Exclusive ข่าววันนี้

“ป้าบุญคาเฟ่” ร้านดังที่ไม่เก็บค่าเข้า และเจ้าของบอกว่า “มาเข้าห้องน้ำเฉย ๆ ยังได้” แต่ร้านขยายไปได้ถึง 7 สาขา

ร้านอาหารส่วนใหญ่อยากให้ลูกค้าสั่งเยอะ แต่เจ้าของครัวบ้านป้าบุญกลับบอกว่า ถ้าใครอยากมาถ่ายรูป เดินเล่น พาเด็กมาวิ่งเล่นที่สนามเด็กเล่น หรือแวะเข้าห้องน้ำแล้วกลับบ้าน เขาก็ยินดี

คนที่พูดประโยคนี้เรียนจบแค่ ปวส. สาขาช่างไฟฟ้า เคยเป็นลูกจ้างชั่วคราวเดินเปลี่ยนหลอดไฟในโรงพยาบาลตำรวจ และเคยนอนอาศัยอยู่ใต้ตึกโรงพยาบาลเพราะไม่มีเงินเช่าที่พัก วันนี้เขามีร้านอาหาร 7 สาขา พนักงานกว่า 1,300 คน และผ่านช่วงโควิดที่ไม่มีรายได้นานสองถึงสามปีมาได้ โดยไม่ทิ้งลูกน้อง

บทสัมภาษณ์นี้ว่าด้วยเส้นทางจากช่างไฟ สู่เจ้าของร้านอาหารที่ตั้งใจให้ร้านเป็น “มากกว่าร้านอาหาร” และความเชื่อว่าธุรกิจควรเริ่มจากการให้ก่อน

จากช่างไฟ สู่ลูกจ้างชั่วคราวในโรงพยาบาล

คุณอำพล ยุติศรี เจ้าของป้าบุญคาเฟ่ เริ่มเล่ากับเราว่า ชีวิตของเขาสู้หลังชนฝามาตั้งแต่วัยรุ่น  เขาเรียนจบเพียงวุฒิ ปวส. แล้วไปช่วยป้าขายก๋วยเตี๋ยวอยู่สองปี ขายทั้งลูกชิ้นและหอยทอด จากนั้นสมัครเป็นลูกจ้างชั่วคราวที่โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งเป็นช่วงที่เขาบอกว่าไม่มีเงินเลย ต้องอาศัยนอนอยู่ใต้ตึกโรงพยาบาล งานประจำวันคือเดินเปลี่ยนหลอดไฟใต้ตึก

ต่อมาจึงย้ายไปทำงานที่พัทยาราว 3 ปี พร้อมกับเก็บเงินไปด้วย เพราะเริ่มมีความฝันอยากทำร้านอาหาร

“ผมเคยนั่งกินตามร้านอาหารทั่วไป พอไปเข้าห้องน้ำแล้วออกมาคือกินอะไรต่อไม่ได้เลย (เห็นสภาพห้องน้ำที่ไม่น่าพิศมัยจึงทานอะไรไม่ลง) จึงรู้สึกว่าหากทำร้านของตัวเอง จะต้องทำให้ห้องน้ำสะอาด ร้านน่ารื่นรมย์ทุกจุด มันน่าจะเป็นอะไรที่มากกว่าร้านอาหาร”

จากวันนั้นเขาก็ตั้งใจว่าถ้าได้เปิดร้านเอง ความสะอาดต้องมาก่อนทุกอย่าง “จะอร่อยถูกปากหรือไม่ถูกปากใคร ผมถือว่าแล้วแต่คน แต่เรื่องสะอาดต้องเป็นอันดับหนึ่ง”

เริ่มต้นด้วยที่ดินเปล่า

หลังเก็บเงินอยู่ประมาณ 3-4 ปี เป็นเวลาประจวบเหมาะกับที่ได้ที่ดินติดถนนมาแปลงหนึ่ง เกิดเป็น “ครัวบ้านป้าบุญ” สาขาแรก และตั้งแต่วันแรกที่เปิดให้บริการก็มีลูกค้าแน่นเกือบทุกวัน จนมีเงินไปเปิดสาขาอื่น ๆ ตามมา

เอาเงินต่อยอดธุรกิจ

เมื่อถามว่าอะไรทำให้ร้านขยายสาขาได้เร็ว คุณอำพลตอบว่าเป็นเพราะนำเงินมาต่อยอดธุรกิจอยู่ตลอด กำไรทุกบาทถูกนำกลับมาลงที่ร้าน ทั้งซื้อต้นไม้ ปรับปรุงพื้นที่ และเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวก เขามองว่านี่คือเหตุผลที่คนเห็นร้านโตเร็วและใหญ่ขนาดนี้

เขายังเล่าอีกว่า การที่ไม่ได้เรียนบริหาร จึงไม่เคยนั่งคำนวณว่าต้นไม้หนึ่งต้นต้องขายปลากะพงกี่ตัว ข้าวกี่จาน ถึงจะคืนทุน ซึ่งเขาบอกว่าถ้าคิดแบบนั้นอาจไม่มีร้านที่หน้าตาเป็นแบบนี้เลย

วิกฤตโควิด ปิดร้าน รายได้หาย แต่ไม่ทิ้งลูกน้อง

ร้านเปิดมาได้ประมาณ 4-5 ปี ก็เจอกับโควิด ถูกสั่งปิดร้าน ขณะที่ตอนนั้นมีพนักงานราว 500-600 คนต้องดูแล

เขาเลือกให้ลูกน้องอยู่ในร้านต่อ มีห้องพักและอาหารให้ แต่ไม่มีเงินเดือน เพราะตัวเองก็ไม่มีรายได้และไม่มีเงินเก็บ เนื่องจากกำไรแต่ละวันถูกนำไปลงทุนต่อทั้งหมด

ที่ยากกว่านั้นคือเงินซื้ออาหารให้ทุกคนกินก็ไม่มี คุณอำพลจึงไปคุยกับซัพพลายเออร์ว่าขอให้ส่งของให้ก่อน เพราะพนักงานไม่มีข้าวกิน และสัญญาว่าจะรีบชำระเมื่อมีเงิน ซัพพลายเออร์เชื่อใจเพราะค้าขายกันมาหลายปี จึงส่งผัก ปลา น้ำมันพืชมาให้ทำอาหารกินร่วมกัน ช่วงเวลานั้นยาวนานราว 2-3 ปี

“ผมรู้สึกว่าลูกค้าคือพระคุณของผม ลูกน้องก็เป็นพระคุณของผมเหมือนกัน เพราะเขาอยู่กับผมตอนที่ผมลำบากจริง ๆ ไม่มีเงินจ่ายค่าน้ำค่าไฟด้วยซ้ำ เขาคือครอบครัวผมจริง ๆ”

นอนห้องแถวเดียวกับลูกน้อง

เมื่อผู้สัมภาษณ์ถามว่าผ่านวิกฤตนั้นมาได้อย่างไร เขาตอบสั้น ๆ ว่า “อาศัยใจ”

เขานอนในห้องแถวเดียวกับพนักงาน โดยตัวเองอยู่ห้องกลาง ลูกน้องอยู่ซ้ายขวา วันหนึ่งพนักงานติดโควิดจนต้องเข้าโรงพยาบาลกันหมด เหลือเขานอนอยู่ห้องเดียวตามลำพัง เขาเล่าว่าไม่ได้ไปตรวจและไม่ได้ไปโรงพยาบาล เพียงแต่กินยาแก้ปวดหัวและอยู่ในห้อง จึงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองติดหรือไม่

เขาบอกว่าตอนนั้นยอมรับได้ทุกอย่างที่จะเกิดขึ้น เพราะรู้ว่าตัวเองมาจากจุดไหน “ผมมาจากคนที่เป็นลูกจ้างชั่วคราวเดินเปลี่ยนหลอดไฟในโรงพยาบาลมา 3-4 ปี ทุกวันนี้มันเกินความฝันของผมไปแล้ว เพราะฉะนั้นผมไม่กลัวอะไรทั้งนั้น” คุณอำพล กล่าว

เมื่อถามว่าเป็นนักธุรกิจสไตล์ไหน เขาหัวเราะแล้วตอบว่า “แบบบ้า ๆ และบ้าน ๆ คือไม่มีแผนใหญ่ อยู่กับปัจจุบัน มีปัญหาอะไรเข้ามาก็สู้ไปทีละเรื่อง”

ร้านไม่เก็บค่าเข้า แวะมาเข้าห้องน้ำเฉย ๆ ก็ยังได้

จุดเด่นที่ทำให้ครัวบ้านป้าบุญเป็นที่พูดถึง คือเจ้าของเปิดร้านมา 10 กว่าปีแล้วไม่เคยเก็บค่าเข้าเลย ในยุคที่หลายร้านต้องซื้อคูปองเครื่องดื่มก่อนถึงจะถ่ายรูปได้ แต่ที่นี่กลับไม่มีเรื่องแบบนั้น คุณอำพลย้ำว่า เทรนพนักงานอย่างเข้มงวดว่า ห้ามเดินมาถามลูกค้าที่นั่งเล่นว่ากินอะไรหรือยัง สั่งอะไรหรือยัง ลูกค้าไม่ควรรู้สึกต้องกดดัน เพียงแค่เดินทางแวะเวียนมาที่ร้านก็รู้สึกเป็นเกียรติแล้ว

เขาเสริมว่า ไม่อยากแข่งกับร้านอาหารอื่นในย่านเดียวกัน เพราะเชื่อว่าทุกร้านตั้งใจทำอย่างเต็มที่ ถ้ายังไม่ถูกใจใครก็แค่ยังไม่ตรงรสนิยม จึงอยากเป็นกำลังใจให้กัน และเชิญชวนให้ลูกค้าไปเที่ยวร้านอื่นแถวนั้นด้วย

วาดฝันไว้แค่เล็ก ๆ แต่ดัน Success

เมื่อถามถึงภาพฝันวันเปิดร้านวันแรก ซึ่งมีพนักงานราว 20 กว่าคน (รวมครัว แม่ครัว แม่บ้าน และเด็กเสิร์ฟ) บนพื้นที่ประมาณ 1 ไร่ คำตอบของคุณอำพลกลับเรียบง่ายมาก

“ผมวาดฝันไว้แค่ให้คนมานั่งกินข้าว อยากเข้าห้องน้ำก็เข้าได้สบายใจ ออกมาแล้วก็กินข้าวต่อได้เหมือนเดิม แค่นั้นเอง แต่บังเอิญมันไปถูกใจคนอื่น ร้านเลยโตเร็ว”

สิ่งที่เขาอยากเห็นคือลูกค้ามีความสุข ลูกน้องมีเงินผ่อนมอเตอร์ไซค์ มีเงินจ่ายค่าห้อง แค่นั้นก็พอใจแล้ว

ปรัชญาทำธุรกิจ ให้ก่อนอย่ามองแค่ตัวเลข

เมื่อถามว่ามีบทเรียนอะไรฝากถึงคนทำธุรกิจ เขาเริ่มจากคำแนะนำที่ค่อนข้างตรงข้ามกับตำราการตลาด

1. ร้านอาหารต้องเป็นมากกว่าร้านอาหาร
ขายอาหารอย่างเดียว ยุคนี้อยู่ยากมาก ต้องหาอะไรที่ทำให้ลูกค้ามีเหตุผลมาที่ร้านมากกว่าการกิน เขายกตัวอย่างปั๊มน้ำมันที่ไม่ได้ขายแค่น้ำมัน ยังมีบริการอื่นให้ผู้ใช้บริการ ส่วนตัวเขาตั้งใจให้ร้านเป็นเหมือนสวนสาธารณะ ที่คนมาพักผ่อน เดินเล่น ออกกำลังกายได้

2. อย่าตั้งเป้ากำไรสูง
ให้เอาแค่พออยู่ได้ แล้วใส่ใจลูกค้าให้มากที่สุด ถ้าคิดจะเอากำไรเยอะ ๆ จะทำงานยาก

3. ใช้ตัวเองเป็นบรรทัดฐาน
เวลาจะทำอะไร เขาคิดจากมุมลูกค้าว่าถ้าเป็นเรา เราอยากได้อะไร ไม่อยากถูกเอาเปรียบแบบไหน ก็อย่าไปทำกับลูกค้าแบบนั้น

4.ใช้ใจนำ มากกว่าตัวเลข
“ผมไม่ได้จบการบริหาร ผมใช้วิธีแบบบ้าน ๆ ใช้ใจบริหารร้าน จบแค่ ปวส. ช่างไฟฟ้า แต่เอาใจลูกค้ามาใส่ใจเรา”

5.ความสะอาด

ตลอดบทสนทนา คำที่เขาย้ำบ่อยที่สุดคือ “ความสะอาด” โดยเฉพาะห้องน้ำ ซึ่งเขายืนยันว่ามั่นใจทุกสาขา เขาเล่าว่าเมื่อลูกค้าเข้าห้องน้ำและออกมา พนักงานจะเข้าไปทำความสะอาดทันที ส่วนภายในร้านต้นไม้ต้องเขียวทุกจุด ไม่มีต้นแห้งหรือส่วนไหนเสื่อมโทรม ทุกอย่างต้องดีขึ้นทุกวัน

แผนต่อไป สวัสดิการพนักงาน

ความตั้งใจของเขาคือตอบแทนคนที่อยู่ข้างกัน เมื่อลูกค้าได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกแล้ว สิ่งต่อไปที่เขาอยากทำก่อนเปิดสาขาใหม่ คือสร้างที่ออกกำลังกายให้พนักงาน ทั้งฟิตเนส สนามฟุตบอล และสนามตะกร้อ เพื่อให้พนักงานมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

เข้าตลาดหลักทรัพย์?

เมื่อถามถึงแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์ เขายอมรับว่าพยายามทำให้ระบบพนักงานและการเงินถูกต้องครบถ้วน เผื่อวันหนึ่งได้เติบโตไปถึงจุดนั้น แต่ไม่ได้ตั้งเป้าหมายเป็นจริงเป็นจัง อาจเป็นอีก 3 ปี 5 ปี 10 ปี หรืออาจไม่ได้เข้าเลยก็ไม่เป็นไร แค่อยากทำให้ทุกวันดีขึ้น แก้ปัญหาทุกวัน วันนั้นจะมาถึงเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น

Related Posts

น้ำลดแล้ว ต้องทำยังไงต่อ! “แมวบิน นักจัดระเบียบบ้าน” แชร์ทริกทำความสะอาดและจัดบ้านหลังน้ำท่วม
เช็ก 4 ช่องทาง แจ้งเคลม “ประกันภัยพิบัติ” คุ้มครอง น้ำท่วม-วาตภัย-แผ่นดินไหว เยียวยาสูงสุด 1 แสน
46 ปี “สวนสยาม ทะเลกรุงเทพฯ” แลนด์มาร์กคนเที่ยว 1.2 ล้านคน/ปี เจอน้ำท่วมเสียหายร้อยล้าน ต้องปิดปรับปรุงนานถึง 6 เดือน 
น้ำท่วมกรุงเทพฯ สะท้อนโจทย์ความมั่นคงทางอาหาร “เอกา โกลบอล” ชี้ Longevity Packaging รับมือวิกฤติ-ลดข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์
ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง