เทคนิคเกษตร
เดือนก่อน เดินทางไปบ้านใต้ที่นครศรีธรรมราช เขาจัดงานเทศกาลฤดูฝน อ่านบทกวี เล่นดนตรี กินอาหารอร่อยๆ ที่ปริทรรศน์อาร์ตคลับ เป็นหอศิลป์แห่งใหม่ของเมือง หอศิลป์ส่วนตัวของอาจารย์นักเขียน วันนั้นได้คุยกับนักวิชาการด้านอาหาร เธอบอกว่า เธอทำอาหารไม่เป็น แต่สนใจเรื่องอาหาร ถึงขั้นทำงานวิจัย เธอตั้งข้อสังเกตว่า อาหารสู่ครัวโลกนั้น เราเอาไปแต่อาหารในจาน เราไม่ได้เอาเรื่องราวหรือรากเหง้าวัฒนธรรมไปด้วย และเมื่อไปถึงที่หนึ่งที่ใดแล้ว มันก็ถูกเปลี่ยนไป จนแทบจะไม่เหลืออะไรเลย… เป็นเรื่องน่าสนใจ มีคำถามว่า นี่เป็นเรื่องพอเพียงแล้ว ควรจะยินดีแค่นี้ หรือต้องทำอะไรมากกว่านี้ แต่เราจะทำอย่างไร นอกจากเขียนไว้ในเมนู เล็กๆ น้อยๆ หรือทำรูปเอาไว้ เช่น เมื่อเสิร์ฟน้ำพริก ที่จานจะมีรูปครก เพื่อให้รู้ว่าก่อนที่จะมาเป็นน้ำพริกใช้เครื่องปั่นบดเขาใช้ครกมาก่อน อย่างนี้เป็นต้น หรือยืนยันการทำอาหารแบบเดิมๆ เอาไว้ ไม่ให้ถูกดัดแปลงมากนัก ฉันคนชอบทำอาหารและชอบเขียนเรื่องอาหารการกิน ฟังเรื่องราวแบบนี้รู้สึกดีเหมือนกัน หน้าที่คนละอย่างกันแต่เมื่อเอามาชนกันก็ทำให้เกิดความคิดใหม่ๆ ต่อไปเมื่อเขียนเรื่องอาหารฉันจะเล่าเรื่อ
อะไรเอ๋ย มีตาอยู่รอบตัว คำตอบคือ สับปะรด ดินแดนสับปะรดหวาน ในประเทศไทยเรามีอยู่หลายแห่ง แต่ละแห่งมีสับปะรดอยู่หลายพันธุ์ เป็นต้นว่า สับปะรดภูแล ถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย จากนั้นก็กระจายไปสู่ถิ่นอื่นๆ แถวภาคกลางตอนใต้ อย่าง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ก็มีสับปะรดเหมือนกัน พันธุ์ที่รู้จักกันก็อย่าง ปัตตาเวีย ฟังชื่อแล้วบอกยี่ห้อว่าถิ่นฐานมาจากเมืองแขก แต่จะเป็นแถวๆ ปัตตานี หรืออินโดนีเซียนั้น ผู้เขียนไม่กล้าฟันธง นอกจากพันธุ์ปัตตาเวียและภูแลแล้ว ก็มีพันธุ์ใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย เนื่องจากเกษตรกรไทยปัจจุบันมีความรู้ มีความสามารถสร้างพันธุ์ใหม่ขึ้นมาเองได้ ขึ้นชื่อว่า สับปะรด ไม่ว่าจะเป็นถิ่นไหน พันธุ์อะไร ล้วนต้องมี “ตารอบตัว” นั่นคือ มีตามากมายเต็มไปหมด คนที่ไม่มีความเชี่ยวชาญในการปอก กว่าจะได้รับประทานแต่ละครา อาจต้องถอดใจ หรือไม่บางคนก็โดนหนามทิ่มเข้าไปด้วย การปอกสับปะรด เราชาวบ้านมีเครื่องมือช่วย นั่นคือ มีดปอกตาสับปะรด หลังจากที่เราปอกเปลือกออกหมดแล้ว ปกติเราต้องใช้มีดแซะเอาตาออก คนที่มีความชำนาญก็ทำได้รวดเร็ว แต่คนที่ไม่มีความชำนาญ บางคราก็ไม่ได้รับประทานดีๆ เพราะปล้ำแกะต
ว่ากันด้วยเรื่องขนมหวานๆ ที่ใช้ส่วนประกอบของกลีบกุหลาบมาแล้วเพียงส่วนเดียว… ข้อมูลทางสมุนไพรจาก ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร แห่งโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ยังมีอีกมาก อาทิ ความอุดมไปด้วยสิ่งดีงามทั้งหลาย กลีบกุหลาบ อุดมไปด้วยวิตามินซี แคโรทีน วิตามินเค แคลเซียม และแร่ธาตุต่างๆ ที่จำเป็นต่อร่างกายและระบบเลือดเรียกได้ว่า วิตามินและเกลือแร่ต่างๆ ที่ร่างกายต้องการนั้น มีอยู่ครบถ้วนในกลีบกุหลาบ เช่น “โพแทสเซียม” ที่จำเป็นต่อระบบหัวใจ “แร่ธาตุทองแดง” ที่ร่างกายต้องการเพื่อกระบวนการสร้างเม็ดเลือด และใช้ในกระบวนการทำงานของระบบต่อมไร้ท่อ “ไอโอดีน” ที่ร่างกายต้องการสำหรับการสร้างฮอร์โมนของต่อมไทรอยด์ คือมีคุณค่าครอบจักรวาลสำหรับการดูแลสุขภาพ จากการศึกษาข้อมูลพบว่า เชื้อแบคทีเรียจะตายภายใน 5 นาที เมื่อสัมผัสกับกลีบกุหลาบสด ซึ่งถ้าหากมีปัญหาผิวหนังติดเชื้อ มีสิวแผลเปิด ไฟไหม้ ผิวผื่นแพ้ ล้วนสามารถรักษาได้ด้วยกลีบกุหลาบสด กุหลาบแห้ง นำมาป่นให้เป็นผงผสมกับน้ำผึ้ง ใช้ทาภายในช่องปากเพื่อรักษาอาการอักเสบในช่องปาก ปัญหาของเหงือกและฟันได้
การทำเส้นขนมจีนสด ร้านแม่บุญมี ทำสดใหม่ทุกวัน เริ่มต้นจากการทำแป้งขนมจีน โดยใช้ข้าวเจ้าคัดเม็ดที่ไม่เต็มดี เลือกที่หักเป็นท่อนๆ แช่น้ำ และหมักทิ้งไว้ 3 วัน จนแป้งเน่า ก่อนจะมากรองเอาน้ำออก ทยอยเทลงไปในเครื่องนวด เมื่อเม็ดข้าวถูกนวดจนกลายเป็นแป้ง ก็ให้นำมาใส่ในถุงข้าว วางพักไว้อีก 2 คืน จนแป้งแห้งและแข็งเป็นก้อน จึงนำมาต้นในน้ำเดือดประมาณ 20 นาที เมื่อแป้งสุกกำลังดีก็ตักขึ้นจากหม้อรอนำไปนวดกับส่วนผสมอื่นต่อไป จากนั้นเป็นการทำเส้นขนมจีนสด บีบใส่หม้อที่มีน้ำเดือด เมื่อเส้นลอยตัวจึงตักขึ้นมานำไปล้างน้ำ แล้วจึงม้วนเส้นขนาดพอดี จัดใส่จานสวยงาม สีของเส้นขนมจีนแต่ละสี มีที่มาจากสมุนไพร สีม่วงจากดอกอัญชัน สีเขียวจากใบเตย สีส้มจากแครอท สีแดงจากแตงโม สีเหลืองจากฟักทอง แวะร้านขนมจีนแม่บุญมี หล่มเก่า ตั้งอยู่ริมถนนเพชรบูรณ์-หล่มเก่า เยื้องโรงเรียนหล่มเก่าพิทยาคม ตำบลนาแซง อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์
ชื่อวิทยาศาสตร์ Streblus asper Lour. ชื่อวงศ์ MORACEAE ชื่ออื่นๆ ส้มพอ กักไม้ฝอย ตองขะแหน่ (กะเหรี่ยง) สะนาย (เขมร) ชื่อสามัญ Siamese rough bush, Tooth Brush tree. ผมเป็นคนโบราณ ชอบอยู่ในวัดทุกวัด เพราะเขารู้จักในนาม “สมุดข่อย” เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางที่สูง 5-15 เมตร แม้ตัวผมคดงอ ลำต้นเป็นปุ่มปม เป็นร่องพู ดูแล้วไม่สวยงาม แต่ก็มีช่วงที่เปลือกต้นเรียบ ใครมาเฉาะหรือเจาะผิวก็จะปล่อยน้ำยางขาวออกมา ถ้าลอกเปลือกนอกสีเทาออก จะเห็นเปลือกในสีเหลืองอ่อน แต่บางครั้งผิวเปลือกผมก็แตกเป็นสะเก็ดด้วยนะ รูปทรงต้นเรือนยอดเป็นพุ่มทรงกระบอก หรือเรือนยอดเป็นรูปไข่ ใบดกเขียว ก้านใบแข็ง นูน เส้นใบขนาน ปลายใบแหลม แต่ขอบใบแก่เป็นจักรฟันเลื่อย กว้าง 2-4 เซนติเมตร ยาว 4-8 เซนติเมตร เมื่อแก่จัดสีใบจะเขียวเข้ม ผิวใบด้านบนสาก ระคายเคืองคล้ายกระดาษทราย บุคลิกภาพลักษณะนี้เองที่เป็นอุปกรณ์อาวุธของผู้คนที่พิศวาสปลาไหล เพราะสามารถจับปลาไหลด้วยใบข่อยใบเดียวได้ อย่าว่าแต่ปลาไหลใส่สเก็ตเลย ปลาไหลใส่กะละมัง ผมก็จะรูดเมือกออกให้หมดหยุดลื่นไหลคามือทั้งฝูงเชียวหละ อันนี้แหละ ปลาไหลกลัวผมนัก ผมมีดอกสีเหลืองอมเขียวเกือบขาว ก้านดอ
ผู้สื่อข่าวได้เดินทางผ่านไปยังทุ่งนาแห่งหนึ่ง ต.สาริกา อ.เมือง จ.นครนายก เห็นแสงไฟกะพริบอยู่กลางทุ่งนากว่า 10 หลอด ซึ่งมีชาวนากำลังดูแลนาข้าวตนเองอยู่ สร้างความแปลกประหลาดจึงเข้าไปสอบถาม ชาวนาคนดังกล่าวถึงที่มาของไฟกะพริบ ทราบชื่อนายสุวัฒน์ มลวิจริตโท อายุ 48 ปี พักอยู่บ้านเลขที่ 3/3 หมู่ 7 ต.สาริกา อ.เมือง จ.นครนายก เจ้าของไร่นาดังกล่าวจากการสอบถามนายสุวัฒน์เล่าว่า ตนมีพื้นที่นา 15 ไร่ และได้ทำนาปลูกข้าวมานานกว่า 10 ปี และทุกครั้งที่ทำการหว่านเมล็ดข้าวจะมีฝูงนกนานาชนิดนับ 1,000 ตัว บางทีเจอฝูงนกเป็ดน้ำและฝูงนกพิราบมากินเมล็ดข้าวของตน ทั้งกลางวันและกลางคืนจนได้รับความเสียหาย ตนต้องต่อสู้กับนกเหล่านี้ที่คอยมากินเมล็ดข้าวที่ตนหว่านเอาไว้ จึงคิดค้นหาวิธีกำจัดนกให้พ้นจากไล่นาตัวเอง ทำทุกอย่างทุกวิถีทาง เอาประทัดจุดไล่นกมันก็ไปแป๊บเดียวเดี๋ยวก็มาอีก ใช้เสื้อผ้าทำเป็นหุ่นไล่กา เอาแผ่นซีดีมาแขวน นกก็ยังมากินเมล็ดข้าวเหมือนเดิม ตนจึงมีความคิดแปลกใหม่ลองใช้ไฟสัญญาณเตือนสีเหลืองเอาเก้าอี้มาตั้งให้ไฟนั้นอยู่ที่ตำแหน่งพอดี ใช้แผงโซลาร์เซลล์แทนการใช้ไฟฟ้า ไฟมันจะกะพริบตลอดเวลา ตนได้เฝ้ามองดูฝูงนกเป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 5 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพงศ์เลิศ ศิริบูรณ์ นักวิชาการสวนพฤกษศาสตร์พระแม่ย่าสุโขทัย พร้อมด้วยนายณรงค์ชัย โตอินทร์ ปราชญ์ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติรามคำแหงได้ร่วมกันลงพื้นที่พิสูจน์ “แก้งขี้พระร่วง” ต้นไม้ในตำนานซึ่งหาดูได้ยาก บริเวณป่าสวนลุ่มเชิงเขาหลวงภายในอุทยานแห่งชาติรามคำแหง อ.คีรีมาศ จ.สุโขทัย จากการเดินเท้าค้นหาตามเส้นทางข้างลำห้วย ที่มีสภาพเป็นทางราบเรียบสลับเนินเขาในผืนป่าดิบสมบูรณ์ ระยะทาง 1 กิโลเมตร จึงได้พบต้นแก้งขี้พระร่วงที่เป็นไม้กลิ่นเหม็น จำนวน 1 ต้น ตามภาษาท้องถิ่นสุโขทัยเรียกว่า “ไม้เช็ดตูดพระร่วง” นายพงศ์เลิศ กล่าวว่า ไม้แก้งขี้พระร่วงอยู่ในวงศ์ ULMACEAE ชื่อวิทยาศาสตร์ Celtis timorensis Span ภาคกลางเรียกว่าตะคาย มะหาดน้ำ เยื้อง หมอนดง ส่วนภาคใต้เรียกว่าตายไม่ทันเฒ่า โคราชเรียกขี้พระร่วง หรือมันปลาไหล น่านเรียกเช็ดก้นพระเจ้า เชียงใหม่เรียกเช็ดขี้พระเจ้า ลำปางเรียกแก้งขี้พระร่วง แต่สุโขทัยเรียกไม้เช็ดตูดพระร่วง “แก้งขี้พระร่วง” เป็นไม้ต้นสูง 5-20 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มทรงสูงถึงค่อนข้างกลม เปลือกสีเทา เรียบ เปลือกชั้นใ
คำกล่าวที่ว่า “สายน้ำ คือ ชีวิต” คงเป็นสิ่งที่ยังหนีไม่พ้นไปจากวิถีชีวิตของคนไทย ซึ่งสมัยก่อนนั้นการเดินทางสัญจรหรือแม้แต่การขนส่งสินค้าจะเน้นทางเรือเป็นหลัก จึงทำให้คนในสมัยนั้นนิยมปลูกบ้านริมฝั่งแม่น้ำเป็นหลัก เมื่อบ้านเมืองเกิดการพัฒนามาถึงยุคปัจจุบัน วิถีเหล่านั้นเริ่มจางหายลงเรื่อยๆ แต่ก็ยังมีชาวบ้านอีกไม่น้อยที่ยังไม่ละทิ้งสายน้ำที่เป็นดังสายธารชีวิต กลับหาใช้ทำประโยชน์เพื่อหล่อเลี้ยงครอบครัว เช่น การจับปลาในแม่น้ำ การเลี้ยงปลากระชัง ตลอดจนใช้พื้นที่แนวชายตลิ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกพืช คุณพิพิธ จันทร์เรือง อยู่บ้านเลขที่ 55 หมู่ที่ 1 ตำบลนางบวช อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี สาววัยเกษียณที่เติบโตมากับลุ่มแม่น้ำท่าจีนตั้งแต่เธอจำความได้ ซึ่งเธอเล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่เด็กจนมาถึงปัจจุบันก็อยู่บ้านมาตลอด มีการทำเกษตรที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการปลูกกล้วยพืชผักสวนครัว แต่พืชเหล่านั้นต้องใช้เวลาในการเจริญเติบโต อาจจะมีรายได้ที่ต้องรอเวลา เธอจึงใช้ประโยชน์จากแม่น้ำท่าจีนที่อยู่หลังบ้านปลูกผักกระเฉดกับผักบุ้งเสริมอีกทาง “ผักกระเฉด กับผักที่อยู่หน้าท่าน้ำนี่ ก็ไม่ต้องไปลงทุนหาจากที่ไหนเลย วั
เมื่อวันที่ 2 ก.ย. 59 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านร่องแก้ว ต.นานวล อ.สนม จ.สุรินทร์ หลังทราบจากชาวบ้านในหมู่บ้านว่า มีสระน้ำกลางทุ่งนา ไม่ห่างจากหมู่บ้านมากนัก เป็นสระน้ำขนาดปานกลาง มีน้ำขังอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยแห้ง และน้ำในสระยังใสสะอาด ไม่มีสารเคมี ใดๆลงไปในสระน้ำ จึงทำให้มีไข่น้ำสีเขียว ลอยบนผิวน้ำเป็นจำนวนมาก หรือมีชื่อเรียกทั่วไปว่าไข่มรกต สำหรับชาวอีสานจะเรียกว่าไผ่ผำ ลักษณะเป็นเม็ดเล็กๆสีเขียว เป็นสาหร่ายน้ำจืดชนิดหนึ่ง แต่ชาวบ้านร่องแก้วจะเรียกสาหร่ายน้ำจืดชนิดนี้ว่า ไข่ผำ โดยชาวบ้านได้พากันเดินลัดเลาะตามคันแถนา หรือหัวคันนา ตามที่ทราบกันทั่วไป ลัดลงนาข้าวหอมมะลิ ที่กำลังเจริญเติบโต เพราะเพิ่งได้รับน้ำฝนที่ตกมาไม่กี่วัน เมื่อไปถึงสระน้ำ ชาวบ้าน ได้นำตะกร้าไม่ไผ่ ใช้ผ้าขาวม้าห่อรอบตะกร้าอีกทีหนึ่ง เนื่องจากตะกร้ามีรู จะทำให้เม็ดไข่ผำ ที่มีขนาดเล็กๆ สามารถหลุดออกมาตามรูตะกร้าได้ จึงต้องห่อด้วยผ้าขาวม้า ก่อนที่จะแกว่งตะกร้าไปทางซ้ายที ขวาที เพื่อให้เม็ดไข่ผำเข้าในตะกร้า และกลุ่มเม็ดไข่ผำ จะมีการเคลื่อนตัว ตรงบริเวณที่มีการตักไข่ผำ เมื่อได้ไข่ผำมากพอก็จะขึ้นมาจากสระน้ำและทำความสะอา
จำได้ว่า ต้นเดือนธันวาคม พ.ศ. 2557 ผมปั่นจักรยานทางไกลจากกรุงเทพฯ ไปหนองคายกับกลุ่มเพื่อน บ่ายของวันที่พวกเราถึงเส้นทางเลียบน้ำโขงช่วงอำเภอสังคม ผมแวะพักเหนื่อยตามลำพังที่ศาลาข้างทาง สักครู่มีรถตู้คันหนึ่งมาจอด คนในรถลงมายืนบิดขี้เกียจดูวิวแม่น้ำโขง แล้วคนหนึ่งก็ชี้ไปที่พื้นใกล้ๆ แล้วร้องว่า “นั่นไงๆ นั่นแหละหญ้าฮี๋ยุ่มล่ะ…” จากนั้นต่างก็ตรงเข้าถอนมาคนละต้นสองต้น ก่อนจะขึ้นรถจากไป “หญ้าฮี๋ยุ่ม” เป็นที่รู้จักในวงกว้างจากงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 11 ซึ่งจัดที่เมืองทองธานี นนทบุรี ครั้งนั้น มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ปราจีนบุรี ซึ่งมักริเริ่มชูสมุนไพรตัวสำคัญๆ หมุนเวียนไปในแต่ละปี ได้แจกแจงสรรพคุณว่า มันเป็นหญ้าเคล็ดลับของคนโบราณ ใช้มากในหญิงหลังคลอดบุตร โดยเอาไปต้ม แล้วนั่งรมไอน้ำนั้นเพื่อกระชับช่องคลอด ช่วยให้แม้มีลูกมากแล้ว ช่องคลอดก็จะยังกระชับเช่นเดิม ดังนั้น การที่ผมได้เห็นคนที่เขาเริ่มรู้จัก มองเห็น แถมยังลงมือเก็บเกี่ยวหญ้าที่ว่านี้มากับตา ก็แสดงว่าการประชาสัมพันธ์หญ้านี้ประสบความสำเร็จด้วยดี สอดคล้องกับความต้องการของคนไทยในเวลานั้นจริงๆ ด้วย ผมเคยไปงานมหกรร
