Sold Out ใน 30 วิ! การบินไทย เปิดขาย เก้าอี้บนเครื่องบิน Airbus A330-300 แป๊บเดียว ทำเงินล้านกว่าบาท
เมื่อวันที่ 29 มีนาคม เว็บไซต์ มติชนออนไลน์ รายงานข่าว จากกรณีที่ การบินไทย เปิดขายเก้าอี้บนเครื่องบิน โดยเป็นเก้าอี้จากเครื่อง Airbus A330-300 จำหน่าย 3 สี คือ ชมพู ม่วง และ เหลือง อย่างละ 10 คู่ รวม 30 คู่ ราคาคู่ละ 35,000 บาท รวมส่ง ซึ่งเปิดจำหน่าย ให้คนซื้อได้คู่ละ 1 สี หรือ คนละ 3 คู่ ซึ่งได้เปิดขายผ่านไลฟ์ TG Warehouse Sale

โดยมีการแนะนำการใช้เก้าอี้ ที่สามารถเปิดเชื่อมไฟบ้านได้ และได้ตอบคำถามต่างๆ ที่หลายคนข้องใจ เช่น ทำความสะอาดให้หรือไม่ ก่อนจะมีการให้รหัสสีเก้าอี้ทีละตัว ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเปิดขายได้เพียงไม่ถึง 30 วินาที ก็พบว่าหมดทันที การขายเก้าอี้ครั้งนี้ รวมมูลค่า 1,050,000 บาท

Latest Posts
ถ้ามีบ้านหลังสวยในโลเคชันงามๆ แบบประเทศญี่ปุ่นมาขายในราคาถูก แถมบางหลังถึงขั้นยกให้ฟรีเลย คุณจะสนใจไหม เมื่อพูดถึงคำว่า “บ้านร้าง” คนอาจนึกถึงภาพบ้านน่าหวาดกลัว แต่ในเชิงคำนิยาม บ้านร้าง คือ สิ่งปลูกสร้างประเภทบ้านหรืออาคารที่ถูกทอดทิ้ง ปราศจากผู้คนอยู่อาศัย และไม่มีการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง จนมักมีสภาพชำรุดทรุดโทรม หรือเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา ญี่ปุ่นกำลังเผชิญปัญหาบ้านร้างที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปรากฏการณ์นี้มีชื่อเรียกว่า “Akiya” ปัจจุบันมีจำนวนบ้านร้างทั่วประเทศสูงถึงประมาณ 9 ล้านหลัง หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 1 ใน 7 ของอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดในประเทศ และในบางจังหวัดมีรายงานว่าสัดส่วนบ้านว่างสูงถึง 1 ใน 4 ของบ้านทั้งหมดในพื้นที่ ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เพียงปัญหาเล็กๆ แล้ว แต่กลายเป็นการบ้านชิ้นใหญ่ของหน่วยงานท้องถิ่น สะท้อนวิกฤตด้านโครงสร้างประชากรของญี่ปุ่น รากปัญหาประชากรลดลง เมืองใหญ่ดูดคนจากชนบท สาเหตุหลักของวิกฤตบ้านร้างมาจากอัตราการเกิดที่ต่ำที่สุดแห่งหนึ่งของโลก อยู่ที่เพียง 1.2 คนต่อสตรีหนึ่งคน ประกอบกับนโยบายจำกัดการรับผู้อพยพในอดีตของญี่ปุ่น ส่งผลให้จำนวนประชากรลดลงอย่
กระแสอาหารไทยโบราณยังแรงต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมนูประจำฤดูร้อนอย่าง “ข้าวแช่นารา” ของ NARA Thai Cuisine ที่สร้างยอดขายกว่า 10,000 เซ็ต ภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือน กลายเป็นเมนูอันดับหนึ่งของร้านในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ภายใต้แคมเปญ “สำรับไทย..ไว้ใจนารา” หรือ TASTE NARA – TASTE OF THAILAND ตอกย้ำจุดยืนการยกระดับอาหารไทยสู่มาตรฐานสากล ผ่านการนำเสนอสำรับไทยโบราณในรูปแบบร่วมสมัย เบื้องหลังความสำเร็จของ ข้าวแช่นารา โดยปีนี้นาราไทย คูซีน ยังได้นางเอกซุปตาร์อย่าง ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่ เป็นตัวแทนถ่ายทอดเสน่ห์สำรับไทยประจำฤดูกาล ผ่านเมนู ‘ข้าวแช่นารา’ จนสามารถขยายฐานกลุ่มนักชิมสู่คนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น ปลุกกระแสความนิยมอาหารไทยโบราณให้กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง นอกจากกระแสตอบรับจากนักชิมชาวไทยแล้ว ล่าสุดยังได้รับความสนใจจากบุคคลระดับโลก เมื่อ จูเลีย มอร์ลีย์ ประธานและซีอีโอองค์กรมิสเวิลด์ พร้อมด้วย ปิยาภรณ์ แสนโกศิก หรือ แม่ปุ้ย TPN ผู้ถือลิขสิทธิ์เวทีประกวด Miss World Thailand และเวทีนางงามระดับนานาชาติ ร่วมรับประทานอาหารไทย โดยมี คุณยีน-สิริโสภา จุลเสวก ผู้บริหารนารา กรุ๊ป ให้การต้อนรับที่ร้านนาราไท
ในวัย 70 กว่าๆ ขณะที่ใครหลายคนกำลังนั่งหมดไฟ หรือพักผ่อนแบบปล่อยให้เวลาผ่านไปในแต่ละวัน แต่สำหรับ New Chapter อย่าง คุณลุงเคที (แทน เคียน ทัต) KT (Tan Kian Tat) ในวัย 77 และ คุณป้าย่าจู (Yazhu) วัย 73 ที่มอบเวลาวัยเกษียณให้กับร้านไอศกรีมเล็กๆ ที่ชื่อ Freshio Gelato ที่เป็นเสมือนเครื่องมือพิสูจน์ว่าไฟในการทำงานของคนเราไม่มีวันมอดดับตามอายุ จาก “ราชาเครย์ฟิช” สู่ชีวิตที่ว่างจนหายใจไม่ออก ย้อนกลับไปในยุคทอง คุณลุงเคที เขาเป็นนักธุรกิจระดับพรีเมียมในประเทศจีน ที่ถูกขนานนามว่าเป็น “ราชาเครย์ฟิช” ผู้กุมบังเหียนโรงงาน 8 แห่ง ส่งออกกุ้งแช่แข็งมูลค่านับพันล้านบาทไปทั่วโลก ส่วนคุณป้าย่าจู ก็ไม่ใช่แม่บ้านธรรมดา เธอคือนักบริหารร้านกาแฟฝีมือดีในเซี่ยงไฮ้ที่มีสาขากระจายไปทั่วเมือง แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้อง “เกษียณ” จริงๆ ทั้งคู่ย้ายไปใช้ชีวิตสงบๆ ที่แคนาดา แต่ทว่าความเงียบเหงาหลังเกษียณนี้เองที่เป็นเสมือนศัตรูของพวกเขา “ผมเป็นพวกบ้างาน ชีวิตที่แคนาดาคือการขับรถไปนั่นมานี่อย่างไร้จุดหมาย มันว่างเกินไป และมันเป็นการใช้เงินไปวันๆ โดยไม่มีอะไรตอบแทนกลับมา” คุณลุงเล่าถึงความอึดอัดในใจ เปลี่ยนหยาดน้ำตาเป็นพล
หากใครเคยขับรถผ่านย่านบางพลี แล้วสะดุดตากับอาคารสไตล์ Industrial เท่ๆ ที่เปิดไฟสว่างไสวตลอด 24 ชั่วโมง มีทั้งที่พัก ดนตรี กีฬา ศิลปะ และมีตลาดนัดคึกคักที่เปิดให้แม่ค้าพ่อค้ามาวางขายของกันฟรีๆ สถานที่แห่งนั้นคือ “Letana Hotel & Restaurant 24 Hrs” อาณาจักรที่เกิดจากหยาดเหงื่อ ความชื่นชอบ และหัวใจที่อยากส่งต่อประโยชน์คืนสู่สังคมของ“คุณนัท – กิตติพันธ์ ลี้ศัตรูพ่าย” หรือที่ทุกคนรู้จักกันในนาม “นัท เลอทาน่า” เริ่มจากธุรกิจรับซื้อของเก่า ก่อนจะมาเป็นเจ้าของอาณาจักรเลอทาน่า คุณนัทเล่าย้อนกลับไปในช่วงวัยเด็กว่า เขาเติบโตมาในครอบครัวที่รับซื้อของเก่า ซึ่งภาพจำในวัยเด็กคือความรู้สึกอายเพื่อน เวลาที่พ่อแม่ขับรถกระบะหลังคาสูง ขนกระดาษ ขนเหล็ก ไปส่งที่โรงเรียน แต่เมื่อโตขึ้นเขาก็เริ่มเข้าใจในสิ่งที่พ่อแม่ทำว่า “ทำไปเพราะมันได้เงิน!” เมื่ออายุได้ 18 ปี คุณนัทเริ่มออกหาของเก่ามาให้พ่อแม่ขาย จนเริ่มมีรายได้เลี้ยงตัวเองเดือนละหลายหมื่น กระทั่งอายุราว 23–24 ปี เขาเริ่มมองเห็นโอกาสในธุรกิจ “โรงงานรีไซเคิลเศษแก้ว” ที่ในสมัยนั้นมีผู้เล่นเพียงไม่กี่เจ้า “มันไม่ได้มาง่ายๆ เพราะเราไม่ได้มีต้นทุนเยอะ เครื
