แปรรูปสินค้าเกษตร
ความทุกข์ยากของเหล่ากระดูกสันหลังของชาติกว่า 3.7 ล้านครัวเรือน หรือประมาณ 17 ล้านคน ที่กำลังประสบปัญหาราคาข้าวตกต่ำอย่างหนักคลี่คลายลงในระดับหนึ่ง หลังจากเกิดปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน คือ เกษตรกรได้ลุกขึ้นมาจำหน่ายข้าวถึงมือผู้บริโภคโดยตรง ไม่ง้อพ่อค้าคนกลาง รวมทั้งการแสดงพลังของโลกโซเชียล ผู้บริโภค ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมที่ต่างหยิบยื่นน้ำใจ ช่วยกันคนละไม้คนละมือ เพื่อให้เกษตรกรผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปให้ได้ รัฐ-เอกชนเปิดพื้นที่ขายข้าวฟรี สิ่งเห็นได้ชัดเจนคือเกือบทุกจังหวัดทั้งภาครัฐและเอกชนต่างยินดีเปิดพื้นที่เพื่อเป็นตลาดให้เกษตรกรสามารถนำผลผลิตมาจำหน่ายด้วยตนเองโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเช่นจังหวัดอุดรธานีที่“วิทวัส ภักดีสันติกุล” ผู้อำนวยการท่าอากาศยานอุดรธานี เปิดให้ชาวนานำข้าวมาวางจำหน่ายในสนามบินในโครงการ “ข้าวจากชาวนาสู่มือผู้บริโภค” โดยมีสำนักงานเกษตรจังหวัดอุดรธานีเป็นแม่งานใหญ่อีกแรง เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีตัวแทนเกษตรกรจาก อ.กุดจับ และ อ.เมือง จ.อุดรธานี หมุนเวียนจัดข้าวสารมาจำหน่าย โดยทางสนามบินยังได้ช่วยประชาสัมพันธ์เชื้อเชิญผู้บริโภคผ่านเสียงตามสาย
ศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผอ.สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และ ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดี ม.เกษตรศาสตร์ ร่วมกันลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการ “ศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการด้านไหม ระยะที่ 3” ณ อาคารสารนิเทศ ม.เกษตรศาสตร์ เพื่อสนับสนุนให้มีการพัฒนางานวิจัย ขับเคลื่อนไหมอีรี่สู่อุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรมและเต็มรูปแบบ รวมถึงเพิ่มมูลค่าสินค้าจากไหมอีรี่สู่สากลมากขึ้น ผศ.ดร.อุไรวรรณ นิลเพ็ชร์ ผอ.ศูนย์วิทยาการและเทคโนโลยีด้านไหม ม.เกษตรศาสตร์ กล่าวถึงความสำเร็จของโครงการในระยะที่ 1 เรื่อยมาจนถึงระยะที่ 2 (2546 – 2558) ที่มีต่อภาคเกษตรกรรมว่า ทางศูนย์ได้ดำเนินการวิจัย พัฒนาระบบฟาร์มเลี้ยงไหมอีรี่โดยใช้เทคโนโลยีสะอาด พัฒนาออกแบบผลิตภัณฑ์สิ่งทอจากไหมอีรี่และการสร้างแบรนด์ จัดกิจกรรมอบรมถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกร ผลิตนักวิจัย และบุคากรที่เชี่ยวชาญด้านไหมอีรี่ โดยผลจากการพัฒนากระบวนการผลิตไหมอีรี่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ได้มีการผลักดันไปสู่การปฏิบัติจริงของกลุ่มเกษตรกรที่เข้มแข็งกว่า 44 เครือข่าย 450 ครัวเรือน ครอบคลุม 28 จังหวัดในทุกภูมิภาค เกษตรกรสามารถผล
อาชีพเริ่มต้นของคุณตุ้ม หรือเจ๊ตุ้ม นิรมล กลยณีย์ คือทำงานก่อสร้างที่กรุงเทพฯ มีรายได้รายวัน จากนั้นก็ขยับไปทำงานประจำ มีรายได้เดือนละ 600 บาท เธอบอกว่าดีและเป็นเงินที่ไม่น้อย คุณตุ้มอยู่บ้านเลขที่ 143 หมู่ 3 ตำบลนาอ้อ อำเภอเมือง จังหวัดเลย เจ๊ตุ้ม มีแม่ชื่อแก้ว หรือคุณยายแก้ว ครอบครัวนี้ฐานะในยุคเริ่มต้นไม่ได้มีเงินทองมากมาย “หนูไม่ได้เรียน หาเงินให้พี่ๆน้องๆเขาเรียนกัน” คุณตุ้มบอก หมายถึงเรียนชั้นสูงๆ ยุคเก่าก่อน พอถึงหน้าแล้ง เดือนมีนาคม-เมษายน คนตามชนบทจะว่างงาน ขณะเดียวกันก็มักมีงานบุญ คุณยายแก้วถือโอกาสเปิดหน้าบ้านขายส้มตำ คนท้องถิ่นแถบนั้น บางครั้งก็พูด “ตำส้ม” สนนราคาส้มตำที่ขายเมื่อก่อนจานละ 50 สตางค์ ระยะเวลาการขายไม่กี่เดือน อาจจะ 2-3 เดือนหลังฤดูการเก็บเกี่ยว พอถึงช่วงการผลิต ไม่มีคน จะไปขายให้ใคร คุณยายก็ต้องลงนา ปลูกผักปลูกหญ้า ปีหน้าเริ่มใหม่ หมุนเวียนอยู่อย่างนี้ หน้าแล้งปีหนึ่ง เวลาผ่านมากว่า 20 ปีแล้ว ตุ้มขณะนั้นยังไม่มีคำว่า “เจ๊”นำหน้า กลับจากกรุงเทพฯ ช่วงสงกรานต์ เธอเห็นคนมากินส้มตำของแม่ มากันค่อนข้างมาก เธอนั่งคิดนอนคิด สุดท้ายจึงตัดสินใจว่า ไปทำไมกรุงเทพฯ ขายส้ม
นายกล้าณรงค์ พงษ์เจริญ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ให้สัมภาษณ์ที่หอประชุมอำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว ภายหลังการพบปะและมอบนโยบายการพัฒนาและการบริหารงานด้านต่างๆ แบบบูรณาการ แก่หัวหน้าส่วนราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในพื้นที่อำเภอคลองหาด โดยเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตเป็นสำคัญว่า ในท้องที่อำเภอคลองหาด มีเกษตรกรผู้ปลูกลำไยเป็นจำนวนมาก ขณะนี้เกษตรกรเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิต แต่มีปัญหาเรื่องแรงงานขาดแคลน จึงต้องใช้แรงงานชาวกัมพูชาเข้ามาช่วย ซึ่งทางจังหวัดสระแก้วได้หาทางช่วยเหลือเกษตรกรในเรื่องของแรงงานให้เพียงพอ รวมทั้งหาแรงงานชาวกัมพูชาที่มีทักษะในการเก็บลำไยด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว กล่าวว่า นอกจากนี้ ทางจังหวัดสระแก้วได้พูดคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ทหาร เพื่อหาทางช่วยเหลือเกษตรกรในด้านแรงงาน เพื่อรองรับการเก็บเกี่ยวลำไยอย่างมีคุณภาพครบถ้วนสมบูรณ์ โดยทางจังหวัดจะดูแลเรื่องแรงงาน และถือว่าเป็นวาระสำคัญของจังหวัดให้เกษตรกรผู้ปลูกลำไยสบายใจได้ “ส่วนแผนระยะยาว ทางจังหวัดสระแก้วจะหารือกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย นำเอาลำไยที่เกร
เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน ผู้สื่อข่าวรายงานสภาพอากาศในบางพื้นที่ของจังหวัดพะเยาว่า บริเวณบนพื้นที่สูง ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อของจังหวัดพะเยาเริ่มมีหมอกปกคลุมในตอนเช้ามืดถึงตอนเช้าระหว่างเวลา 06.00-09.00 น. ทำให้มองเห็นทะเลหมอกปกคลุมด้านล่างอย่างงดงาม เช่น ทางขึ้นภูลังกา ต.ผาช้างน้อย อ.ปง ซึ่งมองเห็นทะเลหมอกปกคลุมถ้ำหินปูนด้านล่าง โดยมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาพักและถ่ายภาพกันอย่างคึกคักตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา จึงทำให้มีสถานที่พักริมทางหลวงแผ่นดินสาย 1148 ระหว่าง อ.สองแคว จ.น่าน กับ อ.ปง จ.พะเยา เกิดขึ้นมากมาย นายณัฐพงษ์ แซ่ฟ่าน อายุ 40 ปี เจ้าของบ้านพักรายหนึ่ง ในต.ผาช้างน้อย อ.ปง จ.พะเยา เปิดเผยว่า ก่อนถึงทางขึ้นวนอุทยานภูลังกา ต.ผาช้างน้อย อ.ปง จะมีจุดชมทัศนียภาพของทะเลหมอกในตอนเช้าได้อย่างงดงาม โดยเฉพาะทั้งสองข้างทางของถนนสาย 1148 ระหว่าง อ.สองแคว จ.น่าน กับ อ.ปง จ.พะเยา หรือที่เรียกกันว่า “โรแมนติกโรด” เป็นจุดที่ผ่านพื้นที่เขตติดต่อของ อ.แสงแคว จ.น่าน แล้วถนนขึ้นเนินมาถึงบ้านปางมะโอ ต.ผาช้างน้อย อ.ปง เมื่ออยู่บนที่สูงจะเห็นความงดงามของถ้ำหินปูนด้านล่าง เมื่อเข้าฤดูหน
เสาวลักษณ์ สวัสดิ์กว้าน เรื่อง/รูป ไข่เค็ม สินค้าพื้นบ้าน จนแทบจะกล่าวได้ว่า ไม่มีใครที่ไม่รู้จักไข่เค็ม ไข่เค็ม เป็นการถนอมอาหาร ที่สามารถทำได้หลายรูปแบบ และการทำไข่เค็มด้วยวัตถุดิบ อย่างดินสอพองก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ที่หมู่บ้านศาลาดิน ต.มหาสวัสดิ์ อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม มีกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรมหาสวัสดิ์ รวมตัว ผลิตไข่เค็มดินสอพอง ที่ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ไปพูดคุยมาพร้อมนำสูตรมาฝากกันอย่างละเอียดพร้อมทำตามได้เลย คุณอุไร สวัสดิ์แดง วัย 50 ปี หนึ่งในสมาชิกกลุ่มแม่บ้าน เล่าว่า ที่กลุ่มแห่งนี้ ทำกันมาราว 15 ปีเศษแล้ว โดย ใน 1 สัปดาห์ จะผลิตไข่เค็มราว 1200 ฟอง โดยใช้วัตถุดิบหลักคือไข่เป็ดในพื้นที่ และย่านใกล้เคียง ทำเสร็จแล้ววางขายที่กลุ่มแม่บ้าน และออกงานแสดงสินค้าทั่วไป ราคาไข่เค็ม ขายฟองละ 7 บาท หรือ 3 ฟอง 20 บาทเพื่อให้ขายง่ายขึ้น ส่วนต้นทุนมีดังนี้ ไข่เป็ดตกฟองละ 4.50 บาท //ดินสอพอง ราคา กก.ละ 10 บาท //เกลือ กก.ละ 10 บาท //ค่าแรง ชม.ละ 40 บาท (โดยเฉลี่ย 1 ชม. จะทำได้ ถึง 600 ฟอง) สรุปแล้ว กว่าจะมาเป็นไข่เค็ม 1 ฟอง ใช้ต้นทุน 5.80 บาท คุณอุไร บอกว่า ไข่เค็ม ทำไม่ยาก แต่ต้องขายไว เนื่องจา
สถานการณ์ฮอตในช่วงนี้หนีไม่พ้นราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ ไม่ว่าจะเป็นข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง แต่พืชอีกชนิดที่มาแรงไม่แพ้กันคือเรื่องราวของ “มันฝรั่ง” ที่ระดับรองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ “ไกรสร กองฉลาด” ออกอาการฉุนขาดโพสต์เฟซบุ๊กไม่พอใจที่บริษัทแห่งหนึ่งจะมาสนับสนุนให้เกษตรกรบนภูทับเบิกปลูกมันฝรั่ง เหตุที่ทำให้ผู้บริหารเมืองมะขามหวานนอตหลุดนั้น เพราะพื้นที่ภูทับเบิกอยู่ระหว่างการปลุกปั้นให้เป็นแหล่งปลูกพืชผัก “ออร์แกนิก” เป้าหมายให้เป็นแหล่งผลิตอาหารชั้นยอดของประเทศ โดยมุมมองของรองผู้ว่าฯคือ ถ้ามีการปลูกมันฝรั่งป้อนโรงงาน นั่นแปลว่ายังต้องพึ่งพาสารเคมี ความฝันเป็นแหล่งปลูกพืชผักออร์แกนิกอาจต้องดับลง พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตด้วยว่า การทำเกษตรแบบพันธสัญญา หรือคอนแทร็กต์ฟาร์มมิ่ง (Contract Farming) แม้จะมีตลาดซื้อขายที่แน่นอน แต่เกษตรกรยังต้องแบกรับความเสี่ยงเรื่องคุณภาพผลผลิต ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นอย่างการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น ขณะที่เกษตรกรภูทับเบิกในระดับผู้นำก็ได้ออกมาตอบโต้ยืนยันว่า เกษตรพันธสัญญาทำให้มีรายได้แน่นอนในราคากิโลกรัมละ 14 บาท
ค่ายยักษ์ใหญ่ 2 เอกชน บวก 1 ภาครัฐ ส่งเสริม “ไข่ออร์แกนิก” ด้านคณะกรรมการเอจจ์ บอร์ด ลุยรณรงค์คนไทยบริโภคไข่เพิ่มขึ้น ยันข้อมูลวิจัยจากต่างประเทศ บริโภคไข่ไก่ได้ไม่เป็นภัยต่อสุขภาพ ล่าสุดกระทรวงเกษตรของสหรัฐถอด “ไข่ไก่” ออกจากแบล็กลิสต์ต้นเหตุสร้างคอเลสเตอรอล ทำให้เป็นโรคหัวใจ “อัครา กรุ๊ป” ลุยไข่ไก่ออร์แกนิก เล็งโตยาวตามตลาดคนรักสุขภาพ ฝูง “ไก่ออร์แกนิก” ที่อยู่ใน 4 โรงเรือน ของ “อัครา กรุ๊ป” นับว่าเป็นไก่ที่ได้รับการดูแลอย่างดี ตั้งแต่การคัดเลือกอาหารออร์แกนิก จนนำมาสู่การผลิต “ไข่ออร์แกนิก” ตามมา ด้วยพลังความตั้งใจของทีมผู้บริหารของกลุ่ม “อัครา กรุ๊ป” นำโดย คุณธนาวุฑ เอื้อละพันธ์ รองประธานกรรมการ อัครา กรุ๊ป จำกัด ซึ่งเป็นทีมผู้บริหารเดียวกับ “แสงทองฟาร์ม” “ผมว่าไก่ในฟาร์มทั่วไป ถ้ามาเห็นไก่ออร์แกนิก 4,000 ตัว ในพื้นที่ 22 ไร่ ไก่ที่เลี้ยงในฟาร์มแบบเดิมก็คงจะต้องอิจฉาแน่นอนเพราะเราดูแลอย่างดี ตั้งแต่ระบบน้ำ จะต้องไม่ใช้น้ำบ่อหรือน้ำบาดาลทั่วไป แต่เรามีพื้นที่สำหรับเก็บน้ำที่ใช้ในฟาร์มไก่ออร์แกนิก ซึ่งจะมีพื้นที่เดินเล่น เป็นอิสระ ไม่เบียดกันเหมือนฟาร์มเลี้ยงไก่ทั่วไป โดยใน 1
อบกรอบอร่อย สับปะรดตราดสีทองของจังหวัดตราด ได้พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปอบกรอบหรือทอดระบบสูญญากาศได้ OTOP ระดับ 4 ดาวและจัดจำหน่ายทั้งตลาดภายในและต่างประเทศ ภายใต้แบรนด์ ”พีเอฟที” ของ บริษัท ผลอำไพฟรุ๊ตตี้ไทย จำกัด ของคุณชัยวัฒน์ ปริ่มผล เกษตรกรดีเด่น ชาวสวนแท้ๆ อยู่บ้านเลขที่ 205 หมู่ 8ต.ทุ่งนนทรี อ.เขาสมิง จ.ตราด โทรฯ 081-656-3841ผู้ผลิต ใช้เครื่องอบทอดระบบสูญญากาศเพื่อรักษารสชาติความสดตามธรรมชาติของผลไม้และ ไม่อมน้ำมันและสถาบันโภชนาการที่อเมริกาตรวจสอบคุณค่าทางโภชนาการได้มาตรฐาน ค่าไขมัน โคเรสเตอรอล 0% มีคาร์โบไฮเดรทและไฟเบอร์อย่างละ 3%จึงเป็นผลไม้อบแห้งที่ธรรมชาติ100% วัตถุดิบและอุปกรณ์ สับปะรดตราดสีทองผลสุกเปลือกเหลืองขนาดเล็ก เพราะได้รสหวานจัด กลิ่นหอมและเนื้อสีเหลืองเข้มน่ารับประทาน เครื่องอบทอดสูญญากาศ ซองบรรจุสุญญากาศ(ฟรอยด์) เครื่องซีน /ฉลาก ขั้นตอนการผลิต ปอกเปลือกสับปะรดเอาตาดำออกให้หมดและผ่าตามยาวของลูกขนาด 6 ชิ้นและเอาแกนในออกหั่นเนื้อเป็นชิ้นๆตามแนวขวางให้มีความหนาประมาณ 0.5 เซนติเมตร ใส่ตะกร้าฉีดน้ำล้างเบาๆให้สะอาดพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ นำเข้
เมื่อปี พ.ศ.2480 นายโพธิ์ นิลล้อม ชาวบ้านห้วยทับทัน อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ เล็งเห็นว่า ที่สถานีรถไฟห้วยทับทันมีคนสัญจรผ่านไปมาไม่น้อย คนจากกรุงเทพฯ จะกลับอุบลราชธานีต้องผ่านที่นี่ คนจากอุบลราชธานี จะไปบุรีรัมย์หรือเข้ากรุงเทพฯ ก็ต้องผ่านห้วยทับทัน คนพื้นที่จะไปธุระ ต้องมารอรถไฟนาน นายโพธิ์ ต้องการหารายได้ จากการค้าขาย จึงไปจับไก่ในเล้าของตนเอง มาแปรรูปเสียบไม้ย่างขาย ไม้ที่เสียบ นายโพธิ์ ไม่ได้ไปตัดไม้ไผ่มาเสียบเหมือนอย่างชาวบ้านในถิ่นอื่น แต่ไปตัดไม้มะดันป่า ที่ขึ้นอยู่ริมห้วยทับทันมาเสียบไก่ ส่วนเชื้อเพลิงสำหรับย่างไก่ นายโพธิ์ไม่ต้องไปหาให้ยาก แต่ได้จากเศษเหลือของฟืนและเปลือกไม้ ที่ใช้กับรถไฟ มาก่อย่างไก่ เพราะไก่ย่างขายได้ นายโพธิ์ ต้องไปหาซื้อไก่จากเพื่อนบ้าน ในหมู่บ้านเดียวกันมาย่างขาย นานเข้าต้องไปหาซื้อข้ามหมู่บ้านกันเลยทีเดียว ไก่ย่างราคาไม้ละ 10 สตางค์ ขายคู่กับข้าวเหนียว 5 สตางค์ นานวันเข้า แทนที่นายโพธิ์จะขายไก่ย่างคนเดียว ก็มีคนอื่นๆตามอย่าง แต่วัตถุดิบยังคงเป็นไก่บ้านที่เลี้ยงเอง รวมทั้งใช้ไม้มะดันเสียบย่าง ส่วนเครื่องปรุงก็ปรับแต่งกันจนได้ที่ ทำให้รสชาติถูกปากผ
