ปศุสัตว์
ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์ภัทรชัย กีรติสิน รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล และรองประธาน Co-Founder โครงการ SPACE-F ที่มุ่งส่งเสริมและบ่มเพาะสตาร์ทอัพไทยสู่อุตสาหกรรมอาหารโลก กล่าวว่า “Cultured Meat” เป็นหนึ่งใน “Novel food” หรืออาหารทางเลือกใหม่ที่กำลังเป็นที่น่าจับตา โดยหวังให้มาทดแทนผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ในระบบปศุสัตว์ โดยมหาวิทยาลัยมหิดลพร้อมสนองรับนโยบายกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้การสนับสนุนในเรื่องการจัดสรรทุนวิจัย และอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ แก่ผู้วิจัยอย่างเต็มที่ เพื่อให้คนไทยได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี จากการได้มีแหล่งอาหารโปรตีนที่มีคุณภาพ และได้มาตรฐานต่อไป ศาสตราจารย์ ดร. เทวัญ จันทร์วิไลศรี อาจารย์ประจำภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงกระบวนการผลิต “Cultured Meat” ว่าสามารถออกแบบได้ตามต้องการของผู้บริโภค ทั้งรูป รส กลิ่น สี และสัมผัส โดยไม่มีการใช้สารเคมีที่เป็นอันตราย แต่สามารถเติมคุณค่าทางอาหารได้ตามที่ต้องการ ซึ่ง Timeline ของการวิจัยเพื่อพัฒนาการผลิต “Cultured Me
สมัยที่ยังทำงานโบราณคดีอยู่ ผมต้องไปที่เมืองโบราณบ้านคูบัว ตำบลคูบัว อำเภอเมือง ราชบุรีบ่อยๆ ที่นั่นมีปัญหาเรื่องการรุกล้ำเขตโบราณสถานมานาน (เดี๋ยวนี้ก็น่าจะยังมีอยู่) และสิ่งก่อสร้างที่มักสร้างรุกล้ำ คร่อมทับโบราณสถานสมัยทวารวดีอายุพันกว่าปีที่มีอยู่มากมายในเมืองคูบัว ก็คือ “เล้าหมู” ครับ เพราะคนราชบุรีเลี้ยงหมูกันมาก ที่คูบัวเองก็เป็นแหล่งใหญ่แหล่งหนึ่ง ประมาณการกันว่า จำนวนหมูที่เลี้ยงหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ปัจจุบันมีมากกว่า 2 ล้านตัว ทีเดียว แต่ผมก็เพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้เองว่า นอกจากหมูฟาร์มใหญ่ที่เลี้ยงกันเป็นระบบอุตสาหกรรมหลัก หรือหมูบ้านตัวดำๆ ที่สมัยก่อนเที่ยวได้วิ่งเพ่นพ่านในหมู่บ้านแล้ว ราชบุรียังมี “หมูหลุม” ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย “ทำมา 10 กว่าปีแล้วล่ะครับ” คุณสุพจน์ สิงโตศรี แห่ง “ศูนย์สร้างสุขเกษตรชนบท” อดีตสัตวบาลผู้ผันตัวเองออกมาทำฟาร์มหมูหลุม และส่งเสริมสนับสนุนชุมชนในเขตตำบลดอนแร่ อำเภอเมืองราชบุรี ให้ทำเกษตรอินทรีย์แบบพึ่งพาตนเอง จนมีเครือข่ายกว่า 200 ครัวเรือน เข้าร่วม กล่าวยิ้มๆ “ฟาร์มหมูขนาดใหญ่ทั่วไปจะใช้แอม
ไก่ เป็นสัตว์ที่คนนิยมกินกันทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเนื้อ หรือไข่ ก็สามารถนำมาทำอาหารเพื่อบริโภคได้ทั้งหมด แต่ไก่ในแต่ละที่ก็มีวิธีการเลี้ยงไม่เหมือนกัน ส่วนใหญ่เราจะคิดว่าคนเลี้ยงไก่จะใช้สารเร่งเนื้อ เพื่อให้ได้น้ำหนักที่ดีในการจำหน่าย แต่อย่างฟาร์มที่กำลังจะเล่าถึงนี้ เป็นฟาร์มที่มีการเลี้ยงไก่ในระบบปิดและปลอดยา คุณทองพูน ปาประกอบ อายุ 73 ปี เจ้าของพูนพนาฟาร์ม…ฟาร์มไก่ปลอดยา ตั้งอยู่ที่ 85 หมู่ที่ 7 ตำบลสำพันตา อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี จากเดิมมีอาชีพเป็นเกษตรกร ทำไร่ ทำนา มีความขยัน อดทน จึงได้เข้าร่วมโครงการเลี้ยงไก่เนื้อประกันราคากับเครือเบทาโกร ปัจจุบัน เลี้ยงไก่มา 13 ปี มีพื้นที่เลี้ยงทั้งหมด 17 ไร่ ทำเป็นโรงเรือนเลี้ยงไก่ 3 โรงเรือน มี คุณสุชาวดี ปาประกอบ ลูกสาว กับ คุณไมตรี ลูกเขยเข้ามารับหน้าที่ดูแลเลี้ยงไก่ แต่ละโรงเรือนมีพื้นที่ 1,600 ตารางเมตร เลี้ยงไก่ได้ 19,000-20,000 ตัว คุณเกศินีย์ สกุลดี นักวิชาการส่งเสริมไก่ประกันราคา เครือเบทาโกร เล่าความเป็นมาของไก่ปลอดยาว่า ลุงทองพูน เริ่มเลี้ยงไก่ ตั้งแต่ปี 2547 โดยนิสัยของลุง ถ้าไก่ไม่ป่วยจะไม่ให้ยาโดยไม่จำเป็น ต่อมาในปี 2554
จากปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ทำให้เกษตรกรในปัจจุบันได้มีการปรับเปลี่ยนการทำเกษตรให้สอดคล้องกับความเป็นอยู่มากขึ้น โดยการลดพื้นที่ปลูกพืชบางส่วนมาจัดสรรเป็นพื้นที่เลี้ยงสัตว์ เพื่อให้สามารถกระจายรายได้สู่ครอบครัวได้มากขึ้น ซึ่งเกษตรกรในจังหวัดชัยนาท นอกจากจะเจอปัญหาเรื่องราคาสินค้าเกษตรแล้ว การทำเกษตรยังไม่ค่อยประสบผลสำเร็จมากนัก เพราะบางช่วงฤดูกาลประสบกับปัญหาภัยแล้ง จึงทำให้ไม่สามารถปลูกพืชผลทางการเกษตรได้ จึงทำให้มีรายได้ไม่ต่อเนื่องต่อการใช้จ่าย ทำให้เกษตรกรบางรายมีหนี้สินเพิ่มขึ้นตามไปด้วย คุณยุพิน ลาวัน อยู่บ้านเลขที่ 128 หมู่ที่ 4 ตำบลไร่พัฒนา อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท เป็นเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบในเรื่องนี้เช่นกัน จึงได้มีวิธีแก้ปัญหาโดยปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชมาทำปศุสัตว์ คือ การเลี้ยงแพะ จึงทำให้เวลานี้การเลี้ยงแพะสามารถทำรายได้ให้กับเธอได้เป็นอย่างดี แบ่งพื้นที่จากทำไร่ ทำนา มาเลี้ยงแพะสร้างรายได้ คุณยุพิน เล่าให้ฟังว่า เดิมมีอาชีพทำการเกษตรอยู่แล้วคือทำนา ต่อมาระยะหลังๆ การทำนาเริ่มไม่สามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง ทำได้แต่นาปีเพียงเท่านั้น เพราะถ้าจะทำนาปรังในพื้นที่นามีปร
หนูพุก คนส่วนใหญ่รู้จักกันดี เป็นเมนูโปรดของใครหลายๆ คน ซึ่งในปัจจุบันหายาก ในขณะเดียวกัน ได้มีพ่อค้าแม่ค้าหัวใสพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส หันมาเพาะพันธุ์หนูพุกขายสร้างรายได้กันเป็นกอบเป็นกำ เพราะบางคนบอกว่าเนื้อของหนูพุกอร่อยนำมาย่างหรือผัดเผ็ดรสเลิศ ชนิดที่ว่า “เอาหมูมาแรกหนูก็ไม่ยอม” คุณชฎาพร เบ็ญมาศ หรือ ครูเวย์ อยู่บ้านเลขที่ 4/2 หมู่ที่ 6 ตำบลนิยมชัย อำเภอสระโบสถ์ จังหวัดลพบุรี ครูสอนดนตรีผู้มีอาชีพเสริมคือการเพาะเลี้ยงหนูพุกขาย ครูเวย์เรียนจบจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี คณะครุศาสตร์ เอกดนตรีศึกษา ปัจจุบัน เป็นครูสอนดนตรีอยู่ที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดลพบุรี เริ่มต้นเลี้ยงหนูพุกได้อย่างไร ครูเวย์ เล่าว่า ที่บ้านพ่อและแม่ทำไร่ทำสวน ปลูกมันสำปะหลัง ปลูกอ้อยอยู่แล้ว ตนจึงได้คลุกคลีอยู่กับไร่กับนามาตั้งแต่เด็ก หนูก็กินบ่อย อีกทั้งชาวบ้านในหมู่บ้านส่วนใหญ่ก็บริโภคหนูกันเป็นประจำ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วเป็นคนชอบรสชาติของหนู คิดว่าอร่อยเนื้อนุ่ม หากจะเพาะเลี้ยงหนูขายเองได้จะดีแค่ไหน เพราะในปัจจุบันหากินได้ยาก ราคากิโลกรัมหรือตัวละ 100-200 บาท จึงมองเห็นช่องทางสร้างอาชีพจากตรงนี้ เมื่อมองเ
สวัสดีครับ สวัสดีผู้อ่านทุกท่าน พบกันเป็นประจำ ในคอลัมน์ “คิดใหญ่แบบรายย่อย The challenge of smallscale farmers” กับผม ธนากร เที่ยงน้อย ผมเคยเขียนถึงเรื่องวัฏจักรราคาของสินค้าเกษตรบ่อยครั้ง เมื่อมีราคาขึ้น ก็มีช่วงที่ราคาจะลง เหมือนกับราคาของวัวเนื้อ วัวขุน ในบ้านเราที่เคยร้อนแรงเมื่อเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา และร้อนแรงมาเรื่อยๆ ตามความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ แต่ในช่วงนี้ราคาวัวเริ่มอืดหรืออาจจะเป็นช่วงขาลงของราคาวัวเนื้อในประเทศจากหลายๆ เหตุผลประกอบกัน แต่ไม่ว่าราคาจะเป็นอย่างไรก็ตาม ยังมีเกษตรกรรายย่อยหลายคนยืนหยัดอยู่ได้ในวงการวัวขุน เขาทำอย่างไร ประสบการณ์นี้จะช่วยบอกเล่าอะไรให้เราได้บ้าง ผมจะพาท่านตามไปชมกันครับ ประสบการณ์กว่า 10 ปี เริ่มต้นจากวัวฝูง พาท่านไปพบกับ คุณนิภาพักตร์ ขำกุศล ที่บ้านเลขที่ 270 หมู่ที่ 4 ตำบลเกาะสำโรง อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี คุณนิภาพักตร์ เล่าว่า เริ่มต้นจากเลี้ยงวัวฝูง พันธุ์ลูกผสมไทยบราห์มัน เมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมาจนปัจจุบันเลิกเลี้ยงวัวฝูงและหันมาเลี้ยงวัวขุนเป็นหลัก “เลี้ยงวัวฝูงมา 10 กว่าปี เมื่อเห็นว่าราคาวัวขุนดีขึ้นเรื่อยๆ จึงสนใจอยากจะขุ
ปัจจุบัน อาชีพเลี้ยงสัตว์ที่ล้ำหน้าไปไกลแล้ว โดยเฉพาะการเลี้ยงสุกร เป็ด ไก่ ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาจนก้าวไกล ทันสมัย ทั้งการพัฒนาพันธุ์ อุปกรณ์ที่ทันสมัย ส่งเสริมให้ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ไทยเหนือกว่ากลุ่มประเทศอาเซียนชนิดไม่เห็นฝุ่น อาจจะไปไกลกว่าทวีปเอเชียด้วยซ้ำไป นี่คือผลงานของภาคเอกชนที่มีการทำงานและบุกเบิกพันธุ์สัตว์ ต้องจารึกลงไปในประวัติศาสตร์ชาติไทย ที่มีบริษัทชั้นนำของประเทศนำเข้ามาส่งเสริมอย่างจริงจัง ผลพวงทำให้คนไทยมีอาชีพและรายได้ คนมีงานทำทั่วทั้งประเทศ และรายได้ส่งออกเนื้อสัตว์และไข่ไก่ ผลิตภัณฑ์จากสัตว์มากขึ้นทุกปี จนได้รับขนานนามว่า “ไทยคือครัวโลก” หากกล่าวถึงการเลี้ยงสัตว์ ที่เด่นสุดในเวลานี้ต้องที่การเลี้ยงง่าย จากรายเล็กสู่รายใหญ่ได้ ก็คือการเลี้ยงไก่ไข่นั่นเอง ที่แพร่หลายไปทั่วประเทศ จนถึงโรงเรียนให้นักเรียนฝึกเลี้ยงเพื่อเก็บไข่ไก่ไว้เป็นอาหารกลางวันเด็ก และเหลือขายได้ จากสถิติการประเมินปริมาณจำนวนเลี้ยงไก่ไข่ทั้งประเทศ มีประมาณ 50 ล้านตัวเศษ ไข่ไก่มีวันละ 40-42 ล้านฟอง ต่อวัน คนไทยคาดว่าจะบริโภคถึงปีละ 300 ฟอง อาชีพเลี้ยงไก่ไข่ มีสมาคมอยู่ 2 สมาคม คือ สมาคมส่งเสริม
โคขุน หมายถึงการเลี้ยงวัวเพื่อให้มีการเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ในเวลารวดเร็ว เนื่องจากเลี่ยงปัญหาการลงทุน ฉะนั้น ตัวแปรสำคัญคือคุณภาพอาหาร เพราะถ้าได้อาหารที่มีคุณภาพอย่างดี จะทำให้วัวเจริญเติบโตเร็ว มีน้ำหนัก สามารถขายได้ในราคาสูง คุณวิชิต อำพลรุ่งโรจน์ เกษตรกรชาวตำบลรวมไทยพัฒนา อำเภอพบพระ จังหวัดตาก ยึดอาชีพเลี้ยงโคขุนมาได้หลายปีแล้ว นอกจากคุณวิชิตยังมีตำแหน่งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลรวมไทยพัฒนาด้วย บทบาทและหน้าที่ในตำแหน่งการงานขณะนี้จะต้องดูแลทุกข์ สุข ปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านผ่านประชาคม และชาวบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านรวมไทยพัฒนาส่วนมากมีการประกอบอาชีพเกษตรกรรมเชิงเดี่ยวกันคือ การทำไร่ข้าวโพด ด้วยความพร้อมทั้งเรื่องดิน ฟ้า อากาศ และน้ำของพื้นที่ในหมู่บ้านแห่งนี้ ทำให้สามารถปลูกพืชผักชนิดต่างๆ อย่าง พริก ผักเมืองหนาว หรือแม้แต่ดอกกุหลาบ ได้อย่างมีคุณภาพ แล้วในบางคราวหากว่างเว้นจากงานประจำ ทางหน่วยงานก็มักจะหาอาชีพเสริมอีกหลายอย่างให้แก่ชาวบ้านทำเพื่อสร้างรายได้หลังเสร็จสิ้นอาชีพหลัก คุณวิชิต เลี้ยงโคขุนเป็นธุรกิจส่วนตัว ทำมาได้หลายปีแล้ว โคที่นำมาเลี้ยงเพื่อขายเป็นพันธุ์พื้นเมือง
ใจประสงค์สร้างกลางดงกะว่าทง…ใจขี้คร้านกลางบ้านกะว่าดง… เกษตรกรรุ่นใหม่หรือยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ เป็นคนหนุ่มสาวที่มีอายุ 17-45 ปี เป็นผู้ที่มีความรู้ในหลายๆ ด้าน หากช่วยให้คนเหล่านี้ประสบผลสำเร็จก็จะเป็นต้นแบบและขยายผลให้แก่เกษตรกรในชุมชนได้เป็นอย่างดี คุณวัชระ เพ็งปอพาน หรือ ครูโก้ อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 183 หมู่ที่ 2 บ้านโนนตาล ตำบลโนนเมือง อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู โทรศัพท์ 093-332-8944 เป็นครูอัตราจ้างของโรงเรียนบ้านห้วยบง หมู่ที่ 5 ตำบลโนนเมือง อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู และยังเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่หนองบัวลำภูด้วย คุณวัชระ เล่าให้ฟังว่า จบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาทัศนศิลป์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย ปัจจุบันอาชีพหลักก็คือครูอัตราจ้างของโรงเรียนบ้านห้วยบง หมู่ที่ 5 ตำบลโนนเมือง อำเภอโนนสัง เป็นจิตอาสาขออนุญาตสอนและสมัครเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ เนื่องจากเกษตรอำเภอชักชวนและเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้ศึกษาเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ด้านการเกษตรและได้เครือข่ายเพื่อนเกษตรกรรุ่นใหม่ด้วยกัน แรงบันดาลใจที่หันมาสนใจการเลี้ยงไก่ชน เริ่มจากครอบครัวประกอบอาชีพการเกษตรอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่
คุณทองเตียง บริบาล อยู่บ้านเลขที่ 33 หมู่ที่ 5 ตำบลส้มป่อย อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ เป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงโคอยู่ในจังหวัดศรีสะเกษ โดยเลี้ยงแบบครบวงจร คือ ทำการตลาดทั้งขายลูกพันธุ์และเลี้ยงเป็นโคขุนส่งขาย เรียกง่ายๆ ว่า เป็นงานที่สร้างเงินเลี้ยงครอบครัวได้เป็นอย่างดี คุณทองเตียง บริบาล และภรรยา คุณทองเตียง เล่าให้ฟังว่า เริ่มแรกเดิมทีมีอาชีพทางด้านการทำนา ตลอดจนปลูกหอมเพื่อเป็นอาชีพของครอบครัว แต่เนื่องจากสินค้าเกษตรจำพวกพืชไม่สามารถกำหนดในเรื่องของราคาได้ จึงได้มีแนวคิดที่จะปรับเปลี่ยนมองหาสิ่งใหม่ๆ สร้างรายได้ให้มีเพิ่มมากขึ้น “ช่วงนั้นประมาณปี 2520 ช่วงนั้นเราก็ปลูกพืชอยู่ และก็มีควายอยู่ด้วย 1 ตัว เราก็เลี้ยงดูแลเรื่อยๆ พอโตเราก็ขายเอาเงินที่ได้มาต่อยอดซื้อมาเลี้ยงใหม่อีก คราวนี้ประมาณปี 2530 เราก็เริ่มเปลี่ยนจากควายมาเลี้ยงโคแทน ก็จะเป็นพวกพันธุ์บราห์มัน พันธุ์พื้นเมือง ก็ถือว่าประสบผลสำเร็จดี ก็ค่อยๆ เปลี่ยนจากพื้นที่ปลูกพืชมาเลี้ยงโคมากขึ้น โดยปัจจุบันนี้จะเป็นลูกผสมที่มีสายพันธุ์ชาร์โรเล่ส์มากขึ้นเพื่อให้เกิดความเจ้าเนื้อ ส่งขายให้กับพ่อค้าเขียงเนื้อ” คุณทองเตียง เล่าถึงเหตุกา
