Exclusive Featured SMEs

จบวิศวะมาขายชานมไข่มุก “KAMU KAMU” เริ่มต้นจากร้าน 4 ตร.ม. สู่ 200 สาขา ตั้งเป้าโต 1,000 ล้าน ใน 3 ปี

ตลอดระยะเวลา 15 ปี เราได้เห็นการเติบโตของแบรนด์ชานมสไตล์ญี่ปุ่น “KAMU KAMU” (คามุ คามุ) มาอย่างต่อเนื่องจนสามารถขยายสาขาได้มากกว่า 200 แห่ง อีกทั้งยังเป็นแบรนด์ที่สร้างความแปลกใหม่ให้กับผู้บริโภคอยู่เสมอ ผ่านเมนูและท็อปปิ้งสุดครีเอต เช่น ชาอู่หลงพีช ท็อปปิ้งครีมชีสและวาราบิโมจิ ที่ฮิตติดตลาดเป็นที่เรียบร้อย 

แต่รู้หรือไม่ KAMU KAMU เริ่มต้นแบรนด์ในพื้นที่เพียง 4 ตร.ม. โดยเจ้าของที่เรียนจบด้านวิศวะและไม่ชอบดื่มชานมไข่มุก ถึงขนาดที่ว่า “ชีวิตนี้จะไม่กินชานมอีกต่อไป” แต่สุดท้ายเขาก็ได้เริ่มสร้างแบรนด์นี้จนเติบโตมาอย่างยาวนาน 

เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ชวนไปพูดคุยกับ “คุณแทน-ทินกฤต สินทัตตโสภณ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท คามุคามุ จำกัด ถึงเรื่องราวการเริ่มต้น แผนการขยายสาขาสู่ 300 แห่ง ยอดขาย 1 ล้านแก้วต่อเดือน และเป้าหมายสร้างรายได้ 1,000 ล้านบาทภายใน 3 ปี

KAMU KAMU
KAMU KAMU

จากร้านเล็ก สู่แบรนด์ที่เติบโต 15 ปี

คุณแทนเรียนจบวิศวะและอยากเริ่มต้นหาอะไรทำเป็นของตัวเอง ในตอนแรกเขาทำแบรนด์กาแฟ แต่ “ตลาดชา” เริ่มคึกคักจากหลายแบรนด์ที่เข้ามาเปิดบริการ ประกอบกับมีเพื่อนอยู่ญี่ปุ่นและไต้หวันซึ่งอยากผลักดันวัตถุดิบชา เขาจึงได้เรียนรู้สูตรและพัฒนาเป็นแบรนด์ KAMU KAMU ที่แปลว่า “เคี้ยว” ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1 เดือนในการเปิดร้านสาขาแรกช่วงต้นเดือนเมษายน ปี 2554

เส้นทางของ KAMU KAMU ไม่ได้สดใสในปีแรก เพราะลูกค้าอ่านชื่อร้านผิดเป็น “ขาหมู” และไม่รู้ว่าขายชานมไข่มุก อีกทั้งลูกค้ายังมีฟีดแบ็ก “ชามีตะกอน” พร้อมคอมเมนต์ “ชงไม่ดีหรือเปล่า” เขาจึงอธิบายพร้อมยกตัวอย่างมัทฉะให้ลูกค้าเห็นว่า ชาแท้จริงๆ จะมีผงใบชาผสมอยู่ และสุดท้ายก็ได้ลูกค้ารายนี้เป็นขาประจำ

จากนั้นเขาได้พาแบรนด์ขยายสาขาอีกหลายแห่ง รวมถึงเปิดในทำเลทองอย่างสยามทำให้เห็นแบรนด์ต่างประเทศเข้าออกในทุกๆ ปี แม้จะไม่ได้มองแบรนด์เหล่านั้นเป็น “คู่แข่ง” แต่เขาก็ต้องกัดฟันสู้กับอุปสรรคมากมายที่เข้ามา

“ย้อนกลับไปตอนก่อตั้งใหม่ๆ เราไม่ได้มองแบรนด์ต่างๆ เป็นคู่แข่ง แต่มองเป็นเพื่อนเดินทางที่ช่วยกันผลักดันให้ตลาดเติบโต การที่คู่แข่งเข้ามาและออกไปเป็นเรื่องปกติ KAMU KAMU โฟกัสการพัฒนาและหาจุดต่างให้ผู้บริโภคได้รับคุณค่าสูงสุดมากกว่า” คุณแทนกล่าวเสริม

KAMU KAMU
KAMU KAMU

โดยกลยุทธ์ที่ KAMU KAMU ใช้สู้ในตลาดประกอบด้วย “4 เสาหลัก” ได้แก่ 1. Genuine มีความจริงใจในการคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพสูง ต้มใบชาสดใหม่ทุกวันในทุกสาขา 2. Passionate รังสรรค์เมนูด้วยความใส่ใจและมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกค้า 3. Lively ส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าผ่านการบริการ และ 4. Dynamic โอบรับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ทั้งเทรนด์ใหม่ๆ และพฤติกรรมของผู้บริโภคเพื่อตอบสนองทุกความต้องการ

พร้อมวิธีคิด “ขายของดีไม่ Overprice” ลูกค้าต้องรู้สึกคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป เป็นเครื่องดื่ม Everyday Drink สามารถทานได้ทุกวันไม่เบื่อจากเมนูที่มีให้เลือกหลากหลาย และจุดแข็งที่ไม่มีใครเลียนแบบได้จากท็อปปิ้งและความอร่อยแบบบอกปากต่อปาก

อีกกลยุทธ์ของแบรนด์คือในทุกๆ 3-5 ปี จะมีการ Revamp หรือปรับปรุงแบรนด์ใหม่ ทั้งในเรื่องวัตถุดิบและเมนูต่างๆ ซึ่งทำมาแล้วหนึ่งครั้งและครั้งล่าสุดได้รีแบรนด์ไปเมื่อธันวาคมปีที่ผ่านมาทำให้ KAMU KAMU ดูพรีเมียมและทันสมัยขึ้นจากสีสันของแพ็กเกจจิ้งและภาพต่างๆ ที่สามารถสื่อสารความน่ากินไปถึงลูกค้าได้ ทำให้ยอดขายไตรมาสแรกปี 2569 เติบโตขึ้น 30% 

KAMU KAMU
KAMU KAMU

เศรษฐกิจท้าทาย ผู้บริโภคระวังการใช้จ่าย แต่ยังขายได้

คุณแทนเผยว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันมีแบรนด์ในตลาดราว 45 แบรนด์ ทั้งโลคอลแบรนด์ อินเตอร์เนชั่นนัลแบรนด์ ทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากขึ้น รวมทั้ง “เศรษฐกิจ” ที่มีความผันผวนและท้าท้าย แต่กลุ่มเครื่องดื่มยังเป็นหนึ่งในหมวด Affordable Indulgence หรือความสุขเล็กๆ ที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ในชีวิตประจำวันแม้จะระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น

จากยอดขายของ KAMU KAMU ไตรมาสแรกปี 2569 พบว่ากลุ่มเครื่องดื่ม “ชา” มีการเติบโต ถึง 40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสูงกว่าการเติบโตของหมวดเครื่องดื่มโดยรวมของแบรนด์ที่ 10% จากเทรนด์ชาไทยไม่ใส่สี มัทฉะ ชาดอกไม้และชาผลไม้ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของ “ชา” ที่เป็นแกนหลักของธุรกิจ

“ลูกค้ามีความถี่ในการบริโภคเฉลี่ย 2–3 ครั้งต่อสัปดาห์ มีค่าใช้จ่ายต่อบิลเฉลี่ย 80 บาท ตอกย้ำภาพของแบรนด์ในฐานะเครื่องดื่มคุณภาพที่เข้าถึงได้ และสามารถเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ประจำวัน” คุณแทนกล่าวเสริม

อย่างไรก็ตาม จากโครงสร้างรายได้ของ KAMU KAMU กลุ่มชานมไข่มุกยังเป็นเมนูหลักที่ได้รับความนิยมสูงสุด คิดเป็น 60% ของยอดขาย ขณะที่กลุ่มชา เช่น ชาไทย มัทฉะ และชาอื่นๆ คิดเป็น 20% และกลุ่มเครื่องดื่มอื่นๆ อีก 20%

KAMU KAMU
KAMU KAMU

เป้าหมายแตะ 1,000 ล้าน ขยาย 300 สาขา ใน 3 ปี

ถึงปัจจุบัน KAMU KAMU เปิดให้บริการกว่า 200 สาขา แบ่งเป็นสาขาของตัวเอง 150 แห่ง และอีก 50 แห่งเป็นแฟรนไชส์ โดยแบ่งสัดส่วนสาขาในกรุงเทพฯ 80% ต่างจังหวัด 20% นอกจากนี้ยังมีสาขาใน สปป.ลาว และกัมพูชา รวมทั้งโฟกัสการขยายสาขาใน CLMV ต่อไปเพราะเขามองว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพ

พร้อมตั้งเป้าหมายพาแบรนด์เติบโตสู่ 300 สาขา และสร้างรายได้ 1,000 ล้านบาทใน 3 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ในช่วงไตรมาส 3-4 ของปี 2569 จะมีการเปิดแบรนด์ใหม่ที่โฟกัสกลุ่ม Gen Z แตกต่างจาก KAMU KAMU ที่มีกลุ่ม Gen Y เป็นลูกค้าหลัก โดยวางรูปแบบให้มีความสนุก ดื่มแล้วมีพลังในการใช้ชีวิต

อย่างไรก็ตาม จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ คุณแทนได้เผย 3 กลยุทธ์หลักที่จะขับเคลื่อนธุรกิจไปสู่ความสำเร็จ ได้แก่ 1. การขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ผ่านรูปแบบร้านที่คล่องตัว ตามหัวเมืองหลัก ย่านมหาวิทยาลัย โดยมีขนาดเฉลี่ยราว 23 ตารางเมตร เพื่อรองรับทำเลที่หลากหลายและเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น

2. การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างสม่ำเสมอ โดยมีการเปิดตัวเมนูใหม่เฉลี่ยทุก 2 เดือน เพื่อสร้างความสดใหม่และตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และ

3. การสร้างแบรนด์ผ่านประสบการณ์และการสื่อสารที่ชัดเจน เพื่อให้ KAMU KAMU เป็นแบรนด์เครื่องดื่มที่มีบุคลิกชัดเจน ทันสมัย และอยู่ในใจผู้บริโภคในระยะยาว

สุดท้ายนี้ การก้าวเข้าสู่ปีที่ 15 ของ KAMU KAMU สะท้อนถึงการเติบโตอย่างไม่หยุดนิ่ง จากแบรนด์เล็กที่เริ่มต้นในพื้นที่จำกัด สู่การเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งและอยู่ในใจผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาในตลาดมากมาย แต่หาก “ไม่หยุดพัฒนา” ก็ยังสามารถเติบโตและรักษาความแข็งแกร่งของแบรนด์ไว้ได้ในระยะยาว

Related Posts

เมื่อคนรุ่นใหม่ขอโตในย่านร้อยปี! “ซาวน์น้ำ” คาเฟ่แผ่นเสียง ชุบชีวิตตึกเก่าย่านนางเลิ้ง ดึงดีเอ็นเอความเป็นไทยมาสร้างรายได้