Featured Inspiration SMEs

เส้นทางเซียนมาถึงแล้ว เด็ก Gen Z ลาออกจากโรงเรียน มาค้นคว้าเรื่องกลศาสตร์เอง เพื่อสร้างโฮเวอร์บอร์ดบินได้จนสำเร็จ

ขณะที่คนจำนวนมากกำลังไล่ล่าเส้นทางอาชีพที่มั่นคง หนุ่มจีนวัย 26 ปี จากหมู่บ้านเล็กๆ ในมณฑลหูเป่ยกลับใช้เวลาหลายปีในการไล่ตามความฝันที่ฟังดูบ้าเอามาก ๆ นั่นก็คือ “เขาอยากบินได้”

ในหมู่บ้านชนบท ถ้าได้ยินใครสักคนพูดว่าจะทำเครื่องบิน ยืนทรงตัวได้ แล้วลอยไปบนท้องนภา คงฟังแล้วน่าขำมากกว่าจะคิดว่ามันจะกลายมาเป็นเทคโนโลยีที่ทั้งโลกต้องจับตา

คลิปไวรัลว่อนโซเชียลในช่วง 2-3 วันมานี้ ที่ชายคนหนึ่งยืนอยู่บนบอร์ดเพียงแผ่นเดียวแล้วทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า เหมือนฉากในภาพยนตร์ไซไฟหรือเซียนเหาะในนิยายกำลังภายใน วิดีโอดังกล่าวได้รับยอดไลค์มากกว่า 5.1 ล้านครั้งบน Douyin

ที่มาของคลิปไวรัลนี้มาจาก “ซ่ง ซิงอวี่” (Song Xingyu) หรือที่คนในโลกออนไลน์รู้จักกันในชื่อ “Amazing Ayu” ครีเอเตอร์สายเทคโนโลยีที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในจีนเวลานี้ มีผู้ติดตามในโซเชียลมีเดียมากกว่า 3 ล้านคน  คลิปโฮเวอร์บอร์ดบินได้ที่เขาพัฒนาขึ้นเอง โดยทดสอบให้ดูด้วยการบินข้ามแม่น้ำแยงซี จนมีผู้เข้าชมและแชร์ต่อกันนับล้านครั้ง

เทคโนโลยียุคอนาคต

โฮเวอร์บอร์ด (Hoverboard) คือสกู๊ตเตอร์ทรงตัวอัตโนมัติแบบ 2 ล้อ (Self-Balancing Scooter) ที่ผู้ใช้งานยืนทรงตัวบนบอร์ด และควบคุมทิศทางด้วยการโน้มตัวไปข้างหน้าหรือเอนไปข้างหลัง แต่โฮเวอร์บอร์ดตัวนี้สามารถเหาะขึ้นบนฟ้าได้เป็น “สเก็ตบอร์ดบินได้แบบมีคนขับ” 

อุปกรณ์ดังกล่าวใช้มอเตอร์ไฟฟ้า 10 ตัว สร้างแรงขับรวมประมาณ 300 กิโลกรัม สามารถรองรับน้ำหนักผู้ใช้งานได้ และบินได้นานราว 16 นาทีต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง

ชิ้นส่วนจำนวนมากถูกออกแบบขึ้นเองผ่านเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ การตัดด้วยเลเซอร์ และเครื่อง CNC ขณะที่แบตเตอรี่และมอเตอร์บางส่วนใช้ชิ้นส่วนสำเร็จรูปจากท้องตลาด แต่บินข้ามแม่น้ำแยงซีและข้ามหุบเขาได้จริง หลายคนเปรียบเทียบว่าเหมือนโฮเวอร์บอร์ดของ Green Goblin ใน Spider-Man เวอร์ชันโลกจริง

AI เข้ามาช่วยได้ง่ายขึ้น

อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจ คือการนำ AI เข้ามาช่วยฝึกควบคุมการบิน ด้วยการพัฒนาระบบที่เชื่อมต่อข้อมูลจากเซนเซอร์เข้ากับสมาร์ทโฟนและหูฟัง เพื่อวิเคราะห์ท่าทางของผู้ใช้งานแบบเรียลไทม์ ระบบจะคอยแจ้งเตือนว่าควรงอเข่า เอนตัว หรือปรับสมดุลอย่างไรระหว่างการบิน

อย่างไรก็ตาม ระบบ AI ไม่ได้ทำหน้าที่บินแทนมนุษย์ การควบคุมหลักยังคงมาจากการทรงตัว การเคลื่อนไหวของร่างกาย และการฝึกฝนของผู้ขับขี่เอง ทำให้โฮเวอร์บอร์ดของ Xingyu นี้ยังคงถูกจัดอยู่ในกลุ่มอุปกรณ์กีฬาผาดโผน มากกว่าจะเป็นยานพาหนะอัตโนมัติ

มีรายงานว่าซงได้ปฏิเสธสื่อและข้อตกลงทางการค้า โดยหันไปมุ่งเน้นที่การทดสอบวิธีการทำให้โฮเวอร์บอร์ดบินได้สูงขึ้นแทน 

ความน่าสนใจของข่าวนี้ นอกจากตัวเทคโนโลยีแล้ว ยังมีประวัติของผู้พัฒนาที่น่าทึ่ง

"Advertiser"

ใครเลยจะคิดว่านักประดิษฐ์ที่คนทั่วโลกจับตา คือเด็กชายที่ลาออกจากโรงเรียนตั้งแต่อายุ 14 ปี  Xingyu เติบโตในครอบครัวชนบทที่เมืองเอินซี มณฑลหูเป่ย หลังลาออกมาก็ไปช่วยงานในโรงเลื่อยของบิดา

ระหว่างที่เพื่อนรุ่นเดียวกันนั่งเรียนในห้อง Xingyu ใช้แท็บเล็ตเก่าเครื่องหนึ่งที่เพื่อนสนิทยกให้ กลายเป็นประตูสู่โลกใบใหม่ของเขา  เด็กชายใช้เวลาหลังเลิกงานโรงเลื่อยค้นคว้าเรื่องเครื่องบินจำลอง กลศาสตร์ และระบบการบินด้วยตัวเองจากอินเทอร์เน็ต ทั้งวิดีโอทดลองบินในต่างประเทศ คอลัมน์คนรักเครื่องบินจำลอง เอกสารเทคนิค และบทเรียนออนไลน์ โดยค่อยๆ สั่งสมความรู้ทีละน้อยแบบที่ไม่มีหลักสูตรหรือปริญญาใดรับรอง

จากนั้นก็ลงมือสร้างอย่างไม่ลังเล  ทำไป เรียนรู้ไป ล้มเหลวไป แต่ไม่หยุด

ล้ม เจ็บ เป็นหนี้

ก่อนที่โฮเวอร์บอร์ดจะบินได้ Xingyu เคยทุ่มเงินเก็บทั้งหมดไปกับโครงการทดลองจำนวนมาก ในปี 2022 เขาได้กู้เงินเพื่อเปลี่ยนโรงเก็บของร้างให้เป็นห้องปฏิบัติการส่วนตัว 

แต่สิ่งที่ได้ก็ไม่ใช่ความสำเร็จทั้งหมด ปี 2024 เครื่องบินบังคับวิทยุที่เขาพยายามปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศเบื้องบนโดยใช้บอลลูนฮีเลียม แต่ลมแรงได้ทำลายที่ตั้งแคมป์และอุปกรณ์ปล่อยเครื่องบินจนพังเสียหาย

หกเดือนต่อมา ก็ทดสอบอีก เขาได้สวมอุปกรณ์บินที่ประดิษฐ์ขึ้นเองแล้วกระโดดลงจากเฮลิคอปเตอร์ที่ระดับความสูง 5,000 เมตร แต่ร่มชูชีพหลักของเขาไม่กาง แล้วร่มชูชีพสำรองกางออกในนาทีสุดท้ายซึ่งอยู่เหนือพื้นดินเพียง 600 เมตร จนเกือบถึงแก่ชีวิต

ในปี 2025 เขาเคยออกมายอมรับว่ามีหนี้สินสะสมจากการพยายามทำนวัตกรรมล้ำสมัยเช่นนี้สูงถึง 2.4 ล้านหยวน หรือราว 11-12 ล้านบาท จากการทำโปรเจกต์ทดลองต่างๆ แต่ก็ยังไม่ย่อท้อ

จนภายหลังได้รับการสนับสนุนจากกองทุนด้านนวัตกรรมของจีน ซึ่งช่วยแบ่งเบาภาระหนี้ไปบางส่วน ทำให้สามารถเดินหน้าสร้างสรรค์ผลงานต่อไปได้

เคยสร้างแม้กระทั่งยานสำรวจ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Xingyu กลายเป็นที่รู้จักจากโปรเจกต์สุดแปลกที่ดูเหมือนหลุดออกมาจากภาพยนตร์ อย่างการสร้างยานสำรวจชื่อ Echo One ส่งขึ้นไปใกล้ชั้นบรรยากาศจนสามารถบันทึกภาพความโค้งของโลกได้

และเคยนำห้องนั่งเล่นทั้งห้องลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยบอลลูนอากาศร้อนสูงกว่า 2,000 เมตร พร้อมทอดไข่และชงอาหารเช้ากลางทะเลเมฆ

ทุกโปรเจกต์ฟังดูบ้าบิ่น แต่ในโลกออนไลน์กลับมีผู้คนจำนวนมากเฝ้าติดตามเขา เหมือนเป็นการเล่าเรื่องของคนธรรมดาที่กำลังพยายามทำสิ่งที่เคยจินตนาการไว้ในวัยเด็กให้เป็นจริง

ชิงลงมือก่อน ล้มเหลวก่อน แล้วค่อยทำให้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้เรื่องของ Amazing Ayu กลายเป็นไวรัล อาจเป็นเพราะเขาทำสิ่งประดิษฐ์นี้ได้โดยไม่ได้จบจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง ห้องปฏิบัติการระดับประเทศ หรือบริษัทเทคโนโลยีมูลค่าพันล้าน

แต่เริ่มมาจากโรงเก็บของร้างในหมู่บ้าน เรียนรู้ผ่านอินเทอร์เน็ต ซื้อชิ้นส่วนมือสอง พัฒนาอุปกรณ์ด้วยตัวเอง แล้วใช้เวลาหลายปีทดลอง ล้มเหลว และเริ่มใหม่

เรื่องราวแบบนี้สอนผู้ประกอบการได้ดีเช่นกันว่า องค์ความรู้ยุคนี้ไม่ได้ถูกเก็บอยู่ในมหาวิทยาลัยเพียงอย่างเดียว ทั้ง AI ยูทูบ คอร์สออนไลน์ ชุมชนโอเพนซอร์ส และแพลตฟอร์มคอนเทนต์ ล้วนแต่รอให้คุณไปศึกษามากมาย

และ Xingyu ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ไม่ต้องรอให้ทุกอย่างเพอร์เฟกต์ บางคนรอฤกษ์ รอเวลาที่ใช่ รอให้พร้อมก่อน ซึ่งเอาเข้าจริงวันแบบนั้นแทบจะไม่มีเลย ไม่สู้ลงมือทำไปเลย ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรค่อยเรียนรู้ระหว่างทาง 

ยุคของ Solo Innovators?

ข่าวนี้ยังสะท้อนเทรนด์ใหม่ของเศรษฐกิจนวัตกรรม จากที่ในอดีตการพัฒนาเทคโนโลยีระดับสูงต้องอาศัยบริษัทขนาดใหญ่ เงินทุนจำนวนมาก และทีมวิศวกรหลายร้อยคน แต่ปัจจุบันเครื่องมืออย่าง AI การพิมพ์ 3 มิติ ฮาร์ดแวร์ราคาถูก และชุมชนโอเพนซอร์ส กำลังลดต้นทุนในการสร้างสรรค์นวัตกรรมลงอย่างมาก

ส่งผลให้เกิดกลุ่ม “Solo Innovators” หรือนักประดิษฐ์นวัตกรรมเดี่ยวที่สามารถพัฒนาของต้นแบบระดับโลกได้จากโรงรถ บ้าน หรือเวิร์กช็อปขนาดเล็ก แน่นอนว่าพวกเขาอาจไม่สามารถทดแทนองค์กรขนาดใหญ่ได้ทั้งหมด แต่กำลังกลายเป็นแหล่งกำเนิดไอเดียใหม่ที่มีอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ 

เมื่อไปค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม พบว่า กระแสความนิยมในการก่อตั้ง One-Person Companies (OPCs) หรือบริษัทที่มีผู้ก่อตั้งและดำเนินงานคนเดียวกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศจีน ขับเคลื่อนด้วยการพัฒนาของเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI) และสภาวะตลาดแรงงานที่ท้าทาย

ในแง่ของตัวเลขมีการจดทะเบียนบริษัทหนึ่งคน (OPCs) ทั่วประเทศจีนทะลุ 16 ล้านแห่ง (คิดเป็นกว่า 27% ของบริษัททั้งหมดในประเทศ) โดยในปีที่ผ่านมามีการก่อตั้งเพิ่มขึ้นมากกว่า 7 ล้านแห่ง

ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญของ Solo Innovators มาจากเครื่องมือ AI และ Agent ต่างๆ ที่เข้ามาช่วยลดภาระงานที่เคยต้องจ้างทีม เช่น การเขียนโค้ด งานแอดมิน การตลาด หรือบริการลูกค้า ทำให้คนคนเดียวสามารถบริหารธุรกิจขนาดเล็กได้เสมือนมีทีมงานครบวงจร ช่วยลดต้นทุนและย่นระยะเวลาการพัฒนาผลิตภัณฑ์ลงอย่างมหาศาล ซึ่งสัดส่วน 1ดอลลาร์ ของ AI เทียบเท่าการทำงานของนักพัฒนาซอฟต์แวร์มูลค่ากว่า 72 ดอลลาร์

ทั้งนี้ ในจีนกำลังเผชิญภาวะตึงตัวในตลาดแรงงานและการเลิกจ้าง ส่งผลให้บัณฑิตจบใหม่จำนวนมากเผชิญกับอัตราการว่างงานสูง รวมถึงความกังวลเรื่องการถูกเลิกจ้างเมื่ออายุเข้าใกล้ 35 ปีในบริษัทขนาดใหญ่ ทำให้คนหันมาทำงานเป็น Solo Innovators มากขึ้น

“ผมเริ่มต้นจากศูนย์
ดังนั้นผมจะกลัวความล้มเหลวไปทำไม
การก้าวไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญ
คือทางเลือกที่ดีที่สุด”

Song Xingyu หรือ Amazing Ayu 

อ้างอิง : Baidu,  scmp, news.ifeng, news.cn, news.sciencenet,

Related Posts

เส้นทางเซียนมาถึงแล้ว เด็ก Gen Z ลาออกจากโรงเรียน มาค้นคว้าเรื่องกลศาสตร์เอง เพื่อสร้างโฮเวอร์บอร์ดบินได้จนสำเร็จ
อย่าอายที่ต้องก้มหน้าก้มตาหาเงิน เหมือนคนไม่มีเงิน แต่จง ‘ภูมิใจ’ ที่เรากำลังสร้างชีวิตด้วยตัวเอง
‘ฟาร์มฟักทอง’ ของชายวัย 74 ธุรกิจที่คนหัวเราะเยาะตอนเริ่มทำ แต่กลับสร้างรายได้ปีละ 67 ล้าน ทั้งที่เปิดบริการราว 7 สัปดาห์ต่อปี