Exclusive
เรื่องราวความน่าสนใจในอาชีพเสริมทำเงินงาม ของ “น้องพริม-พาริมา พงษ์ศิริปรีดา” สาวน้อยวัย 15 นักเรียนเกรด 10 โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หลักสูตรนานาชาติ ครั้งนี้ นับเป็น Success Case ที่น่าเรียนรู้สำหรับใครหลายคน ซึ่งกำลังมองหารายได้เสริม แบบไม่ต้องลงทุน ไม่ต้องสต๊อกสินค้า และไม่ต้องลงแรงอะไรมากมาย ที่สำคัญ มีเงินเข้ากระเป๋าทุกวันกันเลยทีเดียว เมื่อขอให้ช่วยเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการหารายได้เสริมจากการทำ ‘Shopee Affiliate’ น้องพริม บอก เริ่มจากเห็นเพื่อนหลายคน แปะลิงก์สินค้าบนช้อปปี้ ในสตอรี่ของตัวเอง สงสัยว่ามันคืออะไร เลยทักไปถาม เพื่อนก็อธิบายว่าเป็นการแชร์ลิงก์กับช้อปปี้ก่อนนำไปแปะลงสตอรี่ แล้วถ้าใครซื้อของตาม ตัวเราจะได้เงินส่วนแบ่ง จึงลองทำดูบ้างในไอจีส่วนตัว จากวันแรกถึงวันที่พูดคุยกันนี้ น้องพริม ทำ ‘Shopee Affiliate’ บนไอจีส่วนตัว ได้ประมาณ 3 เดือนแล้ว “ที่ผ่านมา มีการหารายได้เสริมจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอะไรบ้างคะ” เรานึกสงสัย น้องพริม บอกจริงจัง “ทำกับช้อปปี้อย่างเดียว เพราะรู้สึกว่าช้อปปี้เป็นแอปที่เชื่อถือได้ และที่บ้านก็ซื้อของผ่านช้อปปี้ กันมาตั้งนานแล้ว ส่วนตัว
หากเอ่ยถึงธุรกิจในกลุ่ม “สุขภาพและความงาม” (Health & Beauty) หนึ่งผู้เล่นที่น่าจับตามอง คือ “found & found” ร้านค้าปลีกสินค้าสุขภาพและความงามนำเข้าจากญี่ปุ่นและเกาหลี ในเครือ OR แม้จะเปิดมาได้เพียง 2 ปี แต่เส้นทางการเติบโตของแบรนด์นี้ “ไม่ธรรมดา” found & found ชู “คอนเซ็ปต์” จำหน่ายสินค้าญี่ปุ่นและเกาหลีเป็นจุดยืนสำคัญของแบรนด์ ทำให้มีคาแร็กเตอร์ที่โดดเด่น พร้อมวาง “กลยุทธ์” ขยายสาขาผ่านโมเดลหลากหลาย โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการเติบโต 200% ในปี 2570 และขยาย 450 สาขาในปี 2573 ในคอลัมน์ Exclusive Interview “เส้นทางเศรษฐี” พาไปพูดคุยกับ คุณณัฐพล ชูจิตารมย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออาร์ เฮสท์ แอนด์ เวลเนส จำกัด ถึงเส้นทางของ found & found ความสำเร็จปีแรก สู่เป้าหมายปี 2026 คุณณัฐพล กล่าวว่า ในปี 2568 found & found สามารถขยายสาขาได้มากถึง 12 แห่ง หากนับรวมกับ 9 สาขาเปิดใหม่ในปี 2569 ทำให้แบรนด์มีสาขาทั้งหมด 21 แห่งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด นอกจากนี้ยังมี Shelf in Shop วางจำหน่ายสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต 11 สาขา และจิฟฟี่ อีก 10 สาขา ซึ่งการขยายสาขายังเป็นเป้าหมาย
“เชฟน้าๆ ที่นิวซีแลนด์มักสอนเราเสมอว่า ถ้าเราทำดี ทำอร่อย และซื่อสัตย์ ยังไงลูกค้าก็กลับมา” นี่คือจุดเริ่มต้นและหัวใจสำคัญของ Feed Boy Burger ร้านเบอร์เกอร์โฮมเมดที่เกิดจากแรงบันดาลใจของคุณเฟิร์น-พิมพิศา สมเกตุ อายุ 30 ปี และแฟนหนุ่ม หลังจากตัดสินใจโบกมือลาชีวิตคนทำร้านอาหารที่นิวซีแลนด์ กลับมาสานฝันสร้างธุรกิจร่วมกันที่ประเทศไทย แม้ที่บ้านคุณเฟิร์นจะมีธุรกิจวัสดุก่อสร้างอยู่แล้ว แต่ด้วยความตั้งใจที่อยากทำธุรกิจของตัวเอง จึงเลือกหยิบประสบการณ์ด้านอาหารมาต่อยอด โจทย์คือต้องเป็นเมนูที่คนไทยคุ้นเคยแต่มีช่องว่างให้เล่น ซึ่งคำตอบมาจบที่ “เบอร์เกอร์” “เรามองว่าในไทยอาหารไทยเยอะมาก และเราอาจไม่ได้เก่งเท่าคนที่เขาทำมานาน เลยเลือกขายเบอร์เกอร์เพราะเริ่มง่ายและลงทุนไม่สูงเกินไป” เธอกล่าว คุณเฟิร์นใช้เงินลงทุนก้อนแรกประมาณ 2 แสนบาท โดยอาศัยธุรกิจที่บ้านเพื่อซื้อวัสดุตกแต่งในราคาต้นทุน ทำให้ประหยัดค่าโครงสร้างร้านไปได้มาก งบส่วนใหญ่จึงทุ่มไปกับอุปกรณ์ ทั้งเตาย่าง เครื่องปั้นแป้ง และเครื่องฟรีซ เพื่อคงมาตรฐานโฮมเมดแท้ๆ โดยเลือกเช่าพื้นที่ครัวหลังคาเฟ่ของรุ่นพี่ เน้นรูปแบบ Grab & Go เป็นหล
ถ้าพูดถึง “ผ้าไทย” ภาพจำของใครหลายคนอาจจะนึกถึงความโบราณ ความเป็นผู้ใหญ่ หรือเสื้อผ้าที่ต้องใส่เฉพาะงานพิธีการเท่านั้น แต่ในยุคนี้ กระแสผ้าไทยกำลังถูกเปลี่ยนรูปแบบไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะเมื่อศิลปิน T-Pop และกลุ่ม Gen Z เริ่มหยิบผ้าไทยมามิกซ์แอนด์แมตช์จนกลายเป็นแฟชั่นสุดยูนีค หนึ่งในแบรนด์ที่อยู่เบื้องหลังความปังและขับเคลื่อนกระแสนี้มาตลอด 7-8 ปีคือ “Kotcher” (คชเชอร์) แบรนด์ผ้าไทยร่วมสมัยฝีมือ คุณอาย-กชกร สาระกุมาร สาวสารคาม ที่ตัดสินใจสืบสาน “รากเหง้าวัฒนธรรม” ของตัวเอง นำผ้าทอมือมาประยุกต์ จนสร้างแบรนด์ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่และช่วยชุมชนไปพร้อมๆ กัน จุดเริ่มต้นจากบ้านเกิด คุณอายเล่าว่า ตอนเด็กๆ เธอมีความฝันอยากเป็นดีไซเนอร์ บวกกับตอนเรียนด้านออกแบบนิเทศศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีโอกาสทำเกี่ยวกับแฟชั่น งานผ้า จึงคิดว่าจะทำธุรกิจที่เกี่ยวกับ รากวัฒนธรรม รอบตัวเธอเต็มไปด้วยกลิ่นอายวัฒนธรรม ทั้งคุณแม่ที่เป็นครูนาฏศิลป์ที่รู้เกี่ยวกับการแต่งตัวแบบไทย และคุณยายที่เป็นช่างทอผ้าไหม “เราคิดว่าจะทำแบรนด์เสื้อผ้าแบบไหนดี ชั่งน้ำหนักดูระหว่างแฟชั่นทั่วไปกับสิ่งที่เรามีคือเรื่องข
ในวันที่ผู้คนไม่ได้มองหาแค่ร้านอาหาร สถานที่พักผ่อน หรือออกจากบ้านเพื่อหาแค่กาแฟดีๆ อีกต่อไป แต่กำลังโหยหา “พื้นที่” ที่ทำให้รู้สึกได้ใช้ชีวิต พบปะผู้คนที่มีความชอบและไลฟ์สไตล์เดียวกัน “คอมมูนิตี้” จึงกลายเป็นหนึ่งในคำตอบของคนยุคใหม่ สะท้อนจากการเกิดขึ้นของคอมมูนิตี้มากมาย หนึ่งในนั้นคือ “The Lake Club” คอมมูนิตี้ไลฟ์สไตล์แห่งใหม่ในเมืองทองธานี ที่ปรับโฉมโรงแรมอีสติน เลคไซด์ ซึ่งเคยถูกปล่อยร้างมานาน โดยยังคงเสน่ห์ของสถาปัตยกรรมเดิมเอาไว้ ท่ามกลางบรรยากาศริมทะเลสาบ พร้อมเชื่อมโยงผู้คน ชุมชน ศิลปวัฒนธรรมผ่านกิจกรรมหลากหลายได้อย่างลงตัว ทำให้แลนด์มาร์กแห่งใหม่นี้กลายเป็น “ไวรัล” แม้เปิดตัวได้ไม่นาน ในคอลัมน์ Exclusive Interview “เส้นทางเศรษฐี” ชวนไปดูแนวคิดการสร้าง The Lake Club ผ่านคำบอกเล่าของ จินตนา พงษ์ภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด และ ณัฐพงศ์ ชินวงษ์ PR & Event Manager The Lake Club ปรับโฉมพื้นที่ร้าง ให้กลับมามีชีวิต หลังโรงแรมอีสติน เลคไซด์ ถูกปล่อยร้างมานาน คุณพอลล์ กาญจนพาสน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อิมแพ็ค เอ็
ท่านผู้อ่านลองนึกภาพตามว่า ร้านขายของชำที่เปิดมากว่า 36 ปี บรรยากาศคลาสสิคๆ ที่เวลาไปแล้วทำให้ย้อนนึกถึงวัยเด็กที่จะต้องติดสอยห้อยตามคุณพ่อคุณแม่ไปเสมอๆ ร้านขายของชำที่ว่านั้น คือ “บุญช่วยพานิช” ปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงร้านชำที่ซ่อนความคลาสสิคไว้เท่านั้น แต่ยังมีร้านมัทฉะลับๆ ซ่อนตัวอยู่ภายในร้านอีกต่างหาก ร้านมัทฉะลับๆ ที่ว่านี้ คือ “บุญช่วยมัทฉะ” ของคุณแต้ว-ฐิติมา โกมล หญิงสาววัย 36 ปี (เธอบอกว่าอายุเท่ากันกับร้านชำของครอบครัวเลย) ที่มีแพชชันอันแรงกล้า เปลี่ยนจากความหลงใหลเป็นธุรกิจเล็กๆ ในพื้นที่ของครอบครัว เธอเล่าว่า ชอบกินมัทฉะมา 4-5 ปีแล้ว ช่วงนั้นกระแสมาแรงมากๆ เริ่มจากลองศึกษาเองว่ามัทฉะแต่ละประเภทเป็นอย่างไร มัทฉะตัวไหนดีก็ทดลอง โดยใช้พื้นที่หลังร้านขายของชำเป็นเสมือนคาเฟ่เล็กๆ ที่ทำให้ตัวเองกินในทุกๆ วัน “เพื่อนมาที่บ้าน ก็ขายให้เพื่อนกิน เพื่อนคนหนึ่งเป็นดาว TikTok ก็มากินแล้วก็ลงให้ ก็เลยตัดสินใจเปิดร้านมัทฉะขึ้นแบบฉับพลันข้ามคืน เมื่อวันที่ 22 มีนาคมปีนี้” เธอเล่า หลังจากที่ตัดสินใจเปิด เรียกได้ว่าผลตอบรับดีมากๆ ทำให้ได้รู้ว่า จริงๆ แล้วคนชอบกินมัทฉะมีเยอะมาก ทั้งกินตามกระแ
ตลอดระยะเวลา 15 ปี เราได้เห็นการเติบโตของแบรนด์ชานมสไตล์ญี่ปุ่น “KAMU KAMU” (คามุ คามุ) มาอย่างต่อเนื่องจนสามารถขยายสาขาได้มากกว่า 200 แห่ง อีกทั้งยังเป็นแบรนด์ที่สร้างความแปลกใหม่ให้กับผู้บริโภคอยู่เสมอ ผ่านเมนูและท็อปปิ้งสุดครีเอต เช่น ชาอู่หลงพีช ท็อปปิ้งครีมชีสและวาราบิโมจิ ที่ฮิตติดตลาดเป็นที่เรียบร้อย แต่รู้หรือไม่ KAMU KAMU เริ่มต้นแบรนด์ในพื้นที่เพียง 4 ตร.ม. โดยเจ้าของที่เรียนจบด้านวิศวะและไม่ชอบดื่มชานมไข่มุก ถึงขนาดที่ว่า “ชีวิตนี้จะไม่กินชานมอีกต่อไป” แต่สุดท้ายเขาก็ได้เริ่มสร้างแบรนด์นี้จนเติบโตมาอย่างยาวนาน เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ชวนไปพูดคุยกับ “คุณแทน-ทินกฤต สินทัตตโสภณ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท คามุคามุ จำกัด ถึงเรื่องราวการเริ่มต้น แผนการขยายสาขาสู่ 300 แห่ง ยอดขาย 1 ล้านแก้วต่อเดือน และเป้าหมายสร้างรายได้ 1,000 ล้านบาทภายใน 3 ปี จากร้านเล็ก สู่แบรนด์ที่เติบโต 15 ปี คุณแทนเรียนจบวิศวะและอยากเริ่มต้นหาอะไรทำเป็นของตัวเอง ในตอนแรกเขาทำแบรนด์กาแฟ แต่ “ตลาดชา” เริ่มคึกคักจากหลายแบรนด์ที่เข้ามาเปิดบริการ ประกอบกับมีเพื่อนอยู่ญี่ปุ่นและไต้หวันซึ่งอยากผลักดันวั
เพราะอยากส่งต่อวัตถุดิบท้องถิ่นให้คนรู้จักและเข้าถึงง่ายขึ้น ทำให้ คุณฌา-ฬิฌฌา ตันติศิริวัฒน์ กับ คุณมิ้นท์-เสาวลักษณ์ กิจวิกรัยอนันต์ ร่วมกันเปิดร้าน “ไสใส” (Saisai) มาจนถึงปีที่ 4 เพื่อส่งต่อวัตถุดิบท้องถิ่นจากเกษตรกรและชาวบ้านให้ผู้บริโภคได้ลิ้มรสชาติผ่านเมนูหวานเย็นอย่าง น้ำแข็งไส และ โยเกิร์ตโบวล์ ถูกใจทั้งลูกค้าคนไทยและชาวต่างชาติ คุณฌาให้สัมภาษณ์กับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า จากการทำธุรกิจข้าวพื้นเมือง ทำให้เธอได้ลงพื้นที่และรู้จักเกษตรกรมากมาย ได้เห็นบริบทของข้าว รวมถึงวัตถุดิบอื่นๆ ในชุมชน จนเห็นว่า มันจะหายไปในที่สุด แต่ถ้ามีคนสนใจวัตถุดิบเหล่านี้มากขึ้นเท่าไหร่ จะยิ่งช่วยต่อยอดให้คนต้นน้ำได้มากขึ้นเท่านั้น “วัตถุดิบที่เราทำงานร่วมด้วย มีเรื่องราวของภูมิปัญญาและวิถีชีวิต แต่คนส่วนใหญ่ค่อยๆ เห็นคุณค่าน้อยลง และหันไปสนใจของรุ่นใหม่มากขึ้น ถ้ามองในแง่ของดีมานด์กับซัพพลาย ความต้องการซื้อน้อยลง หรือคนสนใจน้อยลงเรื่อยๆ ท้ายที่สุด คนต้นน้ำก็จะไม่ได้ทำต่อ อย่าง น้ำตาลพื้นเมือง น้ำตาลพื้นบ้าน กว่าจะปาดน้ำหวานมาเคี่ยว เขาไม่ได้มีไบเบิ้ลว่าต้องทำยังไง แต่ใช้ภูมิปัญญาล้วนๆ ถ้า
“เราไม่ได้ผันตัวมาเป็นเกษตรกร แต่เราเป็นเกษตรกรตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว” คำพูดของ เจ๊นิด-พุธชาติ ลาภผล อายุ 50 ปีต้นๆ เจ้าของร้านทุเรียนน้องนิด ระยองฮิ! หากพูดถึงร้านทุเรียนเจ้าดังที่เป็นกระแสอยู่ตลอดๆ ต้องนึกถึงร้านเจ๊นิด ที่เปิดขายในองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร หรือ ตลาด อ.ต.ก. ที่เรารู้จักกันดี ทุกคนรู้หรือไม่ว่า ทุเรียนพันธุ์หมอนทองร้านเจ๊นิดมีราคาที่สูงถึงกิโลกรัมละ 12,000 บาท เลยทีเดียว ต้องบอกว่าขณะที่นั่งคุยกับเธอ ได้ทั้งแนวคิด วิธีการจัดการร้านมากมาย และในระหว่างที่นั่งฟังเจ๊นิดเล่า ก็มีลูกค้าแวะเวียนมาซื้อกันอยู่ตลอดๆ บ้างก็ราคา 20,000 บาท บ้างก็ 10,000 บาทต้นๆ เรื่องราวของเจ๊นิด กับการเริ่มต้นอาชีพเกษตรกรตั้งแต่วัย 13 ปี ย้อนไปเมื่อเธอยังเด็ก เจ๊นิดก็เริ่มทำสวนทุเรียนมา อยู่ที่บ้านเกิดจังหวัดระยอง เพราะเป็นการทำจากรุ่นสู่รุ่น แต่การทำสวนทุเรียนในรุ่นปู่รุ่นย่า ผลผลิต หรือรายได้ไม่ได้ดีมากเท่าไหร่นัก ทั้งกำหนดราคาเองไม่ได้ และโดนกดราคาอยู่ตลอด ทำแล้วไม่คุ้มราคาเหมือนการทำนาในสมัยนี้ “พี่นิดเจอเหตุการณ์แบบนี้บ่อยๆ เข้า เราก็พยายามจะพลิกวิกฤต ปรับเปลี่ยนใหม่ในรุ่นของเรา
ท่ามกลางตึกสูงรายล้อมและรถไฟฟ้าตัดผ่านในย่านอารีย์ยังมีโฮสเทลเล็กๆ ซ่อนตัวอยู่ เราเรียกที่นี่ว่า “The Yard Hostel” ที่พักสายกรีนบนพื้นที่ 300 ตารางวาเปิดมานาน 11 ปี ของ คุณส้มเล็ก-อติพร สังข์เจริญ และ คุณส้มใหญ่-อมรรัตน์ อมรศิริชัยรัตน์ อดีตพนักงานประจำและเจ้าของธุรกิจเสื้อผ้าในตลาดนัดจตุจักรที่ผันตัวมาทำ “ที่พัก” ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เริ่มจาก “ลองเสี่ยง” จุดเด่นของที่นี่คือการผูกเรื่องสิ่งแวดล้อมไว้ในทุกมุมของที่พัก ตั้งแต่การเลือกใช้วัสดุ อุปกรณ์ต่างๆ ไปจนถึงการจัดการขยะให้เหลือทิ้งน้อยที่สุด ประกอบกับบรรยากาศความเป็นกันเองเหมือนมาพักบ้านญาติ ทำให้ที่พักแห่งนี้กลายเป็นขวัญใจนักท่องเที่ยวต่างชาติถึง 95% ในคอลัมน์ Sustainability เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาไปพูดคุยกับ “คุณส้มใหญ่” ถึงแนวทางการสร้างที่พักสายกรีนและการเชื่อมโยงผู้คนกับสิ่งแวดล้อม จากงานประจำสู่โฮสเทล ธุรกิจที่เริ่มจาก “ลองเสี่ยง” ก่อนตัดสินใจทำธุรกิจที่พัก คุณส้มเล็กและคุณส้มใหญ่ทำงานบริษัทและขายของในตลาดนัดจตุจักรควบคู่กัน โดยขายมาตั้งแต่ร้านเล็กนอกรั้วก่อนขยับเข้ามาเช่าร้านด้านใน ซึ่งขายดีขึ้นเรื่อยๆ คุณส้มใหญ่จึงตัดสิ
