เทคนิคเกษตร
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา “ไม้ใบ” กลายเป็นหนึ่งในพืชประดับที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มมอนสเตอร่า ฟิโลเดนดรอน อโลคาเซีย หรือไม้ใบฟอร์มสวยชนิดต่างๆ ที่หลายคนเลือกนำมาตกแต่งบ้านและพื้นที่สีเขียวภายในอาคาร แต่สิ่งสำคัญที่มักถูกมองข้าม คือ “วัสดุปลูก” ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของการปลูกไม้ใบให้เติบโตสวยงาม แข็งแรง และมีระบบรากที่สมบูรณ์ หลายครั้งที่ต้นไม้มีอาการใบเหลือง โตช้า รากเน่า หรือหยุดการเจริญเติบโต ปัญหาอาจไม่ได้เกิดจากการรดน้ำหรือการใส่ปุ๋ยเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากวัสดุปลูกที่ไม่เหมาะสม เช่น ดินแน่นเกินไป อุ้มน้ำมากเกินไป หรือระบายน้ำได้ไม่ดี จนส่งผลให้รากขาดอากาศและเกิดการสะสมของเชื้อราในที่สุด ทำไม “วัสดุปลูก” จึงสำคัญกับไม้ใบ ไม้ใบส่วนใหญ่มีลักษณะรากที่ต้องการอากาศถ่ายเทได้ดี หากวัสดุปลูกแน่นหรือชื้นสะสมมากเกินไป จะทำให้รากอ่อนแอและเกิดโรครากเน่าได้ง่าย โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย วัสดุปลูกที่เหมาะสมจึงควรมีคุณสมบัติสำคัญ 3 อย่าง ได้แก่ การสร้างสมดุลระหว่าง “ความโปร่ง” และ “ความชื้น” คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ไม้ใบสามารถเติบโตได้เต็มฟอร์ม ใบสวย สีชัด แ
การเก็บเมล็ดพันธุ์ไม่ใช่เรื่องที่อาศัยเพียงประสบการณ์อย่างเดียว หากแต่ต้องมีองค์ความรู้ประกอบด้วย วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านมีโอกาสได้พูดคุยกับ คุณกอล์ฟ–จงกล พารา ผู้ที่เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกและจำหน่าย ได้อธิบายถึงพื้นฐานของการเป็น “นักเก็บเมล็ดพันธุ์” ซึ่งจะต้องมีความเข้าใจขั้นตอนเริ่มตั้งแต่การรู้จักลักษณะประจำพันธุ์ ว่าพืชชนิดนั้นมีจุดเด่นอย่างไร เมื่อเข้าใจธรรมชาติของพันธุ์แล้ว จึงจะรู้ว่าควรคัดเลือกต้นแม่พันธุ์แบบไหน ต้นที่เรียกว่า “สมบูรณ์” ในมุมมองของนักเก็บเมล็ดพันธุ์ ไม่ได้หมายถึงเพียงต้นที่โตใหญ่เท่านั้น แต่ต้องให้ผลผลิตดี มีรสชาติที่ดี และมีความทนทานต่อสภาพแวดล้อม เมื่อคัดเลือกต้นแม่พันธุ์ได้แล้ว ขั้นตอนถัดมาคือการรู้จังหวะการเก็บเกี่ยว ว่าควรเก็บเมล็ดในช่วงไหน ซึ่งการเก็บเมล็ดพันธุ์นั้นควรเก็บในช่วงที่ “แก่จัด” เพราะจะให้คุณภาพเมล็ดดีที่สุด คุณกอล์ฟยกตัวอย่างให้เห็นภาพ “ผักสลัดคอส” หากปลูกเพื่อบริโภค ระยะเก็บเกี่ยวที่อร่อยที่สุดคือไม่เกิน 45 วันนับจากวันที่หยอดเมล็ด แต่หากปล่อยให้เจริญเติบโตนานเกินไป หรือเจอกับอากาศร้อนจัด ผักจะเริ่มมีรสขม ซึ่งเป็นเหตุผลที่หลายคนเข้าใจว่าสลัดคอ
ผู้เขียน : คัคน ญานะวงศ์ษา ในปัจจุบัน การจำหน่ายผักผ่านช่องทางออนไลน์ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในกลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย ดังนั้น “ความสดของผัก” ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของผู้บริโภคโดยตรง ปัญหาที่มักพบในการจัดส่งผัก ได้แก่ การเหี่ยวเฉา การช้ำ หรือการเน่าเสียระหว่างขนส่ง ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดจากการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวและวิธีการบรรจุหีบห่อที่ไม่เหมาะสม วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านจึงรวบรวมแนวทางและเทคนิคการแพ็กผักอย่างถูกวิธี เพื่อช่วยรักษาคุณภาพของผลผลิตให้คงความสดใหม่จนถึงมือผู้บริโภค หลักการสำคัญ การรักษาสมดุลของความชื้นและอากาศ ผักเป็นสิ่งมีชีวิตที่ยังคงมีกระบวนการหายใจหลังการเก็บเกี่ยว หากมีการปิดกั้นอากาศมากเกินไป จะเกิดการสะสมความชื้นและก๊าซ ทำให้ผักเน่าเสียได้ง่าย ในทางกลับกัน หากผักสูญเสียความชื้นมากเกินไป จะทำให้เกิดอาการเหี่ยว ดังนั้น หลักการสำคัญของการแพ็กผักคือ การเตรียมผักก่อนการบรรจุ ขั้นตอนการเตรียมผักถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพหลังการจัดส่ง เทคนิคการห่อผักตามลักษณะของพืช การห่อผักควรพิจารณาตามลักษณะทางกายภาพของผักแต่ละ
ตะไคร้ พืชที่ได้ชื่อว่าเป็นสมุนไพรที่ใช้ทำอาหารได้หลากหลายชนิด เป็นพืชสวนครัวประจำบ้านที่ผู้คนรู้จักคุณสมบัติที่จะนำมาประกอบอาหาร ตะไคร้ สามารถนำมาทำอาหารได้ตั้งแต่ต้นไปจนถึงใบ ลำต้น ใช้ผสมรวมเป็นสูตรน้ำพริกแกง ทั้งแกงเผ็ด แกงเขียวหวาน ลำต้นใช้สำหรับใส่ต้มยำ และสามารถที่จะซอยผสมในอาหารได้อร่อยหลายๆ เมนู เช่น ไก่ 3 อย่าง ยำตะไคร้ ยำปลาทู ยำปลา กระป๋อง เป็นต้น ตะไคร้ พืชสารพัดประโยชน์ ตะไคร้ เป็นพืชสวนครัวใช้ประกอบอาหารได้ทั้งต้น ไม่ว่าจะเป็นลำต้นไปจนถึงใบ ตะไคร้ได้ชื่อว่าเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณหลากหลาย เป็นพืชสวนครัวประจำบ้านที่ผู้คนรู้จักนำมาทำอาหารได้ตั้งแต่ต้นไปจนถึงใบ ลำต้น ใบตะไคร้ช่วยให้เป็ด ไก่ ที่เป็นโรคระบาดชนิดหนึ่งที่เกิดในฤดูหนาว ที่เรียกว่า หวัด เป็ด ไก่ เหล่านั้นจะมีอาการอัมพาต ขาสั่น ยืนไม่อยู่ บางแห่งเรียกไข้ขา ชาวบ้านที่เลี้ยงเป็ดและไก่ที่เป็นโรคชนิดนี้เขาจะใช้ใบตะไคร้พันที่ขา และก็ช่วยให้หายโรคได้อย่างน่าประหลาด (ภูมิปัญญาชาวบ้าน สมัยผู้เขียนเด็กๆ เคยเห็นพ่อจะเอาใบตะไคร้นี่แหล่ะ! มาพันขา ไก่ เป็ด ที่ขาหักเดินไม่ได้หรือเดินกะเผลกๆ ไม่กี่วันเห็นมันเดินและวิ่งเล่นเป็นปกติ
ระบบธนาคารน้ำใต้ดิน คือ อะไร ระบบธนาคารน้ำใต้ดิน (Groundwater Bank) คือ การบริหารจัดการน้ำในลักษณะการใช้น้ำบนดิน ผิวดิน และน้ำฝน ที่ตกลงมาด้วยการนำหลักการเติมน้ำลงใต้ดิน เป็นการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ราบ หรือพื้นที่ลุ่มมีน้ำขัง เมื่อน้ำไหลมารวมกันปริมาณมากๆ ในฤดูน้ำหลาก ต้องทำบ่อเก็บน้ำ เพื่อการส่งน้ำลงใต้ดิน ให้ขุดบ่อถึงชั้นหินอุ้มน้ำ ทำให้มีน้ำจำนวนมากเก็บไว้ใต้ดิน เป็นกรณีศึกษา การบริหารจัดการน้ำในระดับท้องถิ่นจะมีลำราง ร่องน้ำและคลองเล็กๆ เป็นแหล่งน้ำของหมู่บ้านและเป็นต้นน้ำที่ทำให้เกิดลำห้วย หลายๆ สาย เมื่อฝนตกน้ำฝนทั้งหมดในหมู่บ้านจะไหลรวมกันที่ลำราง ร่องน้ำหรือคลองเล็กๆ ลำรางทุกลำรางเป็นสาขาย่อยของลำห้วยการเก็บน้ำไว้ที่ต้นน้ำทุกลำรางด้วยการทำ “ฝายหยุดน้ำ (Nitessatsanakoon Ground water dams)” เพื่อการส่งน้ำไว้ใต้ดินถึงชั้นหินอุ้มน้ำ (Aquifer) จะทำให้พื้นที่ในหมู่บ้านต้นน้ำไม่เกิดความแห้งแล้ง กลางน้ำและปลายน้ำไม่เกิดน้ำท่วมเมื่อน้ำหลากจากผลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ น้ำผิวดินและน้ำใต้ดินถึงชั้นหินอุ้มน้ำเกิดขึ้นทุกลำราง ลำห้วยจะมีน้ำเต็มตลิ่งตลอดฤดูกาลครบรอบ 12 เดือน โดยมีการกักเก
“หญ้าดอกขาว” (Leptochloa chinensis) เป็นวัชพืชที่ปราบยากที่สุด พบแพร่หลายในแหล่งปลูกข้าวพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง ที่นิยมทำนาหว่านน้ำตม ถึงแม้จะใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชก็เอาไม่อยู่ ปัญหาวัชพืชในแปลงนา ทำให้ชาวนาสูญเสียรายได้และผลผลิตข้าวอย่างน่าเสียดาย ในระยะ 10 กว่าปีที่ผ่านมา สถานการณ์การระบาดของหญ้าดอกขาวต้านทานต่อสารกำจัดวัชพืชที่ใช้ในนาข้าวได้ขยายวงกว้างมากขึ้น ในแหล่งปลูกข้าวที่นิยมทำนาหว่านน้ำตม สารกำจัดวัชพืชที่เคยใช้ควบคุมหญ้าดอกขาวได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นเหลือน้อยชนิดลงทุกที เนื่องจากมีการใช้สารเคมีที่มีกลไกการเข้าทำลายเดียวกันซ้ำๆ กันอย่างต่อเนื่อง เมื่อควบคุมหญ้าดอกขาวไม่ได้ผล ชาวนาก็ปล่อยให้หญ้าดอกขาวออกดอกติดเมล็ดอยู่ในแปลงนา เมื่อเก็บเกี่ยวข้าว เมล็ดหญ้าสามารถติดไปกับเปลือกเมล็ดข้าวที่ใช้ทำพันธุ์ได้ หรือเมื่อปล่อยน้ำเข้านาเมล็ดหญ้าดอกขาวที่ร่วงอยู่บนพื้นนา สามารถลอยไปตามน้ำไปสู่แปลงข้างเคียง กลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่เกิดซ้ำซากในแหล่งปลูกข้าวหลายพื้นทื่ ดร.จรรยา มณีโชติ นักวิชาการ กลุ่มงานวิจัยวัชพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “
ในยุคที่ต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ปีกพุ่งสูง ทั้งโรคระบาด อากาศแปรปรวน และการลดใช้ยาปฏิชีวนะ กลายเป็นโจทย์สำคัญของเกษตรกรยุคใหม่ “การเสริมภูมิคุ้มกันจากอาหาร” จึงเป็นอีกหนึ่งทางรอดที่ทั้งปลอดภัย ประหยัด และทำได้จริง บทความนี้จะพาไปเปิด “สูตรอาหารเสริมภูมิ” ที่ใช้วัตถุดิบใกล้ตัว แต่มีงานวิจัยรองรับ และเกษตรกรสามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที อย่างที่เกษตรกรทราบกันดี สัตว์เลี้ยงประเภทสัตว์ปีก อย่างไก่ เป็ด นกนั้น มักพบว่ามีโรคระบาดเกิดขึ้นเป็นประจำ จะเห็นได้จากข่าวการสูญเสียที่เกษตรกรจำเป็นต้องฆ่าเป็ด ไก่ นก ที่ป่วยด้วยโรคไข้หวัดนก H5N1 กันยกเล้า ที่ไม่เพียงจะติดต่อกันโดยสัตว์เท่านั้น ยังแพร่เชื้อสู่คนอีกด้วย การทำลายทิ้งจึงเป็นวิธีรับมือที่ช่วยยับยั้งการแพร่ระบาดได้ดีที่สุด ทำไม “ภูมิคุ้มกัน” จึงสำคัญกับสัตว์ปีก ระบบภูมิคุ้มกันคือด่านแรกที่ช่วยป้องกันเชื้อโรค ทั้งไวรัส แบคทีเรีย และปรสิต หากสัตว์มีภูมิคุ้มกันดี จะช่วยลดอัตราการป่วยและการตายได้อย่างมีนัยสำคัญ ในทางปฏิบัติ ฟาร์มที่จัดการอาหารดี มักพบว่า ไก่แข็งแรง โตไว ตอบสนองวัคซีนได้ดี อัตราการรอดสูงขึ้น ความสำคัญของภูมิคุ้มกันในสัตว์ปีก ระบบภูมิคุ้ม
“มะไฟ” ภาคใต้เรียก “ ส้มไฟ” ฝรั่งมังค่าเรียก “เบอร์มีส เกรฟ ” มะไฟพบได้ในป่า ตั้งแต่เนปาล อินเดีย พม่า จีนตอนใต้ เขมร เวียดนาม ไทย และมาเลเซีย ปัจจุบันประเทศที่นิยมปลูกมะไฟคือ อินเดีย มาเลเซีย และไทย ในอดีตประเทศไทยมีแหล่งผลิตและรวบรวมพันธุ์ดีอยู่ที่กรุงเทพฯ ชลบุรี และนนทบุรี “ มะไฟ ” เป็นผลไม้พื้นบ้าน เมล็ดสีขาวขุ่น รสเปรี้ยวอมหวาน ลักษณะเด่นของมะไฟ เป็นไม้ที่มีความสูง 10-25 เมตร มีทั้งต้นตัวเมีย ตัวผู้ และต้นกะเทย โคนต้นแตกเป็นพู ใบเดี่ยวออกสลับกัน รูปหอกถึงรูปไข่ กว้าง 4-9 เซนติเมตร และยาว 10-20 เซนติเมตร ก้านใบยาว 1-8 เซนติเมตร ออกดอกเป็นช่อตามกิ่งและลำต้น ช่อดอกตัวผู้ยาว 3-8 เซนติเมตร ส่วนช่อดอกตัวเมียยาว 15-30 เซนติเมตร ดอกเดี่ยวมีกลีบเลี้ยง 4-5 กลีบ การปลูกด้วยเมล็ดส่วนใหญ่จะเป็นต้นตัวผู้และต้นตัวเมีย ปัจจุบันนิยมขยายพันธุ์ด้วยการเสียบยอด จึงได้ต้นพันธุ์เป็นต้นกะเทยเกือบทั้งหมด ต้นกะเทย ดังกล่าวหมายถึงต้นที่มีทั้งดอกตัวผู้และดอกตัวเมียอยู่ในต้นเดียวกัน ขนาดผลมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.5-3.0 เซนติเมตร มีรูปร่างกลม และกลมรี ผลอ่อนมีขนคล้ายกำมะหยี่ปกคลุมผิว
เกษตรกรกลุ่มผู้ผลิตผัก ตำบลหนองพระ อำเภอวังทรายพูน และตำบลห้วยแก้ว อำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร ที่มีรายได้หลักจากการปลูกถั่วฝักยาว เนื้อที่ 132 ไร่ ประสบปัญหาต้นทุนการผลิตสูงทั้งค่าเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยเคมีและสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตร สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 จ.พิษณุโลก (สวพ.2) จึงได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีของกรมวิชาการเกษตรลงไปช่วยแก้ปัญหาในพื้นที่ให้กับเกษตรกร สามารถลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตถั่วฝักยาวให้มีผลผลิตเพิ่มเกือบเท่าตัว จากเดิมผลิตที่มีผลผลิตเฉลี่ย 2,000 กิโลกรัม/ไร่ หลังใช้เทคโนโลยีสูงขึ้นถึง 3,850 กิโลกรัมต่อไร่ รู้จัก 5 เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต “ ถั่วฝักยาว ” ที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตร แนะนำ 5 เทคโนโลยีการผลิตของกรมวิชาการเกษตรเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตถั่วฝักยาว ดังต่อไปนี้ 1.เทคโนโลยีปุ๋ยชีวภาพ ส่งเสริมเกษตรกรใช้ปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟต 5 กิโลกรัม คลุกผสมกับปุ๋ยอินทรีย์ 100 กิโลกรัม ให้เข้ากันแล้วใช้รองก้นหลุมพร้อมปลูกหรือใส่รอบโคนต้นถั่วฝักยาวที่อายุ 1-2 สัปดาห
ทองหลาง เป็นพืชตระกูลถั่ว ถือว่าเป็นถั่วขนาดยักษ์ พบไม่น้อยกว่า 2 ลักษณะ ขอแนะนำทองหลางลักษณะแรกก่อน คือ ”ทองหลางด่าง” ชื่ออื่นๆ ที่เรียกกันคือ ทองบ้าน, ทองเผือก, ทองหลางลาย เป็นไม้ขนาดกลางถึงใหญ่ มีความสูงประมาณ 18 เมตร ลักษณะลำต้นและกิ่งก้านมีหนามแหลมโค้ง คม ปลายหนามเป็นสีม่วงคล้ำ ผิวเปลือกลำต้นบาง สีเทาหรือสีเหลืองอ่อนๆ ใบ ออกเป็นช่อ มีประมาณ 3 ใบ ใบรูปมน ปลายใบแหลมยาวคล้ายใบโพธิ์ ใบที่อยู่ยอดมีขนาดใหญ่กว่าใบย่อยคู่ล่าง ขนาดของใบกว้าง 2-4 นิ้ว ยาว 2-5 นิ้ว หลังใบเป็นสีด่างเหลืองๆ เขียวๆ ดอก ออกเป็นช่อติดกันเป็นกลุ่ม สีแดงสด ออกตามบริเวณข้อต้นหรือโคนก้านใบ ช่อหนึ่งยาว 4-9 นิ้ว ลักษณะของดอกมีกลีบกว้าง ประมาณ 1-1.4 นิ้ว ยาวประมาณ 2-2.5 นิ้ว ลักษณะคล้ายดอกถั่ว ออกดอกช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ผล มีลักษณะเป็นฝัก แบน โคนฝักเล็กลีบ ส่วนที่ค่อนไปทางปลายฝักจะบวม ซึ่งจะเห็นเป็นสัณฐานของเมล็ดได้ชัดมาก พอฝักแก่เต็มที่ปลายฝักจะแตกอ้าออก ภายในฝักมีเมล็ดเป็นเหลี่ยม นิยมขยายพันธุ์โดยการปักชำกิ่ง ส่วนการใช้ประโยชน์นิยมปลูกประดับ เป็นไม้จัดสวนได้ดี เพราะสีที่สดใสของใบ ทองหลางด่าง หรือทองหลางลาย เป็นไ
