Exclusive
อากาศเย็นเพราะยังคงเช้าอยู่ ขณะที่ด้านหลังครัวระอุร้อนระรัวหม้อไหเพื่อเตรียมของไว้รอขาย บรรยากาศการทำงานก็เคล้าไปด้วยเสียงเพลงหมอลำจังหวะม่วนๆ ลั่นดังออกมาจากลำโพงบลูทูธ ทั้งคนที่กำลังย่างไก่บ้าง แล่แซลมอนบ้าง เอาปีกไก่ชุบแป้งไว้รอทอดบ้าง หรือแม้กระทั่งนั่งสับมะละกอ ส่งยิ้มเฮฮาตามประสาคนบ้านเดียวกัน ก่อนที่ใครคนหนึ่งนั้นจะปรากฏตัวขึ้นกับทรงผมแปลกตาทาปากสีบานเย็น แวะทักทายลูกน้องในร้าน ยิ้มแย้มต้อนรับลูกค้าตามแบบฉบับของเธอ เจ๊ต๊อกแต๊ก-พรปวีณ์ กิจทรัพย์บารมี เจ้าของร้านตำแรดแซ่บนัว ที่ใครต่างก็รู้จักเธอเมื่อหลายปีก่อนกับวลีติดปากด้านการขาย “แรดๆ ค่ะ แรดๆ ค่ะ” พร้อมท่าโรยเม็ดกระถิน ซึ่งเป็นไวรัลไปชั่วข้ามคืน มีผู้ชมในเฟซบุ๊กมากกว่า 3 ล้านวิว สิ่งที่น่าสนใจของเธอนั้นไม่ใช่แค่เรื่องของวิธีการขาย แต่กลับเป็นหลักคิดและชีวิตแรกเริ่มก่อนเข้าสู่คำว่าแม่ค้าเต็มตัวในอีก 2 ปีนับจากนี้ แม่ค้าวัย 8 ขวบ เรื่องบางเรื่องเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าชีวิตปัจจุบันของเรา ในอดีตเมื่อนานมาแล้วอาจบอกเป็นนัยๆ ไว้แล้วว่าชีวิตจะเป็นแบบไหน เช่นเดียวกับเจ๊ต๊อกแต๊ก เธอเล่าว่า ชีวิตของเธอนั้นผูกไว้กับคำว่าแม่ค้ามาต
เมื่อพูดถึงอาหารอีสาน หลายคนอาจจะนึกถึงเมนูง่ายๆ รสชาติจัดจ้าน ที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้ แต่สำหรับร้าน ‘เผ็ดเผ็ด’ การนำเสนออาหารอีสานกลายเป็นเรื่องราวที่ลึกซึ้งและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งวัตถุดิบที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน สูตรอาหารที่ผ่านการทดลองและพัฒนาโดย คุณต้อม-ณัฐพงศ์ แซ่หู และ คุณโอม-ณัฐกร จิวะรังสินี เจ้าของร้าน ‘Phed Phed – ร้านเผ็ดเผ็ด’ ซึ่งทั้งคู่ดำเนินธุรกิจด้วยแนวคิดที่เต็มไปด้วยแพชชัน ปัจจุบันขยายสาขาไปกว่า 8 แห่ง ซึ่งแต่ละสาขาจะมีคอนเซ็ปต์และเมนูที่แตกต่างกันตามความต้องการของลูกค้าในแต่ละพื้นที่ หากใครอยากทานต้อง Walk-In เข้ามาเท่านั้น ซึ่งพีกสุดเคยมีลูกค้ามาต่อคิวมากถึง 120 คิว โดยจากผลประกอบการ บริษัท รสเผ็ดดี จำกัด เมื่อปี 2567 สามารถทำรายได้ 192 ล้านบาท กำไรสุทธิ 3.8 ล้านบาท จุดเริ่มต้นของเผ็ดเผ็ด คุณต้อม เล่าว่า ก่อนที่จะมาทำร้านอาหาร เขาเคยทำร้านกระเป๋ามาก่อน ซึ่งก็มีการทำกระเป๋าบวกกับการลงรูปอาหารไปด้วย แล้วเหมือนกับว่าลูกค้ามีความสนใจในเรื่องอาหาร ทำให้เขาจุดประกายลองเปิดเป็นร้านอาหารเล็กๆ ที่ชื่อว่า “เผ็ดเผ็ด” “ผมเป็นคนนครพนมโดยกำเนิด แล้วมีความชื่นชอ
หากพูดถึง “บางแสน” ในอดีตเราอาจนึกภาพ “บังกะโลบางแสน” ที่พักยอดฮิตของนักท่องเที่ยว แต่วันนี้ภาพของบางแสนกำลังเปลี่ยนไป เห็นได้จากโรงแรมที่พักที่เริ่มมีคอนเซ็ปต์ มีสไตล์และมีขนาดใหญ่มากขึ้น เพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่ หนึ่งในนั้นคือ “Zuwala Hotel” (ซูวาลา) ธุรกิจโรงแรมของคู่รัก “ปิง-วราภรณ์ สุขกำเนิด และ เอ้-ศุภกร ไชยรงศรี” ที่มียอดเข้าพักเฉลี่ย 60-70% ตลอดทั้งปี จากความชอบสู่โรงแรมซูวาลา ก่อนมาเป็นเจ้าของโรงแรม ปิงและเอ้ไม่ได้อยู่ในสายธุรกิจนี้ตั้งแต่แรก หลังเรียนจบมหาวิทยาลัยบูรพาเธอเข้าทำงานในตำแหน่งวิศวกรฝ่ายขายเพราะเรียนจบด้านวิศวกรรมไฟฟ้า ขณะที่เอ้เรียนจบด้านดนตรีและวัฒนธรรม จึงทำงานในด้าน Acoustic กระทั่งปิงได้ “ค้นพบความชอบ” หลังจากซื้อคอนโดมารีโนเวทเพื่ออยู่อาศัยเอง เธอรู้สึกสนุกที่ได้ใส่ไอเดียและตกแต่งห้อง จึงเริ่ม “ซื้อคอนโดเก่ามารีโนทเพื่อปล่อยเช่า” เป็นโปรเจ็กต์ที่สอง ก่อนต่อยอดไปสู่ธุรกิจโฮสเทล “ผลตอบรับดีเกินคาด แค่ 1 วันมีคนติดต่อเช่าแล้ว ก็น่าจะทำขาย เลยไปซื้อบ้านเก่ามารีโนเวท ขายได้ภายใน 1 เดือน คิดว่าเราไม่อยากทำอสังหาฯ แบบซื้อมาขายไปแล้ว อยากสร้าง Passive Incom
ในวันที่กระแสโลกเปลี่ยนทิศทาง คำว่า “Future Food” หรืออาหารแห่งอนาคต ไม่ได้เป็นเพียงแค่เทรนด์ของคนรักสุขภาพอีกต่อไป แต่นี่คือ “เข็มทิศ” ใหม่ที่จะนำพาภาคเกษตรกรรมและ SMEs ไทยให้ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจกับ Future Food ผ่านมุมมองแบบเจาะลึกของ คุณสันติ อาภากาศ CEO & Co-Founder TASTEBUD LAB และ BIO BUDDY เจ้าของเพจ TasteBud ผู้ที่นิยามว่านี่คือ “โอกาสรอด” ที่คนไทยต้องรีบคว้า ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่คือ “บริบทใหม่” ที่ต้องอยู่ให้รอด คุณสันติ ฉายภาพให้เห็นว่า Future Food ไม่ใช่แค่เทรนด์อย่างแน่นอน ในประเทศไทยมีการพูดถึงกันมากขึ้น และกำลังจะมีงาน Future Food Leader Summit งานที่ประชุมผู้นำเฉพาะวงการ Future Food ที่กำลังเดินทางเข้าสู่ปีที่ 6 ซึ่งไม่ใช่กระแสที่มาแล้วหายไปเหมือนแฟชั่น แต่มันคือการปรับตัวเข้าสู่ Longevity Economy หรือเศรษฐกิจอายุยืน เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป ความต้องการอาหารที่ตอบโจทย์ทั้งความสะดวกและสุขภาพ ตั้งแต่กลุ่ม Gen Z ที่ใช้ชีวิตเร่งรีบ ไปจนถึงกลุ่มผู้สูงวัยที่ต้องการโภชนาการเฉพาะทาง นี่จึงไม่ใช่แค่การขายอาห
ในยุคที่สภาพเศรษฐกิจมีความผันผวน เผชิญกับวิกฤตมากมาย ทั้งสงครามที่ส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบมีราคาสูงขึ้น รวมถึงการแข่งขันอย่างดุเดือด เชฟเจมส์-พชร เถกิงเกียรติ ผู้ก่อตั้ง James Boulangerie แบรนด์เบเกอรี่ระดับพรีเมียม ผู้จุดกระแส ‘ครัวซองต์และทาร์ตไข่’ ที่มียอดขายพีกสุดอยู่ที่ 3,000 ชิ้นต่อวัน เลือกที่จะทุ่มงบ 100 ล้านบาท พลิกโฉมสาขาในย่านพรานนกให้กลายเป็น Best Family Restaurant Destination รองรับลูกค้าทุกเจเนอเรชัน James Boulangerie โตสวนกระแสในยุคโควิด เชฟเจมส์เล่าว่า ช่วงแรกที่เปิดร้านมาได้ประมาณ 2 เดือน ต้องเผชิญกับวิกฤตโควิด แต่ ณ ตอนนั้นถือเป็นความโชคดีของร้านที่สามารถปรับตัวได้เร็ว มีการทำไดร์ฟทรู จนทำให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย และสามารถครองใจผู้บริโภคมากว่า 6 ปี “การทำร้านในปัจจุบันยากกว่าเดิมเยอะมาก อย่างแรกคือกระแสมาเร็วไปเร็ว ทำให้ต้องพัฒนาอยู่ตลอดเวลา วันหนึ่งต้องคิดหลายโปรดักต์ แต่ผมจะไม่ค่อยตามกระแสมาก และพยายามจะรักษา DNA ของ James Boulangerie ไว้” ซึ่งความแตกต่างของ James Boulangerie คือการใช้วัตถุดิบนำเข้าจากฝรั่งเศส ทั้ง วานิลลา แป้ง เนย รวมถึงความใส่ใจในทุกขั้นตอน หรื
“ลาบเสียบ” ร้านอาหารอีสานแห่งความทรงจำของ “ฝ้าย-อาทิตย์ มูลสาร” ศิลปิน นักวิชาการ และพ่อค้าผู้หยิบเอาวัฒนธรรมอาหารอีสานมาเล่าใหม่ให้น่าสนใจกว่าเดิม ผ่านการ “เสียบไม้” สไตล์อิซากายะญี่ปุ่น โดยยังให้เกียรติความเป็นอีสานผ่านการใช้วัตถุดิบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด การใช้เนื้อสดใหม่ ข้าวคั่ว หรือพริกป่นที่คั่วเอง มาชูรสชาติได้อย่างลงตัว ในอีกมุมหนึ่งลาบเสียบไม่ได้เป็นเพียงแค่ร้านอาหาร แต่คือพื้นที่แห่งการปลดปล่อยความทุกข์และสร้างความสุข ผ่านอาหาร วัฒนธรรม และเสียงดนตรี ที่หลอมรวมอยู่ในที่เดียวกัน “คำว่า “อีสาน” ในเชิงผัสสะหรือการรับรู้ มันคือความง่ายๆ ผ่อนคลาย ถอดเนคไท ถอดเสื้อโค้ตออก แล้วนั่งกินฟังดนตรีหมอลำที่เราเปิดไปแล้วเฮฮากัน KPI ของลาบเสียบไม่ได้ว่าลูกค้ากินหมดกินเหลือ แต่ลูกค้ายิ้มและหัวเราะดังเท่าไหร่อันนั้นคือความสำเร็จของลาบเสียบ” คำบอกเล่าจากฝ้าย จุดเริ่มต้นของ “ลาบเสียบ” ฝ้ายผู้บ่าวยโสธรผู้เป็นทั้งศิลปิน นักวิชาการ และในอีกบทบาทคือ “พ่อค้า” เขาสร้างธุรกิจของตัวเองด้วยการเปิดร้านหนังสือและคราฟ์เบียร์ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ “ลาบเสียบ” จากแนวคิดเรียบง่ายของเ
จาก“สงครามตะวันออกกลาง” ที่ผลกระทบไปทั่วโลก ทำให้ “วิกฤตพลังงาน” กลายเป็นโจทย์สำคัญที่ทุกคนต้องหาทางรับมือ เพราะไทยเสี่ยงเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดในเอเชีย จากสัดส่วนการนำเข้าพลังงานสุทธิสูงที่สุดเมื่อเทียบกับ GDP แม้ภาครัฐจะออกมาตรการประหยัดพลังงาน Work From Home แต่ประชนและผู้ประกอบการยังจำเป็นต้องดำเนินชีวิตและธุรกิจต่อไป การมองหา “พลังงานทางเลือก” จึงกลายเป็นตัวเลือกที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะการติดตั้ง Solar Rooftop (โซลาร์รูฟท็อป) หรือ โซลาร์เซลล์บนหลังคา ยิ่งเมื่อภาครัฐออกมาตรการสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ พร้อมสิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุด 200,000 บาท ทำให้หลายครอบครัวเริ่มมองการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในมุมใหม่ ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีพลังงานทางเลือก แต่เป็นการลงทุนระยะยาวที่ช่วยลดค่าไฟได้จริง โดยหนึ่งในบริษัทที่กำลังถูกจับตามองท่ามกลางการแข่งขันของตลาดโซลาร์เซลล์ คือ “GEE Solar” ของผู้บริหารรุ่นใหม่ คุณพัณณ์ภัสร์ อายุวัฒน์ กรรมการบริหาร บริษัท โกลบอล เอนเนอร์จี เอ็มไพร์ จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ถึงการขับเคลื่อนองค์กรท่ามกลางวิกฤตพลังงานที่ต้องการยกระดับธุรก
ใครว่าวัยเรียนต้องอยู่แค่ในตำรา หลายครั้งเราอาจจะคิดว่าการทำธุรกิจจะต้องเริ่มทำให้ยิ่งใหญ่ แต่ถ้าธุรกิจที่เกิดจากความใส่ใจหรือเกิดจากแพชชัน ก็สามารถสร้างความจริงใจให้กับลูกค้าได้ และเกิดอิมแพคได้เช่นกัน โดยธุรกิจนี้เกิดจากแพชชันของนักศึกษาวัย 19 ปีที่อยากจะเปิดร้านพาสต้าเส้นสด และมีโอกาสได้บินไปเรียนทำพาสต้าไกลถึงอิตาลีกับเชฟโลคอล วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ชวนทุกคนมาพูดคุยกับ คุณดาร์กอน-ณชชนน ชูไพบูลย์ และ คุณอลิน่า-ณิชารัศม์ รุจิธีระพัฒน์ เจ้าของร้าน Augusta Fresh Pasta วัย 20 ปี ที่เต็มไปด้วยพลังของความเป็นเด็กรุ่นใหม่ไฟแรง ทั้งคู่ใช้เวลาคิดเพียง 2 สัปดาห์ในการเริ่มต้นธุรกิจนี้ ปัจจุบันเปิดมาแล้ว 6 เดือน ขายได้พีกสุด 290 เสิร์ฟต่อวัน พร้อมกับทำคอนเทนต์ลงโซเชียลถ่ายทอดทุกขั้นตอนการเปิดร้าน เพื่อให้คนดูได้เห็นกระบวนการทำพาสต้าเส้นสด และทำให้ร้านเป็นที่รู้จักมากขึ้น จนเกิดกระแสไวรัลมีคนตามไปชิมอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นหนึ่งในร้านพาสต้าที่แมสมากในตลาดนัดรถไฟ ศรีนครินทร์ แพชชันสุดแรงกล้า สูตรจากอิตาลีแท้ๆ ตอนนั้นดาร์กอนได้ไปฝึกงานที่ฝรั่งเศส ส่วนอลิน่าฝึกงานอยู่ที่ไทย แต่ส่วนตัวแล้วเขาทั้
เบื้องหลังความสำเร็จของร้านอาหารอีสานร่วมสมัย “KaenKrung (แก่นกรุง)” ร้านเล็กๆ ที่ตั้งอยู่บนถนนอรุณอมรินทร์ ก่อตั้งโดย เชฟไพศาล ชีวินศิริวัฒน์ และเชฟจิ๊บ-กันยารัตน์ ถนอมแสง ที่ทั้งคู่ตั้งใจถ่ายทอดความเป็น ‘อีสาน’ ผ่านอาหารแต่ละจาน ที่ผ่านกระบวนการคิดอย่างลึกซึ้ง โดยก่อนจะมาเป็น “แก่นกรุง” พวกเขาได้ปลุกปั้นร้าน “แก่น” ที่จังหวัดขอนแก่นมาแล้ว ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเดินทางสู่กลางกรุง “แก่น” ใน 5 ความหมาย คำว่า “แก่น” ที่เชฟไพศาลและเชฟจิ๊บตั้งใจจะสื่อ สามารถแปลความหมายออกมาได้ทั้งหมด 5 ข้อ 1. แก่น แปลว่า แกนกลาง สำหรับแกนกลางของร้านแก่น คือ “วัตถุดิบท้องถิ่น” ที่ถูกนำเสนอผ่านอาหารและทุกองค์ประกอบของร้าน ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า จานชาม ดนตรี หรือเครื่องดื่ม ทุกอย่างล้วนสะท้อนกลิ่นอายความเป็นอีสาน 2. แก่น แปลว่า ไม้ ทั้งร้านแก่นและแก่นกรุง ตกแต่งด้วยไม้ที่นำเข้าจากประเทศลาว โดยครอบครัวของเชฟไพศาล ผ่านการออกแบบโดยดีไซเนอร์ชาวอีสาน ทำให้ได้บรรยากาศที่อบอุ่นและมีเรื่องราว 3. แก่น แปลว่า ซน ความ “ซน” ในบริบทนี้ หมายถึงการจับนู่นจับนี่มาชนกัน มีความสนุกสนาน ไม่ว่าจะเป็นการดีไซน์เมนู ก
ในโลกของธุรกิจอาหารออนไลน์ที่การแข่งขันสูง หลายคนอาจมองหากลยุทธ์หรือทฤษฎีทางการตลาดที่ซับซ้อน แต่สำหรับ “หม้อแม่จูน” จุดเริ่มต้นกลับเรียบง่ายและบอกเลยว่า คาดไม่ถึงว่าจะเป็นเรื่องนี้ที่จุดประกายธุรกิจจนกลายเป็น “หม้อแม่จูน” แกงไก่สุดไวรัล ออร์เดอร์ล้นกว่าหลักพันหม้อต่อวัน นิมิตจากแรงบุญ “จน” ต้องขายแกงไก่ ย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้น คุณจูน-กษมา ศิลาชัย เล่าด้วยแววตาที่เป็นประกายว่า พื้นฐานครอบครัวชอบทำบุญเป็นทุนเดิม โดยเฉพาะการทำบุญกับศพไร้ญาติ วันหนึ่งหลังจากทำบุญใหญ่ด้วย “แกงไก่” สูตรเด็ดของครอบครัวที่กินมาตั้งแต่เด็ก คืนนั้นคุณจูนฝันเห็นนิมิตบางอย่างที่หาคำตอบไม่ได้ จำได้เพียงคำเดียวสั้นๆ เมื่อตื่นมาคือ “ต้องขายแกงไก่” “สูตรมันไม่ได้ยาก เพราะเป็นสูตรที่แม่ทำให้กินตั้งแต่เด็ก ไม่ใช่สูตรผีบอกที่คิดขึ้นใหม่ แต่มันเหมือนมีเซนส์บางอย่างบอกว่าถึงเวลาที่ต้องทำแล้ว” คุณจูนย้ำถึงที่มาของรสชาติ กลยุทธ์ “Disrupt” ตัวเอง ไม่รอคนเดินมาหา แต่จะเดินไปหาเขาเอง ในมุมของนักธุรกิจอย่าง คุณเปิ้ล-นาคร ศิลาชัย เขามองว่านี่ไม่ใช่แค่เรื่องสายมู แต่คือการปรับตัวครั้งใหญ่ (Disruption) ของครอบครัวที่ทำธุรกิจอาหาร
