เทคนิคเกษตร
กุยช่าย เป็นพืชผักทำเงินที่ขายดีตลอดทั้งปี กุยช่าย อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการที่สูงมาก สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู เช่น เมนูขนมกุยช่าย ผัดกุยช่ายขาว หรือดอกกุยช่ายกับหมูกรอบ เมนูขายดีในร้านข้าวต้มรอบดึก หากใครสนใจปลูกกุยช่ายเป็นพืชทำเงิน คุณวริทธิ์พล เอี่ยมสุวรรณชัย หรือ คุณนิด เจ้าของบ้านสวนขจรศักดิ์ ที่เป็นมืออาชีพในการปลูกกุยช่าย แบ่งเป็น 2 พันธุ์ คือ กุยช่ายใบ กับ กุยช่ายดอก ซึ่งปลูกดูแลไม่ยาก วิธีการปลูกกุยช่ายใบ การเตรียมดินด้วยการไถด้วยผาล 3 และผาล 7 และตอนยกร่องก็ผสมปุ๋ยมูลสัตว์จำนวนแปลงละ 2-3 กระสอบ คลุกเคล้าให้เข้ากัน ใช้คราดที่ทำขึ้นเพื่อการปลูกขีดเป็นตารางสำหรับปลูก ช่องละ 30 เซนติเมตร โดยปลูกตรงมุมที่เส้นตัดกัน ต้นพันธุ์ที่ได้มา นำไปตัดใบและตัดรากออกเสียก่อน หลังจากนั้น แบ่งเป็นชุดละ 2 ต้น แล้วนำมาแช่เครื่องดื่มชูกำลัง 1 ฝา ต่อน้ำ 1 ลิตร แช่ไว้นาน 10-15 นาที แทนการแช่น้ำยาเร่งราก ใช้เสียมเล็กๆ ขุดดินลงไปเล็กน้อยให้แค่พอกลบโคนได้ ปลูกหลุมละ 2 ต้น ระยะห่างและระยะแถวตามรอยคราดที่ทำไว้ หลังจากนั้นก็จะโรยฟางให้ทั่วเพื่อร
ดินเค็ม หมายถึงดินที่มีปริมาณเกลืออยู่ในดินมากเกินไป จนมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของพืช มีค่าการนำไฟฟ้าของสารละลายที่สกัดจากดินที่อิ่มตัวด้วยน้ำมากกว่า 2 เดซิซีเมนต่อเมตร (dS/m) พบว่า ในประเทศไทยมีพื้นที่ที่มีศักยภาพเป็นดินเค็ม ประมาณ 14.9 ล้านไร่ ดินประภทนี้นั้นทำให้พืชที่ปลูกได้รับความเสียหาย เนื่องจากการขาดน้ำ เกิดความไม่สมดุลของธาตุอาหาร มีการสะสมของโซเดียมและคลอไรด์ที่เป็นพิษในพืชมากเกินไป ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำและมีการสูญเสียอินทรียวัตถุสูง เนื่องจากมีพืชน้อยชนิดมากที่สามารถขึ้นได้ ทำให้ไม่มีเศษซากพืชที่จะสลายตัวให้อินทรียวัตถุ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ถูกทิ้งร้าง ใช้ประโยชน์ทางการเกษตรไม่ได้ มีน้ำใต้ดินเค็มอยู่ใกล้ผิวดิน พบวัชพืชทนเค็ม เช่น หนามพุงดอ และหนามพรม เป็นต้น นางระเบียบ สละ ประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านหนองนาววัว ต.หัวหนอง อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ซึ่งมีที่นากว่า 60 ไร่ ประสบปัญหาปลูกข้าวไม่ได้ผล เนื่องจากผืนนามีแต่คราบเกลือขึ้น ประสบปัญหาดินเค็มอย่างมาก จึงยึดอาชีพต้มเกลือขายถ้วยละ 50 สตางค์ เพราะไม่สามารถปลูกพืชอะไรได้เลย จนต้องจำใจขายที่ดินให้กับนายทุนไร่ละ 1,500 บาท
ผมเพิ่ง “ค้นพบ” พืชกินได้ริมทางอีกชนิดหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ จะว่าค้นพบ ก็อาจไม่ถูกนักนะครับ จริงๆ แล้วก็คือมันเป็นไม้เถาเลื้อยล้มลุกที่ขึ้นเป็นวัชพืชปกคลุมผิวดินและยอดไม้ขนาดกลางทั่วไปอยู่แล้ว พบได้แทบจะทุกภาค โดยเฉพาะในพื้นที่ชุ่มชื้นอย่างภาคกลาง กรุงเทพฯ และปริมณฑล ค่อนไปทางชายฝั่งทะเล แต่แทบไม่เคยมีบันทึกว่าเป็นพืชอาหารเอาเลย แม้ในตำราพืชสมุนไพร ผักพื้นบ้าน ก็หารายละเอียดได้น้อยมากๆ เว็บไซต์บางแห่งกล่าวถึงแต่เพียงว่า “จิงจ้อขาว” หรือ “จิงจ้อเหลี่ยม” Operculina turpethum (L.) Silva Manso นี้ มีสรรพคุณที่ราก คือมีฤทธิ์แก้ไข้ ขับปัสสาวะ เป็นยาระบาย และแก้อาการปวดตามข้อ แล้วผมก็จำไม่ได้หรอกครับ ว่าใครกันที่เคยบอกผมว่า ยอดและใบอ่อนของจิงจ้อขาวนี้กินได้ และถึงแม้จะรู้เช่นนั้น กระทั่งทำให้ผมมอง “เห็น” เถา ใบ ยอดอ่อน และดอกจิงจ้อขาวแลสลอนเต็มไปหมดตามริมทางมานานแล้ว แต่ก็ยังไม่เคยลองเก็บมาทำอาหารกิน จนกระทั่งเมื่อฝนลงหนักๆ ช่วงเดือนที่แล้วนี้แหละครับ ที่สบโอกาสตอนปั่นจักรยานออกกำลังแถวสวนเก่าย่านบางแค – บางบอน ธนบุรี แล้วอดไม่ได้ เมื่อเห็นใบอ่อนของจิงจ้อขาวที่ผลิแตกมากมายจนสุดลูกหูลูกตา ครั้
เหตุผลประการหนึ่งที่ต้นอ่อน (SPROTS) เป็นอาหารที่มีคุณค่าก็คือต้นอ่อนเป็นอาหารที่ย่อยง่ายและให้พลังงานสูง เมล็ดพืชที่สามารถนำมาเพาะเป็นต้นอ่อนได้มีหลายชนิด ได้แก่ ตระกูลถั่ว (Beans) เป็นพืชที่อุดมไปด้วยโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต แต่เมื่ออยู่ในรูปของต้นอ่อนกลับเป็นอาหารที่ไม่ได้ทำให้เกิดภาวะเป็นกรดในร่างกาย ทานตะวัน (Sunflower) ประกอบด้วยวิตามินบีและดีสูง นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยกรดอะมิโนจำเป็นหลายชนิด งา (Sesame seeds) เป็นแหล่งของแคลเซียม ธาตุเหล็ก ไนอะซิน โปรตีน และฟอสฟอรัส อัลฟาฟ่า (Alfalfa) เป็นแหล่งพืชที่นิยมนำมาเพาะเป็นต้นอ่อน เนื่องจากมีคลอโรฟิลล์จำนวนมาก วิตามินเอ วิตามินบีคอมเพลกซ์ ซี ดี อี จี เค นอกจากนี้ยังประกอยด้วยธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัสและซัลเฟอร์ปริมาณมาก ธัญพืช (Grains) ต้นอ่อนของข้าวสาลีอุดมไปด้วยสารอาหารนานาชนิด ได้แก่ วิตามินซี อี บีคอมเพลกซ์ แมกนีเซียม แคลเซียม ฟอสฟอรัส โซเดียม โพทัสเซียม โปรตีน เอนไซม์ และ คลอโรฟิลล์ ต้นอ่อนจัดเป็นพืชมหัศจรรย์เนื่องจากมีปริมาณวิตามินและสารอาหารสูงกว่าพืชชนิดเดียวกันที่โตเต็มที่ และพบว่าต้นอ่อนบางชนิดมีวิตามินเพิ่มขึ้นถึง 500 % ยกตัวอ
“ เห็ดถั่งเช่าสีทอง” ถือเป็นสมุนไพรเศรษฐกิจที่มีความต้องการสูง โดยเฉพาะตลาดจีนซึ่งมีความต้องการมากถึง 500 ตันต่อปี แต่ปัจจุบันกำลังการผลิตยังไม่เพียงพอ ล่าสุด กรมวิชาการเกษตรโดยศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงรายประสบความสำเร็จในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต เห็ดถั่งเช่าสีทอง ให้ได้ผลผลิตสูง ควบคู่กับการเพิ่มปริมาณสารออกฤทธิ์สำคัญ “คอร์ไดซิปิน” และ “อะดีโนซีน” ซึ่งเป็นสารชีวภาพมูลค่าสูงและเป็นที่ต้องการของตลาดสมุนไพรทั้งในและต่างประเทศ มุ่งยกระดับการเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์ ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรไทย นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กรมวิชาการเกษตรเดินหน้าขับเคลื่อนภารกิจตามนโยบายของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อย่างต่อเนื่อง ในการยกระดับสินค้าเกษตรและบริการให้มีมูลค่าสูง พร้อมพัฒนากระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดในทุกมิติ ควบคู่กับการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ที่ให้ผลผลิตสูง มีคุณภาพ และสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในตลาดโลก นางสาวบุญปิยธิดา คล่องแคล่ว นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ศ
นับย้อนไป 16 ปีแห่งความหลัง คงพอจำกันได้ว่า เกิดน้ำท่วม น้ำป่าไหลหลาก พายุฝน ดินถล่มแลนด์สไลซ์ ในพื้นที่ภาคเหนือ ชีวิต ทรัพย์สิน บ้านเรือน ไร่นาสวนเกษตร เสียหายเหลือที่จะประเมินมูลค่าเป็นเงินได้ ชาวบ้านผู้ประสบภัยต่างขัดสนปัจจัยการดำรงชีพต่างๆ แม้แต่อาหารการกิน พืชผลผักไม้ที่เคยเก็บกินก็หายไปไม่น้อย สิ่งที่ฟื้นกลับมาให้เป็นประโยชน์เห็นจะมีก็แต่พืชผักพื้นบ้านที่ยังอยู่รอดบ้าง เจริญเติบโตขึ้นมาใหม่บ้าง นั่นแหละคือคุณสมบัติที่โดดเด่นของ “ผักพื้นบ้าน” และส่งต่อคุณค่าทางอาหาร รวมทั้งเป็นยาให้ชาวชน “ผักคันทรง” เป็นผักที่ชาวบ้านรู้จักกันดี ทนแล้ง ทนแดด ทนฝน ทนน้ำท่วม ไม่มีโรคแมลงรบกวน รสชาติหวาน กรอบ อร่อย ยอดอ่อนใบอ่อนมีเสน่ห์ชวนลิ้มชิมรส “ผักคันทรง” ชื่ออาจแปลกสำหรับใครบางคน แต่คนทุกภาครู้จัก เพียงแต่เรียกต่างกันไปบ้าง ซึ่งพอได้เห็นยอดที่อวบอิ่ม หรือได้เห็นต้นที่เป็นพุ่ม ก็จะถึงบางอ้อกันทันที ผักชนิดนี้ มีความคล้ายเหมือนกับผักพื้นบ้านหลายอย่าง กิ่งก้าน ผลและใบแก่คล้ายกับพุทรา ยอดใบอ่อนคล้ายผักหวานป่า ออกผลคล้ายผักหวานบ้าน โดยเฉพาะผลที่ติดใต้ใบ มีพูเล็กน้อย สีเขียว รูปทรงค่อนข้างกลม และมีขั้
ด้วยสถานการณ์ราคาพืชผลทางการเกษตรที่ตกต่ำมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจหลักอย่างข้าวและยางพารา ส่งผลให้เกษตรกรหลายรายมีการปรับเปลี่ยนวิธีการทำสวนแบบใหม่จากเดิมปลูกพืชเชิงเดี่ยว ก็ปรับเปลี่ยนหันมาปลูกพืชผสมผสานเพื่อสร้างรายได้หมุนเวียน อย่างเช่นเกษตรกรหญิงเก่งรายนี้ ที่ได้ปรับผืนนาให้กลายเป็นสวนผสมผสาน ปลูกพืชผักผลไม้มากกว่า 30 ชนิด เพื่อสร้างระบบนิเวศและความมั่นคงทางอาหาร และนอกจากผลผลิตคุณภาพสร้างรายได้ไม่ขาดมือแล้ว ยังมีผลพลอยได้ที่ธรรมชาติได้สรรค์สร้างขึ้นมาให้โดยที่ไม่ต้องลงทุน คือการที่มีผึ้งมาอาศัยทำรังอยู่ในสวน เข้ามาช่วยผสมเกสรให้ผลผลิตภายในสวนออกดอกติดผลได้มากกว่าปกติ รวมถึงรายได้เพิ่มจากการขายน้ำผึ้งจำนวนไม่น้อย คุณสกาวเดือน จิ้มปุ๋ย หรือ พี่ผึ้ง อยู่ที่หมู่ที่ 4 บ้านห้วยน้อย ตำบลหนองบัว อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ เกษตรหญิงเก่งหัวก้าวหน้าแห่งเมืองนครสวรรค์ ใช้เวลาลองผิดลองถูกเริ่มต้นพัฒนาผืนนามรดกของพ่อกับแม่เปลี่ยนทำเกษตรผสมผสาน ช่วยให้ครอบครัวหลุดพ้นจากปัญหาราคาข้าวที่ตกต่ำ ให้กลับมาลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง พี่ผึ้ง เล่าถึงจุดเริ่มต้นการทำเกษตรว่า ตนเองเป็นลูกหลานชาวน
เมื่อปี 2534 คุณสุทธิพันธ์ บุญใจใหญ่ เจ้าของ“สวนพุทธสุทธิพันธุ์” เป็นผู้ปลุกกระแส “ ต้นพุทธรักษา”ซึ่งถูกมองว่าเป็นไม้ข้างทาง ให้กลายเป็นสินค้าขายดีจนกลายเป็น “ดาวค้างฟ้า” ในวงการไม้ดอกไม้ประดับมาจนทุกวันนี้ คุณสุทธิพันธ์กล่าวว่า ทุกวันนี้ สังคมเมืองนิยมอยู่อาศัยในคอนโดหรือทาวน์เฮ้าส์ ที่มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ ไม่สามารถจัดสวนได้แบบเมื่อก่อน จึงนิยมใช้ไม้ประดับซึ่งเป็นต้นไม้ขนาดเล็กสำหรับตั้งบนโต๊ะทำงาน หรือ ไม้กระถางสำหรับแขวน เช่น หยกนำโชค เป็นต้นไม้ที่มีสีเขียวสวย ใช้พื้นที่น้อย ทนแล้งได้ดี ไม่ต้องการน้ำเยอะ จัดอยู่ในกลุ่มไม้มงคล โดยมีความเชื่อว่า ใครที่นำต้นหยกนำโชคเข้าบ้านก็จะได้โชค ถูกรางวัล ว่านหางจระเข้ด่าง เป็นพืชสมุนไพรที่นิยมเอาไว้ทำน้ำดื่มได้ และเป็นพันธุ์ไม้พันธุ์ด่าง ที่มีลวดลายสวยงาม ทนแล้ง ส่วนใหญ่นิยมใช้จัดสวนหย่อมเล็กๆ ผักชีฝรั่ง ลงทุนปลูกครั้งเดียวสามารถแบ่งหน่อไปได้เรื่อยๆ นิยมใส่กระถางแขวน ให้ความสวยงามว เล็บครุฑ สำหรับเล็บครุฑพันธุ์ใบกระทง นิยมเลี้ยงให้ใบใหญ่ๆ สามารถนำไปใส่อาหารได้ เบี้ยเงิน เป็นไม้อวบน้ำ ทนแล้ง ดูแลง่าย ไม่ต้องรดน้ำได้นานเ
ในปัจจุบัน หลายๆ คนให้ความสำคัญกับการบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะสมุนไพรพื้นบ้านที่หาได้ง่าย ปลูกง่าย และมีสรรพคุณทางยาหลากหลาย การปลูกสมุนไพรไว้รอบบ้านไม่เพียงช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน แต่ยังเป็นวิธีสร้าง “ครัวธรรมชาติ” ที่ให้ทั้งวัตถุดิบปรุงอาหารและยารักษาโรคฉบับพื้นบ้านอย่างครบถ้วน เหมาะกับการปลูกไว้ประจำบ้าน ไม่ว่าจะปลูกลงดินหรือในกระถางก็ให้ผลผลิตสม่ำเสมอ วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านได้รวบรวม 8 สมุนไพรปลูกข้างรั้วที่ควรมีติดบ้าน ช่วยต้านไวรัส เสริมภูมิคุ้มกัน และใช้ประกอบอาหารได้ทุกวัน พร้อมคำแนะนำด้านการปลูกสำหรับเกษตรกรและผู้สนใจนำไปประกอบอาหาร จะมีพืชชนิดไหนบ้างตามไปดูกันเลย แต่ละชนิดเชื่อว่าทุกๆ คนต้องรู้จักกันแน่นอน 1. ข่า ข่า จัดเป็นพืชล้มลุกที่มีเหง้าอยู่ใต้ดิน ลักษณะเหง้าจะมีข้อหรือปล้องชัดเจน ส่วนใบเป็นใบเดี่ยว รูปเรียวยาว ปลายแหลม ขึ้นเป็นกอ ข่าเป็นพืชที่ปลูกง่าย ดูแลง่าย และมีอายุยืน สามารถขุดมาใช้ประโยชน์ได้ตลอดทั้งปี เหง้าข่า ซึ่งเป็นส่วนที่นิยมรับประทาน มีรสเผ็ดปร่า มีกลิ่นหอมฉุนจากน้ำมันหอมระเหย จึงถูกนำไปประกอบอาหารหลากหลายเมนู ทั้งต้มยำ ต้มแซ่บ น้ำพริก หร
กรมวิชาการเกษตรเผยผลวิจัยการใช้ปุ๋ยให้เหมาะสม กับช่วงการเติบโตของวานิลลา โดยระยะแรกของการเจริญเติบโตทางลำต้น บำรุงด้วยปุ๋ยสูตร 27-11-11 ผสมปุ๋ยสูตร 46-0-0 และปุ๋ยอินทรีย์ ส่วนระยะการให้ดอก บำรุงด้วยปุ๋ยอินทรีย์ผสมปุ๋ยเคมี สูตร 46-0-0 ทุกเดือน หลังวานิลาให้ดอกแล้ว บำรุงด้วยปุ๋ยสูตร 8-8-24 ร่วมกับปุ๋ยสูตร 0-0-60 ทุกเดือน กรมวิชาการเกษตรได้ดำเนินโครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตวานิลา ภายใต้การนำของ หัวหน้าโครงการวิจัย คือ นางวราภรณ์ อุดมดี ( ปี พ.ศ. 2562) โดยมุ่งศึกษาวิจัยเรื่องการให้ปุ๋ยที่เหมาะสมกับช่วงการเจริญเติบโตของวานิลา ภายในศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรตาก ต.แม่ท้อ อ.เมือง จ.ตาก ซึ่งมีการปลูกวานิลา สายพันธุ์ Vanilla planifolia Andrew. ที่มีถิ่นกำเนิดในอเมริกากลาง และเป็นสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมในประเทศต่างๆ เช่น เม็กซิโก มาดากัสการ์ อินโดนีเซีย ฯลฯ โครงการวิจัยครั้งนี้ ได้ปลูกวานิลาพันธุ์ V. plonifolia (Andrews.) แบบใช้ค้าง (เสาซีเมน) สูง 2.5 เมตร ฝังดินลึก 0.5 เมตร เพื่อให้ค้างสูงประมาณ 2 เมตร พรางแสงโดยตาข่ายพรางแสง 50% ใช้ระยะปลูก 1.5 x 2เมตร ขุดหลุม
