เทคนิคเกษตร
ผมชอบกินข้าวคลุกกะปิมาตั้งแต่เด็กๆ แน่นอนว่า ข้าวคลุกกะปิเป็นสำรับที่ต่างคนก็มีสูตรอร่อยเฉพาะของใครของมัน สำหรับของผมนั้น ประกอบด้วยข้าวสวยหุงเป็นตัวร่วนๆ ถ้าได้ข้าวเย็นจะยิ่งดีครับ คลุกเข้ากับกะปิคลองโคนสดๆ เนื้อนิ่มๆ แล้วราดน้ำมันหมูผสมกากหมู เคล้าให้ทั่ว ตามด้วยหอมแดงซอย พริกขี้หนูสวนหั่นหยาบ หรือพริกกะเหรี่ยงแห้งป่นก็ได้ จากนั้นก็บีบมะนาว กินกับแตงกวากรอบๆ เป็นสูตรที่ง่ายและดิบเถื่อนดีมาก จนเดี๋ยวนี้ผมก็ยังชอบกินแบบนี้มากกว่าสูตรมาตรฐาน ที่ต้องคั่วหรือทอดกะปิ หรือเอาข้าวที่คลุกกะปิสดไปผัด แต่งหน้าด้วยกุ้งแห้งทอด หมูหวาน ไข่ฝอย ถั่วฝักยาวซอย ฯลฯ พูดถึงกะปิในข้าวคลุกกะปิก็นับว่าเป็นของสำคัญ ที่ผมชอบกะปิคลองโคนก็เพราะกินมาตั้งแต่เริ่มจำความได้ แม่แทบไม่กินกะปิของที่อื่น มันเป็นกะปิเนื้อนุ่ม กลิ่นยังสดอยู่มาก นอกจากคลุกติดเมล็ดข้าวสวยได้ง่ายแล้ว ยังจิ้มมะม่วงเบา มะยม มะดันได้เหมาะเหม็ง ความเค็มสดอ่อนนวลนั้นถูกปากพวกบ้านเรามาจนบัดนี้ ผมมาคิดเล่นๆ เมื่อไม่กี่วันมานี้เองว่า เอาเข้าจริง ข้าวคลุกกะปินี้ก็ยังนับว่าเป็นของที่ “ทำกินยาก” อยู่เหมือนกันนะครับ แถมพอเราลงมือคลุกไปแล้ว ก็เอาข้าวนี้
หม่ำของชัยภูมินับเป็นภูมิปัญญาการถนอมอาหารอันล้ำเลิศ แล้วยังเป็นเมนูอาหารจานโปรดขึ้นชื่อของจังหวัดนี้มานาน นิยมบริโภคทั้งเนื้อวัวและเนื้อหมู จวบจนปัจจุบันมีร้านจำหน่ายหม่ำทั้งเก่าและใหม่อยู่เป็นจำนวนมาก และตั้งอยู่ในหลายพื้นที่ของจังหวัด ซึ่งแต่ละร้านก็จะมีสูตรการปรุงหม่ำที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ จนกระทั่งตอนนี้แทบจะไม่รู้เลยว่าสูตรการปรุงหม่ำที่เป็นรสชาติดั้งเดิมของชาวบ้านท้องถิ่นนั้นเป็นอย่างไร คอลัมน์ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้าฉบับนี้ จึงเชิญชวนท่านผู้อ่านไปรู้จักกับร้านผลิตและจำหน่ายหม่ำสูตรโบราณดั้งเดิม ที่ถือเป็นต้นตำรับหม่ำแซ่บของชาวบ้านบัว มานานแสนนานนั่นคือ “ร้านหม่ำแม่อ้น” ซึ่งตั้งอยู่บ้านเลขที่ 73 หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านบัว อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ คุณสุทธิวา ลิ้นทอง ทายาทรุ่นที่สองของร้านหม่ำแม่อ้น เล่าว่า เดิมคุณตาเป็นผู้ริเริ่ม ส่วนแม่จะขายส้มตำ ไก่ย่าง ครั้นลูกค้าให้ความนิยมรับประทานหม่ำมากกว่าส้มตำ ไก่ย่าง จึงทำให้เหลือเพียงขายหม่ำแทนอย่างเดียว แล้วผลิตเพิ่มมากขึ้น จึงนับได้ว่าครอบครัวนี้เป็นต้นตำรับของหม่ำชัยภูมิที่มาแพร่หลายในภายหลัง อีกทั้งยังเป็นหม่ำสูตรโบราณดั้งเดิม สำห
เมื่อวันจันทร์ที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา มีงาน “เมนูผักพื้นบ้าน จากแม่ครัวบ้านๆ และเชฟเมืองกรุง” ที่สำนักงานกลุ่มเกษตรอินทรีย์สนามชัยเขต และเครือข่าย 304 กินได้ บ้านยางแดง อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา หัวใจหลักของงานครั้งนี้คือการเสนอสูตรอาหารพื้นบ้านของกลุ่มเครือข่ายในช่วงเช้า และร่วมเรียนรู้กับเชฟรุ่นใหม่จากเมืองหลวงในช่วงบ่าย โดยกลุ่มเชฟจะทดลองนำผักอินทรีย์ปลอดสารพิษนานาชนิด ตลอดจนไก่บ้าน ไข่ไก่ กบ ปลา ปูนา ฯลฯ ที่เครือข่ายหามาให้ปรุงเป็นอาหารแนวใหม่ (fusion food) ผมได้ไปดูงานนี้ทั้งวันครับ นับว่าไม่เสียเที่ยวที่ดั้นด้นไปจริงๆ โครงการรณรงค์ระยะยาวที่มีนามอันเป็นปริศนาว่า “304 กินได้” นี้ มีที่มาจากหมายเลขทางหลวง สาย 304 ซึ่งกำลังจะเป็นเส้นทางที่ผ่านไปสู่โรงไฟฟ้าทั้งขนาด 47.5 เมกะวัตต์ ที่สร้างเสร็จแล้ว และโรงไฟฟ้าถ่านหินสเกลใหญ่ ขนาด 600 เมกะวัตต์ ที่กำลังทำเรื่องขออนุมัติก่อสร้าง โดยทางภาครัฐมีแผนจัดวางให้พื้นที่แถบนี้เป็นเขตโรงไฟฟ้าที่ผลิตไฟป้อนนิคมอุตสาหกรรมในเขตภาคตะวันออก และอ้างว่าจะทำให้ราคาไฟฟ้าต่อหน่วยที่ประชาชนใช้มีราคาถูกลง อย่างไรก็ดี ทางเครือข่ายชุมชนที่วิตกกังวลเรื่อ
แหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อของจังหวัดสุโขทัยอีกแห่งคือ อุทยานประวัติศาสตร์ที่อำเภอศรีสัชนาลัย อยู่ห่างจากอำเภอเมืองประมาณ 68 กิโลเมตร เมืองโบราณแห่งนี้เดิมชื่อว่า เมืองเชลียง จากตัวอำเภอขึ้นไปอีก 23 กิโลเมตร ก็จะถึงบ้านนาต้นจั่น แหล่งท่องเที่ยวชุมชนขึ้นชื่อเรื่องผ้าหมักโคลนโดยภูมิปัญญาชาวบ้าน มีที่พักแบบโฮมสเตย์ด้วย ที่บ้านนาต้นจั่นนี่แหละ ขอชักชวนแฟนๆให้มาเที่ยว เพราะมีของกินอร่อยเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร นั่นก็คือ ข้าวเปิ๊บและก๋วยเตี๋ยวแบ แห่ง ร้านข้าวเปิ๊บยายเครื่อง ทางไปอาจจะดูซับซ้อนแต่ไปไม่ยากเพราะมีในกูเกิลแมปด้วย รับรองว่าไม่มีทางหลง เพียงก้าวแรกที่เดินเข้ามาในร้าน ปิ่นโตเถาเล็กเกิดอาการตื่นตาตื่นใจ รู้สึกว่าใช่เลย เพราะนี่คือแบบอย่างที่ดีของการท่องเที่ยวชุมชนซึ่งโดดเด่นทางด้านอาหารพื้นบ้าน เหมาะสำหรับคนเมืองอย่างพวกเราจะมาชิมและศึกษาวิถีชีวิตชาวบ้านไปพร้อมกัน บรรยากาศช่างร่มรื่นชวนให้รื่นรมย์ มีความเป็นบ้านสวนชนบทแต่ดูดี เชิญนั่งกินข้าวใต้ถุนบ้านทรงไทยหลังใหญ่ซึ่งปลูกหรือปรุงใหม่ไม่นาน ต่อเนื่องมาจนถึงลานหน้าบ้าน หรือจะเลือกนั่งตรงสวนกล้วยด้านข้าง แถมปากทางเข้ายังมีรูปปั้นยักษ์ยืน
ปัจจุบันมีผักพื้นบ้านหลายชนิดที่ได้รับการส่งเสริมให้ปลูกเพื่อการค้า และนำมาขายในซุปเปอร์มาร์เก็ต และตลาดสดในเมือง เช่น ผักหวาน ผักปลัง ยอดฟักแม้ว ยอดฟักทอง คนเมืองทั้งหลายที่ไม่ค่อยคุ้นเคยกับผักพื้นบ้านก็พลอยได้ลิ้มรสผักทางเลือกชนิดใหม่ๆ มากขึ้น บังเอิญที่ผู้เขียนได้มีโอกาสผ่านไปแถวๆ ทางภาคเหนือในช่วงนั้นพอดี จึงได้พบเห็นกับผักชนิดหนึ่งที่ดูแปลกและน่าสนใจ ด้วยเพราะไม่เคยเห็นและไม่เคยรู้จักมาก่อน จึงได้สอบถามแม่ค้า ทำให้รู้จักผักชนิดนี้ ที่ชื่อว่า ดอกสะแล จากคำบอกเล่าของแม่ค้า ผักชนิดนี้แม้จะยังไม่มีปลูกเป็นการค้า แต่ก็พอหาซื้อมากินกันได้ไม่ยากนัก ลักษณะทั่วไป ดอกสะแล หรือบางท้องถิ่นเรียกว่า ดอกสาแล เป็นไม้เลื้อยยืนต้น พบได้ทั่วไปทางภาคเหนือ มักขึ้นตามชายป่า ตามเรือกสวนที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำ สะแล จะออกดอกมากช่วงเดือนธันวาคมถึงมีนาคม สำหรับผักชนิดนี้ชาวบ้านนั้นไม่ต้องปลูกไว้กินเองหรือต้องซื้อหาเหมือนผักอื่นๆ แค่เดินออกไปชายป่าก็เก็บดอกสะแลได้พอแกงแล้ว แถมยังเหลือนำมาขายให้เราได้กินอีกด้วย สะแล มีดอกเพศผู้กับเพศเมียอยู่คนละต้น ลักษณะของดอกเพศผู้ ยาว รี คล้ายก้านพริกไทยสด ชาวเมืองเรียกว่า สะแ
เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีทำบุญเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ครบรอบ 15 ปี ในวันที่ 3 ตุลาคม 2560 ว่า เมื่อเข้ามารับตำแหน่งในฐานะหัวหน้าแม่ทัพของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้มีโอกาสลงพื้นที่ศึกษาดูงานแหล่งผลิต ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ได้รับข้อมูลจากผู้บริหารภาครัฐ นายกสมาคมผู้ผลิตยา และผู้ประกอบการหลายแห่ง ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน นพ.เกียรติภูมิ กล่าวอีกว่า จากการดูงานด้านมาตรฐานการผลิตของบริษัทอุตสาหกรรม เครื่องหอมไทย-จีน บริษัท ขายยาเพ็ญภาค จำกัด และกองพัฒนายาไทยและสมุนไพรของกรมการแพทย์แผนไทยครั้งนี้ ถือว่าเป็นข้อมูลนำเข้าในส่วนของกลางทางด้านการพัฒนาสมุนไพร ซึ่งเป็นการแปรรูปสมุนไพรในภาคอุตสาหกรรม จะเห็นว่าประเทศไทยมีแหล่งผลิตที่ได้มาตรฐานในระดับสากล มีกำลังการผลิตสูงมาก และเชื่อว่ายังมีโรงงานในลักษณะเช่นนี้อีกหลายแห่ง ที่ไปดูครั้งนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น จึงคาดคะเนได้ว่าผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร จะสามารถสร้างมูลค่
คุณกาย ไลย มิตรวิจารณ์ เชฟหนุ่มน้อยและนักมานุษยวิทยาอาหารที่ผมนับถือในวิชาความรู้ เคยเปรยกับผมตอนที่เราคุยกันเรื่องแกงส้ม ว่า “เราชอบกินแกงส้มใส่ใบกะเพรา” นั่นทำให้ผม ผู้ซึ่งพกพาความเป็นจารีตของแกงส้มสูตรมาตรฐานไว้เต็มหัวถึงกับอึ้งไปร่วมอึดใจ ขณะที่สมองส่วนความทรงจำและการประมวลผลก็ทำงานอย่างรวดเร็ว จนพอจำได้เลาๆ ว่า ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว ผมเคยไปกินอาหารที่ร้านใหญ่แถบปากน้ำปราณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ แล้วมีแกงอย่างหนึ่งที่ใครสักคนสั่งมาแบบใส่หม้อไฟ หน้าตาก็แดงๆ เหมือนแกงส้มทั่วไปแหละครับ แต่ครั้นซดเข้าไปจึงพบว่า หากจะอธิบายว่าสิ่งที่อยู่ในหม้อหยวนโล้นี้คืออะไรแน่ ก็เห็นจะต้องบอกว่า มันเหมือนใครเอาแกงป่า แกงเลียง และแกงส้ม อย่างละชาม เทรวมใส่หม้อ แล้วอุ่นให้ร้อน เพราะมันมีทั้งรสเผ็ดไม่มากนัก ร้อนพริกไทยหน่อยๆ เปรี้ยวด้วยน้ำมะขามเปียก แถมใส่ใบกะเพราฉุนๆ มาอีก อย่างไรก็ตาม ผมชอบมันมากกว่าคนอื่นๆ ในวงข้าววันนั้น พลอยรู้สึกว่าโลกของสูตรมาตรฐานที่ถูกกำหนดกฎเกณฑ์โดยตำรากับข้าวฉบับตีพิมพ์หลายต่อหลายเล่มถูกรื้อฉีกกระจุยกระจาย แทบไม่เหลือชิ้นดีเอาเลยทีเดียว หลังคุยกับกายในวันนั้น ผมก็เลยชักอยากลอ
เห็ดแครง หรือ เห็ดตีนตุ๊กแก (ชื่อวิทยาศาสตร์: Schizophyllum commune) เป็นเห็ดที่ขึ้นได้ทั่วทุกภูมิภาคทั่วโลกและเจริญเติบโตได้ตลอดปี ส่วนใหญ่ขึ้นตามธรรมชาติในช่วงที่แล้งจัดจากนั้นมีฝนตกในความชื้นที่เหมาะสม ผู้สื่อข่าวข่าวสด จังหวัดสตูล รายงานผลงานของกลุ่มเพาะเห็นแครงอินทรีย์ ตั้งอยู่เลขที่ 177 หมู่ที่ 3 บ้านบ่อหิน ต.เขาขาว อ.ละงู จ.สตูล ภายใต้โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมีเพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน มุ่งเพาะเห็ดเพื่อตอบโจทย์คนชอบกินเห็ดแครงชนิดนี้ให้กินตลอดทั้งปี นางวิไลภรณ์ ชำนาญเพาะ อายุ 43 ปี บ้านเลขที่ 294 หมู่ที่ 3 ต.เขาขาว อ.ละงู จ.สตูล เล่าว่า หลังเสร็จภารกิจงานภายในบ้าน งานสวนปาล์ม และสวนยางพารา มาร่วมกลุ่มโครงการ รับหน้าที่ทำก้อนเชื้อเห็ดแครงตามสูตรผสมขี้เลื่อย และรำข้าวละเอียด และส่วนต่าง ๆ ที่เป็นส่วนผสม ส่วนใหญ่จะให้เวลากลางคืนหลังเสร็จภารกิจที่บ้าน ในช่วงเร่งทำก้อนเชื้อเห็ดแครง จะให้ลูก ๆ มาช่วยทำ 200 วันติดต่อกันเคยทำมากถึง 800 ลูก ทุกคนก็มีรายได้ร่วมกัน นายสำราญ แคยิหวา สมาชิกในกลุ่มคู่ชีวิตประธานกลุ่ม วัย 38 ปี เล่าว่า ทางกลุ่มจะใช้บ้านในการทำโรงเพาะเ
ภูมิปัญญาของชาวบ้าน คือความรู้ที่คนโบราณคิดค้นขึ้นและได้ถ่ายทอดส่งต่อกันมาทั้งทางตรงและทางอ้อมให้กับคนรุ่นหลัง โดยให้เหมาะสมกลมกลืนกับการดำเนินชีวิตให้อยู่ในสังคมอย่างมีความสุข โดยผ่านศาสนา วัฒนธรรม ประเพณีของแต่ละท้องถิ่น กลายเป็นภูมิปัญญาของแต่ละท้องถิ่นนั้นๆ เพื่อให้เกิดความรัก ความภูมิใจในท้องถิ่น มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในท้องถิ่นของตนเอง วัดท่าราบ ตำบลบางแพ อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี แหล่งรวมมรดกวัฒนธรรมเป็นภูมิปัญญาไทยที่มีคุณค่าแห่งหนึ่งที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ได้สำรวจและจัดทำทำเนียบข้อมูลวรรณกรรมท้องถิ่นภาคตะวันตกไว้เพื่อการสืบค้นทางการศึกษา ได้แก่ ตำรายาแพทย์แผนไทย การวินิจฉัยโรค สรรพคุณของสมุนไพร อดีตเจ้าอาวาสพระครูวิทิตวรเวช (หลวงพ่อสละ) หรือนามปากกาว่า ส.เปลี่ยนสี ได้รวบรวมตำรายาแพทย์แผนไทย เคยเขียนเผยแพร่ในนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านเล่มนี้จนโด่งดัง ทำให้วิชาแพทย์แผนโบราณของวัดท่าราบเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป นอกจากนี้ วัดท่าราบยังมีชื่อเสียงโด่งดัง วัดท่าราบ ตั้งอยู่ในหมู่บ้านท่าราบ พื้นที่ตำบลบางแพ อำเภอบาง
เมื่อพูดถึง “แกงเนื้อ” มักจะหมายถึง “แกงเขียวหวานเนื้อ” โดยไม่ต้องระบุสีเครื่องแกงลงไปด้วย ถึงอย่างไรก็ไม่สับสนปนเปกับ “แกงแดง” หรือ “แกงเผ็ด” ด้วยอนุมานดังต่อไปนี้ ประการแรก คนไทยไม่ได้กินเนื้อสัตว์ใหญ่มาแต่เดิม เรากินสัตว์น้ำมากกว่า พูดไปก็ทำให้คนไทยโบราณคล้ายกับคนญี่ปุ่น ที่กินแต่สัตว์น้ำเป็นหลัก สัตว์ปีกอาจจะมีนกบ้าง เช่น ชื่อแกงเก่า “แกงนกสับ” ทั้งๆ ที่ใช้เนื้อปลาทำ ตามเอกสารที่อ้างอิงได้ ไก่น่าจะมาขึ้นโต๊ะในสมัยอยุธยา จากชมพูทวีป ตะวันออกกลาง (มัสมั่นไก่) และตะวันตก (สตูไก่) ที่เริ่มเข้ามาค้าขาย ส่วนเป็ด ห่าน และหมู มาทีหลังพร้อมกับคนจีน คาดว่าในสมัยต้นรัตนโกสินทร์นี้เอง แต่ไหนแต่ไร คนไทยไม่นิยมกินเนื้อสัตว์ใหญ่ ที่ผูกพันกันอยู่ทุกวันในไร่ในนา เช่น โค หรือวัว เพราะฉะนั้น ครั้นเมื่อต้องล้มโคหรือวัว เช่น ในงานประจำหมู่บ้าน ซึ่งต้องใช้เนื้อสัตว์เป็นจำนวนมาก การปรุงเนื้อสัตว์ใหญ่ที่คาวจัด ย่อมต้องใช้สมุนไพรหรือเครื่องเทศมาดับคาวนั้น เครื่องแกงเขียวหวาน นอกจากหอมแดง กระเทียม ข่า ตะไคร้ ผิวมะกรูด รากผักชี เครื่องปรุงรสอย่างพริกไทย กะปิ และเกลือ แล้ว ที่เข้าเครื่องเทศแขกมี ลูกผักชี และเ
