Inspiration
Drop the Needle Collective ต่อยอดประสบการณ์การทำงานสร้างสรรค์ด้านมิวสิกไลฟ์สไตล์ สู่การเปิดตัว DTNC MUSIC ยูนิตใหม่ที่พร้อมให้บริการรับออกแบบและผลิต Physical Media สำหรับศิลปิน ค่ายเพลง และแบรนด์ที่ต้องการเปลี่ยนผลงานเพลงเป็นของสะสมที่มีทั้งมูลค่าทางการตลาดและคุณค่าทางใจ จากการเดินทางตลอด 4 ปีที่ผ่านมา Drop the Needle Collective ผ่านประสบการณ์ทำงานร่วมกับศิลปิน ค่ายเพลง และแบรนด์ในหลากหลายรูปแบบ ทั้งรับผลิตอัลบั้ม สร้างคอนเทนต์ แคมเปญ อีเวนต์ รวมถึงเป็นผู้จัด Record Fest BKK เทศกาลเฉลิมฉลองวัฒนธรรมการฟังเพลงในรูปแบบที่หลากหลายและใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ศิลปิน แฟนเพลง นักสะสม ร้านค้า และผู้คนในคอมมูนิตี้ได้มาแบ่งปันช่วงเวลาดีๆ ร่วมกัน วันนี้พร้อมก้าวสู่ปีที่ 5 ด้วยการเปิดตัว DTNC MUSIC เพื่อเติมเต็มอีกหนึ่งพื้นที่ใน Music Ecosystem จากการมองเห็นการเติบโตของวัฒนธรรมดนตรีผ่าน 3 เทรนด์สำคัญ ได้แก่ 1. Analog Lifestyle การกลับมาของสื่อกายภาพ (Physical Media) เช่น แผ่นเสียง ซีดี และเทปคาสเซ็ท ที่ทำให้ผู้คนหันมาดื่มด่ำกับประสบการณ์ฟังเพลงที่ละเมียดละไมยิ่งขึ้น 2. No
ยุคนี้เทรนด์ Pet Humanization หรือการเลี้ยงสัตว์เป็นเหมือนลูกกลายเป็นกระแสที่มองไปทางไหนก็เจอ แต่เบื้องหลังความน่ารัก ภาพความจริงกลับตามมาด้วยค่าใช้จ่ายที่ไม่น้อยเลยทีเดียว ทั้งค่าอาหาร ค่าวัคซีน ค่าของใช้จิปาถะ ซึ่งตกเดือนละ 1,500-3,000 บาทเป็นอย่างต่ำ ยังไม่รวมถึงข้อจำกัดเรื่องเวลาและสถานที่พักอาศัย ความนิยมในการเลี้ยงสัตว์ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยังสะท้อนผ่านภาพรวม ตลาดส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยในปี 2569 ที่คาดการณ์มูลค่าสูงถึงประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9.96 หมื่นล้านบาท) เติบโตขึ้น 5-6% จากปีก่อนหน้า ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า อุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงตระหนักถึงกำลังซื้อที่มหาศาลของผู้บริโภค ทว่าในมุมของผู้บริโภคเอง โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่และวัยทำงานที่เจอความเครียดรอบตัว สัตว์เลี้ยงที่เคยคิดว่าจะเป็นที่พักใจ กลับกลายเป็น “ภาระระยะยาว” ที่ไม่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ แต่ในเมื่อใจยังต้องการความน่ารักมาช่วยฮีลใจในวันที่เหนื่อยล้า ทางออกสุดสร้างสรรค์จึงเกิดขึ้นจนกลายเป็นเทรนด์ฮิตบนโลกโซเชียลอย่าง “Pet Balloon” ทำความรู้จัก Pet Balloon สัตว์เลี้ยงลูกโป่ง Pet Balloon คือลูกโป่งฟอยล์รูปส
SILPIN (ซิลพิน) จัดงานเปิดตัวครั้งแรกในรอบ 9 ปี ภายใต้คอนเซ็ปต์ “From Local Legacy to Global Gastronomy” โดยนำนวัตกรรมเปลี่ยนวัตถุดิบเกษตรไทยเป็น Flavours ตอกย้ำวิสัยทัศน์ “Authentic Thai Flavours to the World” ขับเคลื่อน Agricultural Soft Power ของไทยสู่เวทีโลก แบรนด์ SILPIN (ซิลพิน) จัดงานเปิดตัวครั้งแรกในรอบ 9 ปีของการก่อตั้ง ภายใต้คอนเซ็ปต์ “From Local Legacy to Global Gastronomy” ณ เดอะแบมบู บาร์ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ โดยนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาเปลี่ยนวัตถุดิบเกษตรไทยให้เป็น “Flavours” พร้อมเสิร์ฟประสบการณ์ Gastronomy ทั้งอาหารคาว ของหวาน เครื่องดื่ม และเมนู Masterpiece ที่ได้แรงบันดาลใจจากรัชกาลที่ 5 มีเหล่าเซเลบริตี้ร่วมงาน อาทิ นันท์ สิริวัฒนภักดี พีชานนท์, ศุลีรัตน์ ลีนุตพงษ์, นลินี ทวีสิน, ยูกิ ศรีกาญจนา, ลักขณา นะวิโรจน์ และ ม.ล.ภาสันต์ สวัสดิวัตน์ นายปิยะ บุญนำกิจสวัสดิ์ CEO บริษัท ซิลพิน เอเชีย จำกัด ผู้ก่อตั้งแบรนด์ เปิดเผยว่า ตลอด 9 ปีนับจากก่อตั้งในปี 2559 SILPIN น้อมนำแนวพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาตีค
เคยไหม…เวลาเลื่อนฟีดบนโซเชียลมีเดีย แล้วพบว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันได้เลื่อนตำแหน่ง หรือประสบความสำเร็จครั้งใหญ่ในชีวิต แต่พอหันกลับมามองตัวเองที่ยังนั่งแก้ปัญหาหรือยังวุ่นวายกับเรื่องบางเรื่องอยู่ที่เดิม จนบางครั้งทำให้เกิดคำถามบั่นทอนจิตใจลอยเข้ามาในหัวทันทีว่า “ทำไมเรายังอยู่ที่เดิม” หรือจริงๆ แล้วเราไม่ได้เก่งพอ ความกดดันจากการเปรียบเทียบในสายอาชีพเป็นบาดแผลเงียบๆ ที่คนทำงานยุคนี้ต้องแบกรับโดยไม่รู้ตัว มันค่อยๆ บั่นทอนพลังใจ จนทำให้งานตรงหน้าที่เคยทำได้ดี กลายเป็นเรื่องน่าอึดอัดและไร้ความหมาย ทำไมเราถึงหยุดเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นไม่ได้? ทฤษฎีการเปรียบเทียบทางสังคมของ Leon Festinger อธิบายว่า มนุษย์เรามีแนวโน้มประเมินคุณค่า ความสำเร็จ และความก้าวหน้าของตัวเองโดยวัดจาก “คนรอบข้าง” ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมรุ่น มหาวิทยาลัยเดียวกัน หรือคนที่เริ่มทำงานพร้อมกัน เมื่อเราเห็นเพื่อนก้าวหน้า สมองจะตีความว่าเรากำลังตกอยู่ในสภาวะล้าหลัง หรือ Upward Social Comparison จนเกิดเป็นความกังวลและความกลัว สิ่งนี้ถูกกระตุ้นให้รุนแรงขึ้นในยุคดิจิทัล จากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่เปรียบเสมือนพื้นที่จัดแสด
หากพูดถึงครีเอเตอร์ที่มีคาแรกเตอร์โดดเด่น หยิบเรื่องใกล้ตัวมาทำคอนเทนต์ได้อย่างน่าสนใจ และสะท้อนสังคม โดยการโรลเพลย์กับสถานการณ์จริงที่หลายคนเคยเจอ จนสามารถสร้างปรากฏการณ์ “คลิปล้านวิว” วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ชวนพูดคุยกับ ไบรท์-เอกรัตน์ คงสถิตย์ เจ้าของช่องไบรท์ไร้ไขมัน (brightekkarat) ที่เริ่มจากความฝันอยากเป็นพิธีกร สู่การเป็นครีเอทีฟเบื้องหลังรายการตลกชื่อดังระดับประเทศ และผันตัวเป็นครีเอเตอร์สายเล่าเรื่อง ผู้ติดตาม 1.7 ล้าน ที่มีผลงานไวรัลนับไม่ถ้วน จากฝันแรกของเด็กสายกิจกรรม ย้อนกลับไปในวัยเด็ก ความฝันแรกของไบรท์ไม่ใช่การเป็นคนเบื้องหลัง แต่เขาอยากเป็น “พิธีกร” ตั้งแต่สมัยเรียน เขาคือเด็กกิจกรรมตัวจริง ทั้งการเป็นพิธีกรกิจกรรมต่างๆ ประธานนักเรียน ไปจนถึงพิธีกรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งทุกบทบาทล้วนหล่อหลอมให้เขาคุ้นเคยกับการยืนหน้ากล้อง และสื่อสารกับผู้คน กระทั่งได้มีโอกาสฝึกงานที่ A Time Media ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้ค้นพบว่าตัวเองชื่นชอบงานด้านครีเอทีฟ เช่น การคิดมุก การเขียนบท และการเล่าเรื่อง จนเริ่มจับทางสายครีเอทีฟได้อย่างจริงจัง หลังจากนั้น ไบรท์ได้รั
“อย่าทำธุรกิจกับเพื่อน” คำนี้อาจใช้ไม่ได้กับสองเพื่อนรักคู่นี้ เพราะยิ่งทำงานกับเพื่อนรัก เพียงมองตาก็รู้ใจแล้ว นั่นทำให้ทุกอุปสรรคที่ผ่านเข้ามา ต่อให้เป็นทอร์นาโดก็พัดพาอะไรไปไม่ได้ ได้เพียงแวะแล้วเวียนผ่านไปเหมือนสายลม บทความนี้ เส้นทางเศรษฐีจะพาคุณไปพูดคุยกับสองผู้ก่อตั้ง Brooo คุณอ๋อง-กษิดิศ ดวงวราภรณ์ และ คุณเฟียต–ธนพงศ์ พานิชชอบ คู่เพื่อนรักที่จับมือกันทำธุรกิจ หากคุณเป็นสายสปอร์ตแอคทิฟคงไม่ต้องสาธยายถึงฮอตของแบรนด์น้องใหม่ Brooo ที่ก่อตั้งมาได้เพียง 5 ปี ก็เปิดแฟลกชิพสโตร์สุดยิ่งใหญ่ ณ ห้างหรู ใจกลางกรุงเทพฯ ได้แล้ว การเดินทางเพียงแค่ 5 ปี นับว่าเป็นระยะเวลาที่รวดเร็วมากในการปูทางความสำเร็จของแบรนด์ และยิ่งเป็นแบรนด์ที่เกิดมาจากแค่การนั่งคุยกันเรื่อง “ถุงเท้า” แล้วนั้น ยิ่งน่าสนใจว่ามาไกลถึงเพียงนี้ได้อย่างไร “ถุงเท้า” ใบเบิกทางความสำเร็จ คุณเฟียตเริ่มเล่าเรื่องอย่างเป็นกันเองว่า เขาและคุณอ๋องเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เรียนมัธยมปลาย ช่วงที่จะเข้าศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัย ก็ไปบนบานศาลกล่าวด้วยกันว่าถ้าสอบติดคณะสถาปัตยกรรม จุฬาลงกรณ์ฯ จะวิ่งรอบสนามหลวงเป็นการแก้บน โดยที่คุณอ๋องบนไว้ว่า
คำทักทายอย่าง “สวัสดีค่ะ” ที่ติดหูคนไทยมาตั้งแต่เด็ก ถูกนำมาสร้างสรรค์เป็นผลงานระดับโลกผ่านชื่อเพลง “SaWaDiKa” มิวสิควิดีโอล่าสุดของ “ลิซ่า” ที่ไม่เพียงแต่ทรงพลังด้านดนตรี แต่ยังแฝงการถ่ายทอดเอกลักษณ์วัฒนธรรมไทยไปสู่สายตาชาวโลกได้อย่างจัดจ้าน ซึ่งหลังจากปล่อย MV ไปวันแรก “SaWaDiKa” ก็ทำยอดวิวทะลุไปถึง 70.8 ล้านได้อย่างรวดเร็ว พร้อมทะยานขึ้นอันดับ 1 เทรนด์ X (Twitter) ทั่วโลก และติดชาร์ทเพลงอันดับ 1 ในหลายเเพลตฟอร์ม หากเรามองเจาะลึกเข้าไปใน MV จะพบกับการสอดแทรกวัฒนธรรมไทยผ่าน MV ที่น่าสนใจ ดังนี้ ว่าวจุฬา: มีลักษณะเป็นรูปทรงดาว 5 แฉก อันเป็นเอกลักษณ์ที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตคนไทยมาอย่างยาวนาน ซึ่งถูกหยิบยกเข้ามาอยู่ในฉากเวทีมวยไทยได้อย่างลงตัว มวยไทย: ศิลปะการต่อสู้ระดับตำนานที่เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความเป็นไทยที่ถูกถ่ายทอดผ่านฉากสังเวียนและเหล่านักมวย พร้อมปรับเปลี่ยนรูปแบบ “กางเกงมวยไทย” ให้กลายเป็นชุดแฟชั่นสุดชิค ที่ไม่ต้องขึ้นชกก็หยิบมาสวมใส่ได้อย่างเท่และมีสไตล์ รถตุ๊กตุ๊ก: ยานพาหนะที่เป็นสัญลักษณ์แห่งท้องถนนไทยที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกต่างคุ้นเคย ก็ถูกนำมาเ
ทุกวันนี้ ร้านสะดวกซื้อไม่ได้มีเพียงชื่อ “7-Eleven” หากคุณมองไปอีกฝั่งของถนนจะเห็น “CJ MORE” ตั้งอยู่ใกล้ๆ หรือบางทีก็อยู่ข้างๆ กันเลย จนหลายคนคิดว่านี่คือแบรนด์ที่จะเข้ามาท้าชิงตลาดคอนวีเนี่ยนสโตร์ แต่จริงๆ แล้ว ภายใต้ภาพการต่อสู้ด้านธุรกิจ “แอ๊ด คาราบาว” (นายยืนยง โอภากุล) ผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัท และเป็น ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับที่ 3 (ถือหุ้นประมาณ 7.05%) ใน บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) รวมถึงมีตำแหน่งกรรมการในบริษัทในเครือ เช่น บริษัท คาราบาวตะวันแดง จำกัด และบริษัท ตะวันแดง ดีซีเอ็ม จำกัด ได้เปิดเผยเรื่องราวผ่าน Facebook ส่วนตัว Add Bao โดยเริ่มเรื่องว่า . ท่านประทาน ธนินท์ เจียรวนนท์ ที่ผมรู้จัก จากเสื่อผืนหมอนใบ ของคนไทยลูกจีนถึงมิตรภาพที่ไม่มีวันลืม (บันทึกโดย แอ๊ด คาราบาว 12 กันยายน 2569) ก่อนที่คุณแอ๊ดเริ่มเล่าในโพสต์ว่า ครอบครัวของตนเป็นคนจีนจากแผ่นดินใหญ่อพยพมาตั้งรกรากในประเทศไทยบรรพชนฝ่ายแม่เป็นชาวแต้จิ๋วจากเท่งไห้ใกล้ซัวเถา ส่วนฝ่ายพ่อมาจากฮงซุน เป็นดินแดนของพวกปั๊วซัวแคะ แซ่โอ๊วหรือหู ต่อมาอาปาจึงเปลี่ยนมาใช้นามสกุล “โอภากุล” ตระกูลคนไทยลูกจีนสร้างธุรกิจยักษ์ คนจีนร
สำหรับคุณ วิดีโอเกมที่เคยยอมจ่ายเงินซื้อแพงที่สุดคือเท่าไหร่? งานอดิเรกไม่ว่าจะเป็นการดูหนัง ฟังเพลง สะสมของ หรือการเล่นเกม ค่าใช้จ่ายเพื่อความชอบส่วนตัวล้วนมีโอกาสเพิ่มขึ้นตามต้นทุนของอุตสาหกรรมได้ตลอด และอุตสาหกรรมเกมก็เป็นอีกหนึ่งตลาดที่เริ่มมีแนวโน้มว่าราคาจะสูงขึ้น หนึ่งในกรณีที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในเวลานี้ คือ “GTA VI” หรือ GTA ภาคที่ 6 เกมแอ็กชันผจญภัยชื่อดัง ที่ไม่ได้ถูกจับตามองเพียงเพราะเป็นหนึ่งในเกมที่ผู้คนทั่วโลกรอคอย แต่ยังรวมถึงราคาจำหน่ายของเกมที่แตกต่างจากระดับราคาปกติ เนื่องจากราคาเปิดตัวของเกมอยู่ที่ 79.99 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2,690 บาท) และแพ็กเกจพิเศษที่ราคา 99.99 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,390 บาท) ซึ่งสูงกว่าราคามาตรฐานของเกมระดับ AAA (วิดีโอเกมที่มีคุณภาพสูงมาก เทียบได้กับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ระดับบล็อกบัสเตอร์ของฮอลลีวูด) ที่อยู่ราว 69.99 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้เกิดการตั้งข้อสังเกตว่า ราคาเกมในอนาคตอาจขยับสูงขึ้นตามไปด้วยหรือไม่ GTA หรือ Grand Theft Auto คือซีรีส์เกมแอ็กชันผจญภัยที่ผู้เล่นจะได้รับบทเป็นอาชญากร เข้าไปอยู่ในเมืองสมมติ และมีอิสระในการสำรวจ ทำภารกิจ และดำเนินเรื่องราว
เปลี่ยนทุกก้าวเดิน ให้กลายเป็นวีลแชร์ เพื่อผู้ป่วยและผู้สูงอายุ ในโครงการป่วยให้ยืม มูลนิธิกระจกเงา วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะมาแนะนำแคมเปญ Walk More, Give More 2026 จัดโดยเนสท์เล่ Nestlé Thailand ชวนบุคคลทั่วไปเข้าร่วมกิจกรรมสะสมก้าวเดินเพื่อบริจาค Wheelchair 200 คัน โดยทุกๆ 10 ล้านก้าว = วีลแชร์ 1 คัน เพื่อให้ครอบครัวผู้ป่วยยืมใช้ฟรี ขั้นตอนการเข้าร่วมกิจกรรม 1. เพิ่มเพื่อนใน LINE: @NestleThailand หรือกดลิงก์ https://nes.tl/TH_CORP_WMGMRegisterLine_LINE082026 2. เลือกเมนู “สะสมก้าว” แล้วสมัครสมาชิก 3. ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Good Life Tracker 4. กรอกข้อมูลให้ครบถ้วน เพียงเท่านี้ก็สามารถร่วมสะสมก้าวเดินเพื่อเปลี่ยนเป็น วีลแชร์ได้ง่ายๆ โดยระยะเวลาสะสมก้าวในโครงการ ตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม – 26 กันยายน 2569 แล้ววีลแชร์จำนวนหนึ่งจะถูกส่งต่อมาที่โครงการป่วยให้ยืมมูลนิธิกระจกเงา นอกจากนี้ ยังสามารถเปลี่ยนเป็นคะแนนสะสม เพื่อรับของรางวัลจากแคมเปญได้อีกด้วย สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : https://nestle.thgoodlife.com/faq/
