เทคนิคเกษตร
สูตร ทำน้ำดอกอัญชันง่ายๆ มีดังนี้ ใช้ดอกอัญชันตากแห้ง 100 กรัม ล้างน้ำให้สะเด็ด โยนลงหม้อ เติมน้ำสะอาดลงไป สัก 2 ถ้วยตวง ต้มให้เดือด ทิ้งไว้ 5 นาที กรองเอากากออก เติมน้ำเชื่อมหรือน้ำผึ้งตามใจชอบ จิบอุ่นๆ หรือจะใส่น้ำแข็งป่นก็แล้วแต่รสนิยม หรืออีกวิธีหนึ่ง ก็เอาดอกอัญชันแห้ง ประมาณ 10-20 ดอก ใส่น้ำร้อน 1 ถ้วย ชงแทนชาไว้จิบอุ่นๆ ก็ดีไปอีกแบบหนึ่ง ลองเอาไปทำกันเองดูนะครับ ง่ายๆ กิจกรรมในครัวเรือน ไว้เลี้ยงเพื่อนๆ ประหยัดงบดีอีกด้วย วิธีการปลูก เก็บฝักแก่ๆ สีน้ำตาลมาแกะเอาเมล็ดข้างใน แช่น้ำสัก 10 นาที นำไปเพาะในกระบะ เมื่อเห็นต้นอ่อนงอกขึ้นมาสูงสัก 1 คืบ ให้แยกออกลงกระถาง กระถางละ 2-3 ต้น หาไม้ไผ่มาปัก เป็น 3 เส้า ผูกเชือกให้แน่น สำหรับเป็นที่ให้ต้นเลื้อย รอสักเดือนกว่าๆ ก็ออกดอกให้แล้วครับ อัญชันปลูกได้ดีทั้งกลางแจ้งและในที่ร่ม แต่กลางแจ้ง ดอกจะมีสีเข้มกว่า หรือจะปล่อยให้เลื้อยขึ้นซุ้มประตูหน้าบ้าน หรือตามรั้วริมกำแพงก็ได้ทั้งนั้นไม่เกี่ยงงอนแต่อย่างใด เหมือนสาวบ้านนอก ซื่อๆ ใสๆ อย่างไรก็ได้ยิ้มไว้ตลอด ให้อยู่ตรงไหนๆ ก็อยู่ได้ เข้ากะคนและสิ่งแวดล้อมได้ง่าย บางทีเลื้อยขึ้นพันต้นไม้ใหญ่เอง
ความเงียบสงัดยามเช้าของหมู่บ้านชื่อบ้านใหม่ ตำบลตาลเดี่ยว อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ก็ยังเหมือนหมู่บ้านอื่นๆ ทั่วไป มีควันไฟของเตาถ่านลอยกรุ่นมากับสายลมบางเบา ผู้คนกำลังทำกับข้าวมื้อแรกของวัน กลิ่นของควันถ่านมันบ่งบอกว่าหมู่บ้านแห่งนี้ยังคงรักษาวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมมานับร้อยปี อากาศพอให้ผมได้สัมผัสความชุ่มชื่นที่ฝนตกเมื่อคืน สักอึดใจเสียงเหล็กกระทบกันดังกังวานไปทั่วบริเวณ คนจำนวน 4 คน ยืนกันคนละมุมทั้ง 4 ทิศ และยังมีคนกลางที่ถือคีบจับ ปลายคีบยาวจับยังแท่งเหล็กที่ร้อนฉาน ดุจดั่งก้อนไฟ วางบนทั่งเหล็กที่ดูไม่ใหญ่มากนัก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางสัก 3 นิ้ว เห็นจะได้ เขากำลังทำอะไรกัน? ผมอยากจะพาท่านผู้อ่านได้มาสัมผัส หมู่บ้านชื่อบ้านใหม่ แห่งเมืองมะขามหวานเพชรบูรณ์ วิถีชีวิตคนตีเหล็ก ที่ยังเป็นตำนานอันมีชีวิต ที่หลายคนยังไม่เคยได้รู้ว่า การทำมีด ไม่ใช่มีเฉพาะอรัญญิกชาวกรุงเก่า อยุธยาเท่านั้น ยังมีหมู่บ้านแห่งนี้ด้วย ที่ยังคงสืบสานวิธีการผลิตมีดที่ต่อทอดมาจากบรรพบุรุษรุ่นสู่รุ่น จวบจนปัจจุบันถือได้ว่าเป็นรุ่นที่ 4 แล้ว วัฒนธรรมการตีมีดถูกถ่ายทอดอย่างต่อเนื่องมากเกิน 200 ปี หากจะถามว่ารวมทั้งหม
ทีมแพทย์แผนไทยประยุกต์ (พท.ป.) จากโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้ให้ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพตามวิถีภูมิปัญญาไทย เรื่องธาตุเจ้าเรือนเพื่อที่จะดูแลสุขภาพให้สมดุลไม่มีอาการเจ็บป่วย โดย พท.ป.พัชญา ขำสะอาด กล่าวถึงลักษณะของธาตุต่างๆ ว่า ลักษณะธาตุประเภท วาตะ หรือธาตุลม ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของอากาศและลม จะมีลักษณะรูปร่างผอมบาง โปร่ง ผิวคล้ำ ผิวหนังเย็น หยาบ แห้ง ร่างกายสูงมากหรือเตี้ยมาก โครงร่างเบาบาง ปลายกระดูกนูนชัด กล้ามเนื้อเจริญไม่ดี ผมหยิกบาง มักมีความเครียดง่าย อารมณ์ไม่คงที่ มักกินอาหารเพื่อคลายเครียด ลักษณะธาตุประเภท ปิตตะ หรือธาตุไฟ เกิดจากการรวมกันของธาตุไฟกับธาตุน้ำ จะมีลักษณะรูปร่างสูงปานกลาง กล้ามเนื้อเจริญปานกลาง ผิวนุ่ม อุ่น ผมละเอียดบาง ผมหงอกล้านก่อนวัย ลักษณะธาตุเจ้าเรือน ประเภท เสมหะ หรือธาตุน้ำและดิน เกิดจากการรวมกันของธาตุน้ำและดิน โดยผู้ที่มีธาตุเจ้าเรือน ประเภทนี้ มักมีลักษณะใบหน้าอวบอิ่ม ค่อนข้างกลมแป้นรับกับดวงตาที่กลมโตเป็นประกาย จมูกกลมสวยได้รูป ริมฝีปากอวบอิ่ม รูปร่างหนา บึกบึน เจ้าเนื้อ แต่มักมีระบบการเผาผลาญอาหารในร่างกายไม่ดีเท่าไรนัก กินน้อยแต่อ้วนง่าย ผ
ชื่อสามัญ : BLUE BUTTERFLY PEA ชื่อวิทยาศาสตร์ : Clitoria ternatea วงศ์ : Leguminosae อัญชัน เป็นไม้ไทยแท้ๆ มีกล่าวไว้ในนิราศธารโศก ของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร แห่งกรุงศรีอยุธยาว่า “อัญชัน คิดอัญชัน ทาคิ้วมันกันเฉิดฉาย ชำเลืองเยื้องตาชาย ชายชมนักมักแลตาม” ดอกสดๆ ใช้นำมาขยี้ทาผม คิ้ว ทำให้ดกดำ นุ่มสลวย เป็นเงางาม คนโบราณรู้จักนำมาใช้ประโยชน์หลายทาง เช่น น้ำคั้นกลีบดอกทำสีใส่อาหาร หรือขนมต่างๆ อาทิ ขนมเรไร ขนมชั้น วุ้นอัญชัน เป็นต้น ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ลำต้น เป็นเถาเลื้อยกลมๆ ขนาดเล็ก แต่เหนียวมาก ดึงให้ขาดได้ยาก มักจะพบขึ้นพันไปกับต้นไม้อื่นๆ หรือขึ้นตามรั้วกระจายพันธุ์อยู่ทั่วไปทุกภาค ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนกปลายเดี่ยว หรือที่เรียกว่า Odd pinnate ผลเป็นฝักแบนๆ คล้ายถั่วลันเตา ภายในมีเมล็ด ฝักละ 2-4 เมล็ด ดอก เหมือนอะไรดีล่ะ อู๊ย! จะเขียนยังไงดีละเนี่ย ไปพิจารณาสังเกตเพ่งดูกันเอาเองแล้วกันว่าเหมือนอะไร บอกใบ้ให้ว่า ให้ดูที่ Genus รากศัพท์คล้ายๆ กันน่ะแหละ ที่ผู้เขียนก็ไม่มีซะด้วย ไม่มี้ ไม่มีจริงๆ ให้ดิ้นตาย นึกออกแล้วละก็ คงเข้าใจกันนะว่า นักพฤกษศาสตร์รุ่นเก่าๆ เขามีอารมณ์ขัน และจินตนาการล้ำลึก
“เมื่อชั่วพ่อขุนรามคำแหง เมืองสุโขทัยนี้ดี ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว เจ้าเมืองบ่เอาจกอบในไพร่ลู่ทาง เพื่อนจูงวัวไปค้า ขี่ม้าไปขาย ใครจักใคร่ค้าช้างค้า ใครจักใคร่ค้าม้าค้า ใครจักใคร่ค้าเงือนค้าทองค้า” (ด้านที่ 1 บรรทัดที่ 18-21) อาหารไทยเท่าที่ปรากฏหลักฐานในศิลาจารึกหลักที่ 1 ของพ่อขุนรามคำแหง ทำให้เรารู้ว่าเรากินข้าวกินปลากันมานานแล้ว ในสมัยกรุงศรีอยุธยาคนไทยกินอาหารเรียบง่าย รู้จักการถนอมอาหาร ทำปลาเค็ม เครื่องจิ้ม กะปิ นิยมกินสัตว์น้ำมากกว่าสัตว์บกเพราะมีแม่น้ำล้อมรอบ และเริ่มมีการติดต่อกับต่างประเทศ ในสมัยอยุธยาตอนปลายได้รับอิทธิพลของอาหารจีนมากขึ้น รวมทั้งอาหารโปรตุเกสในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เริ่มมีความแตกต่างระหว่างอาหารราชสำนักกับอาหารชาวบ้าน ราชสำนักเริ่มมีการติดต่อกับเขมร จึงอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการถ่ายเทระหว่างอาหารไทยและเขมร “กับข้าว” ของชาวไทยนั้นมีน้ำพริกผักจิ้ม เรากินผักสด ผักต้ม ผักย่างคู่กับน้ำพริก คู่กับปลาย่าง ปลานึ่ง ปลาแห้ง ปลาเค็ม แกงก็เป็นแกงง่าย ๆ ใช้วัตถุดิบที่มีในท้องถิ่นและที่หาได้ตามฤดูกาล ชาวไทยในอดีตนั้นกินง่าย และกินน้อยดังที่นิโคลั
ผักดอง ภาษาญี่ปุ่น เรียกว่า “ซึตเกะโมะโนะ” (tsukemono) เป็นอาหารที่สำคัญของญี่ปุ่น ในแต่ละมื้อจะต้องมีผักดองอย่างน้อยหนึ่งอย่าง วัสดุที่ใช้ในการดองผักมีหลายอย่าง เช่น ดองเกลือ ดองด้วยรำข้าว ดองด้วยคะซุซุเกะ (kasuzuke) ส่วนผสมที่เหลือจากการทำเหล้าสาเก ดองด้วยซอสถั่วเหลืองญี่ปุ่น ดองด้วยน้ำส้มสายชู และดองด้วยมิโซะ (Miso) ถั่วเหลืองหมักของญี่ปุ่น ระยะเวลาและกรรมวิธีก็แตกต่างกัน ภาพที่เห็น เป็นแตงหรือฟักชนิดหนึ่ง ดองด้วยคะซุซุเกะ (kasuzuke) คือ ส่วนผสมที่เหลือจากการทำเหล้าสาเก
แกงคั่วเห็ดหลุบ เมนูที่ผู้เขียนได้สัมผัสรสชาติครั้งแรกที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีนี่เอง ต้องขอบอกว่า ใช่เลย! มันอร่อยสมคำล่ำลือจริงๆ ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นเห็ดชนิดหนึ่งที่ชาวประมงเขาเก็บมาจากชายทะเล (เคยเคี้ยวแล้วโดนทรายไปหลายเม็ด) แต่พอไปสืบเสาะเบาะแสทราบข้อมูลแล้วจึงถึงบางอ้อ เห็ดหลุบที่กินกันอย่างเอร็ดอร่อยนั้น มันคือ ดอกไม้ทะเล และเป็นสัตว์คุ้มครองของไทยไปแล้ว มีผู้รู้ท่านบอกไว้ ตอนนี้อย่าเที่ยวไปจับมากิน มาเลี้ยง มาขายเชียวนะ เดี๋ยวติดคุกหรือถูกปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับเอาง่ายๆ (หากแวะมาจังหวัดสุราษฎร์ธานี ขอแนะนำว่า สั่งกินตามร้านอาหารน่าจะปลอดภัยที่สุด) ลักษณะของเห็ดหลุบ (ดอกไม้ทะเล) เห็ดหลุบ ชื่อเป็นเห็ด แต่จริงๆ มันคือดอกไม้ทะเล เป็นสัตว์ทะเลไม่มีกระดูกสันหลังจำพวกดอกไม้ทะเล หรือซีแอนนีโมนชนิดหนึ่ง พบกระจายพันธุ์อยู่ตามแถบอินโด-แปซิฟิก มีรูปทรงกระบอกสามารถยืด หด ได้ ชาวบ้านพื้นถิ่นคนบนเกาะเขาก็เลยเรียกว่า “เห็ดหลุบ” นั่นเอง! ส่วนมากผู้ล่า (ชาวประมง) เขาจะใช้ชะแลงงัดทำลายกองหิน เพื่อนำตัวมาทำอาหาร (ผู้เขียนเคยเห็นเห็ดหลุบตัวเป็นๆ ที่ผ่านการแช่แข็งมาก่อนที่จะแปรรูปมาเป็นแกงคั่วเห็
อยากรู้ว่าชุมชนไหนอยู่กินกันอย่างไร เป็นสุขดีหรือไม่นั้น ให้ดูองค์ประกอบของชุมชน หนึ่งนั้นคือ วัด ถ้าวัดสะอาดโอ่อ่าน่าศรัทธา ท่านว่า ชุมชนนั้นมีพลังที่แข็งแรงมั่นคง ส่วนโรงเรียนนั้น เดิมจะอยู่ในวัด หรือข้างวัด เพราะชาวบ้านที่ฉลาด เขาสร้างวัดแล้วสร้างโรงเรียนให้ลูกหลาน ไม่ปล่อยให้ตกอยู่ในชะตากรรมของฝ่ายบ้านเมือง ซึ่งไม่รู้ว่า เมื่อไรจะได้งบประมาณ หรือได้ครูที่พร้อมจะทุ่มเทความรู้สติปัญญากับลูกหลานชุมชนเหมือนครูโรงเรียนวัด อีกแห่งหนึ่งที่สำคัญไม่น้อยกว่าวัดคือ ตลาดสด ที่มีผลผลิตของชาวสวนและกสิกรมาขายทุกวัน เป็นเสบียงให้ชาวบ้านนำไปหุงหากับข้าวกับปลาเลี้ยงลูกบ้าน ถ้าเข้าไปดูตลาดสด ก็จะเห็นว่าชาวบ้านที่นี่เขามีอะไรกินกันบ้าง มีเนื้อวัว เนื้อหมู เป็ด ไก่ หรือสัตว์น้ำ กุ้ง หอย ปู ปลา หรือถึงขนาดมีอาหารป่า เป็นเนื้อเก้ง กวาง เม่น กบ ฯลฯ พฤกษาหาร ผักสด ทั้งที่เป็นสามัญเหมือนกับตลาดทุกแห่งทุกภาคอย่างหนึ่ง แล้วยังผักพื้นเมืองเฉพาะปลูกกินในแว่นแคว้นเขาเอง คนเมืองกรุงไม่ค่อยได้เห็นได้ลิ้ม อีกหลายหลากมากมาย เพราะฉะนั้น เมื่อมีโอกาสได้ออกไปเที่ยวต่างจังหวัด สิ่งแรกที่ทำเสมอคือ ตื่นแต่เช้า ไปเที่ยวตลา
วัฒนธรรมปลาร้านั้น เดิมเป็นของชาวมอญและเขมร ประเทศที่กินปลาร้าย่อมหมายถึงเคยเป็นทางผ่านของอารยธรรมทั้งสองนี้ และเรากินปลาร้ากันมาแต่โบราณ ในประเทศไทยอย่างช้าที่สุด ก็ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา ดังปรากฎในจดหมายเหตุของลาลูแบร์ (Du Royaume de Siam) มีตอนหนึ่งได้กล่าวถึงการทำปลาร้าในสยามแสดงให้เห็นว่าวัฒนธรรมปลาร้าน้ันมีมานานแล้ว ปลาร้าได้จากการหมักปลากับเกลือ ข้าวคั่ว และรำข้าว นิยมนำปลาน้ำจืด เช่น ปลาช่อน ปลาชะโด ปลาดุก ปลานิล ปลากระดี่ และปลาสร้อยมาหมัก ลาวเรียกว่า “ปาแดก” ปลาร้าเขมร คือ “ปราฮ็อก” ฟิลิปปินส์เรียกว่า “บากูง” เวียดนามเรียกว่า “มั้ม” มาเลเซีย เรียกว่า “เปกาซัม” อินโดนีเซียเรียกว่า “บากาแซ็ง” พม่าเรียกว่า “งาปิ” ที่มา หนังสือโอชาอาเซียน รู้จักเพื่อนบ้านผ่าน 45 อาหารจานเด็ดแห่งครัวอาเซียน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเดือนกันยายน ยาวไปถึงออกพรรษา เทศกาลปีใหม่ สงกรานต์ ของทุกปี ถือเป็นโอกาสทองของชาวบ้านในพื้นที่ บ้านโปร่ง ต.ฝั่งแดง และบ้านแก่งโพธิ์ ต.น้ำก่ำ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม รวมกว่า 300 ครัวเรือน ซึ่งถือเป็นพื้นที่ชุมชนต้นตำรับของการทำอาชีพภูมิปัญญาชาวบ้าน คืออาชีพทำข้าวเม่า ส่งออกขายในช่วงเทศกาลงานบุญประเพณีของชาวอีสาน สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ มีเงินหมุนเวียนสะพัดในพื้นที่ปีละเกือบ 10 ล้านบาท เนื่องจากในพื้นที่ 2 ตำบล มีความโชคดีที่มีภูมิประเทศติดกับลำน้ำก่ำ ลำน้ำสาขาสายหลักของแม่น้ำโขง อีกทั้งยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากในหลวง ในการก่อสร้างโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำก่ำ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ทำให้เกษตรกรในพื้นที่มีระบบชลประทานเก็บกักน้ำเพียงพอในการทำการเกษตรตลอดทั้งปี เป็นที่มาของชาวบ้าน นำเอาอาชีพภูมิปัญญาชาวบ้าน ทำการปลูกข้าว ทำข้าวเม่าแทนการทำนาปี เนื่องจากสามารถเพิ่มมูลค่าราคาข้าวได้อีก 3-4 เท่าตัว ไม่ต้องกังวลเรื่องราคาข้าวตกต่ำ รวมถึงยังสามารถทำนา เก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวไปทำข้าวเม่าได้มากถึงปีละ 3 ครั้ง โดยใช้ระยะเวลาสั้นแค่ 3-4 เดือน สามารถเก็บเ
