เทคนิคเกษตร
ผมมีเพื่อนที่พ่อแม่ของเขาทำนาเกลืออยู่สมุทรสาครสืบเนื่องมาหลายชั่วคน เขาเคยเล่าว่า เวลาขนย้ายเกลือจากนาไปรวมที่เรือใหญ่ เตรียมบรรทุกเข้าไปขายในเมืองนั้น มักทำกันตอนกลางคืน เพราะอากาศเย็นสบายดี แต่ก็ต้องพบเจออุปสรรคไม่คาดฝันอยู่เนืองๆ คือ “ผี” นั่นเองครับ พ่อของเขาบอกว่า อยู่ๆ ผีมักปรากฏกายที่หัวเรือ ทำให้รู้สึกว่าเรือหนักขึ้น ตอนแรก พวกนาเกลือต่างก็กลัวผีกัน แต่นานเข้าก็ชักชิน เริ่มไม่กลัวแล้ว พอผีโผล่มาก็คว้าเอาไม้พายนั่นแหละตีๆ ไล่ๆ ปากก็ร้องไล่ไปด้วย ผีเจอเข้าอีหรอบนี้ คงไม่รู้จะหลอกท่าไหน หลังๆ ก็เลยจำยอมหายตัวไปแต่โดยดี เรื่องผีๆ แถบนั้นเห็นจะแรงจริงครับ เพราะขนาดชื่อคลอง ยังมี คลองหมาหอน ต่อด้วย คลองผีหลอก ให้ชวนสะดุ้งได้ไม่ยาก ถ้าผ่านไปตอนกลางคืนเดือนมืดๆ ที่เล่าเรื่องนี้ก็ไม่ใช่อะไรอื่นหรอกครับ ผมเพิ่งได้ไปดูแหล่งทำเกลือสมุทรแถบตำบลบางปะกง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา มาเมื่อเดือนที่แล้ว เป็นพื้นที่ทำเกลือที่ใหญ่และสำคัญมากแห่งหนึ่งของเขตชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก หมู่บ้านที่ว่านี้ ชื่อ “บ้านคลองผีขุด” ครับ เข้าใจว่าชาวนาเกลือที่นี่คงมีประสบการณ์ผีๆ ไม่น้อยไปกว่าแถบบางโทรัด บ้านเ
นายวัชรินทร์ สายน้ำใส อาจารย์โปรแกรมวิชาเทคโนโลยียางและพอลิเมอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (มรภ.สงขลา) เปิดเผยว่า ตนพร้อมด้วยนักศึกษาในโปรแกรมฯ 4 คน คือ นายอดิศักดิ์ เหมือนจันทร์ น.ส.ชาวดี ปะตาแระ น.ส.อัสมา ศิกะคาร และ น.ส.อาตีฟ๊ะ บุตรา เข้าร่วมประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 9 “พัฒนางานวิจัย สร้างสรรค์อุดมศึกษาไทย ก้าวไกลสู่ Thailand 4.0” ณ มรภ.นครปฐม โดยมีผลงานวิจัยที่ผ่านการพิจารณาให้เข้าร่วมนำเสนอทั้งสิ้น 329 ผลงาน จากสถานศึกษาต่างๆ 65 หน่วยงาน ซึ่งตนและทีมงานนำเสนอผลงานวิจัยในกลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ จำนวน 2 เรื่อง คือ 1.การใช้ฟูมซิลิกาในผลิตภัณฑ์โฟมยางที่ผลิตจากน้ำยางธรรมชาติ จัดทำโดย อัสมา ศิกะคาร อาตีฟ๊ะ บุตรา เอกฤกษ์ พุ่มนก และ รัฐพงษ์ หนูหมาด 2. การอ่อนตัวของความเค้นและพลังงานสูญเสียของยางธรรมชาติผสมยางบีอาร์ และยางธรรมชาติผสมยางเอสบีอาร์ จัดทำโดย ชาวดี ปะตาแระ อดิศักดิ์ เหมือนจันทร์ และ วัชรินทร์ สายน้ำใส ซึ่งงานวิจัยเรื่องนี้ได้รับรางวัลบทความดีเด่น (Best Paper Award) กลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ นายวัชรินทร์ กล่าวว่า ส่วนที่มาของการทำวิจัย ยางธรรมชา
ของกินพื้นเมืองเหนือ มีกีมปูนา เนื้อปูนา และมอบปู สองอย่างแรกแค่ต้มก็กินได้แล้ว แต่มอบปู เขาแคะเอามันปูออกมาแล้วปรุงรสด้วยน้ำปลาหรือซีอิ้วขาวอาจจะหั่นหอมแดงหรือต้นหอมผสมลงไปด้วย นำไปกรอกใส่กระดองปูเปล่าที่แคะมันและแกะเนื้อปูออกไปแล้ว นำไปนึ่งจนสุกแค่นี้ก็ทานได้แล้ว รำแต้ ๆ เจ้า
หนึ่งในข่าวเล็กๆ ที่อาจไม่เป็นที่รับรู้กันมากนักแต่มีนัยอันยิ่งใหญ่ เพราะสะท้อนถึงความสำเร็จในการทำงานอย่างต่อเนื่องยาวนานมากกว่า 20 ปีขององค์กรพัฒนาชุมชนของไทยก็คือการที่ “กลุ่มอนุรักษ์บ้านบางลา” ได้รับรางวัลอีเควเตอร์ประจำปี 2560 จากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ(ยูเอ็นดีพี) ซึ่งจัดขึ้นที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ในห้วงเวลาเดียวกับที่มีการประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญ ครั้งที่ 72 รางวัลอีเควเตอร์ เป็นรางวัลภายใต้โครงการข้อริเริ่มอีเควเตอร์ของยูเอ็นดีพีที่มีขึ้น 2 ปีครั้ง เพื่อเป็นรางวัลให้กับความพยายามของชุมชนที่มีความโดดเด่นในการลดความยากจนผ่านการอนุรักษ์และการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วยการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพโดยเฉพาะในพื้นที่เขตร้อน ด้วยตระหนักว่าความสำเร็จของท้องถิ่นเป็นรากฐานของการเคลื่อนไหวในระดับโลกที่มีส่วนช่วยสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน(เอสดีจีส์) ของสหประชาชาติ เพื่อให้เวทีระหว่างประเทศตระหนักถึงความพยายามของท้องถิ่นรวมถึงชนพื้นเมืองที่ได้พยายามทำงานเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยผู้ได้รับรางวัลในปีนี้ 15 ร
โลกใบนี้ช่างสดใสสวยงามเหลือเกิน หากเราเปิดหัวใจให้กว้างและมองทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความงดงามจากวิธีคิดใหม่กับสายตาที่ใหม่ การก้าวเดินไปทุกวันย่อมมีแต่ความสุขเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา พยายามเข้าใจกับชีวิต คิดทุกอย่างที่ทำ แต่อย่าทำทุกอย่างที่คิด รักและดูแลตัวเอง อย่าให้มีคำถามกับตัวเองว่าเมื่อไหร่หนอหนึ่งชีวิตที่มีอยู่นี้จะหมดไป ควรเป็นคำถามว่าเราควรจะใช้ชีวิตอยู่อย่างไรกับวันนี้ให้มีความสุข เพราะเวลานั้นเหมือนสายน้ำ เวลามีค่าอย่างมหาศาล จงหวงแหนกับเวลาที่เหลืออยู่ ใช้ชีวิตให้คุ้มค่าที่สุดด้วยตัวเราเอง สุดท้ายได้แค่ไหนก็แค่นั้น เพราะชีวิตคนเรามันก็เท่านี้เอง ก่อนอื่นขอ สวัสดี และขอบพระคุณอย่างมากมายกับกับแฟนๆ จากนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านและผู้เขียน ที่เป็นแฟนประจำพร้อมให้กำลังใจกันมาตลอดเวลา ทั้งที่ส่งเสียงไปหา โทร. (081) 846-0652 และทางเฟซบุ๊ก ที่ใช้ชื่อ นายสมยศ ศรีสุโร ขอบคุณจริงครับเมื่อมีแฟนๆ ให้แรงใจเช่นนี้ มีหรือผมจะถอดใจ ผมจะยังคงยืนหยัดจนวินาทีสุดท้ายเพื่อแฟนๆ เช่นกัน ปักษ์นี้เนื่องด้วยผมได้ไปเที่ยวและผักผ่อนที่จังหวัดเพชรบุรี มีความประทับใจอย่างมากในหลายๆ เรื่องราว มีความสุขและสดชื่นกับช
“พลังงาน” เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสังคมมนุษย์ ยิ่งโลกพัฒนามากขึ้นเท่าไร ความต้องการใช้พลังงานก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นเท่านั้น ในปัจจุบัน พลังงานหลักที่ได้จากฟอสซิล เช่น ถ่านหิน ปิโตรเลียม และก๊าซธรรมชาติ นับวันจะค่อยๆ หมดไป อีกทั้งมีต้นทุนการผลิตสูงขึ้นเรื่อยๆ จากการสำรวจและขุดเจาะแหล่งน้ำมันใหม่ๆ แถมสร้างมลพิษทางสิ่งแวดล้อมค่อนข้างสูง จากการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณมหาศาล เป็นที่มาของภาวะเรือนกระจก และปัญหาโลกร้อนในปัจจุบัน ทุกวันนี้ ทั่วโลกจึงหันมาสนใจใช้ “พลังงานทดแทน” ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานทางเลือกที่สะอาด ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นพลังงานหมุนเวียนที่ไม่มีเวลาหมด (Renewal Energy) ได้แก่ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ พลังงานชีวมวล เป็นต้น พลังงานทดแทนเหล่านี้ช่วยแก้ปัญหาเรื่องมลพิษจากโรงงานไฟฟ้า และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ พลังงานทดแทน พลังแห่งสายพระเนตร ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้มีพระราชดำริเกี่ยวกับการพัฒนาพลังงานมาตั้งแต่คนทั่วไปยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นแนวพระราชดำริที่ทรงมองอย่างรอบด้านเพื่อ
แรงบันดาลใจในการคิดสำรับอาหารแปลกลิ้น ไม่ซ้ำเดิม หลายครั้งเริ่มมาจากการพบเห็นของกินของ “บ้านอื่น” ซึ่งบางครั้งแม้เห็นเพียงภาพ หรือกระทั่งได้ยินแค่เรื่องเล่า ก็ทำให้คิดต่อไปเรื่อยๆ อย่างสนุกสนานได้แบบไม่รู้จบนะครับ เหมือนเมื่อไม่นานมานี้ ผมไปเห็นภาพอาหารที่เพื่อนคนหนึ่งทำ แล้วแสดงไว้ในช่องโซเชียลมีเดียส่วนตัวของเขา มันคือ“พะแนงเนื้อมะเขือพวง” ที่จริงก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเลยครับ แต่ถ้าลองขึ้นชื่อว่า“พะแนง” แล้ว ที่ผมนึกถึง และถูกสั่งสอนมาตลอด ก็คือแกงกะทิแดงๆ มันเยิ้ม ที่เข้าพริกแกงด้วยเครื่องเทศแบบฮินดูมุสลิม อย่างเม็ดผักชี ยี่หร่า ลูกกระวานขาว เป็นต้น จะเป็นแกงเนื้อวัว แพะ หมู ไก่ หรือเป็ดก็ได้ เครื่องสดอื่นๆ ก็เห็นมีแค่ใบมะกรูดและพริกชี้ฟ้าหั่นแฉลบเท่านั้น นี่เพื่อนผมเขาเล่นใส่มะเขือพวงเข้าไป ซึ่งก็แน่นอนว่าย่อมจะทำให้พะแนงหม้อนี้มีรสขื่นนวลๆ กรุบๆ แหม แค่คิดก็อร่อยแล้วนะครับ แม้แวบแรกจะรู้สึกว่ามันเหมือนแกงเผ็ดกะทิแบบครัวไทยภาคกลางมากๆ ก็ตาม แต่เราท่านก็ย่อมตระหนักดีว่า นอกจากเครื่องแกงแล้ว วิธีการปรุงแกงพะแนง ซึ่งต้องคั่วเคี่ยวพริกแกงและเนื้อวัวในกะทินานๆ ย่อมจะทำให้ได้กลิ่น รส และน
เป็นอีกเรื่องราวที่น่าทำตามมากๆ ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Nurfatihah Toh ซึ่งเป็นนักศึกษาสาวรายหนึ่ง ได้แรงบันดาลใจจากการออมเงินและออมเพิ่มไปอีกนิดให้ครบแสน โดยวิธีการออมเงินคือ จะใช้หลาย ๆ วิธีรวมกัน เช่น หากได้แบงค์ 50 ก็จะไม่ใช้ ร่วมกับการออมแบงก์ใหม่ๆ รวมทั้งหากกดเงินมามากๆ ก็จะแบ่งออมไว้และจะพกเงินสดแค่ 100-200 บาท นอกจากนี้นักศึกษาสาวรายดังกล่าวได้โพสต์ภาพกองเงินมากมายที่ได้จากการเก็บออมด้วย งานนี้ใครจะทำตามก็คงไม่ว่ากัน ขอบคุณที่มา Nurfatihah Toh
“Now Mom can spoil your kids with snacks!” เพราะเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านโภชนาการปัจจุบันที่ก้าวไปไกลมาก ทำให้ประโยคดังกล่าวไม่ได้เกินเลยไปจากความจริง แต่กว่าจะก้าวมาถึง ณ จุดนี้ ที่ทำให้ บริษัท กรีนเดย์ โกลบอล จำกัด ได้รับการยอมรับและคว้ารางวัลเอสเอ็มอีดีเด่นจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ไม่ใช่เรื่องง่าย บริษัท กรีนเดย์ โกลบอล เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผัก-ผลไม้แปรรูปเพื่อสุขภาพ ที่นำนวัตกรรมสมัยใหม่มาใช้ในกระบวนการผลิต คือการทอดในสุญญากาศ และการทำแห้งแบบแช่เยือกแข็ง ทำให้สินค้ามีความกรอบ ไม่อมน้ำมัน อีกทั้งยังไม่มีสารเติมแต่งหรือสารกันบูดใดๆ โดยวางจุดขายที่การเป็น “อาหารว่างสำหรับผู้รักสุขภาพอย่างแท้จริง” ปัจจุบันเป็นสินค้าที่ทำรายได้ส่งออกไปจำหน่ายยัง 30 ประเทศทั่วโลก ชัยรัตน์ คงศุภมานนท์ รองประธานกรรมการ บริษัท กรีนเดย์ โกลบอล ถอดประสบการณ์ให้ฟังในงานสัมมนา “Start ธุรกิจอย่างไรให้ Smart รับยุค 4.0” ที่ สสว.จัดขึ้นเพื่อกระตุ้นและให้ความรู้กับผู้ประกอบการรายย่อยและว่าที่สมาร์ทเอสเอ็มอี ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ว่า บริษัทกรีนเดย์ เป็นการต่อยอดธุรกิจจาก
อินโดนีเซีย อดีตเคยเป็นอาณานิคมของดัทช์ หรือเนเธอร์แลนด์ หรือ ฮอลแลนด์ก็เรียกกัน โดยมีชื่อเป็นทางการว่า สาธารณรัฐอินโดนีเซีย มีสภาพพื้นที่เป็นหมู่เกาะ จำนวน 13,000 เกาะ แต่มีเพียง 6,000 เกาะเท่านั้นที่มีมนุษย์อาศัยอยู่ รวมพื้นที่ 958,000 ตารางกิโลเมตร มีแนวยาวจากตะวันออกไปยังตะวันตก ประมาณ 5,000 กิโลเมตร อินโดนีเซียยังมีภูเขาไฟที่คุกรุ่นอยู่ 77 ลูก เกาะที่มีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง คือ เกาะชวา เป็นเกาะที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดของประเทศ ประมาณ 80 ล้านคน อาชีพสำคัญของชาวอินโดนีเซีย มีลักษณะคล้ายกับประเทศร้อนชื้นอื่นๆ คงหนีไม่พ้นการเกษตรกรรม มีการปลูกข้าว ข้าวโพด อ้อย ยาสูบ กาแฟ ยางพารา โกโก้ ปาล์มน้ำมัน และเครื่องเทศ พูดถึงกาแฟแล้ว อินโดนีเซียเป็นต้นตำรับของกาแฟขี้ชะมดที่มีภาษาท้องถิ่นว่า ลูวัก ความเป็นมาของกาแฟชนิดนี้ ตัวชะมดจะปีนป่ายกินผลกาแฟที่แก่เต็มที่ ดูดกินเฉพาะน้ำหวานที่เปลือก แล้วกลืนเมล็ดโดยไม่กัดให้เมล็ดแตก เมื่อชะมดขับถ่ายออกมา เมล็ดกาแฟยังคงรูปเดิม จากนั้นนำเข้าสู่กระบวนการผลิตเมล็ดกาแฟตามปกติ ส่งผลให้มีการยกระดับราคาสูงขึ้นกว่าเมล็ดกาแฟทั่วไปหลายเท่าตัว แต่ในประเ
