เทคนิคเกษตร
จังหวัดตราด พื้นที่ตำบลห้วงน้ำขาว และตำบลอ่าวใหญ่ อำเภอเมืองตราด ทุเรียนจะออกก่อนที่อื่นๆ ด้วยสภาพพื้นที่ที่โอบกอดด้วยทะเลทั้งสองด้าน และดินเป็นดินทรายทำให้เนื้อแห้ง รสชาติอร่อย เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ สร้างรายได้ให้เกษตรกรปีละ 2,000-3,000 ล้านบาท คุณชยุทกฤดิ นนทแก้ว เกษตรจังหวัดตราด เห็นว่าเส้นทางถนนทางหลวงชนบท ตร. 4008 หมู่ที่ 1 ตำบลอ่าวใหญ่ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด ระยะทาง 6 กิโลเมตร ที่ตัดผ่านสวนทุเรียนจากบ้านแหลมศอกไปท่าเรือแหลมศอก-เกาะกูด แหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมาก มีศักยภาพพัฒนาเป็นเส้นทางผลไม้ แหล่งท่องเที่ยวเรียนรู้เรื่องสวนทุเรียนคุณภาพ โดยพัฒนาเป็น “Durian Road @ Trat” ที่สามารถมาสัมผัสได้ตั้งแต่ฤดูกาลผลไม้ปี 2565 นี้ ดีสะหงาดเกษตรตราดทำจริง คุณชยุทกฤดิ ยึดหลักทำงานว่า “ดีสะหงาดเกษตรตราดทำจริง” เล่าถึงไอเดียบรรเจิด พัฒนา “Durian Road @ Trat” หรือ “ถนนทุเรียนตราด” ว่าจากกระแสทุเรียนที่มาแรงมากในขณะนี้ เกษตรกรที่ปลูกเพิ่มขึ้นจำนวนมากทำให้คาดว่าผลผลิตจังหวัดตราดปีนี้ประมาณ 90,000 ตัน และตลาดจีนให้ความนิยมมาก ทำให้ราคาต้นฤดูเพิ่มสูงมาก โดยเฉพาะที่ตำบลอ่าวใหญ่
เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2565 ที่ผ่านมา สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มอบรางวัลสิ่งประดิษฐ์ระดับเยาวชน โครงการ Thailand New Gen Inventor’s Award : I-New Gen Award 2021 ระดับมัธยมศึกษา รางวัลชนะเลิศ ด้านการท่องเที่ยว ให้กับผลงาน “การอนุรักษ์ดนตรีมังคละบนดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อพัฒนาการเรียนรู้สู่การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในจังหวัดอุตรดิตถ์” จากโรงเรียนพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานมอบรางวัลและปิดงานวันนักประดิษฐ์ ปี 2564-2565 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ได้จัดให้มีโครงการประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม “Thailand New Gen Inventor’s Award : I-New Gen Award” ขึ้น เพื่อให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ที่มีความสนใจและมีศักยภาพ ได้มีเวทีในการแสดงความสามารถพิเศษด้านการประดิษฐ์คิดค้น ในปีนี้มีนักเรียน นักศึกษา จากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ให้ความสนใจส่งผลงานเข้าประกวดจำนวนมาก ซึ่งในด้านการท่
ตั้งแต่ผมจำความได้ บ้านแม่ที่อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี มีพริกแห้งประจำครัวสามแบบ คือพริกบางช้าง พริกชี้ฟ้าแดงเม็ดใหญ่จากสมุทรสงครามที่มีชื่อเสียง พริกขี้หนูแห้งเม็ดใหญ่ แล้วที่เป็นของดี มักใช้ทำพริกป่น พริกแกงเผ็ด แกงป่า ที่ต้องการกลิ่นหอม รสเผ็ดจัด ก็คือพริกกะเหรี่ยงแห้ง จากกิ่งอำเภอสวนผึ้งในขณะนั้น ที่บ้านผมตำพริกแกงเผ็ด แกงป่า และแกงไตปลากินเองทั้งหมด สดมภ์หลักที่ใช้ก็คือพริกกะเหรี่ยงแห้งนี่แหละครับ ซึ่งแน่นอนว่า ทำให้แกงไตปลาบ้านเรามีกลิ่นรสต่างออกไปจากต้นตำรับที่ย่าเอาสูตรขึ้นมาจากเมืองสุราษฎร์ธานี วัตถุดิบท้องถิ่นนั้นเองที่เป็นตัวแปรรสชาติในแต่ละพื้นที่ บางที นี่อาจเป็นเส้นบางๆ เส้นสุดท้ายของการความพยายามนิยามความเป็นเอกลักษณ์ของอาหารก็ได้ พริกกะเหรี่ยงแห้งสมัยครึ่งศตวรรษก่อนเป็นพริกขี้หนูเม็ดเรียว มีอย่างน้อยสองแบบ คือเม็ดเล็กสั้น และเม็ดยาว ผมจำได้ว่า อย่างเม็ดเล็กจะหอม เผ็ดน้อยกว่า ส่วนเม็ดยาวนั้นเผ็ดร้อนรุนแรงดุเดือดมาก ลักษณะเม็ดสดจะเห็นชัดเจนครับ ในขณะที่พริกขี้หนูสวนที่ขายตามตลาดจะเม็ดเล็ก ทรงป้อมๆ พริกกะเหรี่ยงสด เม็ดยาวกว่า ความคดงอและตะปุ่มตะป่ำของทรงเม็ดมีมากกว่าอย่าง
ชื่อวิทยาศาสตร์ Cissampelos pareira L. Var. hirsute (Buch. Ex DC.) Forman. ชื่อวงศ์ MENISPERMACEAE ชื่ออื่นๆ หมอน้อย (อุบลราชธานี) กรุงเขมา (กลาง นครศรีธรรมราช) ก้นปิด (ตะวันตกเฉียงใต้) ขงเขมา พระพาย (ภาคกลาง) เปล้าเลือด (แม่ฮ่องสอน) สีฟัน (เพชรบุรี) หมาน้อย (ชื่อเรียกตามท้องถิ่น) หมาน้อยขออนุญาตแทนตัวเองเรียกชื่อนี้ เพราะไม่ทราบจะแทนตัวด้วยอะไร ถ้าใช้ “หนู” ฟังดูเป็นเด็ก หรือหญิงสาว ถ้าแทนว่า “ฉัน” ก็ฟังเป็นผู้ใหญ่มาด “กร้าว” เกินไป เมื่อทุกๆ ท้องถิ่นเรียก “หมาน้อย” จึงตัดสินใจใช้ชื่อนี้ กลัวอยู่อย่างเดียวคือ เวลาชาวบ้านปรุง “ลาบหมาน้อย” คนที่เพิ่งได้ยินก็ตกใจว่า ฮ้า..! หมู่บ้านนี้ ใช้ “ลูกหมา” มาทำลาบเนื้อน้ำตกด้วยหรือ วัฒนธรรมการกินอาหารมีอยู่ทุกภาค เมนูอาหารอร่อย ถูกปรุงด้วยรสชาติถูกปากถูกใจตามท้องถิ่น แต่การเรียกชื่ออาหาร จะต้องมีคำอธิบายสำหรับบางภูมิภาค ใครๆ ก็ชอบอาหาร “รสแซ่บ” ลาบเนื้อ ลาบหมู ลาบเป็ด แต่มีเมนูอาหารพื้นบ้านชื่อแปลกของชาวอีสานที่ชื่อ “ลาบหมาน้อย” ทำให้ตัว “หมาน้อย” เองสะดุ้งเช่นกัน ช่วงแรกๆ ที่หมาน้อยได้ยินว่า คุณป้า คุณลุง จะทำ “ลาบหมาน้อย” ก็สงสารลูกหมาตัวเล็
หลายเวลาที่เราอยู่ในอาการมึนงง ความทรงจำเบาบาง ต้องอาศัยการสืบค้น สอบถาม เพื่อให้ได้คำตอบมาเป็นตัวจุดประกาย กระตุ้นเราให้สามารถฟื้นคืนความจำขึ้นมาใหม่ได้บ้าง แม้จะได้ไม่ทั้งหมด แต่ก็เป็นเช่นหยดน้ำมันหล่อลื่นให้เข้าถึงจริต จนฟื้นคืนความจำได้ เช่นเดียวกับ ณ เวลานั้น ได้ไปพบลูกผลของพืชอย่างหนึ่ง พอจำได้ว่าเคยพบเจอเมื่อหลายปีก่อน และจำได้ว่าเคยนำมาลิ้มรส ชิมดูว่าเป็นพืชที่มีพิษต่อร่างกายหรือเปล่า ลองดูแค่นิดไม่มาก ก็ไม่เกิดผลอาการทางร้าย ตรงกันข้าม กับอร่อยดีเสียอีก เป็นลูกผลของพืชไม้เลื้อยพันขึ้นรั้ว กิ่งไม้ พุ่มไม้ มีเถา ใบ มือจับ ยอดอ่อน มีผลกลมรีปลายแหลมเป็นกระสวย หรือหยดน้ำ มีสีสันลวดลายเขียวขาวสวยงามมองดูไกลๆ คล้ายกับเถาต้นตำลึง แต่มีขนคลุมทั่วไป ชาวบ้านเคยบอกเรา เขาเรียกว่า “ลูกสาลี่” ลูกสาลี่ ที่เขาบอก ค้นหาพบว่า คือผลบวบขมป่าชนิดหนึ่ง สันนิษฐานว่า คงกลายพันธุ์ หรือเกิดการเปลี่ยนคุณสมบัติของสารที่เป็นองค์ประกอบของทุกส่วน จากความเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศ สถานที่ขึ้น และน้ำ ดูแต่ธรรมชาติยังเปลี่ยนแปลงได้ ไฉนเล่าพืชพรรณชนิดนี้จะแปรเปลี่ยนไม่ได้ “บวบขม” เป็นไม้ป่าล้มลุก ชนิดเถาพันเลื้อ
ถ้าให้เอ่ยชื่อผักรสขม เชื่อได้เลยว่า ชื่อแรกที่แทบทุกคนจะนึกถึงคือ สะเดา นั่นเอง มีบันทึกว่า คนไทยกินสะเดาเป็นผักตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น โดยคนไทยส่วนใหญ่มักชอบกินยอดและดอกสะเดาในช่วงต้นฤดูหนาว เพราะเชื่อว่า “กินสะเดาก่อนเป็นไข้ ช่วยป้องกันไข้ได้ กินสะเดาเมื่อเป็นไข้แล้ว รักษาให้หายได้” คนไทยในสมัยก่อนถือว่า สะเดา เป็นต้นไม้มงคล ควรปลูกในบริเวณบ้าน โดยกำหนดตำแหน่งให้ปลูกทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของบ้าน และด้วยความเชื่อที่ถือว่าเป็นไม้มงคลนี่เอง ต้นสะเดาช้างจึงได้รับการคัดเลือกให้เป็นพันธุ์ไม้ประจำจังหวัดสงขลา และต้นสะเดาไทยทั่วไปเป็นพันธุ์ไม้ประจำจังหวัดอุทัยธานี ไม่ผิดเลยที่กล่าวว่า สะเดา เป็นต้นไม้มงคล เพราะสะเดารวมทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมเสร็จสรรพในต้น โดยในสะเดาเพียงต้นเดียวมีปัจจัยถึง 3 คือ เป็นยา อาหาร และเป็นไม้ใช้สอยใช้ทำเป็นที่อยู่อาศัยได้ ถ้าสะเดาอายุ 20 ปี เนื้อไม้จะได้แข็งแกร่งเหมือนไม้แดง ไม้ประดู่ สะเดามีแก่นไม้ที่สีสวย สามารถนำมาทำไม้ปูพื้น ทำเฟอร์นิเจอร์ได้ และยังสามารถทำเป็นแปรง และยาสีฟันได้เป็นอย่างดี สะเดาเป็นพืชที่ปลูกง่าย โตเร็ว ทนต่อสภาพแห้งแล้งได้เป็นอย่างดี ขยายพันธุ์ได
ชื่ออื่นๆ ผักลิ้นห่าน หนุ่นดิน มะยมใบพาย อะจีเจ้า นอช่วยไน้ ลีเดาะห์ นาฆอ (Lidahnaga) เล่งจิเช่า เลิงจิเฉ่า หลงลี่เยียะ หลงซื่อเยียะ เหล่งหลี่เฮียะ เหล่งจิเฮี๊ยะ Dragon’s Tongue ลักษณะทั่วไป ไม้พุ่มเตี้ย สูงประมาณ 1-1.5 ฟุต แตกสาขาในระดับผิวดิน ใบเดี่ยวเรียงสลับตามข้อต้น ใบรูปไข่หรือรูปมนรี โคนใบสอบแหลมเข้าหากัน ปลายใบมน ขอบใบเรียบ ดอกช่อออกตามซอกใบและลำต้น มีขนาดเล็กสีแดงม่วงหรือสีม่วงเข้ม ผลคล้ายเมล็ดถั่ว ก้านสั้น และมีกลีบเลี้ยงที่ขยายตัวหุ้มเอาไว้ การขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด ปักชำ ลิ้นมังกร ยาแก้ร้อนใน สมัยอาม่า ลิ้นมังกร เป็นสมุนไพรที่สมัยก่อนคนจีนนิยมปลูกเป็นไม้กระถางประดับในบ้าน เอาไว้ต้มดื่มแก้ร้อนใน แก้ไอ ในตำรายาจีนกล่าวว่า ลิ้นมังกรมีรสสุขุม ใช้เป็นยาแก้ปอดร้อน ช่วยทำให้ปอดชุ่มชื่น บำรุงปอด แก้ไอแห้งๆ เจ็บคอ หลอดลมอักเสบเฉียบพลัน หอบหืด ไอเป็นเลือด เสียงแห้ง เป็นต้น ต้นลิ้นมังกร เป็นต้นไม้ที่จำได้ง่ายๆ ใบมนๆ สีใบไม่เขียวเข้ม ออกสีตุ่นๆ (เป็นคนละต้นกับไม้ประดับอีกชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า ลิ้นมังกร เหมือนกัน แต่มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Sansevieria trifasciata ซึ่งใบมีลักษณะเรียวยาวคล้ายหอก
“ฟักข้าว” นับเป็นพืชโบราณ ที่เชื่อว่ามีมาตั้งแต่ก่อนจะค้นหาพืชพรรณธัญญาหาร แต่ทุกวันนี้นับวันจะหาตามธรรมชาติยากมากขึ้น บางพื้นที่หายสูญไปเลย คนรุ่นใหม่ไม่ค่อยจะรู้จัก จะเห็นมีคนที่อายุมากสักหน่อยมักจะถามหากัน ก็อาจเป็นเพราะปัจจุบัน มีสื่อเผยแพร่สรรพคุณของฟักข้าว ว่าเป็นพืชมหัศจรรย์ มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอเสื่อมสภาพตามกาลเวลา เช่น ผิวหนัง เส้นผม และที่สำคัญต้านทานยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อเอดส์และยับยั้งมะเร็ง และมีการจดลิขสิทธิ์พืชทรงคุณค่าให้ประโยชน์ของประเทศไทยแล้ว เป็นพืชที่จัดอยู่ในวงศ์ CUCURBI TACEAE มีชื่อวิทยาศาสตร์ Momordica cochinchinensis Spreg. มีชื่อเรียกแถบภาคกลาง ว่า “ฟักข้าว” ทางเหนือที่จังหวัดตาก เรียก “ผักข้าว” แพร่-น่าน เรียก “มะข้าว” ชาวกะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน เรียก “พุกู้เด๊ะ” เชียงใหม่ เรียก “ฟักข้าว” ทางอีสานทั่วไป เรียก “ฝักไฟ” จังหวัดเลย เรียก “หมากข้าว” ปักษ์ใต้ที่ปัตตานี เรียก “ขี้กาเครือ” สตูล-สงขลา เรียก “ขี้พร้าไฟ” เวียดนาม เรียก “แก็กงึก” ซึ่งที่เวียดนามนั้นมีปลูกฟักข้าวกันมาก โดยปลูกพันขึ้นไม้ระแนงข้างบ้าน ลักษณะทั่วไปของฟัก
ชื่อวิทยาศาสตร์ Paederia linearis Hook. F. ชื่อวงศ์ RUBIACEAE ชื่อสามัญ Fever vine ชื่ออื่นๆ กระพังโหม ตูดหมูตูดหมา (ภาคกลาง) ตำยานตัวผู้ พังโหม ตืดหมา ขี้หมาคารั้ว (เหนือ-อีสาน) ย่านพาโหม (ใต้) พาหม (สุราษฎร์ธานี) ผมอึดอัดใจกับชื่อที่เรียกกันแล้วต้อง “เช็ดปาก” แม้ว่ามีชื่ออื่นที่ฟังดูดี แต่คนไม่ค่อยเรียกชื่อนั้น เพราะติดคำว่า “พัง” ยกเว้นชาวสุราษฎร์ธานี ที่หลายท้องถิ่นเรียกสั้นๆ ว่า “พาหม” ผมจึงอยากจะประชดตั้งชื่อตัวเองเป็น “พระพายผาย” แทนคำว่า “ผายลม” แหม…ไม่ทราบว่าจะใช้ภาษาไทย “อาการนาม” อย่างไรดี เพราะแปลชื่อออกมาแล้วก็สัมผัสได้ ทั้ง “กลิ่นและเสียง” ในบรรดาพืชสมุนไพรไม้ล้มลุกเถาเลื้อย สำหรับผมแม้จะมีย่านใบเรียวแหลมเขียวเข้ม ยอดสวย ดอกงาม แต่ผมถูกจัดอยู่ในกลุ่มวัชพืชที่คนค่อนข้างรังเกียจ ด้วยเหตุนี้ผมจึงมีโอกาสทอดยอดยาวเลื้อยพันไปทุกที่ที่อยากจะไปอย่างอิสระ โดยไม่มีใครอยากใช้มือสาวย่านเถาให้ลำต้น หรือใบฉีกขาด เพราะผมจะปล่อยกลิ่นไม่พึงประสงค์แผ่วงรัศมีทั้งตามลมและทวนลมคละคลุ้ง จนไม่มีใครอยากทำวิธี “เขตกรรม” ด้วยฉะนี้ สำหรับคนที่รู้จักผมจึงใช้วิธีกำจัดด้วยการถากถางตัดไม่ให้ออกดอก หร
วิสาหกิจชุมชนและแหล่งท่องเที่ยวชุมชนเชิงเกษตร หมู่ที่ 4 ตำบลควนทอง อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย พื้นที่ขนอม จัดกิจกรรมการสำรวจเส้นทางท่องเที่ยวชุมชน ตำบลควนทอง อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช ภายใต้โครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ (มหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศ) ตำบลควนทอง อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในการขับเคลื่อนกิจกรรม โดยมี อาจารย์ทวีศักดิ์ ศรีภูงา รักษาราชการแทนผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและการจัดการ กล่าวต้อนรับประธาน แขกผู้มีเกียรติ ผู้เข้าร่วมงาน และได้รับเกียรติจาก คุณสุนทร โพชสาลี ปลัดอำเภอขนอม เป็นประธานในการกล่าวเปิดโครงการ อาจารย์จุฑามาศ พรหมมา อาจารย์ผู้รับผิดชอบโครงการ ในนามตัวแทนคณะทำงาน U2T ตำบลควนทอง กล่าวว่า โครงการ U2T วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย พื้นที่ขนอม การสำรวจเส้นทางท่องเที่ยวชุมชน ตำบลควนทอง อำเภอขนอม จังหวัดนครศ
