Featured
เมื่อเศรษฐกิจโลกเผชิญกับความไม่แน่นอน การวางแผนการเงินอย่างรอบคอบกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการรักษาและเพิ่มพูนมูลค่าทรัพย์สินของตนเอง หนึ่งในวิธีการออมที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง คือการลงทุนในทองคำ ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ที่มีความมั่นคง เติบโต และสามารถป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทองคำ คือ สินทรัพย์ที่มั่นคงและมีมูลค่าในระยะยาว การออมเงินผ่านการฝากธนาคาร หรือการลงทุนในกองทุนรวม ถือเป็นวิธีที่มีความเสี่ยงต่ำและสามารถเข้าถึงได้ง่าย อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนที่ได้รับอาจไม่สูงนักเมื่อเทียบกับการลงทุนในทองคำ ซึ่งแม้จะมีความผันผวนในระยะสั้น แต่ในระยะยาวทองคำมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมูลค่าอย่างต่อเนื่อง ในการซื้อทองคำ สิ่งที่ควรให้ความสำคัญนอกเหนือจากราคาทองคำในแต่ละวัน คือ ค่ากำเหน็จ ซึ่งเป็นค่าบริการในการผลิตทองรูปพรรณ เช่น แหวน กำไล หรือสร้อยคอ โดยปกติค่ากำเหน็จจะเริ่มตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลายพันบาท ขึ้นอยู่กับขนาด ลวดลาย และความประณีตของชิ้นงาน หากซื้อทองคำในรูปแบบการลงทุน เช่น ทองคำแท่ง ค่ากำเหน็จจะน้อยกว่าทองรูปพรรณหรืออาจไม่มีเลย (ทองคำแท่งไม่มีค่ากำเหน็จ แต
สำหรับชาวลาวแล้ว ‘คั่วหมี่’ (ຂົ້ວໝີ່) เป็นก๋วยเตี๋ยวผัดที่เป็นที่นิยมที่สุด มักขายกันตามตลาดและแผงริมถนน เป็นอาหารราคาถูกที่ใครๆ ก็ซื้อกินได้ หน้าตาของคั่วหมี่ คือเส้นเล็กผัดสีเข้ม มีรสหวานนำเค็ม มักผัดเส้นเปล่าๆ กับน้ำซอสโดยไม่ได้ใส่เครื่องอะไร อย่างดีก็มีไข่เจียวหั่นฝอยโรยหน้า และแกล้มกับถั่วงอกดิบ ใบสะระแหน่ ต้นหอม และผักชี อันที่จริงคั่วหมี่ของลาวนั้นก็เหมือนกับคั่วหมี่ของทางอีสานรวมถึงผัดหมี่โคราชที่เน้นความอร่อยของเส้นเป็นหลัก อาจมีไข่เจียวฝอย และสามารถใส่เนื้อหมูลงไปด้วย ส่วนผักที่ใช้นั้นหมี่โคราชนั้นหลากหลายกว่า ได้แก่ ถั่วงอก ต้นหอม ผักกุยช่าย แล้วยังผัดกับผักคะน้าได้ ซอสของผัดหมี่โคราชจะเพิ่มเต้าเจี้ยว น้ำมะขามเปียก และพริกป่นด้วย คั่วหมี่นี้กินเป็นอาหารจานเดียวก็ได้หรือกินแบบวิเศษสุดคือกินกับตำหมากหุ่ง (ส้มตำ) เป็นคู่หูที่เข้ากันได้ลงตัวที่สุด เพราะตำหมากหุ่งอย่างที่ชาวลาวและชาวอีสานนิยมนั้นใส่พริกไม่ยั้งจึงมีรสเผ็ดไฟแลบ เมื่อกินแนมกับคั่วหมี่ที่มีรสหวานนำจึงเป็นการแก้เผ็ดได้อย่างดี และทำให้อิ่มท้อง วิธีทำคั่วหมี่นั้นไม่ยาก ฉันขอแนะนำให้ใช้หมี่ตะคุของปักธงชัยหรือ
ทุกเสียงของลูกค้า คือโอกาสในการเติบโต! เจาะกลยุทธ์ วิธีคิด ‘บ้านหมูหวาน’ จากธุรกิจที่ล้มจนโดนหมายศาล พลิกสู่แบรนด์เนื้อสัตว์แปรรูป รายได้ 7 หลักต่อเดือน “ท่ามกลางธุรกิจเนื้อสัตว์แปรรูปที่เต็มไปด้วยคู่แข่ง การปรับตัว คือหัวใจของความสำเร็จ บ้านหมูหวาน เติบโตได้ เพราะเราเปิดรับฟังลูกค้า นำทุกเสียงสะท้อนมาพัฒนา และพร้อมเติมสิ่งใหม่อยู่เสมอ นี่คือแนวคิดที่ทำให้เรายืนหยัดและเติบโตได้อย่างมั่นคง” แนวคิดของ คุณเอก-วงษ์สถิตย์ ดาราผ่อง เจ้าของแบรนด์ ‘บ้านหมูหวาน’ ผู้พลิกธุรกิจที่ล้มจนโดนหมายศาล สู่แบรนด์เนื้อสัตว์แปรรูป สร้างรายได้ทะลุ 7 หลักต่อเดือน จากวิศวกรโรงงาน สู่เจ้าของกิจการ ย้อนกลับไปเมื่อปี 2550 หลังจากทำงานประจำมานานกว่า 10 ปี คุณเอก เริ่มรู้สึกอิ่มตัวในอาชีพ เขานำเรื่องดังกล่าวไปปรึกษาแม่ เจ้าของร้านเจ๊หริง ร้านขายส่งที่มีชื่อเสียงด้านของฝากและหมูแปรรูป จนได้พบจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต “แม่แนะนำให้ลองขายหมูฝอยและหมูสวรรค์ดู จากการรับมาขาย พอเห็นกระแสตอบรับดี เลยตัดสินใจพัฒนาสูตรและผลิตเอง เริ่มต้นจากหมูฝอยและหมูสวรรค์ 2 เมนูยอดนิยมนี่แหละ ถึงจะไม่มีพื้นฐานด้านอาหารหรือการค้าขายมาก่อน แต
ชาวขมุ เป็นชนพื้นเมืองที่นับว่าเก่าแก่ที่สุดกลุ่มหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ อยู่อาศัยมากในตอนเหนือของประเทศลาว โดยเฉพาะเมืองหลวงพระบาง คำว่า “ขมุ” อ่านว่า ขะ – มุ ซึ่งรู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า “ลาวเทิง” มีความหมายถึงลาวที่อยู่บนที่สูง ในประเทศไทยส่วนมากอยู่ที่จังหวัดน่าน บางจังหวัดในภาคเหนือและภาคกลาง แต่อย่าไปเรียกพวกเขาว่า “ข่า” เชียวนะ เพราะเป็นคำที่มีความหมายว่า ทาส ซึ่งคงไม่มีใครชอบให้เรียกเช่นนี้ เรื่องของขมุ นั้น ถือว่าไกลตัวมาก ยิ่งอาหารขมุ ฉันยิ่งไม่รู้จักเลย ข้อมูลต่างๆ ของชาวขมุก็มีอยู่น้อยนิด จนอยู่มาวันหนึ่ง มิตรผู้พี่ได้สูตรแกงขมุนี้มา ทำเอาฉันต้องเข้าครัวทันที เพราะแค่นึกภาพตามส่วนผสมก็รู้ว่ามันจะต้องอร่อยแน่ๆ ค่ะ “แกงขมุ” อธิบายง่ายๆ ได้ว่า ทำเหมือนต้มยำไก่น้ำใส ใส่ผักกาดดอง โรยด้วยใบโหระพา และพริกแห้งคั่ว ทำให้แกงน้ำใสชามนี้มีความหอมและรสชาติเค็ม เปรี้ยว แปลกไปกว่าเดิมแต่ยังคุ้นลิ้น เมื่อทำเหมือนต้มยำไก่ ดังนั้น จึงต้องมีไก่ จะให้ดีต้องเป็นไก่บ้าน สับทั้งกระดูกนี่แหละอร่อยที่สุด เครื่องต้มยำเตรียมให้พร้อมทั้งหอมแดง ข่า ตะไคร้ บุบใส่ลงไปต้มกับไก่และผักกาดดองแบบเปรี้ยว เมื่
กูรูด้านอาหาร อย่าง อาจารย์ยศพิชา คชาชีวะ เจ้าของคอลัมน์ “ตู้จดหมายพลศรี” มีเรื่องราวน่าสนใจสำหรับ “วงการยำ” มาให้เรียนรู้กัน ดังนี้ … “หนูทำยำไม่เคยอร่อยสักที เดี๋ยวเปรี้ยวไป เดี๋ยวหวานไป อาจารย์มีสูตรไหมคะ ขอหนูหน่อย” คำถามทำนองนี้ผมเจอมาหลายคน หลายครั้ง ทุกครั้งผมเลยให้คาถาสูตรสำเร็จไปท่องให้ขึ้นใจว่า “1-1-ครึ่ง” 1 คือ น้ำปลา 1 ส่วน อีก 1 คือ น้ำมะนาว 1 ส่วน และครึ่ง คือ น้ำตาล ถ้าผสมน้ำยำเริ่มต้นจากสูตรนี้ การปรับเพิ่มเติมอะไรอีกนิดหน่อย ทำให้ลงตัวง่ายขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ตวงน้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ ก็ตวงน้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ ส่วนน้ำตาลทรายเหลือ 1 ช้อนโต๊ะ หรือยกตัวอย่างเป็นถ้วย น้ำปลา 1 ถ้วย น้ำมะนาว 1 ถ้วย น้ำตาลครึ่งถ้วย ใช้เป็นชั่งน้ำหนักก็ได้ครับ เช่น น้ำปลา 50 กรัม น้ำมะนาว 50 กรัม น้ำตาลทราย 25 กรัม อาจจะต้องมีการยับยั้งชั่งใจกันเล็กน้อย เช่น ลดน้ำปลาลงนิดหน่อยก่อน เพราะน้ำปลาบางยี่ห้อโคตรเค็ม บางหน้ามะนาวเปรี้ยวมากก็ใส่น้อยลงนิดหนึ่งก่อน แต่ถ้าผสมแล้วเปรี้ยวไปหน่อย เค็มไปนิด ก็เติมส่วนผสมให้พอดีได้ตามใจ น้ำยำ แบบนี้ภาษาการครัวเรียกน้ำยำขาว เป็นยำพื้นฐานของยำไทยๆ เอาไปทำยำหมูยอ
ท่ามกลางความวุ่นวายของการทำงานประจำในเมืองบัลติมอร์ รัฐแมริแลนด์ ในปี 2015 Katherine O’Brien ได้จุดประกายไอเดียธุรกิจเล็กๆ จากความต้องการง่ายๆ ในวันที่อากาศร้อนอบอ้าว เธอสังเกตเห็นโอกาสจากผู้คนที่สัญจรไปมา และจินตนาการถึงรถไอศกรีมที่จะดับกระหายคลายร้อน ด้วยงบประมาณที่จำกัด Katherine จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่จินตนาการ แต่ได้มองหาทางเลือกที่เข้าถึงได้มากกว่า และนั่นเองที่เป็นจุดเริ่มต้นของ Cream Cruiser ธุรกิจขายขนมหวานแช่แข็งทำมือด้วยจักรยาน ที่นำพาเธอไปสู่เส้นทางของผู้ประกอบการอย่างเต็มตัว เรื่องราวของ Katherine ไม่ได้ราบรื่นเสมอไป เธอต้องทำงานประจำควบคู่ไปกับการสร้างธุรกิจด้วยความมุ่งมั่น และเผชิญกับความท้าทายที่ไม่คาดคิด แต่ด้วยการปรับตัวและการมองเห็นโอกาสใหม่ๆ ในที่สุด เธอก็สามารถสร้างรายได้จาก “อาชีพเสริม” จนเติบโตแซงหน้างานประจำ และยังต่อยอดสู่ Bike Business University หลักสูตรออนไลน์ที่แบ่งปันความรู้และแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจในรูปแบบเดียวกัน เรื่องราวของ Katherine O’Brien เป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงพลังของการเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ ก
เริ่มทำอาชีพเสริมตั้งแต่อายุ 13 จนมาเป็น “ครอฟเฟิลเด็กน้อย” จากโต๊ะเล็กๆ 1 ตัว สร้างรายได้พีกสุด 4 หมื่นบาท/เดือน หลายคนอาจจะเคยขายของระหว่างเรียนเป็นการหารายได้เสริม ดังเช่น “น้องเครป-ทิวาชัย โสดาทิพย์” อายุ 20 ปี ที่มีแพชชันในการขายของ โดยเธอนั้นขายของมาตั้งแต่อยู่มัธยมต้น จนตอนนี้ได้เปิดร้านขนมหวานเป็นของตัวเองชื่อร้านว่า “ครอฟเฟิลเด็กน้อย” แม้จะต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ เธอก็ไม่ยอมแพ้ พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส จากโต๊ะเล็กๆ 1 ตัวในวันนั้น ที่ขายได้เพียง 300 บาท จนปัจจุบันสามารถสร้างรายได้พีกสุด 40,000 บาทต่อเดือน จุดเริ่มต้น “ครอฟเฟิลเด็กน้อย” น้องเครป เล่าว่า ก่อนหน้านี้เคยขายของออนไลน์มาหลายอย่าง ตั้งแต่วิตซี ครีม แต่ก็พบว่าการขายสินค้าประเภทนี้ต้องใช้เวลานานกว่าลูกค้าจะกลับมาซื้อซ้ำ จึงตัดสินใจเปลี่ยนมาขายอาหารแทน เธอเริ่มต้นด้วยการขาย “ขนมเปี๊ยะลาวา” และ “ก๋วยจั๊บเศรษฐี” ที่เป็นสินค้าไวรัลในตอนนั้น ซึ่งทำยอดขายถล่มทลายตั้งแต่เปิดขายได้ไม่ถึงเดือน และมีลูกค้าสั่งขนมเปี๊ยะลาวากว่า 200 กล่องภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง แต่เมื่อเวลาผ่านไปยอดขายขนมลดลง เธอจึงมองหาสินค้าใหม่และตัดสินใจขายครอ
จากเรื่องราวที่ผู้เขียนได้ไปพูดคุยกับเจ้าของร้านเครื่องเขียนแห่งหนึ่งในจังหวัดราชบุรี ที่ได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป จากเดิมใช้ดินสอปากกากันมาก แต่ปัจจุบันหันไปใช้ไอแพด เทคโนโลยีกันเกือบหมด จนทำให้ต้องวางมือและปิดตัวลง จากเรื่องราวที่สะท้อนใจนี้ ทำให้มองเห็นถึงประเด็นต่างๆ ที่ไม่ว่าจะอยู่ในแวดวงธุรกิจอะไรก็ตาม มีสิ่งหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญ และควรที่จะทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เพื่อจะสามารถก้าวเดินต่อไปข้างหน้าได้ สิ่งที่กำลังจะบอกต่อไปนี้ คือการทำความเข้าใจในเรื่องของการบริหารจัดการต้นทุนต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธุรกิจที่ไม่ว่าใครก็มักจะผันตัวเองมาทำกันมากที่สุด คือ การขายอาหาร เพราะมองว่าง่ายและน่าจะทำได้ แต่การเปิดร้านอาหารไม่ว่าจะเป็นร้านเล็กๆ เสิร์ฟอาหารจานเดียว สิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการจะต้องให้ความใส่ใจอย่างมาก คือการสร้างรสชาติที่อร่อยถูกปาก เลือกใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ และบริหารจัดการต้นทุนต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ร้านสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างราบรื่นและสร้างผลกำไรได้ การทำความเข้าใจเรื่องต้นทุนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ต้นทุนวัตถุดิบ (Food Costs)
พูดถึงความครีเอตของผู้ประกอบการไทย เวลานี้ต้องยกให้ ‘วุ้นหอยแครง’ ที่กำลังเป็นไวรัลบนโซเชียล เพราะเหมือนของจริง จนแทบแยกไม่ออก ซึ่งความครีเอตนี้ มากจากร้าน ‘น้ำใจ วุ้นกะทิ’ ของ คุณโบ วิราวรรณ และ คุณเนตร-ธนพัชร์ มนตราประสิทธิ์ คู่สามีภรรยา ที่ยึดเป็นอาชีพหลักมานานถึง 7 ปี โดยจุดเริ่มต้นของธุรกิจนี้ คุณเนตร เล่าให้ฟังว่า คุณโบชื่นชอบการทำอาหารและขนมเป็นชีวิตจิตใจ ก่อนหน้านี้เคยขายน้ำสมุนไพร ออกบูธตามงานต่างๆ ระยะหนึ่ง ด้วยมีคู่แข่งทางตลาดจำนวนมาก จึงหันมาทำวุ้นถ้วยโบราณใส่ไส้ขาย เพราะเคยโชว์ฝีมือการทำวุ้นให้ตนทานมาก่อน หลังทำวุ้นถ้วยโบราณขายได้ไม่นาน คุณโบ เริ่มสร้างสรรค์ความแปลกใหม่นำเอาขนมหวานอย่างวุ้นกะทิมาประยุกต์ในรูปแบบของอาหารคาวชนิดต่างๆ ผสมผสานกันหลากหลายวัตถุดิบ จนใครต่อใครต้องบอกว่าเหมือนจริงและน่าทานมากๆ ถึงปัจจุบัน มีวุ้นมากมายวางจำหน่าย วุ้นกะทิกุ้งแม่น้ำเจ้าพระยา วุ้นกะทิราดหน้าทะเลรวม วุ้นกะทิส้มตำถาด วุ้นกะทิพวงมาลัย วุ้นกะทิหมูกระทะ วุ้นกะทิพะโล้ วุ้นกะทิข้าวหมกไก่ วุ้นกะทิน้ำพริก และอีกมากมาย ที่ต้องขอบอกไว้ก่อนว่าเมนูทั้งหมดนี้คือวุ้นกะทิ ซึ่งการเลือกเมนูที่จะ
“เครือสหพัฒน์” เป็นบริษัทตัวแทนจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ที่สุดในไทย โดยอยู่คู่คนไทยมากว่า 80 ปี ก่อตั้งครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2485 เป็นกิจการเล็กๆ ขายของเบ็ดเตล็ด ชื่อว่า “เฮียบเซ่งเซียง” และเริ่มจำหน่ายสินค้าอุปโภค นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ และในปี พ.ศ. 2495 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด” ปัจจุบันมีเครือข่ายการจัดจำหน่ายครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ แบ่งเป็นร้านค้าปลีก ค้าส่ง แบบดั้งเดิม (Traditional Trade) กว่า 84,000 ร้านค้า อีกทั้งปัจจุบันมีการเพิ่มช่องทางออนไลน์เข้ามา เรียกว่า Sahapat Delivery ซึ่งสินค้าในเครือก็มีมากมาย อาทิ มาม่า, เกลือปรุงทิพย์, ซื่อสัตย์, Calbee, อสร., แม่ประนอม, EURO, Mont Fleur, ดอยคำ, เปา, SALZ, Kirei Kirei, Shokubutsu, Systema ฯลฯ โดยทางสหพัฒน์ได้เพิ่ม Affiliate Program เป็นการแชร์สินค้าผ่านลิงก์ และรับค่าตอบแทนเป็นค่าคอมมิชชัน ซึ่งใช้งานง่าย ไม่ยาก เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการหารายได้เสริม เพียงแค่แชร์ลิงก์สินค้า ขั้นตอนการใช้งาน Sahapat Delivery Affiliate อ่านรายละเอียดคู่มือการใช้งานเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.shorturl.asia/vXCNl
