เส้นทางเศรษฐีออนไลน์
หากพูดถึงเครื่องดื่มที่มาแรงและเป็นตัวแทนของความสงบพร้อมดูแลสุขภาพ “ชาเขียว” ต้องเป็นชื่อแรกๆ ที่ทุกคนนึกถึงแน่นอน และในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น วันแห่งชาเขียว หรือ Matcha Day เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะมาเล่าประวัติความเป็นมาของวันแห่งชาเขียว พร้อมพูดถึงโอกาสของ SMEs ไทย ว่าหากจะอยู่รอดท่ามกลาง Red Ocean ได้นั้น ต้องปรับตัวอย่างไร ทำไมต้องวันที่ 6 กุมภาพันธ์ วันที่ 6 กุมภาพันธ์ของทุกปี ถูกยกให้เป็นวันแห่งชาเขียวของญี่ปุ่น โดย สภาส่งเสริมอุตสาหกรรมชาเมืองนิชิโอะ (Nishio City Tea Industry Promotion Council) เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 120 ปีของการก่อตั้งอุตสาหกรรมชาเมืองนิชิโอะ จังหวัดไอจิ ประเทศญี่ปุ่น เมืองนิชิโอะ เป็นหนึ่งในแหล่งผลิตมัทฉะที่สำคัญของญี่ปุ่น และมีชื่อเสียงในฐานะเมืองที่ผลิตมัทฉะมากกว่าชาชนิดอื่นๆ ถูกใช้ทั้งในพิธีชงชาแบบดั้งเดิม อุตสาหกรรมขนมหวาน ไปจนถึงเครื่องดื่มร่วมสมัยในคาเฟ่ทั่วประเทศ แล้วทำไมถึงต้องเป็นวันที่ 6 กุมภาพันธ์ เหตุผลนั้นก็คือ วันที่ 6 กุมภาพันธ์ จะมีความเชื่อมโยงกับพิธีชงชาแบบญี่ปุ่น โดยเกี่ยวข้องกับอุปกรณ์สำคัญที่เรียกว่า “ฟุโระ” (風
ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยในย่านพระประแดง ยังมีร้านขนมโบราณลับๆ อยู่ในซอยเล็กๆ ร้านหนึ่ง ที่ยืนหยัดผ่านกาลเวลามาเกือบศตวรรษ นั่นคือ “ซินเต็กไล้” ชื่อที่การันตีความอร่อยระดับตำนาน ถูกส่งต่อมาจากอากงผู้หอบเสื่อผืนหมอนใบมาจากเมืองจีน สู่รุ่นเตี่ย และปัจจุบันอยู่ในมือของ คุณสัณฑ์พจน์ ฐิตะไพศาลผล ในวัย 63 ปี ทายาทรุ่นที่ 3 ผู้สืบทอดกิจการด้วยความตั้งใจ จาก “จำยอม” สู่ “ตัวจริง” เส้นทางของคุณสัณฑ์พจน์ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เขาเรียนจบด้านการตลาดและตั้งใจอยากจะไปทำอาชีพอื่นไม่ได้คิดรับช่วงต่อกิจการแต่อย่างใด แต่ด้วยภาระหน้าที่ในฐานะลูกหลาน และพี่น้องคนอื่นๆ ไม่มีใครพร้อมรับช่วงต่อ ในวัยเพียง 24 ปี เขาจึงต้องตัดสินใจกลับมาสานต่อกิจการครอบครัวมาจนถึงปัจจุบัน เสน่ห์ของ “งานมือ” ที่เครื่องจักรแทนไม่ได้ หัวใจสำคัญที่ทำให้ซินเต็กไล้ครองใจลูกค้าคือ “ความไม่เปลี่ยนแปลง” คุณสัณฑ์พจน์ยังคงยึดถือสูตรดั้งเดิมของอากงอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการใช้ “มือ” ปั้นและปรุงแทนการใช้เครื่องจักร “ถ้าใช้เครื่อง ขนมจะกระด้าง ไม่นุ่มนวลเหมือนทำด้วยมือ ลูกค้าประจำเขาดูออกทันทีถ้าเราเปลี่ยนวิธีทำ” เขากล่าว 2 เมนูชูโ
“ละพอแต่เปิดผ้าม่านกั้ง สาวหมอลำสิพาม่วน คนหนุ่มคนสาวขอเชิญชวน ออกมาม่วนหน้าเวที” เชื่อว่าหลายคนพอได้ยินเสียงดนตรีอันเร้าใจ ไม่ว่าจะเป็น เสียงพิณ แคน โปงลาง ที่ดังกระหึ่มชวนโยกย้ายส่ายสะโพก ต่างต้องพากันออกไปม่วนหน้าเวทีเป็นแน่ ท่ามกลางกระแสวัฒนธรรมเคป็อปและดนตรีสากลที่เป็นที่ยอมรับและนิยมอย่างมากในประเทศไทย แต่ยังมีอีกความน่าสนใจหนึ่งเกิดขึ้นคือ “หมอลำ” ศิลปะพื้นบ้านจากภาคอีสาน เล่าไปอาจไม่เห็นภาพ ขอยกตัวอย่างที่เพิ่งจะผ่านมาไม่นานนี้ เมื่อวันที่ 13-14 มกราคม 2569 ณ บริเวณสวนรถไฟ เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่ง ปรากฏการณ์หมอลำใหญ่กลางกรุง เปิดการแสดงด้วยหมอลำคณะประถมบันเทิงศิลป์ ขายบัตรในราคาเพียง 100 บาท วันที่ 14 มีผู้เข้าชมกว่าหลายหมื่นคน ภาษาชาวบ้านเรียกกันว่า “วิกแตก” คนล้นออกไปยันข้างนอกรั้วเลยทีเดียว ก่อนอื่น ผู้เขียนขออธิบายคำว่า “หมอลำ” ให้ผู้อ่านได้เข้าใจกันสักนิด “หมอลำ” คือมหรสพการแสดงของชาวอีสาน มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมานานนับพันปี จนกระทั่งกลายเป็นวัฒนธรรมที่ทุกคนต่างยอมรับ การเกิดขึ้นของหมอลำไม่ได้มีหลักฐานแน่ชัดว่าเกิดขึ้นมาเมื่อไหร่ แต่เชื่อว่ามีความส
ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank ได้มีการแถลงผลการดำเนินงานปี 2568 และการขับเคลื่อน SME D Bank ธนาคารเพื่อเอสเอ็มอีไทย ปี 2569 คุณพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank ได้เปิดเผยผลการดำเนินงานปี 2568 ว่าเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ใหม่นับตั้งแต่ก่อตั้งธนาคารมา 23 ปี โดยมียอดเบิกจ่ายสูงสุดอยู่ที่ 79,043 ล้านบาท และมียอด NPLs หรือหนี้เสีย ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์เช่นกัน โดยมียอดอยู่ที่ 7.9% โดยสอดคล้องเป็นไปตามพันธกิจของธนาคารที่มุ่งเน้นสนับสนุนผู้ประกอบการรายใหม่และขนาดเล็ก วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 15 ล้านบาท สูงถึงกว่า 70% ของการเติมทุนทั้งหมด ช่วยสร้างประโยชน์ก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยกว่า 362,010 ล้านบาท รักษาการจ้างงานประมาณ 620,360 ราย สวนทางกับแนวโน้มสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอีในระบบ ที่ติดลบต่อเนื่องมา 13 ไตรมาส ขณะที่ยอดสินเชื่อคงค้าง (Outstanding) ของธนาคาร ขยายตัวอยู่ที่กว่า 99,564 ล้านบาท เติบโต 0.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ 2567 
Tencent Video และ WeTV ประกาศความยิ่งใหญ่ เปิดตัว “Tasteful Thailand” สารคดีอาหารระดับพรีเมียม โปรเจกต์เรือธงด้านคอนเทนต์วัฒนธรรมประจำปี อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 ณ โรงแรม S31 สุขุมวิท 31 กรุงเทพฯ โดยผนึกกำลังกับ Sanook สื่อออนไลน์ชั้นนำของไทย ภายใต้การดูแลของเทนเซนต์ วิดีโอ ในฐานะผู้ผลิตฝั่งไทย เพื่อสร้างปรากฏการณ์ Soft Power ผ่านวัฒนธรรมอาหาร โครงการนี้ได้รับเกียรติจากทีมโปรดักชันชั้นนำจากจีน นำโดยโปรดิวเซอร์ระดับตำนาน เฉิน เสี่ยวชิง (Chen Xiaoqing) ผู้สร้างสรรค์สารคดีอาหารที่มียอดผู้ชมนับพันล้านวิวอย่าง *Once Upon A Bite* มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราว โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็น “สะพานเชื่อมการสื่อสารวัฒนธรรม” ระหว่างไทยและจีน Tencent Video ผนึก WeTV เปิดตัว “Tasteful Thailand” สารคดีอาหารระดับมาสเตอร์พีซ ดัน Soft Power ไทยสู่เวทีโลก Tencent Video และ WeTV ประกาศความยิ่งใหญ่ เปิดตัว “Tasteful Thailand” สารคดีอาหารระดับพรีเมียม ซึ่งเป็นหนึ่งในโปรเจกต์เรือธงด้านคอนเทนต์วัฒนธรรมประจำปี อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 ณ โรงแรม S31 สุขุมวิท 31 กรุงเทพฯ โดยผนึกกำลังกับ Sanoo
ใครจะเชื่อว่า 5 ปีก่อนจะเปิดร้านเบเกอรี่เป็นของตัวเอง อาบี แคสเวลล์ ไม่เคยหยิบจับหรือทำคุกกี้เลยแม้แต่ชิ้นเดียว แต่วันนี้ ในวัย 30 ปี เธอคือเจ้าของและผู้บริหารร้าน “Batter” เบเกอรี่สุดฮอตที่มีถึง 2 สาขาในรัฐลุยเซียนา สหรัฐอเมริกา ซึ่งสร้างยอดขายทะลุหลักล้านดอลลาร์ หรือ 35 ล้านบาทต่อปีไปเป็นที่เรียบร้อย “ตั้งแต่เด็ก ฉันรู้ตัวเสมอว่าอยากเป็นเจ้านายตัวเอง ฉันอยากคุมตารางเวลาชีวิตได้ และอยากหาเงินด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองจริงๆ” เธอกล่าว ความหลงใหลในของหวานของเธอเริ่มขึ้นตั้งแต่สมัยอายุ 16-20 ปี เธอเคยทำงานในร้านคัพเค้กท้องถิ่นและตกหลุมรักบรรยากาศเหล่านั้นเข้าอย่างจัง แม้ตอนนั้นหน้าที่ของเธอจะไม่ใช่การอบขนมเลยก็ตาม หลังจากเรียนจบด้านบริหารธุรกิจและมาร์เก็ตติ้งในปี 2018 เธอแต่งงานและย้ายไปอยู่ที่เมืองแฮมมอนด์ โดยทำงานประจำเป็นผู้ช่วยผู้บริหาร แต่ในเวลาว่าง เธอเริ่มฝึกทำเค้กเป็นงานอดิเรก จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อเธอทำเค้กให้สามีของเพื่อน และทุกคนที่ได้ชิมต่างอุทานว่า “มันอร่อยมาก เธอต้องทำขายนะ ที่นี่ไม่มีอะไรแบบนี้เลย” ตอนแรกเธอตั้งใจจะทำแค่เค้กและคัพเค้ก แต่เมื่อเห็นกระแสคุกกี้ฟีเวอร์ที
ทุกวันนี้อาชีพเดียวไม่พอแล้ว เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินคำพูดเหลานี้มากันบ้าง ซึ่งหากนำมาคิดตามก็อาจเป็นเรื่องจริง ด้วยค่าครองชีพ ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ตามมาช่วงสิ้นเดือน เงินที่ได้จากงานประจำอาจไม่ได้ตอบโจทย์ไปเสียทั้งหมด ดังนั้นการหาอาชีพเสริมเพื่อสร้างรายได้ให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ คุณติ้งเอิท-จันทรกานต์ พลับแดง เจ้าของร้าน Egg O’clock วัย 31 ปีก็เป็นหนึ่งในนั้น เธอเป็นพนักงานประจำที่ใช้วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ มาเปิดร้านขายแซนด์วิชที่บ้านของตัวเอง เรื่องราวจะเป็นอย่างไร เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะเล่าให้ฟัง จากมื้อเช้าในออฟฟิศ สู่ซิกเนเจอร์แซนด์วิชปั้นสด จุดเริ่มต้นของร้าน Egg O’Clock ไม่ได้เกิดจากแผนธุรกิจ แต่เริ่มจากความต้องการแก้ปัญหาชีวิตประจำวันของ คุณติ้งเอิทเป็นพนักงานสาวสายโลจิสติกส์ที่ต้องเดินทางไปทำงานไกลบ้าน เธอจึงมักทำแซนด์วิชไปกินเองที่ออฟฟิศเสมอ ด้วยความที่เป็นคนรักขนมปังเป็นทุนเดิม เธอจึงเริ่มสนุกกับการลองผิดลองถูก เปลี่ยนรสชาติไปเรื่อยๆ จนหน้าตาแซนด์วิชไปสะดุดตาเพื่อนร่วมงาน หลังจากแบ่งให้ชิมจนทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “อร่อย” ความมั่นใจนั้นก็
“เอกนิติ” ถกปัญหาธุรกิจ SMEs-สตาร์ตอัพ ชี้เป็นกำลังหลักของประเทศ เร่งเสริมทักษะไม่เน้นแจกเงิน ชูเมดอินไทยแลนด์-SMEs พลัส ดันสตาร์ตอัพสู่ตลาดโลก เสนอสูงวัยพลัส เปลี่ยนภาระเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ชี้จีดีพีไตรมาส 4 ขยับขึ้น 1.8% ผู้สื่อข่าวประชาชาติรายงานว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย ร่วมวงพูดคุยกับเหล่าตัวแทนเจ้าของธุรกิจ SMEs-สตาร์ตอัพ โดยเปิดเผยว่าวันนี้ได้มาฟังสตาร์ตอัพซึ่งเห็นว่าเป็นกำลังหลักของประเทศไทย เพิ่งไปที่การประชุมเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ครั้งที่ 56 หรือการประชุมดาวอส 2026 ซึ่งเป็นที่ที่ผู้นำของโลกมาเจอกัน และอยากมาเล่าให้ฟังว่าได้ไปเจอบริษัทลูกของดาวอส ที่อัพลิงก์เว็บ ที่ทำหน้าที่หาสตาร์ตอัพเก่งๆ และจับมาเจอกับผู้นำประเทศ รวมถึงนักธุรกิจ เพื่อให้เกิดการลงทุน อยากจะบอกว่าแบบนี้คือวิสัยทัศน์ ประเทศที่จะเจริญเติบโตต้องอาศัยสตาร์ตอัพรุ่นใหม่ ผู้นำประเทศทั่วโลกก็เริ่มจากสตาร์ตอัพอย่าง อีลอน มัสก์ เองก็เริ่มจากสตาร์ตอัพ ตนจึงใช้โอกาสนี้ เพราะปกติประเทศไทยไม่ใช่ที่สนใจในเวทีโลก และในเดื
ในวันที่โลกการเงินเต็มไปด้วยความผันผวน และ “ทองคำ” กลายเป็นสินทรัพย์ยอดฮิตที่คนไทยแห่ลงทุนจนกราฟพุ่ง แต่เบื้องหลังตัวเลขกำไรมหาศาลนั้น กลับซ่อนส่งผลกระทบที่ตามมา ทั้งค่าเงินบาทและเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยอย่างคาดไม่ถึง คุณวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวในงาน “Thailand Blooming 2026 ปลุกอนาคตประเทศไทย” ถึงประเด็นเรื่องทองคำ ค่าเงิน ตลอดจนทุนเทา ซึ่งมีผลกระทบเชื่อมโยงกัน เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ได้รวบรวมประเด็นสำคัญ ดังนี้ กับดัก “ทองคำ” ที่กดดันค่าเงินบาท คุณวิทัยเผยให้เห็นข้อมูลที่น่าตกใจว่า “วัฒนธรรมการสะสมทองคำ” ของคนไทยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่หุ้นตกต่ำ ได้ผลักดันให้คนแห่ไปลงทุนในทองคำผ่านแอปพลิเคชันจนวอลลุ่มการซื้อขายต่อวันสูงกว่าตลาดหุ้นหลายเท่าตัว แต่สิ่งที่ตามมาคือ “พฤติกรรมรวมหมู่” ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าเงินบาท เมื่อทองคำราคาพุ่งสูงขึ้น ทุกคนจะนำทองในแอปมาขายพร้อมกัน ร้านทองต้องนำทองไปขายในตลาดโลกเพื่อรับเงินดอลลาร์ จากนั้นก็นำดอลลาร์มาแลกกลับเป็นบาทเพื่อส่งมอบให้ลูกค้า ในเดือนสิงหาคม 2568 พบว่าแรงก์เทขายดอลลาร์ที่ทำให้บาทแข็งค่านั้น มาจากธุรกรรมท
ราคาทองคำในประเทศวันนี้ (29 มกราคม 2569) สร้างความตกตะลึงให้กับตลาดอีกครั้ง หลังเปิดตลาดพุ่งขึ้นทันทีถึง 3,700 บาท โดยราคาทองคำแท่ง 96.5% รับซื้อที่ 81,360 บาท และขายออกที่ 81,450 บาท ขณะที่ทองรูปพรรณขายออกแตะระดับ 82,250 บาท การทะยานขึ้นอย่างรุนแรงนี้สอดคล้องกับ “ราคาทองโลก” (Gold Spot) ที่ล่าสุดพุ่งไปแตะระดับ 5,595 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ท่ามกลางกระแสการวิเคราะห์จากกูรูหลายสำนัก โดยเฉพาะทาง ฮั่วเซ่งเฮง ที่ชี้ให้เห็นถึง 2 ปัจจัยนัยสำคัญที่กำลังบีบให้กระแสเงินไหลเข้าสู่ทองคำอย่างไม่หยุดหย่อน ดังนี้ 1. ความเชื่อมั่นต่อ “ดอลลาร์” ที่เริ่มสั่นคลอน เงินดอลลาร์สหรัฐร่วงลงต่ำสุดในรอบเกือบ 4 ปี ส่วนหนึ่งมาจากสัญญาณของเฟดนิวยอร์กที่คาดการณ์ว่า ปธน.ทรัมป์ อาจยินดีให้ “เงินเยน” แข็งค่าขึ้นเพื่อแลกกับดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง ส่งผลให้ทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่ขึ้นกับนโยบายการเงินของประเทศใดประเทศหนึ่ง กลายเป็นที่พักเงินชั้นดี นอกจากนี้ ตลาดยังมีความกังวลเรื่องภาวะ Partial Shutdown ของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่อาจเกิดขึ้นในวันศุกร์ที่ 30 มกราคม 2569 2. สงครามน้ำลายสู่ความเสี่ยง “ภูมิรัฐศาสตร์” สหรัฐฯ-อิหร่า
