแก่ชาวต่างชาติ ท่ามกลางกระแสความนิยมประเทศไทยที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากศิลปินไทย ซีรีส์วาย อาหารไทย และซอฟต์พาวเวอร์ด้านต่างๆ ที่ดึงดูดให้ชาวต่างชาติหันมาเรียนภาษาไทยมากขึ้น จากแม่ที่อยากให้ลูกพูดไทยได้ สู่ติวเตอร์สอนภาษา คุณตุลย้ายไปอยู่นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ก่อนสร้างครอบครัวกับสามีชาวจีนและมีลูกวัย 7 ขวบ เธออยากให้ลูกพูดภาษาไทยได้ แต่หาครูสอนค่อนข้างยาก จึงเห็นโอกาสทางธุรกิจร่วมกับคุณครูคนไทยจากวิ่งไปสอนเด็กตามบ้านสู่การเปิดโรงเรียนสอนภาษาในปี 2018 ก่อนปิดตัวปี 2019 เพราะเจอโควิด เธอมองเป็นความโชคดี เพราะก่อนหน้านี้ต้องแบกค่าเช่าสถานที่ราคาสูง เปิดสอนจริงๆ ได้แค่วันเสาร์
“ทองหล่อ” ในภาพของใครหลายๆ คน อาจนึกถึงพื้นที่ที่เป็นแหล่งทางธุรกิจสำคัญของกรุงเทพมหานคร เป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยบริษัท คอนโดหรู รวมไปถึงสถานบันเทิงอันเป็นแหล่งรวมตัวของเหล่านักเที่ยวไฮโซ แต่อาจจะน้อยคนนักที่ทราบว่า ในทองหล่อซอย 3 ยังมีพื้นที่ขนาด 250 ตารางวา ที่ถูกอุทิศให้เป็นสาธารณะประโยชน์ ที่แห่งนี้คือ “สวนครูองุ่น” โดยผู้ตั้งชื่อคือ คุณสมบัติ บุญงามอนงค์ เพื่อเป็นเกียรติและเฉลิมฉลองให้กับคุณครูองุ่น มาลิก ประหนึ่งว่าตัวท่านและเจตนารมณ์ในการทำประโยชน์เพื่อสังคมจะยังคงอยู่ ไม่หายไปไหน วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ขอพาทุกคนไปพูดคุยกับ คุณโซเฟีย-สิริพร สุขชูศรี ผู้จัดการสวนครูองุ่นและหัวหน้าโครงการสวนครูองุ่น โดยใช้เวลากว่า 3 ปีกว่าจะพิสูจน์ให้ชุมชนเห็นว่า พื้นที่สีเขียวที่ “ฟรี” และ “เข้าถึงง่าย” คือสิ่งที่คนเมืองโหยหาจริงๆ โมเดล “ธุรกิจเพื่อสังคม” ย้อนกลับไปจุดเริ่มต้น ที่ดินผืนนี้เป็นของ คุณครูองุ่น มาลิก ซึ่งก่อนเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2533 ท่านได้เขียนพินัยกรรมและบันทึกประจำวันทิ้งไว้เพื่อแสดงความตั้งใจที่อยากให้ที่ดินผืนนี้เกิดประโยชน์ต่อสังคม จนกระทั่งเกิดความร่วมมือกันระหว่าง มูลนิธ
ลองจินตนาการดูว่า ถ้าวันหนึ่งร้านอาหารที่คุณสร้างมากับมือต้องปิดตัวลงกะทันหันเพราะวิกฤตโลก คุณจะทำอย่างไร เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ได้หยิบเรื่องราวของ Katie Lee (เคธี่ ลี) มาถอดบทเรียนความสำเร็จเพื่อเป็นแรงกระเพื่อมให้กับผู้ประกอบการไทย เธอคือเจ้าของร้านพิซซ่าในเซนต์หลุยส์ ที่ไม่มีเวลาแม้แต่จะนั่งเสียใจ เพราะโจทย์เดียวในหัวตอนนั้นคือ “เราต้องรอด” และลูกน้องของเธอก็ต้องรอดด้วย ในวันที่ร้านเงียบเหงา เคธี่ไม่ได้พยายามคิดค้นนวัตกรรมล้ำสมัยอะไรเลย แต่เธอเลือกมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้า คือ “พิซซ่าเตาถ่าน” แสนอร่อยที่เธอทำอยู่ทุกวัน เธอใช้เวลาเพียง 1 วันในการทำพิซซ่าแช่แข็งต้นแบบขึ้นมา ลองแพ็ก ลองแช่ แล้วลองเอามาอบกินเองจนมั่นใจว่ามันเวิร์ก จากนั้นเธอก็เปลี่ยนร้านอาหารให้กลายเป็นสายการผลิตขนาดย่อมทันที โดยเปลี่ยนพนักงานเสิร์ฟและบาร์เทนเดอร์มาสวมบทพนักงานขับรถส่งพิซซ่าแช่แข็งในรัศมี 80 กิโลเมตรแทน ความเร็วและความเรียบง่ายนี้เองที่ทำให้เธอขายพิซซ่าได้ถึง 5 หมื่นถาดในเวลาแค่ 6 สัปดาห์ แต่เมื่อธุรกิจเริ่มโตจนเข้าไปวางขายในซูเปอร์มาร์เก็ต เธอก็เจอกำแพงยักษ์เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐสั่งระงับการขายทั้งหมดเพราะปัญห
ในกระเป๋าของคนยุคนี้มักจะเต็มไปด้วยอุปกรณ์ดิจิทัลและของใช้จำเป็น ทั้งมือถือ ไอแพด สายชาร์จ และของส่วนตัวต่างๆ อีกมากมาย แต่ช่วงหลังมานี้ มักจะเริ่มเห็นอะไรที่ต่างออกไป เช่น การหยิบหนังสือเล่มเดิมมาอ่าน แทนที่จะเล่นโทรศัพท์ หรือการกลับมาใช้เครื่องเขียนแบบเดิมๆ รวมถึงเศษกระดาษหรือของกุ๊กกิ๊กที่เก็บมาระหว่างวันเพื่อเอามาแปะลงสมุดบันทึก (Scrapbook) โลกอนาล็อกกำลังกลับมา และดูเหมือนเราต้องการมันมากกว่าที่เคย… ในยุคที่ทุกอย่างต้องทำผ่านแอปฯ ทั้งการสั่งอาหาร การสมัครสมาชิก หน้าฟีดโซเชียลต่างๆ ที่มีเรื่องให้ปวดหัวอยู่ทุกวัน หรือโฆษณาที่จ้องจะเอาเงินเราตลอดเวลา จึงไม่แปลกใจเลยว่า เราจะโหยหาความสบายใจจากสิ่งของที่จับต้องได้จริง ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายโพลารอยด์ แผ่นเสียงไวนิล หรือการ์ดวันเกิดที่เขียนด้วยลายมือ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ช่วยให้เราใช้ชีวิตช้าลง และเห็นคุณค่าของโลกที่ไม่ได้อยู่แค่บนหน้าจอ ไม่ต้องออนไลน์ตลอดเวลา Gen Z หันมาทำงานอดิเรกสไตล์ “เบบี้บูมเบอร์” การกลับมาของอนาล็อกครั้งนี้เห็นได้ชัดจากกระแส Gen Z คนไทยหลายคน หันมาอนุรักษ์ความเป็นไทย ด้วยการพับดอกบัวสีชมพู จนเกิดเป็นเทรนด์ไวรัลแห่ทำ
ช่วงหยุดยาววันแรงงาน (1-5 พฤษภาคม) ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวชาวจีนกลุ่มหนึ่งได้หิ้วกระเช้าสานใบเล็กเดินตาม ‘นันทนา ครูสอนทำอาหารไทย’ เพื่อสำรวจเรียนรู้เกี่ยวกับวัตถุดิบที่ตลาดเช้าใกล้วัดแขกบนถนนสีลมในกรุงเทพฯ ร่วมกับนักท่องเที่ยวจากชาติอื่นๆ โดย “คอร์สเรียนทำอาหารไทย” กลายเป็นการท่องเที่ยวเสริมสร้างประสบการณ์รูปแบบใหม่ที่เริ่มต้นจากการเดินตลาดซื้อวัตถุดิบ ใช้เวลาสัมผัสวิถีชีวิตประจำวันของคนท้องถิ่นราว 3 ชั่วโมง และเรียนทำอาหารไทยต้นตำรับ 4 เมนู อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว กล่าวว่า ข้อมูลสถิติของบริษัทท่องเที่ยวจีน บ่งชี้ ไทย เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับ 3 ของนักท่องเที่ยวชาวจีนในช่วงหยุดยาววันแรงงานปีนี้ และการสัมผัสประสบการณ์ทำอาหารไทยกลายเป็นความต้องการหลักของนักท่องเที่ยวชาวจีนจำนวนไม่น้อย สะท้อนว่านักท่องเที่ยวชาวจีนรุ่นใหม่หันเหความสนใจจาก “ท่องเที่ยวเช็กอิน” สู่ “จ่ายเงินซื้อประสบการณ์” โดยย่านถนนสีลมมีโรงเรียนสอนทำอาหารไทยลักษณะนี้อยู่ 4-5 แห่ง เปิดสอนเช้าถึงเย็น 3 รอบต่อวัน สำหรับคอร์สเรียนของนันทนามักอบอวลด้วยกลิ่นเครื่องเทศสารพัดชนิด ทั้งข่า ขมิ้
