เทคนิคเกษตร
ค่าอาหารสัตว์ที่ผันแปรแล้วมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นตลอดเวลาสร้างปัญหาเพิ่มต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ให้แก่เกษตรกรอย่างไม่รู้จบ ความพยายามหาแนวทางเพื่อช่วยลดต้นทุนของชาวบ้านได้ถูกนำมาใช้หลายวิธีเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน มุ่งหวังกำไรเพิ่ม ทั้งนี้ การนำกากมอลต์เบียร์มาใช้ในการเลี้ยงสัตว์ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกเพื่อช่วยให้ผู้เลี้ยงสัตว์มีค่าใช้จ่ายลดลง กากมอลต์เบียร์คืออะไร มีส่วนช่วยลดต้นทุนค่าอาหารสัตว์ได้จริงหรือ?? กากมอลต์เบียร์เป็นผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมเบียร์ เป็นส่วนที่เหลือจากการสกัดเพื่อนำแป้งและน้ำตาลส่วนใหญ่ออกจากข้าวมอลต์ โดยกระบวนการที่ทำให้ธัญพืชเริ่มงอกแล้วเติมน้ำย่อย (เอนไซม์) เพื่อไปย่อยแป้งเป็นน้ำตาล ซึ่งยังคงมีสารอาหารอย่างโปรตีนค่อนข้างสูง (ประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์) ทำให้ได้รับความนิยมสนใจจากผู้เลี้ยงสัตว์เพื่อใช้เป็นแหล่งโปรตีนทดแทนวัตถุดิบอื่นในยามขาดแคลนหรือประสบปัญหาต้นทุน เพราะมีราคาถูกและมีเปอร์เซ็นต์โปรตีนเหลืออยู่ในระดับสูง ดังนั้น กากมอลต์เบียร์จึงมีความเหมาะสมในการนำไปใช้ในอาหารสัตว์ประเภทเคี้ยวเอื้อง โดยเฉพาะโคนมเนื่องจากพบว่ามีพลังงานและโปรตีนที่สูงและมีคุณสมบัติเป็นอาหารหย
ใครที่ชอบกินกับข้าวอีสาน จำพวกตำส้ม ป่น แจ่ว ลาบ ก้อย อ่อมเพี้ย ต้องรู้จัก “แกงเปอะ” แน่ๆ ใช่ไหมครับ ตามความเข้าใจของคนส่วนใหญ่ แกงเปอะ หมายถึงแกงหน่อไม้ใบย่านาง น้ำแกงสีเขียวเข้มๆ อาจใส่ข้าวเบือจนน้ำมีความข้นเล็กน้อย พริกแกง เป็นหอมแดง ตะไคร้ พริกโพนสดตำหยาบๆ ปรุงรสด้วยปลาร้า และใบผัก เช่น ชะอม แมงลัก ผักชีลาว ต้นหอม บางคนเรียก “แกงเปรอะ” ก็มี นิยามที่ใช้กันอย่างเป็นทางการ อย่างเช่น วิกิพีเดีย ก็เป็นแบบเดียวกัน คือบอกว่า “แกงเปอะ หรือ ต้มเปอะ เป็นชื่อที่คนไทยทางภาคกลางใช้เรียกแกงชนิดหนึ่งทางภาคอีสาน ซึ่งเป็นแกงที่น้ำแกงสีหม่นคล้ำ เพราะผสมน้ำใบย่านางลงในแกง ใส่ผักหลายชนิด ที่สำคัญคือหน่อไม้ ชาวอีสานเรียกแกงชนิดนี้ว่าแกงหน่อไม้ น้ำพริกแกง ประกอบด้วยพริกขี้หนูแห้ง ตะไคร้ กระชาย หอมแดง ใส่ข้าวเบือเพื่อช่วยให้น้ำแกงข้น ผักที่นิยมใส่นอกจากหน่อไม้ ได้แก่ ฟักทอง ผักแขยง ชะอม” สำหรับคนขี้สงสัย ถ้าตามไปหาความหมายในหนังสือตำรากับข้าวอีสานที่ตีพิมพ์เผยแพร่ไว้ก่อนหน้านี้ ก็จะพบว่า มีทั้งที่ระบุว่าแกงเปอะเป็นสำรับกับข้าวอีสานมาแต่ดั้งเดิม กับที่ปฏิเสธเสียงแข็งว่า อีสานไม่มีแกงเปอะ เพราะว่าแกงหน้าตา
หน้าฝนแบบนี้ คนเมืองคงจะไม่ชอบใจนัก เพราะทำให้รถติด เดินทางไปไหนมาไหนไม่สะดวก แต่สำหรับคนชนบทแล้ว หน้าฝนคือชีวิต คือความอุดมสมบูรณ์ มีกุ้ง หอย ปู ปลา เต็มท่า เต็มหนอง ผักพื้นถิ่นต่างแตกยอดชูช่อสดเขียว ทั้งหน่อไม้ เห็ดชนิดต่างๆ พร้อมให้เก็บไปปรุงเป็นอาหาร หล่อเลี้ยงชีวิตให้ดำเนินได้ต่อไป นอกจากพืชหลัก คือข้าวแล้ว หลายครัวเรือนยังต้องเตรียมที่เพื่อลงต้นกล้าของพืชผักชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ถั่ว บวบ มะเขือ และพืชพรรณอื่น ตามที่ตัวเองมีเมล็ดพันธุ์ หน้าฝนในชนบทจึงเขียวขจีมีชีวิตชีวา แต่ยังมีพืชผักอีกหลายชนิดที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ สามารถเก็บมาต้มยำทำกินได้โดยไม่ต้องลงแรงปลูกและซื้อหา เพียงแค่เป็นคนขยัน รู้จักกิน รู้จักใช้ประโยชน์จากพืชผักเหล่านั้น ลำเท็ง เด็ดยอดอ่อนมาทำแกงเลียงส้มระกำใส่ปลาทูนึ่ง หรือทำแกงเลียงใส่เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ ใส่กุ้งแห้ง ขอบอกว่า ซดคล่องคอกว่าซุปเห็ด ซุปข้าวโพด ของฝรั่งมังค่า มากมายนัก ลำเท็ง หรือบางแห่งบางที่ เรียกว่า ลำเพ็ง เป็นเฟิร์นชนิดหนึ่ง ยอดอ่อนๆ จะมีสีส้มออกแดง ใบแก่จะมีสีเขียวเข้ม ลำต้นเป็นเถาวัลย์ ชอบเกาะตามต้นไม้ใหญ่ หรือพุ่มไม้อื่นๆ ยิ่งหน้าฝนแบบนี้ จะแตกยอด
พริกแกงเผ็ด เป็นเครื่องปรุงรสอาหารหรือนำไปเป็นส่วนประกอบการทำกับข้าวได้หลายเมนูหรือหลายรายการ เช่น นำไปผัดกะเพรา ผัดพริกแกง แกงส้ม หรือแกงพะแนง การทำพริกแกงเผ็ด จะทำเพื่อบริโภคในครัวเรือนก็ได้หรือทำในเชิงการค้าก็ดี สูตรการทำก็แตกต่างกันไป สำหรับกลุ่มสตรีบ้านหนองเดิ่น อำเภอหนองมะโมง สมาชิกได้พร้อมใจกันใช้เวลาว่างจากงานในไร่นาสวนหรืองานบ้าน นำวัตถุดิบที่มีในท้องถิ่นมาแปรรูปและถนอมอาหารด้วยการทำพริกแกงเผ็ด เสริมด้วยการทำขนมทองม้วนและไข่เค็มสมุนไพร เป็นผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาไทยที่สร้างเสริมรายได้ให้ครอบครัวมีวิถีที่มั่นคง คุณเฉลย ปิ่นทอง เกษตรอำเภอหนองมะโมง เล่าให้ฟังว่า สภาพพื้นที่และสภาพแวดล้อมโดยทั่วไปในเขตอำเภอหนองมะโมงค่อนข้างแห้งแล้ง อยู่ไกลแม่น้ำเจ้าพระยา 80 กิโลเมตร ดินไม่มีความอุดมสมบูรณ์ วิถีเกษตรกรรมต้องอาศัยใช้น้ำฝนเป็นหลัก เมื่อเกษตรกรเสร็จจากการทำนาก็ว่างงานจึงมีรายได้น้อยไม่พอเพียงต่อการยังชีพเพื่อยกระดับรายได้ต่อการยังชีพ สำนักงานเกษตรอำเภอหนองมะโมง จึงส่งเสริมให้แม่บ้านหรือสตรีเกษตรกรรวมกลุ่มเพื่อจัดตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนหรือกลุ่มสตรีแม่บ้านเกษตรกร ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ เพ
ชาวไทยใช้น้ำมันมะพร้าวในชีวิตประจำวันมานานแล้ว แต่ในสมัยก่อนเป็นแค่น้ำมะพร้าวจากการคั้นกะทิสดๆ แล้วนำไปเคี่ยว ทั้งที่มะพร้าวมีประโยชน์มากกว่านั้น เพราะสามารถนำมาทาผิว หรือใช้ประโยชน์ในเรื่องอื่นๆ ได้อีกมากมาย ดังนั้น ปัจจุบันจึงมีการเปลี่ยนรูปแบบในการนำมะพร้าวมาใช้ประโยชน์ที่มีมากมายมหาศาล เพราะน้ำมันมะพร้าวถือเป็นไขมันเชิงซ้อนที่แต่ก่อนคิดว่าเป็นอันตราย เนื่องจากโมเลกุลของน้ำมันมะพร้าวค่อนข้างสั้น ทำให้การเคลื่อนย้ายเวลาเข้าไปในร่างกาย จึงเดินทางเร็ว ส่งผลให้เกิดการย่อยสลายได้เร็ว ไม่เหมือนไขมันที่ไม่อิ่มตัวซึ่งมีโมเลกุลยาวมาก เมื่อโมเลกุลยาวโอกาสที่คาร์บอนจับตัวจึงง่ายมาก น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันที่สามารถบริโภคได้ เพราะมีประโยชน์ในการทำให้ระบบหล่อลื่นในลำไส้ทำงานได้ดีมาก ในช่วงเช้าและก่อนนอนหากสามารถรับประทานน้ำมันมะพร้าวได้สัก 1 ช้อนชา จะทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น กรรมวิธีทำน้ำมันมะพร้าวแบบสกัดเย็น ช่วยสร้างรายได้เสริมให้แก่เกษตรกรรายย่อยทั่วไป หากนำ มะพร้าว 6-7 ลูก มาแปรรูปจะได้น้ำมันมะพร้าว 1 ลิตร อุปกรณ์ที่ใช้ก็ไม่ยุ่งยากอะไร สามารถใช้สิ่งที่มีอยู่แล้ว นั่นคือ หม้อตุ๋น ขวดโหลแ
กลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านป่าไร่ จังหวัดปัตตานี มีการรวมกลุ่มผลิตลูกประคบสมุนไพร สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาทางการแพทย์แผนไทยของบรรพบุรุษ โดยหมอพื้นบ้านหรือแพทย์แผนไทย นิยมนำสมุนไพรแบบสดและแบบแห้งมาเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของลูกประคบสมุนไพร เป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณบำบัดอาการของโรคทางกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ผิวหนัง สมุนไพรที่คลายอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ ผศ. วสันต์ จีนธาดา อาจารย์ประจำสาขาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ศรีวิชัย ร่วมลงพื้นที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงเพื่อแก้ปัญหาและให้สอดคล้องต่อความต้องการที่จะพัฒนาตัวผลิตภัณฑ์บ้านป่าไร่ จังหวัดปัตตานี เดิมใช้กรรมวิธีแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน แบบตากแห้งด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งจะเกิดปัญหาในวันที่ไม่มีแสงแดดหรือวันที่มีฝนตก จะทำให้ไม่สามารถตากแห้งสมุนไพรได้ ส่งผลให้สมุนไพรมีความชื้นและเกิดเชื้อรา ทำให้ราคาตกต่ำ และไม่สามารถผลิตสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการ ได้แก้ปัญหาดังกล่าวด้วยการสร้างเครื่องอบแห้งที่สามารถอบแห้งสมุนไพรได้ทุกโอกาส เครื่องอบแห้งสมุนไพรด้วยฮีตเตอร์อินฟราเรดแบบหลอด มีขนา
ชื่อวิทยาศาสตร์ Morinda citrifolia L. ชื่อวงศ์ Rubiaceae ชื่อสามัญ Indian Mulberry, Yo-baan ชื่ออื่นๆ โนนิ โนนู มะตาเสือ (ภาคเหนือ) เมอกาดู (มาลายู) แยใหญ่ (กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน) สลักป่า สลักหลวง ผมถูกนักวิชาการจัดไว้ในประเภทพืชสวน แต่ผมชอบอยู่ตามบ้านเรือนใกล้ครัวผู้คน สนิทกับชาวบ้าน แม่บ้านมากที่สุด เพราะถูกเด็ดใบไปทำ “ห่อหมกใบยอ” เข้าตำรา “หวานเป็นลมขมเป็นยา” ผมเป็นพืชสมุนไพรที่มองเป็นพืชใบใหญ่ ผลไม่สวยไม่น่าจับ เพราะดูเหมือนไข่เป็ดสีเขียวแต่มีตะปุ่มปม ไม่น่าจับต้อง ผลสุกงอมหล่นใต้ต้น เหยียบกันเละเทะ แต่ทำไมผมจึงโด่งดังระดับโลก แม้ชื่อว่าเป็นพืชท้องถิ่นในประเทศไทย แต่ก็มีชื่อตั้งแต่เกาะในมาเลเซีย มหาสมุทรอินเดีย มหาสมุทรแปซิฟิก ไปจนถึงทวีปอเมริกา ถ้าเอ่ยถึง “ยอ” คนก็นำผมไปใช้สับสนไปหมด เห็นพูดกันว่าผลยอที่สดทั้งอ่อนและแก่หรือสุกงอม ก็ไม่มีใครกินสดๆ เพราะเฝื่อนและ “ซ่า” แสบลิ้น ปลิ้นปาก แต่เวลาจะว่าใครก็ชอบไปเยาะเย้ยเขาว่าไปกิน “ลูกยอ” เขามาซิ หรือใครที่ได้รับความชื่นชม ก็พูดว่าได้รับคำ “เยินยอ” ผมเองจึงสับสนไปหมดว่าเขาคงจะแยกแยะกันยิบยับจะยืดยาดยืดเยื้อ ก็แยกย้ายไปยินยอมกันเอง ทีนี้มา
เป็นความรู้สึกที่ดีของคนไทย ดูเหมือนว่าพืชเกษตรชนิดเดียวที่ให้ความภาคภูมิใจ ว่าเราเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง นั่นคือ “พริกไทย” กล่าวกันว่า พริกไทยเป็นพืชสมุนไพรอันดับแรก ที่ให้ทั้งคุณประโยชน์ และสรรพคุณความเป็นสมุนไพร ยิ่งเราได้รู้จัก ยิ่งรักพริกไทยมากยิ่งขึ้น มากกว่าเก่าที่เราเคยมี และยังเต็มร้อยกับความภาคภูมิใจ ช่วยกันคิดด้วย พืชที่เรารู้จักมักคุ้น ที่มีชื่อต่อท้ายด้วย “ไทย” มีเพียงไม่กี่อย่าง รู้จักเช่น แตงไทย และก็มี พริกไทย พริกไทยที่เรารู้จักกันมาก คงจะเป็นพริกไทยป่น ก็คงเป็นเพราะเรานำมาใช้ปรุงแต่งอาหารกันหลายอย่าง ต้ม ผัด แกง ทอด ใช้พริกไทยป่นปรุงแต่งรส นานหลายปีแล้ว ดร.จอห์น ครีสโตเฟอร์ สหรัฐอเมริกา บันทึกไว้ว่า พริกไทยป่น ใช้รักษาโรค บำรุงร่างกายได้ถึง 13 อย่าง รักษาโรคกระเพาะ โดยชงน้ำดื่มวันละ 3 ถ้วย ทำให้หายปวดแผลในกระเพาะ ใช้พริกไทยป่น 1 ช้อนชา ชงน้ำอุ่น 1 ถ้วย ดื่มวันละ 3 เวลา รักษาโรคความดันโลหิตสูง บำรุงหัวใจ ช่วยแก้ปัญหาการย่อยอาหาร แก้หวัด เจ็บคอ ทำให้ผิวหนังสดใส เป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยบำรุงสมอง ทำให้ความทรงจำดี สมองดี ใส่ปรุงอาหารวันละ 3 ช้อนชา รักษาริดสีดวงทวาร ช่วยการหมุน
“ผักเสี้ยน” เป็นไม้ล้มลุกสูง 1-3 ฟุต แตกกิ่งก้านสาขาที่ไม่ยาวมากรอบต้น ตามลำต้นมีขนอ่อนๆ ปกคลุม จับดูจะเหนียวมือ ใบ เป็นใบประกอบมี 5 ใบย่อย ใบย่อยรูปไข่กลับหรือรูปใบหอกกลับ โคนใบรูปลิ่ม ปลายใบแหลมมน ผิวใบเรียบหรือจักฟันเลื่อย เส้นใบ 5-9 คู่ ก้านใบยาว 3-8 เซนติเมตร ดอก เป็นแบบดอกช่อกระจะ ออกที่ปลายยอด ดอกสีขาวหรือมีแต้มสีม่วง กลีบดอกรูปรีหรือรูปช้อน มีส่วนคล้ายก้านกลีบ ก้านชูเกสรร่วมยาว 8-23 มิลลิเมตร เปลี่ยนเป็นเกลี้ยง เกสรตัวผู้ 6 อัน ผล เป็นแบบผลแห้งแตก รูปทรงกระบอก มีสองลิ้น จะงอย แตกจากโคนผลทั้งต้น ต้มน้ำดื่ม บำรุงกำลัง ราก ต้มน้ำรับประทานเป็นยาแก้ไข้ รักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน ทั้งต้น (ใบ ดอก ต้น เมล็ด ราก) แก้ไข้ตรีโทษ แก้อาการปวดท้อง ลงท้อง นำมาต้มหรือดองรับประทาน ขับระดูของสตรี แก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย แมงป่องกัด หรืองูกัด ตำแล้วพอกช่วยให้เลือดมาเลี้ยงที่ผิวหนัง และช่วยแก้อาการปวดเมื่อย ใบ แก้อาการปวดหู บำรุงเสมหะให้เป็นปกติ แก้ปัสสาวะพิการ แก้เริม แก้งูสวัด ตำหรือทาช่วยแก้อาการปวดเมื่อย เมล็ด ขับเสมหะขับพยาธิไส้เดือน ดอก แก้เลือดสตรีอันอยู่ในเรือนไฟ ใบ ทั้งต้น ตำพอก
ถ้าเราอธิบายความเป็นมาเป็นไปของโลกตามกรอบคิดแบบไตรภูมิ ก็จะพบว่า โลกที่เรามีชีวิตอยู่ในปัจจุบันนี้ เหมือนอยู่ใน “ขาลง” แทบทุกอย่าง อากาศก็ร้อนขึ้น ป่าไม้ลดลง ขยะล้นโลกพอๆ กับจำนวนประชากร ข้างพระศาสนาหรือก็ดำเนินมาเนิ่นนานจนใกล้ถึง พ.ศ. 5000 อันเป็นเวลาสิ้นสูญเข้าไปทุกขณะจิต ทางออกที่คนโบราณบอกก็คือ ให้ทำบุญทำทาน ทำความดีมากๆ จะได้ไปเกิดใหม่ทันศาสนาพระศรีอาริย์ในอีกสองพันกว่าปีข้างหน้าเท่านั้น บางครั้ง เมื่อเผลอๆ ผมก็อดคิดแบบนี้ไม่ได้ คือดูเหมือนว่า อะไรๆ ที่เรารู้สึกว่าเป็นของดีๆ ทำไมมันเพิ่งสูญหายหมดสิ้นไปก่อนหน้าเราแป๊บเดียวทุกทีเลย เช่น เมื่อปลายปีก่อน ผมได้ไปที่บ้านสามเรือน อำเภอบางปะอิน พระนครศรีอยุธยา ได้กินกับข้าวชาวบ้านอร่อยๆ แล้วก็อดไม่ได้ที่จะต้องถามพวกเขา เหมือนที่ถามมาแล้วหลายต่อหลายหมู่บ้าน ว่าเดี๋ยวนี้ยังทำกะปิน้ำปลากินเองกันอยู่หรือเปล่าครับ คำตอบก็เหมือนๆ กับที่เคยได้ยิน คือ “เพิ่งจะเลิกทำไปไม่กี่ปีนี้เองแหละจ้า” เห็นไหมครับ ดูน่าโมโหไหมที่ทำไมเราต้องมาช้าไปทุกทีเลยกับเรื่องแบบนี้ เค้าโครงคำอธิบายแบบไตรภูมินี้ ทางหนึ่งดูเหมือนครอบงำวิธีคิดของคนไทยส่วนใหญ่ ให้ยอมๆ กับเรื
