เทคนิคเกษตร
ในกฎหมายตราสามดวง กล่าวถึงชื่อเมืองต่างๆ ถึง 30 หัวเมือง โดยเฉพาะเมืองท่าจีน ระบุว่า มีการแต่งตั้งให้ “พระสมุทรสาครไปปกครองดูแลเมืองท่าจีน จังหวัดสมุทรสาคร ชื่อเดิมน่าจะชื่อ “เมืองท่าจีน” ในรัชสมัยพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ. 1991-2031) ต่อมามีหลักฐานบันทึกไว้ว่า เมืองท่าจีน ถูกแยกขึ้นไปรวมเป็นเมืองสาครบุรี ในปี พ.ศ. 2099 ในรัชสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ เมื่อพระเจ้าหงสาวดี ตะเบ็งชะเวตี้ ยกทัพเข้ามารุกรานกรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ. 2092 การศึกคราวนั้น สยามต้องสูญเสียสมเด็จพระศรีสุริโยทัย และไพร่พลไปจำนวนมาก สมเด็จพระมหาจักรพรรดิจึงโปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมผู้คนที่มีชุมชนตั้งอยู่แล้ว จัดตั้งเป็นเมืองต่างๆ ขึ้นเป็นปราการป้องกันพระนคร รวมทั้ง “เมืองท่าจีน” ด้วย ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 (พ.ศ. 2394-2411) ได้โปรดฯ ให้เปลี่ยนชื่อ “เมืองสาครบุรี” เป็น “เมืองสมุทรสาคร” โปรดเกล้าฯ ให้มีการขุดคลองภาษีเจริญขึ้น โดยมีพระภาษีสมบัติบริบูรณ์ (ยิ้ม พิศลบุตร) เป็นแม่กอง เริ่มขุดจากคลองบางกอกใหญ่ไปออกแม่น้ำท่าจีน ที่ตำบลดอนไก่ดี จังหวัดสมุทรสาคร ระหว่างนั้นก็มีการขุดคลองดำเนินสะดวกควบคู่กันไป
“พวกเขากำลังจะไปกรุงเทพฯ กัน” ป้าร้านของชำบอกเราอย่างนั้นเมื่อเราไปถึงวังหีบในยามเย็น “เขาจะไปกันคืนนี้แหละลองเข้าไปดูเผื่อเขายังไม่ไป” แกพูดต่อพร้อมกับบอกเส้นทางบ้านที่เขานัดหมายพบกัน เราออกจากร้านของชำมุ่งตรงไปที่บ้านซึ่งเขารวมกลุ่มกันอยู่ การมาครั้งนี้ เป็นการมาตามสัญญาที่ให้ไว้ว่า เราจะมากินทุเรียนบ้าน เพราะใครสักคนบอกว่า ทุเรียนบ้านที่นี่อร่อยมาก เมื่อรับปากสัญญาแล้วก็ต้องมา และที่เก็บไว้ในใจก็คือมาให้กำลังใจ มาติดตามข่าวคราวด้วย อีกทั้งเรื่องปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ ดูแหล่งอาหารนี้ก็ไม่ใช่เรื่องของคนวังหีบเท่านั้น ผลกระทบมีไปทั่วทั้งจังหวัด และทั้งประเทศหากแหล่งอาหารถูกทำลายไปเรื่อยๆ ป่าต้นน้ำไม่มีน้ำ เป็นภูเขาไม่มีป่า…พูดแล้วก็คล้ายเป็นเรื่องน่าเบื่อ “นั่งก่อน นั่งก่อน กำลังเตรียมตัวไปกรุงเทพฯ” ผู้ชายคนหนึ่งพูดขึ้น “ไปกันทั้งหมดนี้เลยเหรอ” “ตัวแทนไป ตัวแทนเครือข่าย สมัชชา 9 เขื่อน 1 แม่น้ำนครศรีธรรมราช” ข้าวของที่จะเอาไปกรุงเทพฯ มากมาย มี สะตอ น้ำผึ้งป่า ลูกหยี ทุเรียนบ้าน ทุเรียนกวน “เอาไปทั้งหมดนี้เลยเหรอ” ฉันยกลูกหยีหิ้วทั้งพวง หวังอยากกินสักเม็ดแต่ไม่กล้า ป้าคนหนึ่งบอกว่
เมื่อวันที่ 3 กันยายน โรงเรียนดอยแสนใจ อำเภอแม่ฟ้าหลวง จัดงานประเพณีโล้ชิงช้า เพื่ออนุรักษ์ประเพณีอันดีงามของชนเผ่าอาข่า ให้เยาวชนได้สืบสาน โดยมีเด็กเล็กๆ ชาวอาข่ามาร่วมงานและเต้นกระทุ้งกระบอกไม้ไผ่ หรือ บ่ฉ่องตุ๊ อย่างสนุกสนาน ที่ภายในโรงเรียนดอยแสนใจ บ้านแสนใจพัฒนา หมู่ 22 ตำบลแม่สลองใน อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดงานประเพณีโล้ชิงช้า ประจำปี 2560 ของโรงเรียนดอยแสนใจ ซึ่งทางโรงเรียนได้จัดขึ้น เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้หลักสูตรวิถีชีวิตชาติพันธุ์อาข่าและเป็นการอนุรักษ์การโล้ชิงช้า ซึ่งเป็นวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของชาวอาข่า ให้เยาวชนคนรุ่นหลังได้สืบสานและอยู่คู่กับชาวอาข่าสืบไป ภายในงานนอกจากมีการจัดให้มีการโล้ชิงช้าแล้วยังมีการแสดงการละเล่นของชนเผ่าอาข่ามากมาย โดยเฉพาะการเต้นกระทุ้งกระบอกไม้ไผ่ หรือ บ่ฉ่องตุ๊ จากเด็กๆระดับชั้นอนุบาล ระดับประถม ตลอดจนชาวอาข่าในชุมชน พร้อมจัดนิทรรศการอาหารและของเล่นชนเผ่า โดยมีเด็กๆและชาวอาข่าในหมู่บ้านแสนใจพัฒนา ตลอดจนนักท่องเที่ยวมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก สำหรับงานโล้ชิงช้า หรือชาวอาข่าเร
ผมได้ยินชื่อของ “รุ่ย” มานาน จากมิตรสหายในแวดวงอาหารพื้นถิ่น จำได้ว่า เมื่อกิตติศัพท์ความอร่อยของเนื้อ กลิ่น และสัมผัสของมันถูกเล่าขานขึ้นมาในวงครั้งใด คำอธิบายเพิ่มเติมจะตามมาทันที ถึงขั้นตอนความยากลำบากอันแสนจะยืดเยื้อในการตระเตรียม นั่นทำให้จินตนาการที่มีถึงรุ่ยยิ่งพุ่งไปไกลสุดกู่ “รุ่ย” หรือ ถั่วขาว (Bruguiera cylindrica) เป็นพืชยืนต้นแถบป่าชายเลนทั่วไปที่คนเอามากินกัน เห็นมีแถบทะเลภาคตะวันออก และพื้นที่ชายฝั่งอ่าวพังงาทางคาบสมุทรภาคใต้ ส่วนที่กินคือฝักกลางอ่อนกลางแก่ เมื่อเก็บมาแล้วก็ต้องขูดเปลือกออกแล้วต้มน้ำทิ้งหลายๆ น้ำ (ส่วนใหญ่ราว 5 น้ำ) เพื่อให้รสฝาดเฝื่อนหายไป เหลือแต่กลิ่นไอทะเลจางๆ กลิ่นแป้งอบอวลกลิ่นดินในฝักที่หอมแน่นๆ และรสมันหนึบๆ เคี้ยวเพลิน เมื่อนั้นจึงจะเอาไปทำของกินต่อ ซึ่งก็มีตั้งแต่แกงบวดกะทิสด หรือปรุงแกง ต้ม เป็นกับข้าวของคาวก็ได้ ที่จริง ว่ากันว่าลำพังจิ้มเกลือ จิ้มน้ำตาล หรือเคี้ยวกินเปล่าๆ ก็อร่อยแล้วครับ มันก็เหมือนเรากินมัน เผือก หรือถั่วต้มนั่นเองแหละครับ ผมไปพบตัวจริงของรุ่ยที่งานประชันสำรับอาหารพื้นถิ่นของเครือข่ายเกษตรอินทรีย์สนามชัยเขต บ้านยางแดง จังห
ไม่ว่าสัตว์หรือมนุษย์ พื้นฐานของการมีชีวิตนั้นไม่แตกต่างกันเลย การดำรงอยู่นั้นประกอบด้วย กิน อยู่ หลับนอน และการสืบพันธุ์ เมื่อถึงเวลาก็ต้องตาย ต้องพรากจากโลกนี้ไปทั้งสิ้น ไม่เว้นว่าจะเป็นสัตว์ไหน หรือมนุษย์คนใด แต่มนุษย์ต่างหากเล่า ที่ต่างปรุงแต่งต่อเติมเสริมรสให้ความเป็นอยู่เหนือสัตว์ ทั้งการ กิน อยู่ หลับนอน แล้วเรียกตัวเองว่าเป็นสัตว์ประเสริฐ โดยเฉพาะการกิน มนุษย์นั้นกินได้แทบทุกอย่าง ในบางพื้นถิ่นยังกินอย่างพิสดารพันลึก แถมปรุงแต่งอาหารทั้งรสทั้งกลิ่นไปตามความนิยมชมชอบของตัวเองและตามวัฒนธรรมของพื้นถิ่นนั้นๆ แฮ่…ไปซะไกล จริงๆ แล้ว แค่อยากบอกเรื่องของตัวเองเท่าน้านนน… เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า ในขณะหนึ่งของวันหนึ่งนั้น ขับรถจะไปทำธุระ อยู่ดีๆ มีกลิ่นแกงที่คุ้นชินลอยเข้ามาเตะจมูก ทั้งๆ ที่บนสถานย่านนั้นก็ไม่มีร้านขายข้าวแกงแม้สักร้านเดียว แล้วกลิ่นแกงนั้นลอยมาจากไหน ขับรถไปนั่งครุ่นคิดไป ว่ากลิ่นแกงที่ลอยเข้ามาเป็นแกงอะไร แต่ในความรู้สึก กลิ่นแกงนั้นทำให้เกิดการหิวข้าวและความอยากกินแกงนั้นขึ้นมาทันใด คิดๆ ไป กลิ่นแกงนั้นเป็นกลิ่นแกงหอยกับใบชะพลูที่แม่เคยทำ นึกย้อนกลับไป หอยที่แม
เมื่อวันที่ 1 กันยายน นพ.นพพร ชื่นกลิ่น ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม(อภ.) กล่าวว่า อภ.ได้ส่งผลิตภัณฑ์สมุนไพร ประกอบด้วย จีพีโอ ไฟโทเพล็กซ์ แคปซูล และจีพีโอ พรมมิ ชนิดเม็ด เข้าร่วมการประกวดรางวัลผลิตภัณฑ์สมุนไพรดีเด่นระดับชาติ Prime Minister Herbal Awards (PMHA) ประจำปี 2560 ที่กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกจัดขึ้น เพื่อกระตุ้นให้เกิดกระแสความตื่นตัวด้านสมุนไพร ปรากฏว่าผลิตภัณฑ์จีพีโอ ไฟโทเพล็กซ์ แคปซูล ได้รับคัดเลือกให้เป็นผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพรดีเด่นระดับชาติ และผลิตภัณฑ์จีพีโอ พรมมิ ชนิดเม็ด ได้รับคัดเลือกให้เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสมุนไพรดีเด่นระดับชาติ นพ.นพพร กล่าวอีกว่า ผลิตภัณฑ์จีพีโอ ไฟโทเพล็กซ์ แคปซูล เป็นผลิตภัณฑ์ที่องค์การฯ ได้พัฒนาจากตำรับยาพื้นบ้านจากภูมิปัญญานำมาต่อยอดความรู้ทางการวิจัย สู่ผลิตภัณฑ์สมุนไพรคุณภาพ ซึ่งจากการรวบรวมข้อมูลการวิจัยเกี่ยวกับสมุนไพรตำรับดังกล่าว พบว่าสารสกัดสมุนไพรตำรับนี้มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างหลอดเลือดใหม่ (Anti-angiogenesis) ในหนูทดลอง และสารสกัดสมุนไพรตำรับนี้ได้ผ่านการศึกษาด้านความเป็นพิษเรื้อรังเรียบร้อยแล้ว และในปี พ.ศ.2552 องค์การฯ ได้รับค
เครื่องนุ่งห่มจากผ้าฝ้าย อาหาร ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค เป็นปัจจัย 4 ที่จำเป็นในการยังชีพของมนุษย์ โดยเฉพาะเครื่องนุ่งห่มจากผ้าฝ้ายผลิตภัณฑ์คุณภาพเป็นงานวิถีพื้นบ้านที่ได้สืบต่อกันมายาวนาน ซึ่งที่ชุมชนบ้านโสกแสง เกษตรกรนอกจากจะทำนาเป็นอาชีพหลักแล้วยังได้ปลูกหม่อน ย้อมสีเส้นฝ้ายด้วยสีธรรมชาติ ทอผ้า หรือนำผืนผ้ามาตัดแต่งเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องนุ่งห่มหรือของใช้ที่งดงาม เพื่อใช้ในครัวเรือนหรือเป็นสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ขายดี ทำให้เกษตรกรมีรายได้พอเพียงเพื่อการยังชีพด้วยวิถีเศรษฐกิจพอเพียงและมั่นคง คุณยรรยง ศรีม่วงกลาง เกษตรอำเภอนาจะหลวย เล่าให้ฟังว่า นอกจากได้ส่งเสริมการทำนาที่เป็นอาชีพหลักให้เกษตรกรแล้วก็ได้แนะนำให้ปลูกพืชเสริมด้วยการปลูกหม่อนแบบหัวไร่ปลายนาหรือปลูกเป็นสวน เพื่อนำผลผลิตจากต้นหม่อนมาใช้ประโยชน์ เช่น นำผลหม่อนมาทำแยมหรือเครื่องดื่ม นำใบหม่อนมาทำเป็นชาชงดื่มเพื่อสุขภาพหรือนำใบหม่อนไปเลี้ยงหนอนไหมซึ่งจะทำให้ได้เส้นไหมหรือเส้นฝ้าย ทำการย้อมสีเส้นฝ้ายเปลือกไม้เพื่อให้ได้เส้นฝ้ายสีสวยแบบธรรมชาติ แล้วนำมาทอเป็นผืนผ้าเพื่อตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าอาภรณ์สวมใส่หรือขายเป็นรายได้ ส่งเส
ใครก็ไม่รู้ ว่าไว้ว่า ถ้าจะเขียนอะไร จะเล่าอะไรที่เป็นความเรียงให้ได้ดีนั้น จะต้องเล่าเรื่องใกล้ตัวเป็นดีที่สุด วิถีชาวบ้านฉบับนี้เลยต้องว่าด้วยเรื่องแมว เพราะเป็นคนรักแมวและนอนกับแมวทุกคืน บางคนที่ไม่ชอบแมวอาจร้องยี้ สกปรกบ้าง ขนจะเข้าจมูกบ้าง แต่สำหรับคนรักแมว เพียงได้นอนกอดแมว ได้เล่นกับแมว ความทุกข์ความเหนื่อยล้าต่างๆ ก็พลันหายไปในพริบตา นั่นก็เพราะความรักที่มีต่อแมว ความผูกพันกับแมว จำได้ว่ามีมาตั้งแต่เกิด เพราะตั้งแต่จำความได้ก็มีแมวอยู่ใกล้ๆ แล้ว จนอายุเข้าวัยหนุ่มใหญ่ ชีวิตก็ไม่เคยขาดแมว จริงๆ แล้ว เป็นคนรักทั้งหมารักทั้งแมว ถ้าหากเปรียบได้ รักหมานั้นจะรักเหมือนรักน้องชายหรือรักเพื่อนชาย แต่กับแมวจะรักเหมือนรักน้องสาวหรือเพื่อนสาว ว่าไปนั่น ฮา… คนรักแมว จะรู้ว่าแมวเป็นสัตว์ที่น่ารักขนาดไหน บางครั้งพูดจากันรู้เรื่อง แม้แมวจะเป็นสัตว์ที่ค่อนข้างมีโลกส่วนตัวสูง แต่ในเวลาที่เขาอ้อน ไม่ว่าจะด้วยความหิวหรือต้องการความอุ่น เขาจะร้องเมี้ยวๆ แล้วจะมองมาด้วยสายตาที่บริสุทธิ์ใสไร้เดียงสา จากที่กำลังหงุดหงิด จะกลายกลับเป็นใจที่อ่อนโยนขึ้นมาทันใด นิสัยของแมว ก็ไม่น่าจะต่างจากสัตว์โลกอ
สตูล – นายศุภณัฐ สิรันทวิเนติ เลขาฯ ศอ.บต. พร้อม นายสรเดช สุนทรารชุน รอง ผวจ.สตูล นายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ นายกอบจ.สตูล นายจรัญ จันทรปาน นอภ.ควนโดน ส่วนราชการและเอกชนจัด “แข่งขันการสาน โคระ” ใช้ห่อผลจำปาดะ หรือขนุน ในงาน “จำปาดะ ของดีเมืองสตูล” ครั้งที่ 23 ที่ลานห้างเทสโก้โลตัส อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล เพื่อสืบสานและส่งต่อให้ลูกหลานร่วมอนุรักษ์ภูมิ ปัญญา โดยนำมาสวมกับเด็กแทนการสวมในผลจำปาดะ ซึ่งเป็นผลไม้พื้นเมือง โคระ เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ใช้ใบมะพร้าวสดที่สมบูรณ์ หรือใบมะพร้าวแห้งต้องแช่น้ำก่อน 1 คืน ก่อนนำมาสาน เพื่อห่อหุ้มผลจำปาดะให้ผลสีสวยงามเมื่อผลสุกพร้อมเก็บ อีกทั้งเป็นการป้องกันหนอน แมลงที่กัดกินได้อย่างดี ภายในงานมีการจัดกิจกรรมต่างๆ เช่น การประกวดผลผลิตการเกษตร อาทิ การประกวดผลจำปาดะ เพื่อคัดเลือกสายพันธุ์ที่ดีที่สุดของจังหวัด การประกวดพันธุ์ทุเรียนหมอนทอง พันธุ์ทุเรียนพื้นบ้าน เงาะ มังคุด การจำหน่ายสินค้าที่แปรรูปจากผลจำปาดะ อาทิ เอแคลร์ไส้จำปาดะ คัพเค้กจำปาดะ ชิฟฟ่อนจำปาดะ สมูทตี้จำปาดะ เค้กทุเรียน เค้กมะพร้าวอ่อน นอกจากนี้กลุ่มแม่บ้านยังทำข้าวเกรียบเม็ดจำปาดะ และจ
บอนสี เป็นไม้ประดับที่มีความสวยงาม โดยเฉพาะรูปร่างและสีสันของใบ จนได้ชื่อว่าเป็น “ราชินีแห่งไม้ใบ” มีถิ่นกำเนิดแถบทวีปอเมริกาใต้ และประเทศในเขตร้อน บอนสีเป็นไม้ล้มลุกที่มีหัวสะสมอาหารอยู่ใต้ดินคล้ายหัวเผือก หัวมัน รากของบอนสีจะมีลักษณะเป็นเส้นฝอย แทงออกระหว่างหัวกับลำต้น จากการขยายสายพันธุ์ใหม่ ที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มีการจัดตั้งสมาคมบอนสีแห่งประเทศไทย เพื่อส่งเสริม อนุรักษ์ และพัฒนาการปลูกเลี้ยง รวมถึงการจดทะเบียนชื่อบอนสีที่ได้รับการผสมพันธุ์ขึ้นมาใหม่ จากความสามารถของคนไทย ทำให้การปลูกเลี้ยงและผสมพันธุ์ของบอนสีไม่เป็นที่ยุ่งยาก หรือเกินความสามารถของผู้ที่สนใจ
