แปรรูปสินค้าเกษตร
นายปรัชญา ดิลกสัตยา นักวิชาการสหกรณ์ชำนาญการพิเศษ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้สั่งการให้ กรมส่งเสริมสหกรณ์เร่งขยายตลาดข้าวสารของสหกรณ์ให้เพิ่มมากขึ้น โดยให้ประสานกับหน่วยงานต่าง ๆ เปิดพื้นที่ เพื่อเป็นจุดจำหน่ายข้าวหอมมะลิของสหกรณ์ หรือสั่งซื้อข้าวสารของสหกรณ์เพื่อนำไปจำหน่ายให้กับผู้บริโภคตามพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มช่องทางในการระบายผลผลิตออกสู่ตลาดในช่วงฤดูกาลผลิต ปี 2559/60 ซึ่งกำลังทยอยเก็บเกี่ยวผลผลิตและจะมีปริมาณข้าวเปลือกออกมามากในช่วงเดือนพฤศจิกายน นั้น สำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 ได้สนองนโยบายดังกล่าวโดยการประสาน ความร่วมมือกับขบวนการสหกรณ์ในกรุงเทพมหานคร ร่วมเป็นเครือข่ายในการกระจายข้าวสารของของสหกรณ์ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อนำไปจำหน่ายให้กับสมาชิกและประชาชนที่สนใจ ซึ่งข้าวสาร ที่จะนำมาจำหน่ายให้กับสหกรณ์ในเขตกรุงเทพมหานคร จะเน้นข้าวหอมมะลิ 100% บรรจุถุงขนาด 5 กิโลกรัม ขณะนี้มีสหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์แท็กซี่ สหกรณ์เคหสถานและร้านค้าสหกรณ์ที่แจ้งความประสงค์จะสั่งซื้อข้าวส
“ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์” นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดใจถึงเคสส่งออกหรือโรงสีกดดันราคาข้าว โดยสะท้อนภาพตลาดส่งออกที่อึมครึมจนส่งผลให้ราคาส่งออกข้าวล่วงหน้าลดลงอย่างหนัก – ผู้ส่งออกกดราคารับซื้อข้าวจากโรงสี เราถูกกล่าวหาว่ากดราคา เพราะแจ้งราคาส่งออก 2-3 เดือนล่วงหน้า ดูจากแนวโน้มตลาดฟิวเจอร์ต้องขายลง ถ้าไม่ขายเท่ากับปล่อยให้เพื่อนบ้านขาย เพราะเรามีสต๊อกต้องบริหารจัดการอีก 8-9 ล้านตัน มีข้าวใหม่ต้องส่งออก 20 ล้านตัน ถ้าไม่เล่นราคาจะทำอย่างไร เราไม่ได้ว่า หากรัฐบาลจะไปช่วยเหลือชาวนาทำไป แต่การขายปล่อยเป็นหน้าที่เราทำ ขายล่วงหน้าไปเราเสี่ยงเอง รัฐบาลไม่ได้ขาดทุน แต่ผู้ส่งออกขาดทุน ถ้าไม่ขายจะรอข้าวปีหน้าออกมาอีก 10 ล้านตัน คาดการณ์ปริมาณผลผลิตครบวงจร ตกลงกันว่าจะลดการปลูกข้าวให้เหลือ 25-27 ล้านตันข้าวเปลือก แต่เอาเข้าจริง ๆ เดือนตุลาคม-ธันวาคม ออกมา 25 ล้านตันข้าวเปลือก ยังไม่รวมนาปรังจะออกเดือนกรกฎาคม 2560 อีก 6 ล้านตัน ควบคุมอะไรไม่ได้ แล้วจะมาเบลมเรา ซัพพลายออกมาเยอะ ตลาดฟิลิปปินส์ ที่คิดว่าจะซื้อ 2.5 แสนตันก็ไม่ซื้อ อินโดนีเซียอีก 5 แสนตันก็ไม่ซื้อ เพราะปัจจัยภาย
นอกจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จะทรงมุ่งมั่นสร้างความเข้มแข็งในภาคการผลิต ด้วยการส่งเสริม สนับสนุนให้ประชาชนผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ รู้จักแปรรูปผลผลิตสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อให้มีงานมีรายได้เลี้ยงชีพอย่างมั่นคง พระองค์ยังทรงเห็นความสำคัญของการมีช่องทางขายสินค้า ที่จะช่วยส่งต่อพืชผล-ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพเหล่านั้นไปยังผู้บริโภคในรูปแบบที่เป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย จึงเป็นที่มาที่พระองค์ท่านได้ทรงร่วมกับเอกชนพัฒนาร้านค้าปลีกเพื่อคนไทยภายใต้ชื่อ “โกลเด้น เพลซ” (Golden Place) ดำเนินงานโดยบริษัท สุวรรณชาด จำกัด ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2544 ให้เป็นต้นแบบการจัดการร้านค้าปลีกที่มีสินค้าคุณภาพหลากหลาย ผู้บริโภคได้ซื้อสินค้าดีในราคายุติธรรม ขณะที่ผู้ผลิตก็ขายสินค้าได้โดยไม่ขาดทุน ซูเปอร์มาร์เก็ตในโครงการส่วนพระองค์ สาขาแรกจึงเกิดขึ้นบนพื้นที่กว่า 400 ตารางเมตร ย่านเลียบทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์ (สาขาพระราม 9) เป็นช่องทางจำหน่ายอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค รวบรวมผลิตภัณฑ์จากโครงการตามพระราชดำริ โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา สินค้าเด่น อาทิ ข้าวโพดหวานสองสี นมยูเอชที
ธนาคารกรุงไทยร่วมบรรเทาความเดือดร้อนของชาวนา เตรียมเปิดพื้นที่สำนักงานใหญ่และสาขาให้ชาวนานำข้าวสารมาจำหน่ายโดยตรงกับผู้บริโภค นำร่องเปิดขายข้าวแล้วที่สาขารังสิตคลอง 4 และสาขาในจังหวัดขอนแก่น พร้อมรณรงค์ให้พนักงานทั่วประเทศกว่า 24,000 คน ซื้อข้าวสารกับชาวนา และธนาคารยังจัดซื้อข้าวสารมอบเป็นของขวัญให้กับลูกค้าอีกด้วย นางศิริพร นพวัฒนพงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า จากการที่รัฐบาลได้ออกมาตรการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ธนาคารกรุงไทยเล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าว และได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของชาวนา โดยเตรียมเปิดพื้นที่สำนักงานใหญ่ รวมทั้งสาขาที่ตั้งอยู่ในทำเลที่เหมาะสม เพื่อให้ชาวนานำข้าวสารมาจำหน่ายโดยตรงกับผู้บริโภค โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ซึ่งจะช่วยให้ระบายข้าวสารออกสู่ตลาดได้สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น “ธนาคารได้ประสานกับเครือข่ายเกษตรกรโดยตรง และสั่งซื้อข้าวจากบริษัท ไทยธุรกิจการเกษตร จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ถือหุ้นโดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.
จากนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการส่งเสริมระบบเกษตรแบบแปลงใหญ่ ที่มุ่งปรับเปลี่ยนระบบการส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ขนาดใหญ่ เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรรายย่อย มาสู่การรวมกลุ่มที่สามารถใช้เครื่องมือ เครื่องจักรกลมาช่วยในการผลิต เข้าถึงเทคโนโลยีได้มากขึ้น มีความสามารถในการจัดการการผลิตผลผลิตอย่างมืออาชีพ ทำให้คุณภาพสินค้าได้มาตรฐานเท่าเทียมกัน สามารถเข้าถึงการตลาดและมีอำนาจต่อรองทางการตลาดสูงขึ้น ทั้งนี้ คุณอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวถึงการส่งเสริมการทำนาแปลงใหญ่ ภายใต้โครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพผลผลิต ที่กรมการข้าวดำเนินการว่า การส่งเสริมนาแปลงใหญ่ของกรมการข้าว ได้เน้นดำเนินการตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ใน 4 ด้าน ประกอบด้วย ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตต่อไร่ เพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการผลิตข้าวของชุมชนแบบครบวงจร และการเชื่อมโยงตลาดระหว่างเกษตรกร ผู้ประกอบการ สหกรณ์การเกษตร เพื่อให้ชาวนาจำหน่ายข้าวเปลือกในราคาที่เป็นธรรม “ในด้านการลดต้นทุน กรมการข้าวเน้นให้มีการลดปัจจัยการผลิตและเปลี่ยนเทคโนโลยีการผลิตให้เหมาะสม โดยเฉพาะลดการใช้เม
นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานกรรมการ เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันที่ข้าวเปลือกราคาตกต่ำ และมีปริมาณข้าวเปลือกชุดใหม่ออกสู่ตลาดภายในเวลาเดียวกันจำนวนมาก ส่งผลให้ชาวนาไทยทั่วประเทศประสบปัญหาเดือดร้อนนั้น เครือเจริญโภคภัณฑ์พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนนโยบายภาครัฐช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวนาไทย โดยผนึกกำลังบริษัทในเครือฯ เพื่อร่วมกันช่วยเร่งระบายข้าวเปลือกใหม่ ซึ่งขณะนี้มีนโยบายให้ บริษัท ซี.พี.อินเตอร์เทรด จำกัด ซึ่งเป็นผู้ดำเนินธุรกิจข้าวในเครือฯ เร่งรับซื้อข้าวเร็วขึ้นจากฤดูกาลเดิม เพื่อช่วยระบายผลผลิตข้าวเปลือกในระบบตลาด พร้อมเปิดจุดรับซื้อข้าวตรงจากชาวนารวม 18 จุดทั่วประเทศ เพื่อนำข้าวเปลือกที่รับซื้อดังกล่าวมาดำเนินโครงการ ภายใต้แบรนด์ “ข้าวชาวนาไทย” โดยจะจำหน่ายในราคาต้นทุน นอกจากนี้ บริษัทในเครือฯ ทั้ง เซเว่นอีเลฟเว่น แม็คโคร ซีพีเฟรชมาร์ท ทรูช้อป ทรูคอฟฟี่ และทรูซีเลคท์ พร้อมให้การสนับสนุนอำนวยความสะดวกเป็นช่องทางจำหน่ายเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือเกษตรกรชาวนาไทย โดยมีขนาด 5 กิโลกรัม ราคา 125 บาท ยิ่งไปกว่านั้น บมจ. ส
วันที่ 11 พฤศจิกายน นายโชคชัย เดชอมรธัญ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นายวีระชัย ปรานวีระไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการ บจก.ประชารัฐรักสามัคคีภูเก็ต นายชาลี สิตบุศย์ หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ สำนักงานเกษตรจังหวัดภูเก็ต แถลงข่าว สับปะรดภูเก็ตแคมเปญ”อ่องหลาย โป๊ปี่เป่งอ๊าน” มี หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ สื่อมวลชน ร่วมรับฟังการแถลงข่าว ที่ ร้านตู้กับข้าว อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายวีระชัย กล่าวว่า การจัดงานนี้เพื่อจุดประกายให้เกษตรกรหันมาอนุรักษ์สับปะรดพันธุ์ภูเก็ตแท้ ซึ่งเหลือพื้นที่ปลูกเพียง 2,200ไร่ ให้คงอยู่ต่อไป โดยน้อมรับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาเป็นแนวทาง ในการพัฒนา และสร้างกระแส และประชาสัมพันธ์ประโยชน์ จุดเด่น และคุณค่าทางโภชนาการของสับปะรดภูเก็ตที่โดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว “การเปิดจอง สับปะรดหรืออ่องหลาย ตั้งแต่ วันที่ 11พ.ย.59จำนวน100ลูก ราคาลูกละ 1,543บาท เพื่อส่งมอบก่อนวันตรุษจีนปี2560 ได้รับการจองหมดแล้วทั้ง100ลูก จากตระกูลดังต่างๆที่มีชื่อเสียง ของประเทศ สับปะรดจำนวนดังกล่าวคัดสรรมาอย่างดีมีการรับรองความปลอดภัยคุณภาพ
ความทุกข์ยากของเหล่ากระดูกสันหลังของชาติกว่า 3.7 ล้านครัวเรือน หรือประมาณ 17 ล้านคน ที่กำลังประสบปัญหาราคาข้าวตกต่ำอย่างหนักคลี่คลายลงในระดับหนึ่ง หลังจากเกิดปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน คือ เกษตรกรได้ลุกขึ้นมาจำหน่ายข้าวถึงมือผู้บริโภคโดยตรง ไม่ง้อพ่อค้าคนกลาง รวมทั้งการแสดงพลังของโลกโซเชียล ผู้บริโภค ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมที่ต่างหยิบยื่นน้ำใจ ช่วยกันคนละไม้คนละมือ เพื่อให้เกษตรกรผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปให้ได้ รัฐ-เอกชนเปิดพื้นที่ขายข้าวฟรี สิ่งเห็นได้ชัดเจนคือเกือบทุกจังหวัดทั้งภาครัฐและเอกชนต่างยินดีเปิดพื้นที่เพื่อเป็นตลาดให้เกษตรกรสามารถนำผลผลิตมาจำหน่ายด้วยตนเองโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเช่นจังหวัดอุดรธานีที่“วิทวัส ภักดีสันติกุล” ผู้อำนวยการท่าอากาศยานอุดรธานี เปิดให้ชาวนานำข้าวมาวางจำหน่ายในสนามบินในโครงการ “ข้าวจากชาวนาสู่มือผู้บริโภค” โดยมีสำนักงานเกษตรจังหวัดอุดรธานีเป็นแม่งานใหญ่อีกแรง เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีตัวแทนเกษตรกรจาก อ.กุดจับ และ อ.เมือง จ.อุดรธานี หมุนเวียนจัดข้าวสารมาจำหน่าย โดยทางสนามบินยังได้ช่วยประชาสัมพันธ์เชื้อเชิญผู้บริโภคผ่านเสียงตามสาย
ศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผอ.สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และ ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดี ม.เกษตรศาสตร์ ร่วมกันลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการ “ศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการด้านไหม ระยะที่ 3” ณ อาคารสารนิเทศ ม.เกษตรศาสตร์ เพื่อสนับสนุนให้มีการพัฒนางานวิจัย ขับเคลื่อนไหมอีรี่สู่อุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรมและเต็มรูปแบบ รวมถึงเพิ่มมูลค่าสินค้าจากไหมอีรี่สู่สากลมากขึ้น ผศ.ดร.อุไรวรรณ นิลเพ็ชร์ ผอ.ศูนย์วิทยาการและเทคโนโลยีด้านไหม ม.เกษตรศาสตร์ กล่าวถึงความสำเร็จของโครงการในระยะที่ 1 เรื่อยมาจนถึงระยะที่ 2 (2546 – 2558) ที่มีต่อภาคเกษตรกรรมว่า ทางศูนย์ได้ดำเนินการวิจัย พัฒนาระบบฟาร์มเลี้ยงไหมอีรี่โดยใช้เทคโนโลยีสะอาด พัฒนาออกแบบผลิตภัณฑ์สิ่งทอจากไหมอีรี่และการสร้างแบรนด์ จัดกิจกรรมอบรมถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกร ผลิตนักวิจัย และบุคากรที่เชี่ยวชาญด้านไหมอีรี่ โดยผลจากการพัฒนากระบวนการผลิตไหมอีรี่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ได้มีการผลักดันไปสู่การปฏิบัติจริงของกลุ่มเกษตรกรที่เข้มแข็งกว่า 44 เครือข่าย 450 ครัวเรือน ครอบคลุม 28 จังหวัดในทุกภูมิภาค เกษตรกรสามารถผล
อาชีพเริ่มต้นของคุณตุ้ม หรือเจ๊ตุ้ม นิรมล กลยณีย์ คือทำงานก่อสร้างที่กรุงเทพฯ มีรายได้รายวัน จากนั้นก็ขยับไปทำงานประจำ มีรายได้เดือนละ 600 บาท เธอบอกว่าดีและเป็นเงินที่ไม่น้อย คุณตุ้มอยู่บ้านเลขที่ 143 หมู่ 3 ตำบลนาอ้อ อำเภอเมือง จังหวัดเลย เจ๊ตุ้ม มีแม่ชื่อแก้ว หรือคุณยายแก้ว ครอบครัวนี้ฐานะในยุคเริ่มต้นไม่ได้มีเงินทองมากมาย “หนูไม่ได้เรียน หาเงินให้พี่ๆน้องๆเขาเรียนกัน” คุณตุ้มบอก หมายถึงเรียนชั้นสูงๆ ยุคเก่าก่อน พอถึงหน้าแล้ง เดือนมีนาคม-เมษายน คนตามชนบทจะว่างงาน ขณะเดียวกันก็มักมีงานบุญ คุณยายแก้วถือโอกาสเปิดหน้าบ้านขายส้มตำ คนท้องถิ่นแถบนั้น บางครั้งก็พูด “ตำส้ม” สนนราคาส้มตำที่ขายเมื่อก่อนจานละ 50 สตางค์ ระยะเวลาการขายไม่กี่เดือน อาจจะ 2-3 เดือนหลังฤดูการเก็บเกี่ยว พอถึงช่วงการผลิต ไม่มีคน จะไปขายให้ใคร คุณยายก็ต้องลงนา ปลูกผักปลูกหญ้า ปีหน้าเริ่มใหม่ หมุนเวียนอยู่อย่างนี้ หน้าแล้งปีหนึ่ง เวลาผ่านมากว่า 20 ปีแล้ว ตุ้มขณะนั้นยังไม่มีคำว่า “เจ๊”นำหน้า กลับจากกรุงเทพฯ ช่วงสงกรานต์ เธอเห็นคนมากินส้มตำของแม่ มากันค่อนข้างมาก เธอนั่งคิดนอนคิด สุดท้ายจึงตัดสินใจว่า ไปทำไมกรุงเทพฯ ขายส้ม
