เทคนิคเกษตร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 5 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพงศ์เลิศ ศิริบูรณ์ นักวิชาการสวนพฤกษศาสตร์พระแม่ย่าสุโขทัย พร้อมด้วยนายณรงค์ชัย โตอินทร์ ปราชญ์ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติรามคำแหงได้ร่วมกันลงพื้นที่พิสูจน์ “แก้งขี้พระร่วง” ต้นไม้ในตำนานซึ่งหาดูได้ยาก บริเวณป่าสวนลุ่มเชิงเขาหลวงภายในอุทยานแห่งชาติรามคำแหง อ.คีรีมาศ จ.สุโขทัย จากการเดินเท้าค้นหาตามเส้นทางข้างลำห้วย ที่มีสภาพเป็นทางราบเรียบสลับเนินเขาในผืนป่าดิบสมบูรณ์ ระยะทาง 1 กิโลเมตร จึงได้พบต้นแก้งขี้พระร่วงที่เป็นไม้กลิ่นเหม็น จำนวน 1 ต้น ตามภาษาท้องถิ่นสุโขทัยเรียกว่า “ไม้เช็ดตูดพระร่วง” นายพงศ์เลิศ กล่าวว่า ไม้แก้งขี้พระร่วงอยู่ในวงศ์ ULMACEAE ชื่อวิทยาศาสตร์ Celtis timorensis Span ภาคกลางเรียกว่าตะคาย มะหาดน้ำ เยื้อง หมอนดง ส่วนภาคใต้เรียกว่าตายไม่ทันเฒ่า โคราชเรียกขี้พระร่วง หรือมันปลาไหล น่านเรียกเช็ดก้นพระเจ้า เชียงใหม่เรียกเช็ดขี้พระเจ้า ลำปางเรียกแก้งขี้พระร่วง แต่สุโขทัยเรียกไม้เช็ดตูดพระร่วง “แก้งขี้พระร่วง” เป็นไม้ต้นสูง 5-20 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มทรงสูงถึงค่อนข้างกลม เปลือกสีเทา เรียบ เปลือกชั้นใ
คำกล่าวที่ว่า “สายน้ำ คือ ชีวิต” คงเป็นสิ่งที่ยังหนีไม่พ้นไปจากวิถีชีวิตของคนไทย ซึ่งสมัยก่อนนั้นการเดินทางสัญจรหรือแม้แต่การขนส่งสินค้าจะเน้นทางเรือเป็นหลัก จึงทำให้คนในสมัยนั้นนิยมปลูกบ้านริมฝั่งแม่น้ำเป็นหลัก เมื่อบ้านเมืองเกิดการพัฒนามาถึงยุคปัจจุบัน วิถีเหล่านั้นเริ่มจางหายลงเรื่อยๆ แต่ก็ยังมีชาวบ้านอีกไม่น้อยที่ยังไม่ละทิ้งสายน้ำที่เป็นดังสายธารชีวิต กลับหาใช้ทำประโยชน์เพื่อหล่อเลี้ยงครอบครัว เช่น การจับปลาในแม่น้ำ การเลี้ยงปลากระชัง ตลอดจนใช้พื้นที่แนวชายตลิ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกพืช คุณพิพิธ จันทร์เรือง อยู่บ้านเลขที่ 55 หมู่ที่ 1 ตำบลนางบวช อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี สาววัยเกษียณที่เติบโตมากับลุ่มแม่น้ำท่าจีนตั้งแต่เธอจำความได้ ซึ่งเธอเล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่เด็กจนมาถึงปัจจุบันก็อยู่บ้านมาตลอด มีการทำเกษตรที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการปลูกกล้วยพืชผักสวนครัว แต่พืชเหล่านั้นต้องใช้เวลาในการเจริญเติบโต อาจจะมีรายได้ที่ต้องรอเวลา เธอจึงใช้ประโยชน์จากแม่น้ำท่าจีนที่อยู่หลังบ้านปลูกผักกระเฉดกับผักบุ้งเสริมอีกทาง “ผักกระเฉด กับผักที่อยู่หน้าท่าน้ำนี่ ก็ไม่ต้องไปลงทุนหาจากที่ไหนเลย วั
เมื่อวันที่ 2 ก.ย. 59 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านร่องแก้ว ต.นานวล อ.สนม จ.สุรินทร์ หลังทราบจากชาวบ้านในหมู่บ้านว่า มีสระน้ำกลางทุ่งนา ไม่ห่างจากหมู่บ้านมากนัก เป็นสระน้ำขนาดปานกลาง มีน้ำขังอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยแห้ง และน้ำในสระยังใสสะอาด ไม่มีสารเคมี ใดๆลงไปในสระน้ำ จึงทำให้มีไข่น้ำสีเขียว ลอยบนผิวน้ำเป็นจำนวนมาก หรือมีชื่อเรียกทั่วไปว่าไข่มรกต สำหรับชาวอีสานจะเรียกว่าไผ่ผำ ลักษณะเป็นเม็ดเล็กๆสีเขียว เป็นสาหร่ายน้ำจืดชนิดหนึ่ง แต่ชาวบ้านร่องแก้วจะเรียกสาหร่ายน้ำจืดชนิดนี้ว่า ไข่ผำ โดยชาวบ้านได้พากันเดินลัดเลาะตามคันแถนา หรือหัวคันนา ตามที่ทราบกันทั่วไป ลัดลงนาข้าวหอมมะลิ ที่กำลังเจริญเติบโต เพราะเพิ่งได้รับน้ำฝนที่ตกมาไม่กี่วัน เมื่อไปถึงสระน้ำ ชาวบ้าน ได้นำตะกร้าไม่ไผ่ ใช้ผ้าขาวม้าห่อรอบตะกร้าอีกทีหนึ่ง เนื่องจากตะกร้ามีรู จะทำให้เม็ดไข่ผำ ที่มีขนาดเล็กๆ สามารถหลุดออกมาตามรูตะกร้าได้ จึงต้องห่อด้วยผ้าขาวม้า ก่อนที่จะแกว่งตะกร้าไปทางซ้ายที ขวาที เพื่อให้เม็ดไข่ผำเข้าในตะกร้า และกลุ่มเม็ดไข่ผำ จะมีการเคลื่อนตัว ตรงบริเวณที่มีการตักไข่ผำ เมื่อได้ไข่ผำมากพอก็จะขึ้นมาจากสระน้ำและทำความสะอา
จำได้ว่า ต้นเดือนธันวาคม พ.ศ. 2557 ผมปั่นจักรยานทางไกลจากกรุงเทพฯ ไปหนองคายกับกลุ่มเพื่อน บ่ายของวันที่พวกเราถึงเส้นทางเลียบน้ำโขงช่วงอำเภอสังคม ผมแวะพักเหนื่อยตามลำพังที่ศาลาข้างทาง สักครู่มีรถตู้คันหนึ่งมาจอด คนในรถลงมายืนบิดขี้เกียจดูวิวแม่น้ำโขง แล้วคนหนึ่งก็ชี้ไปที่พื้นใกล้ๆ แล้วร้องว่า “นั่นไงๆ นั่นแหละหญ้าฮี๋ยุ่มล่ะ…” จากนั้นต่างก็ตรงเข้าถอนมาคนละต้นสองต้น ก่อนจะขึ้นรถจากไป “หญ้าฮี๋ยุ่ม” เป็นที่รู้จักในวงกว้างจากงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 11 ซึ่งจัดที่เมืองทองธานี นนทบุรี ครั้งนั้น มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ปราจีนบุรี ซึ่งมักริเริ่มชูสมุนไพรตัวสำคัญๆ หมุนเวียนไปในแต่ละปี ได้แจกแจงสรรพคุณว่า มันเป็นหญ้าเคล็ดลับของคนโบราณ ใช้มากในหญิงหลังคลอดบุตร โดยเอาไปต้ม แล้วนั่งรมไอน้ำนั้นเพื่อกระชับช่องคลอด ช่วยให้แม้มีลูกมากแล้ว ช่องคลอดก็จะยังกระชับเช่นเดิม ดังนั้น การที่ผมได้เห็นคนที่เขาเริ่มรู้จัก มองเห็น แถมยังลงมือเก็บเกี่ยวหญ้าที่ว่านี้มากับตา ก็แสดงว่าการประชาสัมพันธ์หญ้านี้ประสบความสำเร็จด้วยดี สอดคล้องกับความต้องการของคนไทยในเวลานั้นจริงๆ ด้วย ผมเคยไปงานมหกรร
เชียงใหม่ เป็นเมืองใหญ่ที่มีกาด (ตลาด) เต็มไปหมด ค่าที่ว่าเป็นเมืองใหม่ที่ตั้งซ้อนทับบนเมืองเก่าอายุกว่าแปดศตวรรษ ชุมชนต่างๆ ซึ่งมีความหลากหลายมาก เพราะเป็นเมืองศูนย์กลางการค้ามาแต่โบราณนั้นก็ยังคงอยู่อาศัยสืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน ดังนั้น ใครที่เคยเห็นภาพถ่ายเก่าของนครเชียงใหม่เมื่อร้อยกว่าปีก่อนก็คงรู้สึกได้ว่า ภาพนั้นแทบไม่ได้หายไปไหนเลย หากยังคงฉายเวียนซ้ำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ในตรอกซอกซอย หน้าโรงเรียน ลานวัด กระทั่งอาณาบริเวณโบสถ์คริสต์และมัสยิดของคนมุสลิม มัสยิดเฮดายาตูลอิสลามบ้านฮ่อ ซอยเจริญประเทศ 1 ใกล้ตลาดไนท์บาซ่า ในเขตเทศบาลเมืองเชียงใหม่ มีตลาดแบบที่ว่านี้ในช่วงเช้ามืดถึงเที่ยงทุกวันศุกร์ แม้ผมจะเคยกินข้าวซอยอิสลามและข้าวแรมฟืนอร่อยๆ ในซอยนี้มาก่อนแล้ว แต่ก็เพิ่งเคยมาเดินเที่ยวกาดนี้เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมนี้เองครับ จำได้ว่า ครูของผมคนหนึ่งเคยบอกว่า ถ้าอยากเข้าใจชุมชนไหน ก็ให้ไปที่วัดกลางชุมชนนั้น แล้วจะเห็นชีวิตทางสังคมของที่นั่นชนิดทะลุปรุโปร่ง ผมอยากจะคิดแย้งว่า ถ้าเป็นเดี๋ยวนี้ คงต้องเปลี่ยนเป็นไปตลาดสดเสียมากกว่ากระมัง เพราะหน้าที่ของวัดในเมืองไทยที่ยึดโยงกับชุมชนดูจะเสื่อมคล
วิชาช่าง เป็นเรื่องของคนใจรัก งานแกะสลักไม้ต่างๆ หากไปเมืองเหนือจะพบว่า ไม่ว่าหญิงหรือชาย สามารถหยิบค้อน สิ่ว แกะสลักไม้ได้อย่างคล่องแคล่ว ว่องไว การแกะสลักไม้มีอุปกรณ์สำคัญนอกจากสิ่วและค้อนที่ตีโป้กๆ แล้ว ยังมี “แบบ” อีกชิ้นหนึ่ง ชาวบ้านเรียกว่า “แบบแกะไม้” โบราณว่า คนรูปร่างหน้าตาอย่างไร ก็ปั้นพระได้อย่างนั้น เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องจริงอันชัดเจน เห็นได้จากพระพุทธรูปยุคสมัยต่างๆ พุทธลักษณะจะแตกต่างกันไป ทั้งนี้ นอกจากสะท้อนรูปร่างหน้าตาของคนสมัยที่สร้างพระแล้ว ยังสะท้อนภาพเศรษฐกิจอีกด้วย เป็นต้นว่า สมัยสุโขทัย พระพุทธรูปอ่อนช้อย สวยงาม เพราะว่าสภาพบ้านเมืองในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ชาวบ้านทำบุญฟังธรรมในวันพระ มีการนิมนต์พระจากนครศรีธรรมราชมาเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วย ดังปรากฏอยู่ในจารึกของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ต่อมาสมัยกรุงศรีอยุธยา พระพุทธรูปจะใหญ่โต พระพักตร์ขึงขัง สะท้อนความแข็งแกร่ง เพราะต้องต่อสู้กับศัตรู เหล่านี้เป็นต้น การปั้นพระพุทธรูป ช่างแต่ละยุคมักยึดเอารูปร่างและอารมณ์ของผู้คนในยุคที่สร้างสรรค์มาเป็นต้นแบบ แต่การสลักรูปภาพต่างๆ เราชาวบ้านใช้ “ต้นแบบ” ที่ผ่านการสลักเสลามาอย่างบรรจ
ตะกร้า มีหลายชนิด ชนิดที่ไม่ค่อยพบเห็นคือ ตะกร้ายาว ลักษณะของตะกร้ายาวคือ มีรูปทรงกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 15 เซนติเมตร สูงประมาณ 50 เซนติเมตร สานด้วยตอกไม้ไผ่ ตาถี่ ปากเป็นรูปทรงกลม ก้นเป็นรูปทรงกลมเช่นกัน สามารถตั้งกับพื้นราบได้ และมีสายข้างๆ ทำไว้สำหรับแขวน ตะกร้ายาว นับเป็นตะกร้าที่แปลกกว่าตะกร้าอื่นๆ เพราะตะกร้าอื่นๆ มักไม่สูง ปากบานกว้าง ก้นสอบลงแต่ก็มีขนาดใหญ่ เหมาะสำหรับใส่พืชผักต่างๆ เวลาล้างผักคนสมัยก่อนมักใส่ตะกร้า นำตะกร้าลงไปท่าน้ำแล้วเขย่าเบาๆ น้ำใสสะอาดก็จะช่วยให้ผักที่ล้างสะอาด นำมาปรุงอาหารหรือกินได้ จึงมีสำนวนไทยว่า “ใส่ตะกร้าล้างน้ำ” ขนาดของตะกร้ายาว แท้จริงก็แล้วแต่คนสานหรือความต้องการใช้ประโยชน์ ไม่มีขนาดแน่นอนตายตัว การสานตะกร้ายาว เราชาวบ้านมักใช้ตอกชนิดที่มีผิว เนื่องจากต้องการความทนทาน ทำครั้งหนึ่งสามารถใช้งานได้นาน การสานตะกร้ายาวคล้ายๆ กับตะกร้าทั่วไป ผิดกันแต่เพียงว่า รูปแบบเป็นทรงกลมและสูงเท่านั้น ตะกร้ายาว มีไว้สำหรับใส่อะไร คำตอบคือ มีไว้สำหรับใส่หอม กระเทียม คนไทยสมัยก่อนมักปลูกพืชผักสวนครัวไว้กินเอง เมื่อเก็บหอม กระเทียม หลังจากแลกเปลี่ยนขาย หรือแจกจ่
เสวียนนั้นมีมาแต่ก่อนเก่าแล้ว ร้อยกว่าปีก่อนมีคนเห็นเสวียนตามไร่ สวน เรือกนา ทั้งบนบ้านเรือนมาตลอด คนก่อนเก่าใช้ไม้ไผ่สานเป็นเสวียนน้อยใหญ่ใช้หลากประโยชน์ เรื่องสานไม้ไผ่นั้นทำกันเป็นทุกคน เพราะไม่ใช่เรื่องยาก ไม้ไผ่ก็หาเอาหัวไร่ปลายนา ว่างจากงานในไร่นา พ่อบ้านก็จะนั่งลงสานเสวียน เริ่มจากเหลาไม้ไผ่สดเป็นเส้นหนาๆ แล้วสานขึ้นลงเป็นตะแกรงง่ายๆ จะแน่นจะหลวมแล้วแต่ชอบ เมื่อได้เป็นแผ่นสูงสักศอก ก็จะเอาไปขดล้อมต้นไม้ วัตถุประสงค์หลักคือ เพื่อเอาไว้เก็บเศษใบไม้ใบหญ้าที่จะใช้ทำปุ๋ย จากนั้นก็ไม่มีพิธีรีตองอะไร จับได้อะไรที่จะเป็นปุ๋ย หรือกวาดใบไม้เศษหญ้าทุกเช้าก็เอาเทลงในเสวียน ใบไม้ใบหญ้าจะไม่ฟุ้งกระจาย ดินทรายที่ปะปนไปก็จะค่อยไหลออกจากร่องไม้ไผ่สาน เหลือแต่ใบไม้ใบหญ้านอนในนั้น หมักเข้านานวันก็เป็นปุ๋ยโอชาให้ต้นไม้ จะขนย้ายจากเสวียนไหนไปใส่เสวียนไหนก็ได้ คนสมัยก่อนเขาทำกันแบบนี้ เขาไม่กวาดมากองไว้ลวกๆ เขาไม่เผา แล้วเสวียนไม้ไผ่นั้น ผุพังไปก็เป็นปุ๋ยอยู่ดี วิถีชีวิตนี้ทำกันมาเนิ่นนานในล้านนา หรือกระทั่งในภาคอื่นๆ บ้านไหนไม่ค่อยมีแรงงานที่จะประจงสานเสวียนได้ละเอียด ก็ใช้ไม้ตอกเป็นหลักเข้า แล้วเอา
ผักในวัยเยาว์ ใครก็คงจะเคยมีผักที่กินตั้งแต่เล็กแต่น้อย กินเพราะชอบ และต้องกินถึงแม้ว่าไม่ชอบก็ตาม ตอนเด็กๆ ฉันต้องกินผักบุ้งเป็นหลักเพราะพ่อปลูกผักบุ้ง โชคดีที่รู้สึกชอบ พ่อบอกว่ากินแล้วตาสวย นั่นเป็นความรู้สึกที่ดีๆ มากสำหรับเด็ก กินแล้วตาสวย กินแล้วผมสวย กินแล้วแก้มแดง ผู้ใหญ่จะใช้เป็นแรงบันดาลใจให้เด็กกินผัก เพราะบอกสุขภาพดีนั้นเด็กอาจจะคิดไม่ออก เมื่อโตขึ้นมาไปโรงเรียนก็มีวิชาการเกษตร ครูก็ให้ปลูกผักซึ่งก็ปลูกผักบุ้งอีก ดังนั้น ผักบุ้งจึงเป็นผักในหัวใจ คุณล่ะมีผักอะไรในหัวใจที่เล่าถึงได้บ้าง เมื่อมีผักบุ้งฉันจะคิดออกว่าจะทำอะไรกินได้บ้าง ผักบุ้งจีนถอนทั้งราก ผักบุ้งไทยเด็ดยอดเรื่อยๆ ถ้าอยู่ในน้ำผักบุ้งมันจะอ้วน ใหญ่ กรอบ อย่างนี้ แกงเทโพอร่อยนักแล แกงส้มกับมะนาวใส่ปลา ใส่กุ้งยิ่งอร่อย ถ้าเป็นผักบุ้งไทยผอมๆ อยู่เลื้อยยอดบนดินเอามาทำผักแกล้ม กรอบ อร่อย แต่ถ้าเป็นผักบุ้งจีนผัดดีกว่า ผัดน้ำมัน ผัดกะทิ…นี่เป็นผักที่อยู่ในหัวใจตั้งแต่เด็ก อีกผักหนึ่งเป็นผักที่สนุกสนานวัยเยาว์ นั่นคือผักกูด ขึ้นอยู่ตามสวนยางพาราที่ชื้นๆ และต้องเดินทางไปเก็บและอยู่ไกลออกไป แถวชายน้ำที่พื้นแฉะๆ บางที
นายสุรพล จารุพงศ์ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ผ้าไหมไทยเป็นมรดกของชาติไทยที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์และสวมใส่ สามารถสวมใส่ได้ทุกเพศ ทุกวัย และทุกสถานที่ ซึ่งปัจจุบันมีการออกแบบที่หลากหลายและทันสมัยมากขึ้น สามารถสวมใส่ได้สบายในชีวิตประจำวัน แต่หากสวมใส่ออกงานที่ใช้การตัดเย็บอย่างพิถีพิถันก็จะดูเรียบหรู และสะท้อนถึงรสนิยมได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ การซื้อผ้าไหมมาสวมใส่หรือมอบให้กับผู้ที่เคารพรักยังเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนผลิตภัณฑ์ของเกษตรกรไทยผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมของไทยให้มีรายได้มากขึ้นด้วย ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงมีต่อเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และเป็นการแสดงออกถึงความรักและความระลึกถึงพระคุณของแม่ เนื่องในวันแม่แห่งชาติ กรมหม่อนไหม จึงรณรงค์เชิญชวนให้ประชาชนทั่วไป “ซื้อผ้าไหมให้แม่” เพื่อเป็นของขวัญอันล้ำค่าให้กับแม่หรือผู้ที่เคารพรักตลอดเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ นายอภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้สนใจสามารถติดต่อซื้อผ้าไหม ได้ที่กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน ตลอดจนร้านจำหน่ายผ้าไหมท
