Featured How to

สูตรรอดธุรกิจยุคเศรษฐกิจผันผวน แบรนด์ต้องรู้จังหวะหยุดให้เป็น และเร่งให้ถูกเวลา

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โลกต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นสงคราม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อ ต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูง หรือความผันผวนทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วโลก สิ่งเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคและการตัดสินใจลงทุนของภาคธุรกิจ

รายงาน Economy Overview 2026 สะท้อนภาพที่น่ากังวลอย่างชัดเจน โดยกว่า 56% ของผู้บริหารมองว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ยาก และคาดว่า GDP ไทยในปีนี้จะขยายตัวเพียง 0.9% ซึ่งถือเป็นตัวเลขต่ำที่สุดนับตั้งแต่มีการคาดการณ์โดย MAT

เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว งบประมาณการตลาดจึงกลายเป็นหนึ่งในต้นทุนที่หลายองค์กรเลือกปรับลด นักการตลาดกว่า 70% มีแนวโน้มคงงบหรือปรับลดงบประมาณ ขณะที่ภาพรวมอุตสาหกรรมโฆษณาอาจติดลบประมาณ 1% สื่อดั้งเดิมหลายประเภทได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ที่คาดว่าจะหดตัวกว่า 20% และเม็ดเงินโฆษณาทางโทรทัศน์ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน พฤติกรรมผู้บริโภคก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ผู้ซื้อออนไลน์กว่า 75% เลือกทิ้งสินค้าไว้ในรถเข็นโดยไม่ชำระเงิน และการค้นหาแบรนด์ผ่าน Search Engine ก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากผู้คนเริ่มหันไปค้นหาข้อมูลผ่าน AI อย่าง ChatGPT หรือ Claude มากขึ้น

ในวันนี้นักการตลาดจะใช้งบอย่างไรให้คุ้มค่าที่สุด

สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย แนะหลัก Framework 5P  เมื่อเจอสงคราม การตลาดที่เราต้องทำ เพื่อเตรียมรับมือกับความผันผวนและงบการตลาดที่ถูกหั่น คือ 

01 แม่น (Precision)

ยิ่งงบน้อย ยิ่งต้องยิงให้ตรงเป้า

ในยุคที่ทุกบาททุกสตางค์มีความหมาย การทำการตลาดแบบหว่านแหหรือ Spray and Pray กลายเป็นสิ่งที่แบรนด์ไม่สามารถทำได้อีกต่อไป นักการตลาดจำเป็นต้องพึ่งพาข้อมูล (Data) และ AI เพื่อช่วยระบุกลุ่มเป้าหมายที่มีโอกาสซื้อจริง วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า และปรับแคมเปญแบบเรียลไทม์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

นอกจากนี้ การแข่งขันด้านการค้นหาก็กำลังเปลี่ยนไป จากเดิมที่แบรนด์แข่งขันกันบน Google ผ่าน SEO วันนี้ผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มถามคำถามกับ ChatGPT, Claude หรือ AI Search มากขึ้น ทำให้แนวคิด GEO (Generative Engine Optimization) กลายเป็นเรื่องสำคัญ

แบรนด์จึงต้องคิดมากกว่าแค่การติดอันดับบน Search Engine แต่ต้องทำอย่างไรให้ข้อมูลของตนถูก AI หยิบไปอ้างอิงและแนะนำต่อผู้บริโภคด้วย

02 หมอบ (Pause)

กล้าหยุดในสิ่งที่ไม่สร้างผลลัพธ์

ในภาวะสงครามหรือเศรษฐกิจชะลอตัว การลดงบไม่ได้หมายถึงการหยุดทำการตลาด แต่หมายถึงการตัดสิ่งที่ไม่คุ้มค่าออกอย่างเด็ดขาด หลักคิดสำคัญคือ “หยุดสิ่งที่วัดผลไม่ได้ ลดสิ่งที่ประสิทธิภาพต่ำ และเพิ่มน้ำหนักให้กับสิ่งที่สร้างผลลัพธ์”

งบประมาณประมาณ 15-20% อาจถูกตัดออกจากกิจกรรมที่ไม่สามารถวัดผลได้ชัดเจน เช่น สื่อสิ่งพิมพ์บางประเภท อีเวนต์ที่ไม่ก่อให้เกิดยอดขาย หรือคอนเทนต์ที่ใช้งบสูงแต่เข้าถึงคนได้น้อย

อีก 15-20% อาจถูกปรับลดจากช่องทางที่ประสิทธิภาพเริ่มถดถอย เช่น โทรทัศน์แบบแมส วิทยุ หรือ Display Ads ที่มีอัตราคลิกต่ำ

งบประมาณที่เหลือควรถูกโยกไปสู่โครงสร้างพื้นฐานที่สร้างความได้เปรียบระยะยาว เช่น ระบบ CRM ฐานข้อมูลลูกค้า เทคโนโลยี AI และช่องทางการตลาดที่สามารถวัดผลได้อย่างแม่นยำ

03 มุ่ง (Push)

ทุ่มทรัพยากรให้กับลูกค้ากลุ่มที่มีคุณค่าที่สุด เมื่อทรัพยากรมีจำกัด การพยายามขายให้ทุกคนอาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป

แนวคิดสำคัญคือตลาดเฉพาะทาง (Niche Market) จึงกลายเป็นโอกาสสำคัญในยุคนี้ เพราะแม้จะเป็นกลุ่มเล็ก แต่มีความต้องการเฉพาะเจาะจงและพร้อมจ่ายสูงกว่า

ตัวอย่างเช่น แทนที่จะสื่อสารกับคุณแม่ทุกคน อาจเจาะเฉพาะกลุ่มคุณแม่หลังคลอดที่ต้องการเพิ่มน้ำนม หรือแทนที่จะขายสินค้าสุขภาพให้คนทั่วไป อาจเจาะกลุ่มคนวัยทำงานที่มีปัญหานอนหลับโดยเฉพาะ 

เพราะยิ่งเข้าใจปัญหาของลูกค้าได้ลึกเท่าไร ต้นทุนการตลาดก็จะยิ่งลดลง และอัตราการปิดการขายก็จะยิ่งสูงขึ้น

04 มิตร (Partner)

เติบโตไปด้วยกันในวันที่ต้นทุนสูงขึ้น

ในช่วงเวลาที่ต้นทุนการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้นทุกด้าน การเติบโตเพียงลำพังอาจกลายเป็นเรื่องยาก หลายแบรนด์เริ่มหันมาสร้าง Ecosystem หรือความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำ Co-Marketing การแชร์ฐานลูกค้า การร่วมกันพัฒนาสินค้า หรือแม้แต่การแบ่งปันทรัพยากรทางการตลาด

การมีพันธมิตรที่เหมาะสมไม่เพียงช่วยลดต้นทุน แต่ยังช่วยเพิ่มการเข้าถึงลูกค้าใหม่ สร้างความน่าเชื่อถือ และขยายโอกาสทางธุรกิจได้รวดเร็วกว่าการลงทุนเพียงลำพัง

05 มอบ (Planet)

รักษาจุดยืนของแบรนด์แม้ในวันที่เศรษฐกิจไม่ดี

เมื่อธุรกิจเผชิญแรงกดดัน หลายองค์กรเลือกตัดงบด้านความยั่งยืนหรือกิจกรรมเพื่อสังคมออกก่อนเป็นอันดับแรก แต่สิ่งนี้อาจส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของแบรนด์ในระยะยาว

ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้มองเพียงว่าสินค้าดีหรือราคาถูก แต่ยังมองว่าแบรนด์มีจุดยืนอะไร และยืนหยัดกับสิ่งนั้นจริงหรือไม่

หากในวันที่ธุรกิจเติบโต แบรนด์ประกาศตัวว่าสนับสนุนสิ่งแวดล้อม แต่เมื่อเศรษฐกิจแย่กลับยกเลิกทุกโครงการด้านความยั่งยืน ผู้บริโภคอาจมองว่าสิ่งที่ทำมาตลอดเป็นเพียง Greenwashing หรือการสร้างภาพทางการตลาดเท่านั้น

ในทางกลับกัน แบรนด์ที่ยังคงรักษาคำมั่นสัญญาเดิม แม้ในวันที่เผชิญความยากลำบาก มักได้รับความไว้วางใจและความภักดีจากลูกค้าในระยะยาวมากกว่า

ทั้งนี้ สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทยเปิดตัว “Dream Team” คณะกรรมการบริหารชุดใหม่ วาระปี 2569-2571 ภายใต้การนำของ ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล พร้อมประกาศบทบาทใหม่ในฐานะ “Marketing Accelerator” หรือกลไกเร่งศักยภาพการตลาด เพื่อยกระดับนักการตลาดไทยให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยมุ่งสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรและกูรูการตลาดระดับนานาชาติ นำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดจากทั่วโลกมาพัฒนาวงการการตลาดไทยให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีสากล

สำหรับยุทธศาสตร์สำคัญในช่วงปี 2569-2571 ประกอบด้วย 5 เสาหลัก ได้แก่ การยกระดับการตลาดไทยสู่มาตรฐานสากล การบูรณาการ Data, AI และ Marketing Technology เข้ากับการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ การส่งเสริมจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม การพัฒนามาตรฐานวิชาชีพและคุณภาพชีวิตนักการตลาด รวมถึงการบ่มเพาะนักการตลาดรุ่นใหม่ผ่านความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจและสถาบันการศึกษา เพื่อสร้างบุคลากรที่มีศักยภาพ พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจและเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต.

เมื่อโลกเข้าสู่ยุคแห่งความไม่แน่นอน กลยุทธ์การตลาดที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่การใช้งบมากขึ้น แต่คือการใช้งบอย่างชาญฉลาดขึ้น 

แม่น เพื่อให้ทุกบาทเกิดผลลัพธ์
หมอบ เพื่อตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออก
มุ่ง ไปยังลูกค้าที่มีคุณค่าสูงที่สุด
มิตร เพื่อสร้างพลังร่วมกับพันธมิตร
และ มอบ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในระยะยาว

ในวันที่โลกเต็มไปด้วยความผันผวน แบรนด์ที่อยู่รอดได้คือแบรนด์ที่รู้ว่าควร “หยุด” ตรงไหน และ “เร่ง” ตรงไหนให้ถูกจังหวะ

Related Posts

คุณทานตะวัน ธีระโกเมน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
ต่อยอดธุรกิจอากง! ทายาทรุ่น 3 พลิก “ขันอะลูมิเนียมลายไทย” สู่งานคราฟต์ร่วมสมัย บินไกลถึงปารีส-มิลาน