เทคนิคเกษตร
เชียงใหม่ เป็นเมืองใหญ่ที่มีกาด (ตลาด) เต็มไปหมด ค่าที่ว่าเป็นเมืองใหม่ที่ตั้งซ้อนทับบนเมืองเก่าอายุกว่าแปดศตวรรษ ชุมชนต่างๆ ซึ่งมีความหลากหลายมาก เพราะเป็นเมืองศูนย์กลางการค้ามาแต่โบราณนั้นก็ยังคงอยู่อาศัยสืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน ดังนั้น ใครที่เคยเห็นภาพถ่ายเก่าของนครเชียงใหม่เมื่อร้อยกว่าปีก่อนก็คงรู้สึกได้ว่า ภาพนั้นแทบไม่ได้หายไปไหนเลย หากยังคงฉายเวียนซ้ำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ในตรอกซอกซอย หน้าโรงเรียน ลานวัด กระทั่งอาณาบริเวณโบสถ์คริสต์และมัสยิดของคนมุสลิม มัสยิดเฮดายาตูลอิสลามบ้านฮ่อ ซอยเจริญประเทศ 1 ใกล้ตลาดไนท์บาซ่า ในเขตเทศบาลเมืองเชียงใหม่ มีตลาดแบบที่ว่านี้ในช่วงเช้ามืดถึงเที่ยงทุกวันศุกร์ แม้ผมจะเคยกินข้าวซอยอิสลามและข้าวแรมฟืนอร่อยๆ ในซอยนี้มาก่อนแล้ว แต่ก็เพิ่งเคยมาเดินเที่ยวกาดนี้เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมนี้เองครับ จำได้ว่า ครูของผมคนหนึ่งเคยบอกว่า ถ้าอยากเข้าใจชุมชนไหน ก็ให้ไปที่วัดกลางชุมชนนั้น แล้วจะเห็นชีวิตทางสังคมของที่นั่นชนิดทะลุปรุโปร่ง ผมอยากจะคิดแย้งว่า ถ้าเป็นเดี๋ยวนี้ คงต้องเปลี่ยนเป็นไปตลาดสดเสียมากกว่ากระมัง เพราะหน้าที่ของวัดในเมืองไทยที่ยึดโยงกับชุมชนดูจะเสื่อมคล
วิชาช่าง เป็นเรื่องของคนใจรัก งานแกะสลักไม้ต่างๆ หากไปเมืองเหนือจะพบว่า ไม่ว่าหญิงหรือชาย สามารถหยิบค้อน สิ่ว แกะสลักไม้ได้อย่างคล่องแคล่ว ว่องไว การแกะสลักไม้มีอุปกรณ์สำคัญนอกจากสิ่วและค้อนที่ตีโป้กๆ แล้ว ยังมี “แบบ” อีกชิ้นหนึ่ง ชาวบ้านเรียกว่า “แบบแกะไม้” โบราณว่า คนรูปร่างหน้าตาอย่างไร ก็ปั้นพระได้อย่างนั้น เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องจริงอันชัดเจน เห็นได้จากพระพุทธรูปยุคสมัยต่างๆ พุทธลักษณะจะแตกต่างกันไป ทั้งนี้ นอกจากสะท้อนรูปร่างหน้าตาของคนสมัยที่สร้างพระแล้ว ยังสะท้อนภาพเศรษฐกิจอีกด้วย เป็นต้นว่า สมัยสุโขทัย พระพุทธรูปอ่อนช้อย สวยงาม เพราะว่าสภาพบ้านเมืองในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ชาวบ้านทำบุญฟังธรรมในวันพระ มีการนิมนต์พระจากนครศรีธรรมราชมาเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วย ดังปรากฏอยู่ในจารึกของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ต่อมาสมัยกรุงศรีอยุธยา พระพุทธรูปจะใหญ่โต พระพักตร์ขึงขัง สะท้อนความแข็งแกร่ง เพราะต้องต่อสู้กับศัตรู เหล่านี้เป็นต้น การปั้นพระพุทธรูป ช่างแต่ละยุคมักยึดเอารูปร่างและอารมณ์ของผู้คนในยุคที่สร้างสรรค์มาเป็นต้นแบบ แต่การสลักรูปภาพต่างๆ เราชาวบ้านใช้ “ต้นแบบ” ที่ผ่านการสลักเสลามาอย่างบรรจ
ตะกร้า มีหลายชนิด ชนิดที่ไม่ค่อยพบเห็นคือ ตะกร้ายาว ลักษณะของตะกร้ายาวคือ มีรูปทรงกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 15 เซนติเมตร สูงประมาณ 50 เซนติเมตร สานด้วยตอกไม้ไผ่ ตาถี่ ปากเป็นรูปทรงกลม ก้นเป็นรูปทรงกลมเช่นกัน สามารถตั้งกับพื้นราบได้ และมีสายข้างๆ ทำไว้สำหรับแขวน ตะกร้ายาว นับเป็นตะกร้าที่แปลกกว่าตะกร้าอื่นๆ เพราะตะกร้าอื่นๆ มักไม่สูง ปากบานกว้าง ก้นสอบลงแต่ก็มีขนาดใหญ่ เหมาะสำหรับใส่พืชผักต่างๆ เวลาล้างผักคนสมัยก่อนมักใส่ตะกร้า นำตะกร้าลงไปท่าน้ำแล้วเขย่าเบาๆ น้ำใสสะอาดก็จะช่วยให้ผักที่ล้างสะอาด นำมาปรุงอาหารหรือกินได้ จึงมีสำนวนไทยว่า “ใส่ตะกร้าล้างน้ำ” ขนาดของตะกร้ายาว แท้จริงก็แล้วแต่คนสานหรือความต้องการใช้ประโยชน์ ไม่มีขนาดแน่นอนตายตัว การสานตะกร้ายาว เราชาวบ้านมักใช้ตอกชนิดที่มีผิว เนื่องจากต้องการความทนทาน ทำครั้งหนึ่งสามารถใช้งานได้นาน การสานตะกร้ายาวคล้ายๆ กับตะกร้าทั่วไป ผิดกันแต่เพียงว่า รูปแบบเป็นทรงกลมและสูงเท่านั้น ตะกร้ายาว มีไว้สำหรับใส่อะไร คำตอบคือ มีไว้สำหรับใส่หอม กระเทียม คนไทยสมัยก่อนมักปลูกพืชผักสวนครัวไว้กินเอง เมื่อเก็บหอม กระเทียม หลังจากแลกเปลี่ยนขาย หรือแจกจ่
เสวียนนั้นมีมาแต่ก่อนเก่าแล้ว ร้อยกว่าปีก่อนมีคนเห็นเสวียนตามไร่ สวน เรือกนา ทั้งบนบ้านเรือนมาตลอด คนก่อนเก่าใช้ไม้ไผ่สานเป็นเสวียนน้อยใหญ่ใช้หลากประโยชน์ เรื่องสานไม้ไผ่นั้นทำกันเป็นทุกคน เพราะไม่ใช่เรื่องยาก ไม้ไผ่ก็หาเอาหัวไร่ปลายนา ว่างจากงานในไร่นา พ่อบ้านก็จะนั่งลงสานเสวียน เริ่มจากเหลาไม้ไผ่สดเป็นเส้นหนาๆ แล้วสานขึ้นลงเป็นตะแกรงง่ายๆ จะแน่นจะหลวมแล้วแต่ชอบ เมื่อได้เป็นแผ่นสูงสักศอก ก็จะเอาไปขดล้อมต้นไม้ วัตถุประสงค์หลักคือ เพื่อเอาไว้เก็บเศษใบไม้ใบหญ้าที่จะใช้ทำปุ๋ย จากนั้นก็ไม่มีพิธีรีตองอะไร จับได้อะไรที่จะเป็นปุ๋ย หรือกวาดใบไม้เศษหญ้าทุกเช้าก็เอาเทลงในเสวียน ใบไม้ใบหญ้าจะไม่ฟุ้งกระจาย ดินทรายที่ปะปนไปก็จะค่อยไหลออกจากร่องไม้ไผ่สาน เหลือแต่ใบไม้ใบหญ้านอนในนั้น หมักเข้านานวันก็เป็นปุ๋ยโอชาให้ต้นไม้ จะขนย้ายจากเสวียนไหนไปใส่เสวียนไหนก็ได้ คนสมัยก่อนเขาทำกันแบบนี้ เขาไม่กวาดมากองไว้ลวกๆ เขาไม่เผา แล้วเสวียนไม้ไผ่นั้น ผุพังไปก็เป็นปุ๋ยอยู่ดี วิถีชีวิตนี้ทำกันมาเนิ่นนานในล้านนา หรือกระทั่งในภาคอื่นๆ บ้านไหนไม่ค่อยมีแรงงานที่จะประจงสานเสวียนได้ละเอียด ก็ใช้ไม้ตอกเป็นหลักเข้า แล้วเอา
ผักในวัยเยาว์ ใครก็คงจะเคยมีผักที่กินตั้งแต่เล็กแต่น้อย กินเพราะชอบ และต้องกินถึงแม้ว่าไม่ชอบก็ตาม ตอนเด็กๆ ฉันต้องกินผักบุ้งเป็นหลักเพราะพ่อปลูกผักบุ้ง โชคดีที่รู้สึกชอบ พ่อบอกว่ากินแล้วตาสวย นั่นเป็นความรู้สึกที่ดีๆ มากสำหรับเด็ก กินแล้วตาสวย กินแล้วผมสวย กินแล้วแก้มแดง ผู้ใหญ่จะใช้เป็นแรงบันดาลใจให้เด็กกินผัก เพราะบอกสุขภาพดีนั้นเด็กอาจจะคิดไม่ออก เมื่อโตขึ้นมาไปโรงเรียนก็มีวิชาการเกษตร ครูก็ให้ปลูกผักซึ่งก็ปลูกผักบุ้งอีก ดังนั้น ผักบุ้งจึงเป็นผักในหัวใจ คุณล่ะมีผักอะไรในหัวใจที่เล่าถึงได้บ้าง เมื่อมีผักบุ้งฉันจะคิดออกว่าจะทำอะไรกินได้บ้าง ผักบุ้งจีนถอนทั้งราก ผักบุ้งไทยเด็ดยอดเรื่อยๆ ถ้าอยู่ในน้ำผักบุ้งมันจะอ้วน ใหญ่ กรอบ อย่างนี้ แกงเทโพอร่อยนักแล แกงส้มกับมะนาวใส่ปลา ใส่กุ้งยิ่งอร่อย ถ้าเป็นผักบุ้งไทยผอมๆ อยู่เลื้อยยอดบนดินเอามาทำผักแกล้ม กรอบ อร่อย แต่ถ้าเป็นผักบุ้งจีนผัดดีกว่า ผัดน้ำมัน ผัดกะทิ…นี่เป็นผักที่อยู่ในหัวใจตั้งแต่เด็ก อีกผักหนึ่งเป็นผักที่สนุกสนานวัยเยาว์ นั่นคือผักกูด ขึ้นอยู่ตามสวนยางพาราที่ชื้นๆ และต้องเดินทางไปเก็บและอยู่ไกลออกไป แถวชายน้ำที่พื้นแฉะๆ บางที
นายสุรพล จารุพงศ์ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ผ้าไหมไทยเป็นมรดกของชาติไทยที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์และสวมใส่ สามารถสวมใส่ได้ทุกเพศ ทุกวัย และทุกสถานที่ ซึ่งปัจจุบันมีการออกแบบที่หลากหลายและทันสมัยมากขึ้น สามารถสวมใส่ได้สบายในชีวิตประจำวัน แต่หากสวมใส่ออกงานที่ใช้การตัดเย็บอย่างพิถีพิถันก็จะดูเรียบหรู และสะท้อนถึงรสนิยมได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ การซื้อผ้าไหมมาสวมใส่หรือมอบให้กับผู้ที่เคารพรักยังเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนผลิตภัณฑ์ของเกษตรกรไทยผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมของไทยให้มีรายได้มากขึ้นด้วย ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงมีต่อเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และเป็นการแสดงออกถึงความรักและความระลึกถึงพระคุณของแม่ เนื่องในวันแม่แห่งชาติ กรมหม่อนไหม จึงรณรงค์เชิญชวนให้ประชาชนทั่วไป “ซื้อผ้าไหมให้แม่” เพื่อเป็นของขวัญอันล้ำค่าให้กับแม่หรือผู้ที่เคารพรักตลอดเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ นายอภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้สนใจสามารถติดต่อซื้อผ้าไหม ได้ที่กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน ตลอดจนร้านจำหน่ายผ้าไหมท
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ติ้ว หรือ แต้ว เป็นไม้ยืนต้น ขนาดเล็ก พบมากในป่าเบญจพรรณแถบภาคอีสาน ชื่อสามัญ :ติ้วแต้วติ้วขนติ้วเกลี้ยงร้าเง็ง (สุรินทร์; บุรีรัมย์) ; กุยฉ่องเฉ้า (กะเหรี่ยง) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cratoxylum formosum วงศ์ : CLUSIACEAE ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ติ้วหรือ แต้ว เป็นไม้ยืนต้น ขนาดเล็ก พบมากในป่าเบญจพรรณแถบภาคอีสานมี 2 พันธุ์ คือ ดอกสีขาว กับ ดอกสีชมพูซึ่งพันธุ์ดอกสีชมพูนั้นมักจะมีกลิ่นหอมอ่อนๆใบจะมีขนนุ่มๆ ขมกว่าชนิดดอกสีขาวเล็กน้อยเรือนยอดมักเป็นพุ่มกลมเปลือกต้นสีน้ำตาล อมเทา เมื่อแก่จะแตกเป็นสะเก็ดร่องๆถ้ามีแผลจะมียางสีเหลืองปนแดงซึมออกมาใบรูปไข่กลับรีๆ ยาวประมาณ 3-12 เซนติเมตร ลักษณะการแตกของใบจะออกเป็นคู่ๆ ตรงข้ามกัน หรือที่ภาษาพฤกษศาสตร์เรียกว่า Simple Opposite ผลทรงรีขนาดเล็กๆ มีนวลบางๆ เมื่อแก่จะแตกออกเป็น 3 แฉก ข้างในมีเมล็ดสีน้ำตาลปนดำอยู่มากออกดอกได้เป็นระยะตลอดปี แต่จะดกเป็นพิเศษในหน้าแล้งราวๆ เดือนมีนาคม-พฤษภาคมยอดและใบอ่อนสีชมพูอมแดงสวยสดงดงาม เห็นแต่ไกลมีรสเปรี้ยว อมฝาด คุณสมบัติช่วยระบายท้องช่วยส่งเสริมเน้นรสชาติอาหาร ทางภาคอีสานชาวบ้านทั่วไปนิยมนำมาใส่ต้มยำแทนม
“เหมือนใบหูช้าง…หรือใคร? กางร่มใบบอน” ชื่อพฤกษศาสตร์ Alocasia macrorrhizos (L.) G.Don วงศ์ ARACEAE จัดอยู่ในวงศ์บอน ชื่ออื่นๆ บอนกาวี (ยะลา) เผือกกะลา มันโทป้าด (แม่ฮ่องสอน) กระดาดแดง กระดาดเขียว บอนยักษ์ ชื่อสามัญ Ear elephant, Giant alocasia. หนูถูกเรียกชื่อแปลกๆ จนจำชื่อตัวเองไม่ได้ เขียนชื่อไม่ค่อยถูก สับสนไปหมด ทั้งๆ ที่ออกเสียงเหมือนกัน แต่หนูลองตรวจสอบพรรคพวกญาติพี่น้องตัวเองแล้ว แม้ว่าอยู่ในวงศ์ Araceae เดียวกัน ก็ยังมีชื่อที่ปรากฏทั้งสองกลุ่ม เพราะนักวิชาการท่านทำชื่อไว้ให้ เช่น ถ้าค้นหาชื่อหนูที่เขียนว่า “ต้นกระดาษดำ” หนูก็มีชื่อวิทยาศาสตร์ ว่า Xanthosoma nigrum แต่ตอนนี้ อยู่ในแปลงปลูก ท่านก็ติดป้ายชื่อให้หนูว่า Alocasia macrorrhizos (L.)G.Don ส่วนถ้าเขียนชื่อว่า “ต้นกระดาด” หนูก็มีชื่อวิทยาศาสตร์เช่นเดียวกัน หนูเป็นผู้สาวที่กระโดกกระเดก คือ ลำตัว ลำต้นหนูอยู่ติดดิน โผล่ขึ้นเหนือดินไม่มากนัก เพราะเป็นพืชล้มลุกแต่ตายยาก เนื่องจากหนูมีเหง้าสะสมอาหารจำพวกแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตอยู่มาก และนำไปแปรรูปเป็นอาหารกินได้ทั้งคนและสัตว์ ส่วนที่อยู่ในดินหนูชอบเลื้อยทอดยาวไปใต้ดินที่เขาเรียกว
“ปลาส้ม” เป็นการแปรรูปอาหารจากปลาเพื่อถนอมเนื้อปลาให้เก็บไว้ได้นานๆ อาจทำจากปลาทั้งตัว หรือเฉพาะเนื้อปลาก็ได้ กระบวนการขั้นตอนทำปลาส้มจะนำไปสู่ความเปรี้ยวซึ่งเป็นรสชาติหัวใจสำคัญและถือเป็นเสน่ห์ แถมซอยพริกบีบมะนาวลงไปด้วยยิ่งไปกระตุ้นต่อมน้ำลาย จึงเป็นเมนูยอดนิยมกันในหลายจังหวัด การทำปลาส้มแต่เดิมมักไว้บริโภคในครัวเรือนที่ต้องอาศัยเทคนิควิธีที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมา ดังนั้น รสชาติหรือคุณภาพของปลาส้มแต่ละแห่งจึงมีความแตกต่างกัน พอยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป การทำปลาส้มไม่เพียงแค่ไว้รับประทานในบ้าน แต่กลับกลายเป็นสินค้าของฝาก ของขาย ในเชิงการค้าไปแล้ว… ที่ตำบลไชยบุรี อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ใกล้ริมโขง ชาวบ้านที่นั่นสร้างรายได้ด้วยการจับปลามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ปลาส้ม มีทั้งทำจากปลาทั้งตัว และบางรายทำเฉพาะเนื้อปลา อย่าง ป้านวลลออ นครังสุ อยู่บ้านเลขที่ 53 หมู่ที่ 7 ตำบลไชยบุรี อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ได้ชักชวนเพื่อนบ้านมาแปรรูปปลาส้มเป็นรายได้เสริม แล้วจัดตั้งเป็นกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรไชยบุรี มาตั้งแต่ปี 2529 ด้วยความช่วยเหลือและสนับสนุนจากภาคราชการในพื้นที่ โดยกลุ่มนี้
เราสองคนได้ช่วยกันสรุปเคล็ดลับการกินอาหารเพื่อสุขภาพมาได้ 10 หัวข้อด้วยกัน ดังนี้ ต้องกินอาหารเช้า เพราะเป็นพฤติกรรมพื้นฐานที่ส่งผลต่อสภาพจิตใจและพลังชีวิตของทุกคนไปตลอดทั้งวัน การกินอาหารเช้าจะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ช่วยให้การเผาผลาญพลังงานดีขึ้น และทำให้เรากินอาหารในมื้ออื่นๆ น้อยลง นั่นหมายความว่ามีโอกาสน้อยที่จะเป็นโรคอ้วนในกลุ่มผู้กินอาหารเช้า เปลี่ยนน้ำมันที่ใช้ปรุงอาหาร ยอมจ่ายแพงสักนิด หันมาใช้น้ำมันมะกอกหรือน้ำมันดอกทานตะวันปรุงอาหารแทนน้ำมันปาล์มผ่านกรรมวิธีแบบเดิมที่เราเคยใช้ เพราะไม่มีไขมันที่เป็นโทษต่อร่างกาย แถมยังมีกรดไขมันอิ่มตัวที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้เป็นอย่างดี ต้องดื่มน้ำให้มากขึ้น คนเราควรดื่มน้ำวันละ 2 ลิตร เป็นอย่างน้อย เพื่อหล่อเลี้ยงเซลล์ในร่างกาย ฟื้นฟูระบบขับถ่าย รักษาระดับความเข้มข้นของเลือด ให้ลองสังเกตตัวเองดูถ้าวันไหนดื่มน้ำเยอะจะรู้สึกสดชื่นตลอดวัน แต่วันไหนดื่มน้ำน้อยจะรู้สึกว่าร่างกายแห้งโหยกว่าทุกวัน วิธีดื่มน้ำให้ได้ประโยชน์ที่สุดคือ เวลาตื่นนอนให้ดื่มน้ำเยอะที่สุด เป็นลิตรเลยก็ได้
