เทคนิคเกษตร
เคยรู้สึกไม่สบายท้อง รับประทานอะไรเข้าไปก็แน่นท้อง เป็นๆ หายๆ บ้างไหม? ทราบหรือไม่ว่าอาการดังกล่าว คือ อาการหนึ่งของโรคกระเพาะอาหาร! ที่หลายคนอาจจะเข้าใจผิดว่าโรคกระเพาะอาหาร คือ โรคที่เกิดจากกระเพาะโดนน้ำย่อยกัดจนเป็นแผล แต่ความจริงแล้วมีผู้ป่วย 60-90% เป็นโรคกระเพาะอาหารชนิดไม่มีแผล พบเพียงการอักเสบเล็กน้อยของกระเพาะอาหารเท่านั้น แต่ไม่ว่าจะเป็นโรคกระเพาะอาหารแบบมีแผลหรือไม่มีแผล อาการของโรคก็มีความคล้ายคลึงกัน คือ ผู้ป่วยจะรู้สึกปวดจุกแน่นใต้ลิ้นปี่ หรือบริเวณเหนือสะดือ ท้องอืด อาการมักเป็นๆ หายๆ มักเป็นเวลาท้องว่างหรือเวลาหิว อาการปวดหรือแน่นท้องจะดีขึ้นหลังทานอาหาร หรือได้รับยาลดกรด บางรายจะไม่มีอาการปวดท้อง แต่จะมีอาการแน่นท้องหรือรู้สึกไม่สบายในท้อง มีลมมากในท้อง ต้องเรอหรือผายลมจะดีขึ้น หรืออาจมีคลื่นไส้อาเจียน หรืออาการแสบร้อนยอดอกร่วมด้วย เเล้วรู้หรือไม่ว่าโรคกระเพาะอาหารเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ? เช่น การติดเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะอาหาร มีการหลั่งกรดในกระเพาะมากเกินไป หรืออาจเกิดจากความเครียด การทานอาหารรสจัด การดื่มชา กาแฟ น้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์และคา
คุณสาคร หวานคง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสพีพี บูรณาการเกษตร จำกัด อธิบายถึงประสิทธิภาพและประโยชน์ของรถตัดหญ้าบังคับวิทยุว่า สำหรับรถตัดหญ้าบังคับวิทยุตัวนี้ นิยามได้ว่า “จิ๋วแต่แจ๋ว” ด้วยขนาดของตัวรถที่มีขนาดเล็ก ขนาดความกว้างและยาวอยู่ที่ประมาณ 50×50 เซนติเมตร หนักประมาณ 25-30 กิโลกรัม ล้อแทร็กตีนตะขาบสามารถใช้งานได้กับงานสวนเกือบทุกชนิด ใช้งานได้ดีกับร่องสวนเล็กๆ ที่เครื่องตัดหญ้าขนาดใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงได้ ประสิทธิภาพการทำงาน ใช้งานได้นานต่อเนื่อง 1 ชั่วโมง ชาร์จแบตเตอรี่ลิเธียม ความรวดเร็วในการทำงานกำหนดไว้ที่ 3 เมตรต่อวินาที ระยะในการควบคุมอยู่ที่ 500 เมตร ถึง 1 กิโลเมตร ใช้ระบบกำหนดตำแหน่งบนโลก (GPS) พร้อมติดตั้งกล้องนำทางไว้เพื่อป้องกันสิ่งกรีดขวางที่อยู่ด้านหน้ารอบตัวรถ เมื่อเจอสิ่งกรีดขวางข้างหน้าสามารถยกใบพัดหลบได้ทัน ซึ่งรถตัดหญ้าบังคับวิทยุตัวนี้ ยังเป็นโมเดลต้นแบบ ซึ่งคาดการณ์ไว้ว่าจะพร้อมจัดจำหน่ายสู่ตลาดได้ภายในเร็วๆ นี้ หากทานใดสนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท เอสพีพี บูรณาการเกษตร จำกัด โทร. 062-696-7755
หอมหัวใหญ่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ ลดอาการกระตุกของกล้ามเนื้อ มีฤทธิ์มากในการขับสารพิษทั้งที่เป็นโลหะหนักและพยาธิ หอมหัวใหญ่ (Allium cepa) เป็นพืชในตระกูลเดียวกับกระเทียม อุดมไปด้วยธาตุแคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม กำมะถัน ซีลีเนียม เบต้าแคโรทีน กรดโฟลิก และฟลาโวนอยด์เควอเซทิน หอมหัวใหญ่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ ลดอาการกระตุกของกล้ามเนื้อ มีฤทธิ์มากในการขับสารพิษทั้งที่เป็นโลหะหนักและพยาธิ เควอเซทินเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีมาก คอเลสเตอรอลและความดันเลือดสูง หอมหัวใหญ่มีผลคล้ายกระเทียมในการลดคอเลสเตอรอลและความดันเลือด มีสารไซโคลอัลลิอิน ที่สามารถละลายลิ่มเลือดที่จับตัวอุดขวางทางเดินเลือดได้ ผลการศึกษากลุ่มคนกินมังสวิรัติในประเทศอินเดียที่กินกระเทียม 10 กรัม ต่อสัปดาห์ และกินหอมหัวใหญ่ 200 กรัม ต่อสัปดาห์ มีปริมาณคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์เฉลี่ย 172 และ 75 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร ตามลำดับ ในขณะที่ค่าดังกล่าวในกลุ่มควบคุม (ไม่ได้กินกระเทียมและหอมหัวใหญ่) คือ 208 และ 109 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร ตามลำดับ ส่วนการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า การกินหอมหัวใหญ่สดวันละครึ่งหัวในผู้ป่วยที่มีระดับไขมันเอชดีแอลต
ภก.อาสาฬา เชาวน์เจริญ เขียนไว้ในคอลัมน์ คนงามเพราะแต่ง วารสารอภัยภูเบศร ปีที่ 16 ฉบับประจำเดือนเมษายน พ.ศ. 2562 เกี่ยวกับ “ใบหูเสือ” ว่าโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ตรงส่วนร้านอาหารในสปามีทำใบหูเสือเป็นอาหาร จำได้ว่าตอนนั้นกินทั้งแบบเมี่ยงเป็นผัก และเป็นเครื่องดื่ม (ปั่นผสมสับปะรด น้ำผึ้งเล็กน้อย ทำให้ดื่มง่ายขึ้น) กินทีไรก็รู้สึกดี คือรู้สึกโล่ง หายใจสะดวก และอาการภูมิแพ้ก็ค่อยๆ ดีขึ้น จนหายปกติ ภายใน 1 สัปดาห์ ที่กินเกือบทุกวัน วันละมื้อเดียว คือมื้อกลางวัน ดิฉันสนใจสมุนไพรต้นนี้ จึงอยากหาข้อมูลเผื่อจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นๆ เพราะต้นหูเสือ ปลูกง่าย หน้าตาน่ารัก ใบมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว เป็นกลิ่นน้ำมันหอมระเหย เนื่องจากพืชชนิดนี้อยู่ในวงศ์เดียวกันกับกะเพราและออริกาโน ทางแผนไทยจัดว่า ใบหูเสือมีรสเผ็ดร้อน นิยมใช้ใบเป็นยาบำรุงร่างกาย ช่วยเจริญอาหาร เพิ่มน้ำนม น้ำมันหอมระเหยในใบ หากนำมาขยี้ดมจะช่วยแก้อาการหวัดคัดจมูกได้ หากนำมาทาภายนอกที่ท้องหรือกินจะช่วยแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยย่อย ขับลม การเคี้ยวใบช่วยดับกลิ่นปาก ป้องกันฟันผุ ต้มน้ำดื่มแก้ทางเดินปัสสาวะอักเสบ ใบหูเสือยังออกฤทธิ์โดดเด่นที่ระบ
ไมยราบใครๆ ก็รู้จักเพราะพ้องกับชื่อยักษ์หลานทศกัณฐ์ ที่อาสาสะกดทัพวานรแล้วจับตัวพระรามหมายจะเอาไป “ต้มกินต่างสุกรแกล้มสุรา” ในเมืองบาดาล ยักษ์ไมยราพมีฤทธิ์ต่างจากยักษ์ตนอื่นคือเป็นหมอยาสมุนไพรวิเศษ สามารถปรุงยานอนหลับแล้วใช้เป่าสะกดลิงให้หลับได้ทั้งกองทัพ ขนาดพญาวานรอย่างสุครีพ หนุมานก็ยังหลับไม่เป็นท่าเพราะฤทธิ์ยาสมุนไพรของไมยราพ อันที่จริงต้นไมยราบเองก็มีสรรพคุณช่วยระงับประสาท และแก้โรคนอนไม่หลับได้ด้วย ต้นไมยราบ ในที่นี้หมายถึงวัชพืชไม้เลื้อยแผ่ไปบนพื้นดินลำต้นมีหนามแหลมเล็กๆ พบเห็นได้ตามข้างถนนหรือที่รกร้างทั่วไป เอกลักษณ์ของไมยราบคือใบของมันจะหุบลงได้เมื่อถูกกระทบกระเทือน จึงมีชื่อในภาษาฝรั่งว่า Sensitive Plant (พืชอ่อนไหว) ไมยราบชนิดนี้มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Mimosa pudica L. มีช่อฝักเล็กๆ เหมือนพืชตระกูลถั่วทั่วไป เป็นคนละพันธุ์กับ “ต้นหัวใจไมยราบ” หรือกระทืบยอบ ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Biophytum sensitive DC. ซึ่งสรรพคุณคล้ายกันและเป็นพืชอ่อนไหวเหมือนกัน หมอแผนโบราณและหมอพื้นบ้านรู้จักเอาไมยราบทั้งต้นมาล้างสับเป็นชิ้นเล็กๆ ตากให้แห้งสนิทแล้วนำมาต้มกินต่างน้ำ เพื่อแก้โรคกษัยไตพิการ
สมุนไพรจีนอย่าง “ถั่งเช่า” นั้นดังเป็นพลุแตก แต่ด้วยสนนราคากิโลกรัมละ 200,000-400,000 บาท จึงทำให้คนไทยเดินดินอย่างเราๆ ไม่มีปัญญาหาถั่งเช่ามารับประทาน อันที่จริง สมุนไพร 2 ชีวิตกึ่งหนอนกึ่งเห็ดตัวนี้ ก็ไม่ได้มีสรรพคุณอะไรมากไปกว่าการกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต และช่วยควบคุมไขมันในเลือดให้สมดุล แต่เนื่องจากการไหลเวียนโลหิตกระจายไปหล่อเลี้ยงเส้นเลือดฝอยที่อวัยวะเพศเพิ่มขึ้นด้วย จึงช่วยให้เกิดอานิสงส์เหมือนกินไวอะกร้า ขณะนี้มีข่าวดีว่ากระทรวงสาธารณสุขไทยกำลังเพาะถั่งเช่าได้เอง โดยใช้ดักแด้ของตัวไหมไทยเลี้ยงสปอร์ของเห็ดถั่งเช่าจีนในอุณหภูมิ 10 องศาเซลเซียส ราคาน่าจะพอหยิบจับเข้าปากประชาชนทั่วไปได้ คราวนี้ขอนำเสนอสมุนไพรภูมิปัญญาอีสาน-ล้านนาขนานแท้คือ “ปูนา” คนส่วนใหญ่คุ้นเคยแต่สมุนไพรที่เป็นพืชวัตถุ จนลืมไปว่าสมุนไพรไทยที่เป็นสัตว์วัตถุก็มีอยู่มากมายที่รู้จักกันดีคือ สัตตเขา หรือเขาสัตว์ 7 อย่าง เช่น เขากวางอ่อน เป็นต้น หรือเนาวเขี้ยว คือ เขี้ยว 9 อย่าง เช่น เขี้ยวหมูป่า เป็นต้น และปูนา ก็เป็นสมุนไพรจำพวกสัตว์วัตถุอย่างหนึ่งซึ่งมีรสเย็น ดับพิษร้อน ลดการอักเสบเหมือนสัตต
น้ำผึ้ง (honey) คือ น้ำหวานจากดอกไม้ที่ผึ้งหรือชันโรงดูดไปเก็บไว้ในกระเพาะ นำกลับไปรัง จากนั้นผึ้งงานอีกกลุ่มหนึ่งมารับช่วงดูดน้ำหวานเข้าไปผสมกับเอนไซม์ที่อยู่ในกระเพาะ เพื่อเปลี่ยนน้ำหวานที่ได้ให้เป็นน้ำตาลชนิดต่างๆ แล้วกระพือปีกเพื่อไล่ความชื้นให้น้ำหวานมีความเข้มข้นจนกลายเป็นน้ำผึ้ง เพื่อนำไปเก็บไว้ในห้องเก็บน้ำผึ้ง น้ำผึ้ง มีกลิ่น รส สี แตกต่างกันตามชนิดของพืช เช่น น้ำผึ้งจากดอกลำไย ดอกลิ้นจี่ ฯลฯ น้ำผึ้งที่ดีที่สุดคือ น้ำผึ้ง เดือน 5 ซึ่งตรงกับฤดูแล้ง ฝนไม่ตก และ เป็นช่วงฤดูดอกไม้บาน น้ำผึ้งคุณภาพดี มีความชื้นน้อยและเข้มข้นมาก แม้น้ำผึ้งจะเก็บได้นานเป็นปี แต่หากปิดภาชนะไม่สนิท น้ำผึ้งจะเปลี่ยนสีและเสื่อมคุณภาพได้ น้ำผึ้งที่ดี มีความข้นและความหนืดพอสมควรแสดงว่ามีน้ำน้อย ทั้งนี้ น้ำผึ้งตามธรรมชาติมีสีเหลืองอ่อนถึงสีน้ำตาล ใส ไม่ขุ่นทึบ น้ำผึ้งที่ดีไม่ควรมีน้ำเกินร้อยละ 21 เพื่อให้มีรสชาติที่เข้มข้น สามารถเก็บไว้ได้นานโดยเปลี่ยนแปลงสภาพเพียงเล็กน้อย และป้องกันไม่ทำให้น้ำผึ้งเสียคุณภาพจากการหมัก หากน้ำผึ้งมีน้ำเจือปนมากกว่านั้น จะทำให้จุลินทรีย์สามารถเจริญและทำลายคุณค่าของน้ำ
วิกฤตการแพร่ระบาดของ “ปลาหมอคางดำ” ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ลูกสัตว์น้ำ กุ้ง หอย ปู ปลาที่อยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติ ถูกกินไปจำนวนมาก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมง ได้บูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อกำจัดปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง และนำปลาที่จับมาไปใช้ประโยชน์ทั้งในภาคครัวเรือน เช่น การทำน้ำหมักชีวภาพ การทำน้ำปลาร้า การทำปลาป่น ฯลฯ ล่าสุด กองวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ (กอส.) กรมประมงได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่จากเนื้อของปลาหมอคางดำ ได้แก่ ปลาหยอง ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีโปรตีนสูงและสามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน รวมถึงยังสามารถพัฒนาต่อยอดไปเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทอื่นๆ ได้ เช่น น้ำพริกปลาคั่วสมุนไพร และผงโรยข้าว ขั้นตอนการทำปลาหยอง การทำปลาหยอง เริ่มต้นจากนำปลาหมอคางดำมาลอกหนังออก และล้างเนื้อปลาด้วยน้ำเกลือ เพื่อกำจัดไขมัน เลือด และกลิ่นคาว และนำไปนึ่งให้สุก ยีเนื้อปลาให้แยกเป็นฝอย ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วดำ และน้ำตาลทราย คั่วด้วยไฟอ่อนจนแห้ง และนำไปอบให้แห้งด้วยตู้อบ ที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส นาน 1 ชั่วโมง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีกลิ่นหอมของเนื้อปลาและซีอิ๊ว ทิ้งไ
ในช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูกาลของไทย จากฝนสู่หนาว เข้าสู่ร้อน ช่วงระหว่างเปลี่ยนฤดู เรียกกันว่าช่วง “แล้ง” ที่ผ่านมาภาคใต้ประสบสภาวะน้ำมากเกินความจำเป็น เช่นเดียวกับภาคกลาง ที่ได้รับผลจากน้ำเหนือ ทะเลหนุน เกิดผลกระทบความสูญเสีย ภัยพิบัติจากน้ำท่วม สวนทางกับภาคเหนือ อีสาน ที่กำลังเดินเข้าสู่ความแห้งแล้ง กล่าวคือสถานการณ์ในยามนี้ ประเทศไทยมีครบองค์ประกอบ ทุกบรรยากาศ ชื้นฝน เย็นหนาว ร้าวร้อน และไม่ว่าบรรยากาศช่วงไหนๆ ชาวบ้านมักเจ็บไข้ได้ป่วย เป็นนั่นเป็นนี่อยู่เสมอ โดยเฉพาะไข้หวัดมักเจอกันอยู่ตลอดมา ร้านขายยาในเมือง ลูกค้าเต็ม ในชนบทห่างไกล ได้พึ่งพาพืชผักสมุนไพรมาใช้รักษาบรรเทา พืชผักหลายอย่างที่ชาวบ้านนำมาใช้ เช่น สะระแหน่ หอมแดง กระเทียม และหูเสือ ที่ใช้แก้ไข้หวัด แก้ไอ ได้ดีมากๆ “หูเสือ” หรือชื่อสามัญ Indian borage หรือ County borage เป็นพืชในวงศ์ LABIATAE หรือ LAMIACEAE วงศ์ตระกูลเดียวกับ สะระแหน่ มิ้นต์ และ ออริกาโน (Oregano) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Plectranthus amboinicus Lour. เป็นพืชล้มลุก ประเภทต้นกึ่งเลื้อย และตั้งพุ่มขนาดเล็ก แตกกิ่งก้านให้รูปทรงดูดีมีศิลปะ สามารถใช้เป็นไม้จัดสวนหย่อม
หน้าตาอาจจะดูแปลก แต่คุณประโยชน์ฉ่ำ อาจจะเป็นผลไม้ที่แทบจะไม่ค่อยมีคนรู้จักเลยในบ้านเรา แต่พอมีกระแสเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพ ก็มีคนสนใจไม่น้อย ในปัจจุบันมีการพัฒนาในทุกๆ ด้าน ทั้งเรื่องสายพันธุ์ที่มีการนำเข้ามาปลูกในบ้านเรานับร้อยสายพันธุ์จากทั่วโลก มะเดื่อฝรั่ง หรือ ฟิก (Fig) เป็นผลไม้ลูกเล็กๆ ที่มีเนื้อด้านในเป็นสีแดงเข้ม เมื่อสุกจะมีรสชาติหวาน หอมละมุน และเนื้อละเอียด ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผลไม้ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่คนรักสุขภาพเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด จึงได้รับการขนานนามว่าเป็นซูเปอร์ฟู้ด (Superfood) มะเดื่อฝรั่งเป็นพืชที่ปลูกง่าย เหมาะกับสภาพภูมิอากาศในบ้านเรา ให้ผลผลิตเร็ว เป็นต้นไม้ที่มีอายุยืนยาวมากกว่า 100 ปี สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้นานหลาย 10 ปี ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดินและสภาพภูมิอากาศ สามารถติดผลได้ทุกฤดูกาล แต่จะมีปัญหาในช่วงฤดูฝน จะทำให้ได้ผลผลิตไม่มากนัก เนื่องจากมีปัจจัยที่ทำให้มะเดื่อฝรั่งเกิดโรคราสนิมในฤดูนี้ จึงต้องคอยหมั่นดูแลและจัดการ แต่ถ้าเป็นฤดูกาลอื่นให้ผลผลิตได้ตลอด ขึ้นอยู่กับการตัดแต่งก
