SMEs
หลายคนอาจมองว่าการทำธุรกิจคือการสร้างกำไร แต่สำหรับ เจค แจบส์ (Jake Jabs) ซีอีโอวัย 95 ปี แห่ง American Furniture Warehouse หนึ่งในตัวอย่างความประทับใจที่ความสำเร็จไม่ได้วัดกันแค่ที่ยอดขาย แต่ยังรวมถึงการส่งต่อโอกาสให้ผู้อื่นอีกด้วย ชุบชีวิตร้านที่เกือบล้มละลาย ย้อนกลับไปในปี 1975 เขาตัดสินใจซื้อกิจการร้านเฟอร์นิเจอร์ที่กำลังจะล้มละลาย ด้วยเงิน 80,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.7 ล้านบาท) ด้วยวิสัยทัศน์และการบริหารที่แข็งแกร่ง เขาค่อยๆ พลิกฟื้นธุรกิจจนกลายเป็นอาณาจักรร้านเฟอร์นิเจอร์ยักษ์ใหญ่ที่มีถึง 18 สาขา ครอบคลุมทั้งในรัฐโคโลราโด แอริโซนา และเท็กซัส แม้ว่าในปัจจุบัน American Furniture Warehouse จะยังคงเป็นธุรกิจของครอบครัวไม่ใช่บริษัทมหาชน แต่ในปี 2025 บริษัทก็ทำรายได้สูงถึง 858 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3 หมื่นล้านบาท จนก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในบริษัทเอกชนรายใหญ่ของรัฐโคโลราโด แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนชื่นชมเขาไม่ใช่เพียงความสำเร็จทางธุรกิจ หากคือการนำความสำเร็จนั้นกลับไปช่วยเหลือสังคม ในช่วงปีที่ผ่านมา เขาบริจาคเงินให้กับองค์กรการกุศลในรัฐโคโลราโดมากกว่า 1 ล้านดอลลา
หลายคนเริ่มต้นปีด้วยการตั้งเป้าหมายเปลี่ยนชีวิต หรือที่เรียกว่า New Year’s Resolution แต่สำหรับคู่รักคู่นี้ เขาเลือกตั้งเป้าหมายเล็กๆ ในทุกมื้อเช้า จนกลายเป็นแบรนด์ผลไม้อบแห้งฟรีซดรายที่สามารถทำรายได้แตะ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 35 ล้านบาทต่อปี บทความนี้จะพาทุกคนไปคุยกับ Jenny Yue อายุ 31 ปี อดีตบุคลากรทางการแพทย์ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ OHME! ที่เริ่มจากอาชีพเสริม จนปัจจุบันลาออกจากงานมาลุยธุรกิจเต็มตัว จุดเริ่มต้นจาก “สุขภาพดี” ย้อนกลับไปในช่วงโควิด-19 เจนนี่ทำงานด้านระบบสุขภาพดิจิทัลจากที่บ้าน ควบคู่ไปกับการเลี้ยงลูกวัย 1 ขวบ ซึ่งวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ทำให้เธอเกิดความเครียด และลืมดูแลตัวเอง จนทำให้น้ำหนักของเธอพุ่งขึ้นมากกว่า 22 กิโลกรัม ภายในเวลาไม่ถึง 6 เดือน “วันหนึ่งเรามองตัวเองในกระจกแล้วแทบจำตัวเองไม่ได้ นั่นจึงเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ฉันกับสามีตั้งเป้าว่าจะกลับมารักตัวเอง” ทั้งคู่เริ่มจากการปรับมื้อเช้าให้เฮลตี้ขึ้น เปลี่ยนจากเบคอนและของทอด มาทานเป็นอกไก่ ข้าวโอ๊ต โยเกิร์ต และผลไม้แทน แม้ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดี แต่ไม่นานก็เริ่มพบทานแบบเดิมๆ ทุกวันมันน่าเบื่อ ถ้าไม่มีอะไร
ธุรกิจสัตว์เลี้ยงในจีนกำลังพลิกโฉมไปอีกขั้น เมื่อแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเปิดให้บริการเช่าสุนัขรายชั่วโมง แพลตฟอร์มดังกล่าวมีชื่อว่า “Wangbu” แปลได้ว่า “พาหมาเดินเล่น” เพิ่งเปิดตัวผ่านมินิโปรแกรมบนโซเชียลมีเดียเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ให้บริการในเมืองใหญ่ของจีนอย่างปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และเซินเจิ้น โดยเปิดให้ผู้ใช้งานเช่าสุนัขไปเดินเล่นเป็นรายชั่วโมง ผ่านระบบที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงสร้างโปรไฟล์ให้สุนัขของตน จากนั้นผู้เช่าจะติดต่อนัดหมายรับ-ส่งกับเจ้าของโดยตรง โดยที่อัตราค่าบริการจะอยู่ที่ประมาณ 10-60 หยวนต่อชั่วโมง (ราว 50-300 บาท) ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และระยะเวลา ตัวอย่างเช่น สุนัขพันธุ์เวสต์ ไฮแลนด์ ไวท์ เทอร์เรียร์ ชื่อ “อีเวน” ให้เช่าในราคา 45 หยวนต่อชั่วโมง แต่มีเงื่อนไขว่าต้องเดินเล่นในขณะที่เจ้าของอยู่ด้วยเท่านั้น และห้ามให้อาหารที่เจ้าของไม่ได้จัดเตรียมไว้ ส่วนสุนัขพันธุ์คอร์กี้ชื่อ “ไป่วั่น” ให้เช่าในราคา 60 หยวนต่อชั่วโมง สามารถพาเดินเล่นตามลำพังหรือพาขึ้นรถได้โดยไม่ต้องมีเจ้าของกำกับ ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มระบุว่าได้วางมาตรการด้านความป
ไม่กี่ปีที่ผ่านมา เครื่องพิมพ์สามมิติ (3D Printer) ยังถูกมองเป็นแค่ของเล่นสำหรับสายเทคหรืออุปกรณ์ในโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เท่านั้น แต่วันนี้เครื่องพิมพ์สามมิติราคาย่อมเยาที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานในบ้าน กำลังกลายเป็นเครื่องมือสร้างรายได้จริง รายงาน Wohlers Report 2026 ระบุว่ารายได้รวมของอุตสาหกรรมการพิมพ์สามมิติทั่วโลกในปี 2025 แตะระดับ 24,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 812,466 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโต 10.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่บริษัทวิจัยตลาดอย่าง Fortune Business Insights และ Grand View Research ต่างคาดการณ์ตรงกันว่ามูลค่าตลาดจะเติบโตต่อเนื่องด้วยอัตราเฉลี่ยปีละ 20% ขึ้นไป และอาจแตะหลักแสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2033-2034 โดยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังเป็นตลาดที่เติบโตเร็วที่สุด ด้วยอัตราการเติบโตของรายได้เฉลี่ยเกือบ 20% ต่อปีในกลุ่มผู้ประกอบการ สิ่งที่น่าสนใจคือ การเติบโตนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่บริษัทยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมการบินหรือยานยนต์เท่านั้น แต่ยังกระจายไปถึงผู้ประกอบการรายย่อยที่ทำธุรกิจจากบ้านด้วยเครื่องพิมพ์เพียงหนึ่งหรือสองเครื่อง แพลตฟอร์มอย่าง Shopify ระบุว่าธุ
ลองจินตนาการดูว่า ถ้าวันหนึ่งบัญชีธนาคารของคุณพุ่งขึ้นมาเป็นหลักพันล้านบาทในชั่วข้ามคืน คุณจะทำอะไรต่อ สำหรับคนทั่วไป คำตอบอาจดูง่าย เที่ยวรอบโลก ซื้อบ้านหลังใหญ่ เกษียณตัวเองตั้งแต่อายุยังน้อย แต่สำหรับ Vinay Hiremath อดีต CTO และหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Loom แพลตฟอร์มส่งข้อความวิดีโอชื่อดัง กลับไม่ได้เป็นสูตรแบบที่ใครหลายคนคิด จาก Startup เล็กๆ สู่ดีลพันล้าน Hiremath ร่วมก่อตั้ง Loom ในปี 2016 ร่วมกับ Joe Thomas และ Shahed Khan หลังจากที่เขาตัดสินใจดรอปเรียนจากมหาวิทยาลัย University of Illinois ไอเดียตั้งต้นเรียบง่ายมาก นั่นคือทำให้การสื่อสารในที่ทำงานง่ายขึ้นด้วยการอัดวิดีโอสั้นๆ แทนการพิมพ์ข้อความยาวๆ ไอเดียง่ายๆ นี้เติบโตเร็วเกินคาด Loom ระดมทุนได้เกือบ 200 ล้านดอลลาร์จากนักลงทุนรายใหญ่อย่าง Sequoia Capital และ Andreessen Horowitz จนมูลค่าบริษัทพุ่งไปแตะระดับ 1.5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2021 มีผู้ใช้งานลงทะเบียนกว่า 25 ล้านคน และมีลูกค้าที่จ่ายเงินราว 200,000 ราย จุดสูงสุดมาถึงในเดือนตุลาคม 2023 เมื่อ Atlassian บริษัทซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่จากออสเตรเลีย เข้าซื้อกิจการ Loom ด้วยมูลค่าเกือบ 1,00
หลัง Edison Lim และ Lincoln Thong วัย 33 ปี เปิดตัวแบรนด์เครื่องหอม Pristine Aroma แม้ผลิตภัณฑ์ของพวกเขาจะได้รับความนิยม แต่กลับต้องเผชิญกับยอดขายที่ผันผวน อย่างในช่วงคริสต์มาสสินค้าจะขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แต่เมื่อเข้าสู่เดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม ยอดขายกลับเงียบลงอย่างเห็นได้ชัด พวกเขาจึงนำสิ่งที่ตัวเองเชี่ยวชาญอย่างการสร้างกลิ่นหอม มาปั้นแบรนด์ใหม่ชื่อว่า “Kapsä” แคปซูลซักผ้ารูปอุ้งเท้าคาปิบาราที่มาพร้อมกลิ่นหอมลักชัวรี โดยสร้างรายได้มากกว่า 1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 25 ล้านบาท ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2026 ผ่านการวางจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตและออนไลน์ ธุรกิจนี้สามารถสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอ เพราะไม่ว่าจะเดือนอะไร อยู่ในช่วงเทศกาลหรือไม่ ผู้คนก็ยังต้องซักผ้า ต่างจากเครื่องหอมที่ผู้บริโภคซื้อเป็นครั้งคราว สร้างแบรนด์ใหม่ “Kapsä” Edison และ Lincoln เลือกสร้างความแตกต่างให้แบรนด์ Kapsä ด้วย “กลิ่นหอม” อันเป็นเอกลักษณ์แทนที่จะแข่งขันด้วยประสิทธิภาพการขจัดคราบเหมือนหลายๆ แบรนด์ในตลาด พวกเขาใช้เวลาราว 1 ปีพัฒนาผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่แค่การนำสูตรเดิมมาผสมกับน้ำยาซักผ้า แต่ต้องคิดค้นสู
จากเดิมที่ขายสตรอว์เบอร์รีและแอปเปิลแพ็กเป็นหลัก แต่เมื่อผลไม้ตามฤดูกาลหมด ร้านก็แทบไม่มีสินค้าให้ขาย ทำให้ “เจ้จินดา แซ่หลู่” วัย 57 ปี ต้องมองหาทางรอดใหม่ให้ธุรกิจ จนตัดสินใจหันมาลองขาย “อะโวคาโด” ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อกระแสรักสุขภาพเริ่มเติบโต ผู้บริโภครู้จักอะโวคาโดมากขึ้น และความต้องการในตลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เจ้จินดาเล่าให้ฟังว่า ปัญหาคือสตรอว์เบอร์รีเป็นผลไม้ตามฤดูกาล มีขายเพียงช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคมเท่านั้น เมื่อหมดฤดูร้านก็แทบไม่มีอะไรจะขาย “พอหมดสตรอว์เบอร์รีก็ไม่รู้จะขายอะไร เลยลองหาอะโวคาโดมาขาย เพราะช่วงโควิดคนเริ่มหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพ” ซึ่งอะโวคาโดล็อตแรกที่นำมาขาย ขายดีอย่างเห็นได้ชัด จากการที่ลูกค้าเข้ามาเดินตลาดสี่มุมเมือง จากวันแรกจนถึงวันนี้ ความเปลี่ยนแปลงที่ชัดที่สุดคือ คนรู้จักอะโวคาโดมากขึ้น กลุ่มลูกค้าขยายจากคนซื้อไปทานเองไปสู่ร้านค้าหลากหลายประเภท “ทุกวันนี้คนหันมาดูแลสุขภาพกันเยอะ ร้านน้ำปั่น ร้านสลัดก็ใช้กันเยอะ ร้านไอศกรีมบางเจ้าก็เอาไปทำไอศกรีมเพื่อสุขภาพ” ปัจจุบันกลุ่มลูกค้าหลักของร้านจึงเป็นร้านน้ำปั่น ร้านสลัด แล
หากใครเคยขับรถผ่านย่านบางพลี แล้วสะดุดตากับอาคารสไตล์ Industrial เท่ๆ ที่เปิดไฟสว่างไสวตลอด 24 ชั่วโมง มีทั้งที่พัก ดนตรี กีฬา ศิลปะ และมีตลาดนัดคึกคักที่เปิดให้แม่ค้าพ่อค้ามาวางขายของกันฟรีๆ สถานที่แห่งนั้นคือ “Letana Hotel & Restaurant 24 Hrs” อาณาจักรที่เกิดจากหยาดเหงื่อ ความชื่นชอบ และหัวใจที่อยากส่งต่อประโยชน์คืนสู่สังคมของ“คุณนัท – กิตติพันธ์ ลี้ศัตรูพ่าย” หรือที่ทุกคนรู้จักกันในนาม “นัท เลอทาน่า” เริ่มจากธุรกิจรับซื้อของเก่า ก่อนจะมาเป็นเจ้าของอาณาจักรเลอทาน่า คุณนัทเล่าย้อนกลับไปในช่วงวัยเด็กว่า เขาเติบโตมาในครอบครัวที่รับซื้อของเก่า ซึ่งภาพจำในวัยเด็กคือความรู้สึกอายเพื่อน เวลาที่พ่อแม่ขับรถกระบะหลังคาสูง ขนกระดาษ ขนเหล็ก ไปส่งที่โรงเรียน แต่เมื่อโตขึ้นเขาก็เริ่มเข้าใจในสิ่งที่พ่อแม่ทำว่า “ทำไปเพราะมันได้เงิน!” เมื่ออายุได้ 18 ปี คุณนัทเริ่มออกหาของเก่ามาให้พ่อแม่ขาย จนเริ่มมีรายได้เลี้ยงตัวเองเดือนละหลายหมื่น กระทั่งอายุราว 23–24 ปี เขาเริ่มมองเห็นโอกาสในธุรกิจ “โรงงานรีไซเคิลเศษแก้ว” ที่ในสมัยนั้นมีผู้เล่นเพียงไม่กี่เจ้า “มันไม่ได้มาง่ายๆ เพราะเราไม่ได้มีต้นท
หากพูดถึง “บางแสน” ในอดีตเราอาจนึกภาพ “บังกะโลบางแสน” ที่พักยอดฮิตของนักท่องเที่ยว แต่วันนี้ภาพของบางแสนกำลังเปลี่ยนไป เห็นได้จากโรงแรมที่พักที่เริ่มมีคอนเซ็ปต์ มีสไตล์และมีขนาดใหญ่มากขึ้น เพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่ หนึ่งในนั้นคือ “Zuwala Hotel” (ซูวาลา) ธุรกิจโรงแรมของคู่รัก “ปิง-วราภรณ์ สุขกำเนิด และ เอ้-ศุภกร ไชยรงศรี” ที่มียอดเข้าพักเฉลี่ย 60-70% ตลอดทั้งปี จากความชอบสู่โรงแรมซูวาลา ก่อนมาเป็นเจ้าของโรงแรม ปิงและเอ้ไม่ได้อยู่ในสายธุรกิจนี้ตั้งแต่แรก หลังเรียนจบมหาวิทยาลัยบูรพาเธอเข้าทำงานในตำแหน่งวิศวกรฝ่ายขายเพราะเรียนจบด้านวิศวกรรมไฟฟ้า ขณะที่เอ้เรียนจบด้านดนตรีและวัฒนธรรม จึงทำงานในด้าน Acoustic กระทั่งปิงได้ “ค้นพบความชอบ” หลังจากซื้อคอนโดมารีโนเวทเพื่ออยู่อาศัยเอง เธอรู้สึกสนุกที่ได้ใส่ไอเดียและตกแต่งห้อง จึงเริ่ม “ซื้อคอนโดเก่ามารีโนทเพื่อปล่อยเช่า” เป็นโปรเจ็กต์ที่สอง ก่อนต่อยอดไปสู่ธุรกิจโฮสเทล “ผลตอบรับดีเกินคาด แค่ 1 วันมีคนติดต่อเช่าแล้ว ก็น่าจะทำขาย เลยไปซื้อบ้านเก่ามารีโนเวท ขายได้ภายใน 1 เดือน คิดว่าเราไม่อยากทำอสังหาฯ แบบซื้อมาขายไปแล้ว อยากสร้าง Passive Incom
เรื่องราวของคู่รัก Michelle Platt และ Brian Platt วัย 50 ต้นๆ เจ้าของแบรนด์ “Jam Packd Jams” แยมผลไม้ที่สร้างรายได้เสริมกว่า 3 หมื่นบาทต่อวัน จุดเริ่มต้นของแยมผลไม้ Jam Packd Jams Michelle เคยเป็นนักเขียนบล็อกสายสุขภาพมานาน 9 ปี ปัจจุบันเธอเป็นผู้อำนวยการวิทยาเขตของโรงเรียนเอกชน ส่วน Brian ทำงานในวงการโฆษณามานานกว่า 30 ปี และตอนนี้รับงานฟรีแลนซ์ด้านโฆษณาไปพร้อมกับสร้างแบรนด์ Jam Packd Jams จุดเริ่มของแบรนด์นี้มาจาก Michelle เธอกลับจากงานสัมมนา พร้อมไอเดียอยากสร้างผลิตภัณฑ์สายสุขภาพ ก่อนระดมความคิดร่วมกับสามี เขาเสนอว่าให้ทำ “แยม” ขาย เพราะแยมที่ครอบครัวชอบกินยังหวานเกินไป ใส่น้ำตาลเยอะ และไม่ค่อยมีคุณค่าทางโภชนาการ พวกเขาจึงอยากทำแยมผลไม้ที่อัดแน่นไปด้วยผลไม้ออร์แกนิก ไม่ใส่น้ำตาล มีโปรตีนคอลลาเจน ไฟเบอร์พรีไบโอติก และสารอาหารอื่นๆ ก่อนใช้เงิน 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 7 แสนบาทไปกับการสร้างธุรกิจ ตั้งแต่การสร้างเว็บไซต์ ออกแบบโลโก้และบรรจุภัณฑ์ จดเครื่องหมายการค้า การ R&D ผลิตภัณฑ์ โดยขอความช่วยเหลือจากนักวิทยาศาสตร์ด้านอาหารมาช่วยพัฒนาเพื่อให้ได้สูตรแบบที่ตั้งใจไว้&nbs
