เทคนิคเกษตร
ไคร้ย้อย “ตะไคร้หอม” มัดห้อย กันยุง… “ใคร้ย้อย” หอมน้อย ห้อยในมุ้ง ประดับตา ชื่อวิทยาศาสตร์ Elaeocarpus grandiflorus Sm. ชื่อวงศ์ ELAEOCARPACEAE ชื่อสามัญ Fairy petticoats, Lily of the valley ชื่ออื่นๆ กระดิ่งนางฟ้า (ทั่วไปปัจจุบัน) กาบพร้าว (นราธิวาส) สารภีน้ำ (เชียงใหม่) จิก ดอกปีใหม่ (กาญจนบุรี) คล้ายสองหู ผีหน่าย (สุราษฎร์ธานี) แต้วน้ำ (บุรีรัมย์) ปูมปา (เลย) อะโน (ปัตตานี) มุ่นน้ำ (เพชรบุรี) ดอกโจก โชค (ภาคเหนือ) สีชัง (สมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย) หนูไม่อยากจะคุย เมื่อพูดถึงชื่อแปลกๆ เพราะหนูมีทั้งชื่อแปลกมากๆ และยังแปลกมากๆ ที่มีชื่อม๊ากกเหลือเกิน จนหนูเองก็แทบจะจำชื่อตัวเองไม่ได้ เพราะสับสนที่ไม่รู้ว่ามีความหมาย หรือที่มาอย่างไร แล้วใครๆ ที่เรียกชื่อหนูมีทั้งชาวบ้านทั่วๆ ไป ท้องถิ่นภาคต่างๆ และนักวิชาการ เพียงแต่ชื่อของหนูไม่ค่อยได้รับการกล่าวถึงในแวดวงวิชาการนัก อาจจะเป็นเพราะว่าชื่อเรียกยากหรือเปล่า? แต่ถ้าเรียก “กระดิ่งนางฟ้า” หนูว่าไม่เห็นออกเสียงยากเลย โดยส่วนตัวหนู คิดว่าหนูชอบชื่อ “กาบพร้าว” เพราะฟังง่ายๆ สัมผัสได้ด้วย มีของจริงให้เห็น แต่หนูแปลกใจที่ชาวสุราษฎร์ธานี เ
ผักโขม หรือ ผักขม ที่จะพูดถึงนี้ไม่ใช่ผักโขมแบบที่เรารู้จักคุ้นเคยในการ์ตูน “ป๊อปอาย” กะลาสีเรือจอมพลังที่มีของดีประจำตัวคือ ผักกระป๋อง เมื่อถึงเวลาสู้กับศัตรูร้ายและใกล้เพลี่ยงพล้ำขึ้นมา ป๊อปอายก็มักจะควักเอาของดีคือผักกระป๋องออกมาเคี้ยว ชั่วประเดี๋ยวเดียวกล้ามก็โตขึ้นเป็นมัดๆ ซัดใครๆ ได้เรียบวุธไปหมด ผักโขม ที่ป๊อปอายกินนั้น ฝรั่งเรียกว่า Spinach ซึ่งเป็นอันเดียวกับ “ผักปวยเล้ง” ของจีน ส่วน ผักโขมไทย ที่เราเห็นกันทั่วไปตามท้องตลาดและชาวบ้านนิยมเอามาลวกกินกับน้ำพริกนั้น ภาษาอังกฤษ เรียกว่า Amaranth เป็นคนละชนิดกับ Spinach (ออกเสียงว่า “สปีแนช”) และรสชาติก็ต่างกันด้วย เพราะปวยเล้งนั้นไม่ได้มีรสขมนำเหมือนกับผักโขมไทย ออกไปทางหวานนิดๆ อมขมหน่อยๆ แต่ผักโขมไทยนั้นขมนำสมชื่อ ดังนั้น อย่าได้สับสนว่าผักโขมของไทยกับผักโขมป๊อปอายเป็นผักชนิดเดียวกัน แม้ว่าผักสองชนิดนี้จะมีสปีชีส์เดียวกันและคุณสมบัติทางด้านโภชนาการจะคล้ายกัน สำหรับตำนานป๊อปอายที่เชื่อกันมาผิดๆ ยาวนานว่าผักโขมอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก และฝรั่งยุคปี 1950 นิยมบังคับลูกหลานให้กินผักชนิดนี้กันนักหนา โดยเชื่อว่าจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงสร้างกล
ประเทศฟิลิปปินส์ (สาธารณรัฐฟิลิปปินส์) เป็นหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกฝั่งตะวันตก ซึ่งอยู่ช่วงรอยต่อการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกและเป็นหนึ่งในประเทศที่ตั้งอยู่ในแนว “วงแหวนแห่งไฟ” (Pacific Ring of Fire) อันเป็นบริเวณที่มักเกิดแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิดอยู่เป็นประจำ ดังนั้น จึงเกิดภัยพิบัติจากการระเบิดของภูเขาไฟและแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง เช่นเดียวกับประเทศอินโดนีเซียและประเทศญี่ปุ่น ประเทศฟิลิปปินส์มีภูเขาไฟหลายลูก ทั้งลูกที่ดับสนิทไปแล้วและลูกที่ยังมีพลังคุกรุ่นรอการระเบิดอยู่อีกหลายลูก มีภูเขาไฟที่พร้อมจะปะทุขึ้นมา 22 ลูก มีภูเขาไฟบางลูกน่าสนใจและคนอยากไปชมกัน เช่น ภูเขามายอน (Mayon) ภูเขาปินาตูโบ (Pinatubo) ภูเขาไฟตาอัล (Taal) เป็นต้น เราเรียนอยู่ในพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลจากภูเขาไฟมาก จึงไม่กังวลในเรื่องการระเบิดของภูเขาไฟที่จะส่งผลมาถึงเรา ส่วนแผ่นดินไหวนั้นเท่าที่เคยประสบมีเพียงครั้งเดียวตลอด 2 ปีกว่าเมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2530 เวลาประมาณ 2 ทุ่มกว่า ขณะอยู่ที่หอพักแค่สั่นไหวนิดเดียว เจอแต่พายุฝนช่วงมรสุมเข้าบ่อยทุกปีเพราะอยู่ในมรสุมเขตร้อน ได้มาเรียนอยู่ในประเทศที่มีภูเขาไฟเลื่องชื่อและสว
“วิกฤติ โควิด-19 ผลักดันให้โลกเกิดการเปลี่ยนแปลง ก้าวเข้าสู่สภาวะวิถีใหม่ (New Normal) ยุคดิจิทัลในทุกภาคส่วน แม้กระทั่งภาคการเกษตร ต้องปรับตัวเข้าสู่รูปแบบเกษตรสมัยใหม่ เกษตรอัจฉริยะ เกษตรแปลงใหญ่ เกษตรแม่นยำ ที่นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ตลอดห่วงโซ่การผลิต การแปรรูป และการตลาด เพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต พัฒนากระบวนการผลิตให้ถูกสุขลักษณะและได้มาตรฐานความปลอดภัย โรงงานผลิตพืช (Plant Factory) เครื่องมือทางการเกษตรแม่นยำสูง เทรนด์เกษตรยุคใหม่ เนื่องจากสภาวะแวดล้อมของโลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทำให้ความสมบูรณ์ของดิน น้ำ และอากาศ ที่เหมาะกับการเพาะปลูกพืชในแต่ละภูมิภาคลดลง รวมถึงปัจจัยด้านความต้องการอาหารของจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น นำไปสู่การพัฒนาการเพาะปลูกพืชในระบบปิดเพิ่มขึ้น เพื่อควบคุมสภาวะต่างๆ ที่พืชต้องการ ทำให้โรงงานผลิตพืช (Plant Factory) กลายเป็นเทรนด์เกษตรยุคใหม่ที่ได้รับความนิยมแพร่หลายทั่วโลก เพราะโรงงานผลิตพืช เป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการเกษตรแม่นยำสูง ตั้งแต่การเพาะปลูก การควบคุมอุณหภูมิ การควบคุมระบบน้ำ ปุ๋ย การประเมินผลผลิตที่จะออกมาสู่ตลาด ช่วยทำให้
สถานการณ์ของการทำอาชีพเกษตรกรรมมักเกิดการเปลี่ยนแปลงตามเหตุปัจจัยได้ตลอดเวลา ฉะนั้น การเรียนรู้เพื่อความอยู่รอดของชาวบ้านด้วยการปรับอาชีพเกษตรกรรมให้เหมาะสมและสอดคล้องกับความเป็นอยู่ในแต่ละท้องถิ่นมักต้องทำอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการทำเกษตรกรรมเดิมที่ทำอยู่ พื้นที่จำนวน 5 ไร่ ตั้งอยู่เลขที่ 27/1 หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านหาร อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา ของ คุณยิ่งมณี โยะหมาน ได้จัดทำเป็นแปลงปลูกพืชสมุนไพรและผักพื้นบ้านแบบอินทรีย์ จำนวนกว่า 10 ชนิด เพื่อนำไปขายทุกวันที่ตลาดสดในอำเภอหาดใหญ่ ทำให้มีรายได้ทุกวันโดยไม่สนใจกับรายได้จากพืชเศรษฐกิจชนิดอื่น คุณยิ่งมณี ปลูกพืชสมุนไพรและผักพื้นบ้านมา 2 ปีแล้ว โดยมองว่าพืชผักเหล่านี้มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น บางชนิดตัดยอดขายทำให้มีรายได้ทุกวันอย่างต่อเนื่อง เพียงอาศัยความใส่ใจและทุ่มเทอย่างเต็มที่เท่านั้น พืชสมุนไพรและผักพื้นบ้านที่คุณยิ่งมณีปลูกไว้มีจำนวนหลายชนิด โดยจะปลูกสลับผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนตามความเหมาะสม ซึ่งในแต่ละครั้งจะปลูกจำนวนกว่าพันต้น ลักษณะแปลงปลูกเป็นแถว/แนว วางผังการปลูกให้เหมาะสมอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ พืช/ผักชนิดหลักที่ปลูกตา
วิสาหกิจชุมชน อําเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น วิสาหกิจชุมชนผ้าไหมมัดหมี่ บ้านหัวฝาย จัดตั้งเมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2554 สมาชิกแรกตั้ง 40 คน สมาชิกปัจจุบัน 55 คน และสมาชิกสมทบ 85 คน ประธานกลุ่ม คุณสุภาณี ภูแล่นที่ ที่ทําการกลุ่ม เลขที่ 46 หมู่ที่ 3 ตําบลปอแดง อําเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น ผลงานดีเด่น ความคิดริเริ่ม เดิมเกษตรกรมีอาชีพทําการเกษตรหลากหลาย เช่น ทํานา ทําไร่ ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและการทอผ้า มีรายได้น้อยและเจอวิกฤตภัยแล้ง เกษตรกรบางส่วนอพยพแรงงานย้ายออกจากบ้านเพื่อไปทํางานรับจ้างก่อสร้างที่กรุงเทพมหานคร และเกษตรกรต่างคนต่างทํา ยังไม่มีการรวมกลุ่มทํากิจกรรม ส่วนมากจะทําไว้ใช้ในครัวเรือนเท่านั้น ต่อมาได้มีการรวมตัวกันและจัดตั้งกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรในปี 2527 เพื่อร่วมคิด ร่วมกันทํา ร่วมกันจําหน่าย และร่วมรับผลประโยชน์ และเป็นการแก้ไขปัญหาเรื่องการอพยพแรงงานจากชนบทสู่เมือง ทําให้ครอบครัวอบอุ่นขึ้น สามารถแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจของครอบครัว และเสริมสร้างความรัก ความสามัคคีในชุมชนได้ โดยได้รับคําแนะนําจากเจ้าพนักงานเคหกิจเกษตร สํานักงานเกษตรอําเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น ในปี 2527 ได้มีการรวมกลุ่มก
หลายคนคงทราบดีว่า เกลือที่ทำกันบนผืนแผ่นดินอีสาน ซึ่งใต้ดินมี “โดมเกลือ” หลายแห่งนั้น คือเกลือสินเธาว์ มีร่องรอยชุมชนโบราณแถบนครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด ที่ทำเกลือแบบนี้สืบเนื่องกันมาน่าจะกว่าพันปีแล้ว จนกระทั่งปัจจุบัน เทคโนโลยีทำเกลืออีสานหลายแห่งได้พัฒนาไปจนถึงขั้นสูบน้ำเกลือจากใต้ดินขึ้นมาตากแดดแบบนาเกลือสมุทร เช่น ที่บ้านดุง สกลนคร, บรบือ มหาสารคาม หรือที่พิมาย นครราชสีมา ซึ่งเป็นวิธีที่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติแบบเดิมๆ มีหลายแห่งซึ่งต้องตามแก้ไขกันจนทุกวันนี้ แต่เกลือสินเธาว์ที่ทำอย่างโบราณ คือต้ม หรือคำเก่าเรียกว่า “หุง” นั้น ก็ยังเหลืออยู่บ้างในบางพื้นที่ มีหลายแห่งผมเคยเขียนแนะนำในนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านไปแล้ว เช่น บ้านบ่อกระถิน อำเภอบ้านไผ่ ขอนแก่น บ้านพระหัวบึง อำเภอด่านขุนทด นครราชสีมา บ้านผึ้ง อำเภอราษีไศล ศรีสะเกษ กระทั่งที่บ้านดุงเอง ก็ยังมีคนที่ทำด้วยวิธีต้มแบบกึ่งๆ โบราณควบคู่อยู่ในแหล่งเดียวกับเกลือตากด้วย แต่สัดส่วนการตลาดของเกลือสินเธาว์แบบนี้ นับวันก็จะยิ่งลดน้อยลง ทั้งปัจจัยด้านแรงงานการผลิต การตลาด บรรจุภัณฑ์ การโฆษณาขาย และปัญหาการขนส่งสินค
แม้ว่าเวลาจะผ่านล่วงมากว่ากึ่งศตวรรษเศษ ที่ผู้เขียนมีโอกาสได้เข้าไปศึกษาที่สถาบันแม่โจ้ แหล่งเรียนรู้ทางการเกษตรที่มีชื่อเสียงมายาวนาน เป็นที่หมายปองของยุคเวลานั้น บรรดาชายวัยรุ่นที่อยากเข้าไปสัมผัสในความโด่งดังจากอิทธิพลของนวนิยายของนักเขียนที่จบสถาบันแม่โจ้ จนมีคนคอหนังโชคดีได้ดูภาพยนตร์ที่ผู้กำกับหนังถึงกับลงทุนไปสร้างมา อย่างเช่น เรื่อง “ร้อยป่า” ที่คนอ่านติดกันงอมแงม ว่างั้นเถอะ เมื่อผมโชคดีได้เข้าไปเรียนในเกษตรแม่โจ้ หรือวิทยาลัยเกษตรกรรมแม่โจ้ เชียงใหม่ ตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ ที่กำหนดมาเพื่อเป็นแนวการสอน และให้นักศึกษาได้เรียนรู้ ซึ่งมีหลายวิชาที่น่าเป็นประโยชน์ และนึกไม่ถึงว่าครูบาอาจารย์เหล่านี้ มีทั้งคุณวุฒิและประสบการณ์มากมายที่สามารถถ่ายทอดให้ลูกศิษย์ลูกหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่มีการเรียนรู้ในห้องและออกไปปฏิบัติของจริงและทำได้ แต่ละวิชาที่เล่าเรียนมานั้น ล้วนเป็นวิชาสำคัญ หลังเรียนจบแล้ว ถ้าหากนำไปปฏิบัติ สามารถที่จะประกอบอาชีพส่วนตัว หรือออกไปส่งเสริมชาวบ้านได้ทันที สำหรับใครไปรับราชการ หรือทำงานภาคเอกชน เพราะผู้เขียนได้มากับตัวเอง ที่ได้เรียนกับอาจารย์ที่มีประส
เพราะวิกฤต แปรเปลี่ยนเป็นโอกาสได้ ปลายปี 2545 เกิดวิกฤตน้ำทะลักจากเขื่อนอุบลรัตน์ท่วมเข้าชุมชนหมู่ที่ 5 ของบ้านห้วยบง ตำบนโนนเมือง อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู ส่งผลให้ “ปลา” มีจำนวนเพิ่มขึ้นมาก จากเดิมที่ชาวบ้านจับปลามาประกอบอาหารจำนวนหนึ่งแล้ว ก็ยังมีปลาจำนวนมากที่หลงเหลือจากที่จับขึ้นมาจากแหล่งน้ำอีกจำนวนมาก แม่บ้านหลายหลังคาเรือนจึงเห็นควรนำปลาเหล่านั้นมาแปรรูป เพราะมีเป้าหมายพุ่งตรงไปที่การเพิ่มรายได้ให้ครัวเรือน แท้จริงแล้ว อาชีพประมง เป็นอาชีพหลักของชาวอำเภอโนนสัง เนื่องจากอำเภอโนนสังมีพื้นที่ติดกับอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ ที่ผ่านมา มีการจัดงานเทศกาลกินปลา ตลาดนัดปลา เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวของอำเภอโนนสัง หลายครั้ง เมื่อแม่บ้านมองเห็นรายได้จากวิกฤตน้ำหลากเข้าท่วมชุมชนในครั้งนั้น จึงรวมกลุ่มกันเพื่อแปรรูปปลาจำหน่าย จากกลุ่มเล็กๆ ลงหุ้นกัน หุ้นละ 120 บาท เริ่มจับปลา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นปลานวลจันทร์มาขูดหนังออก นำเนื้อปลาไปห่อด้วยใบตองสด หมักให้เนื้อออกรสเปรี้ยว เป็นการถนอมอาหารด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น เรียกว่า แหนมปลา หรือส้มปลาตอง แบ่งหน้าที่ออกตระเวนขายตามหมู่บ้าน ครั้งละ 5 กิโลกรัม
ผู้ศึกษาเรื่องจีนหลายคนกล่าวตรงกันว่า คนจีนแต้จิ๋ว ซึ่งอพยพเคลื่อนย้ายมาจากมณฑลฝูเจี้ยนและกวางตุ้ง ประเทศจีนนั้น มีจำนวนมากที่สุดในประเทศไทย กระจายอยู่ทั้งในพระนครและหัวเมืองต่างจังหวัด เชื่อกันว่า ศิลปะวิทยาการแทบจะทุกอย่างที่เป็นรากฐานให้กับ “วัฒนธรรมไทย” ที่เห็นๆ กันอยู่ทุกวันนี้ ล้วนเป็นของนำเข้ามาตั้งแต่สมัยอยุธยาพร้อมคนแต้จิ๋ว ไม่ว่าจะการประมงชายฝั่ง ทำนาเกลือสมุทร กะปิ น้ำปลา ปลาเจ่า สวนยกร่องทั้งผักและผลไม้ อาหารสำรับต่างๆ ที่ผัดปรุงในกระทะเหล็กใช้ไฟแรง รวมถึงถ้อยคำภาษาจำนวนนับไม่ถ้วน ที่เราท่านนึกว่าเป็นคำไทย อย่างคำว่า เจียว เจี๋ยน ก้อย แคร่ ฯลฯ บันทึกของชาวตะวันตก อย่างเช่น “เล่าเรื่องกรุงสยาม” ของมงเซเญอร์ ปาลเลกัวซ์ บอกว่า ประชากร 6,000,000 คน ในสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นคนไทย 1,900,000 คน เป็นคนจีนถึง 1,500,000 คน ที่เหลือเป็นมลายู เขมร มอญ ลาว ฯลฯ เราคนไทยจึงมีความเป็น “จีน” มากกว่าที่คิดกัน มีสำรับกับข้าวอยู่อย่างหนึ่ง ที่คนไทยเรียกกันว่า “ข้าวพระรามลงสรง” ซึ่งจะเรียกกันมาแต่ครั้งไหนก็ยังค้นไม่พบครับ แต่นี่คือ “ซาแต๊ปึ่ง” (ข้าวสะเต๊ะ) อาหารของคนจีนแต้จิ๋ว ………
