ปศุสัตว์
ปัจจุบัน การเลี้ยง “ไก่ชน” นั้นยังเป็นที่นิยมในทุกภาคของประเทศไทย ส่วนใหญ่เลี้ยงไว้ตีและเลี้ยงไว้ขายไปในคราวเดียวกัน ถึงขนาดมีการเปิดเลี้ยงกันเป็นฟาร์มก็มี และที่เรียกกันว่า “ซุ้มไก่” ซึ่งส่วนใหญ่จะประสบผลสำเร็จจากการขายพันธุ์ลูกไก่หรือไก่แม่พันธุ์ พ่อพันธุ์ บางทีเจ้าของซุ้มไก่ หรือฟาร์มไก่บางรายขายแม้กระทั่งไข่ไก่ ของไก่ชนตัวเก่ง จนสามารถสร้างรายได้เดือนละ 50,000-100,000 บาท เลยทีเดียว นางสาวพรมนัส จุมปา อายุ 24 ปี บ้านเลขที่ 162 หมู่ 1 ต.แม่อิง อ.ภูกามยาว จ.พะเยา ซึ่งอดีตเป็นสาวพีอาร์ ประจำร้านฟิตเนสเซ็นเตอร์แห่งหนึ่งในจังหวัดพะเยา ได้หันหลังให้กับงานประชาสัมพันธ์ และผันชีวิตมาเลี้ยงไก่ชนสายพันธุ์พม่าจนได้ดี มีชื่อโด่งดังระดับประเทศ ขณะเดียวกันทำให้มีรายได้เลี้ยงครอบครัวเดือนละ 20,000-100,000 บาท นางสาวพรมนัส กล่าวว่า ตนเองนั้นเป็นคนบ้านท่าร้อง หมู่ที่ 1 ต.แม่อิง อ.ภูกามยาว ซึ่งเมื่อครั้งที่เป็นเด็กนั้น รอบหมู่บ้านของตนจะการเลี้ยงไก่ชนทุกครัวเรือน บ้านของตนก็เลี้ยงด้วย ตอนเช้าก่อนไปโรงเรียนพ่อของตนจะใช้ตนทำหน้าที่ให้ข้าวไก่ชนทุกวัน จนมีความคุ้นเคยการให้ข้าวไก่
เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2564 ที่ผ่านมา รายการ เกษตรช่อง 5 พัฒนาชุมชน ได้ยกกองถ่ายไปที่ คอกควายหนองหญ้านาง ตำบลหนองไผ่แบน อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี เพื่อสัมภาษณ์ พ.ต.อ. เอนก เตาสุภาพ รองผู้บังคับการกองปราบปราม กองบังคับการปราบปราม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ยศและตำแหน่ง ณ 12 กันยายน 2564) เจ้าของคอกควายหนองหญ้านาง ผู้พัฒนาควายไทยมากว่า 15 ปี ตามจุดมุ่งมั่นแห่งการอนุรักษ์และพัฒนาควายไทย “คอกควายหนองหญ้านาง พัฒนาควายดีในอุดมคติ” คอกควายหนองหญ้านาง ตั้งอยู่ในพื้นที่ไม่ไกลจากตัวเมืองอุทัยธานี ทันทีที่เลี้ยวรถสู่ทางเข้า จะสัมผัสได้กับความเย็นชื่นใจและอากาศบริสุทธิ์เต็มปอด พื้นที่ภายในร่มรื่นมีต้นไม้ใหญ่อายุนับร้อยปีมากมาย และที่สำคัญมีควายดี ความดัง ควายงาม ยืนเรียงแถวอยู่ในพื้นที่ของตนเองอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย หลังการต้อนเข้าคอก ทุกตัวจะเดินไปอยู่ที่จุดประจำของตนเองในคอก ไม่มีตัวไหนยืนผิดจุด เป็นกิจวัตรเช่นนี้ทุกวัน… พ.ต.อ. เอนก หรือ ท่านรองผู้การเอนก ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีของประชาชนทั่วประเทศว่า เป็นตำรวจน้ำดี ทำงานและเติบโตด้วยผลงานมากมาย จนได้รับความไว้วางใจให้มาดูแลงานกองบังคับการ
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้สนับสนุนชุดโครงการวิจัยบูรณาการนวัตกรรมเชิงประจักษ์เพื่อพัฒนาต่อยอดการทำฟาร์มกวางสู่การเกษตรสมัยใหม่ แก่โครงการวิจัย เรื่องนวัตกรรมเพื่อการทำฟาร์มกวางสมัยใหม่ ภายใต้แผนบูรณาการ นวัตกรรมเพื่อการเกษตรสมัยใหม่ แก่ ดร. มณี อัชวรานนท์ และคณะ แห่งมหาวิทยาลัยรามคำแหง ผ่านงบประมาณแผ่นดิน ประจำปี 2561 และมอบรางวัล Platinum Award ถ้วยพระราชทานจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดของงานให้แก่โครงการวิจัยดังกล่าว ในมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2561 (Thailand Research Expo 2018) ที่ผ่านมา ผลงานวิจัยนวัตกรรมเพื่อการทำฟาร์มกวางสมัยใหม่ เป็นผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรที่สนใจในธุรกิจการเลี้ยงกวางเชิงพาณิชย์ และเป็นการต่อยอดการทำฟาร์มกวาง สู่การเกษตรสมัยใหม่ ทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่แน่นอนและมั่นคง ดร. มณี อัชวรานนท์ หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า ฟาร์มกวาง มหาวิทยาลัยรามคำแหง ก่อตั้งมาเกือบ 16 ปี ด้วยการนำผลการวิจัยพื้นฐานที่เป็นองค์ความรู้ครบวงจร ทั้งการเลี้ยงกวางที่มีมาตรฐาน การผลิตอาหารชนิดต่างๆ เพื่อเลี้ยงกวาง การบริหารจัดการฟาร์มกวาง การเพิ่
ปัจจุบันนอกจากสัตว์เศรษฐกิจที่สร้างรายได้แล้ว สัตว์เลี้ยงสวยงามหลายชนิดกำลังได้รับความนิยมนำมาเลี้ยงเพื่อเป็นเพื่อนคลายเหงา ซึ่งสัตว์เหล่านี้นอกจากมีความสวยงามแล้ว เมื่อผู้เลี้ยงผ่านวันและเวลาในการเลี้ยงนับวันเวลา ความผูกพันย่อมเกิดขึ้น เมื่อสัตว์เลี้ยงมีเหตุให้ต้องตายด้วยอาการเจ็บป่วยหรือหมดอายุขัยลง การจากลาจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องพบเจอ แต่ด้วยความรักและความผูกพันที่มีต่อสัตว์เลี้ยงนั้น ผู้เลี้ยงรู้สึกว่าต้องการเก็บความทรงจำนั้นไว้ จึงได้นำสัตว์ที่เลี้ยงส่งสตัฟฟ์เพื่อเก็บความทรงจำนั้นให้คงอยู่ คุณนิติธร สุดเสงี่ยม หรือ คุณกานต์ ก็เช่นกันที่มีความรักความชอบในสัตว์เลี้ยงที่เขารัก ย้อนไปเมื่อ 8 ปีก่อน เขาได้เลี้ยงสัตว์ไว้ด้วยเช่นกัน ต่อมาเมื่อสัตว์ที่เลี้ยงมีเหตุต้องตายไป จึงทำให้เขาอยากที่จะเก็บความทรงจำไว้ จึงได้เรียนรู้เกี่ยวกับการสตัฟฟ์สัตว์จากจุดเริ่มต้นนั้นเอง จึงเป็นจุดประกายความคิดที่ทำให้เขาได้เรียนรู้การสตัฟฟ์สัตว์มากขึ้น จนสามารถสร้างเป็นอาชีพรายได้ให้กับเขามาจนถึงปัจจุบัน คุณกานต์ เล่าให้ฟังว่า อาชีพหลักของครอบครัวคือมีธุรกิจร้านอาหาร โดยในช่วงนั้นเขาเองได้มีสัตว์เลี้ยงคือ
“เลี้ยงไก่แจ้ไม่ซับซ้อน แต่ต้องทำความเข้าใจ ทุกคนอยากได้ลูกไก่ที่สามารถนำไปเป็นพ่อ-แม่พันธุ์ในราคาที่ถูก แต่ลูกไก่เหล่านั้นจะเจริญเติบโตไปได้เท่าไรก็ไม่รู้ เพราะการเลี้ยงไก่แจ้มีหลายแง่มุมให้ศึกษา เมื่อเข้าใจแล้วจะง่าย” คุณกนกศักดิ์ รัตนวงศ์ หรือ คุณตั้ม เกษตรกรเลี้ยงไก่แจ้ อาศัยอยู่ที่ตำบลท่าตะเภา อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร นำความชื่นชอบในการเพาะเลี้ยงไก่แจ้มาประยุกต์ต่อยอดเป็นกิจกรรมสร้างรายได้ โดยใช้เวลาว่างจากงานประจำมาดูแลสัตว์เลี้ยงคู่ใจ ภายใต้ปณิธานมุ่งมั่นพัฒนาสายพันธุ์ไก่แจ้ทั้งสีกระดำ สีกระโกโก้ สีดอกหมาก และสีทอง ผ่านการทำตลาดออนไลน์ชูจุดเด่นด้วยสถานที่เลี้ยงบนดาดฟ้า เรียกความสนใจจากลูกค้าได้เป็นอย่างดี ผสานกับความเอาใจใส่ติดตามให้คำแนะนำอยู่เสมอจนได้รับเสียงการันตีถึงคุณภาพจากกลุ่มผู้เลี้ยงไก่แจ้ คุณกนกศักดิ์ เล่าว่า ปัจจุบันตนเองอายุ 40 ปี จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะประมง วิชาเอกวิทยาศาสตร์ทางทะเล แล้วได้เริ่มต้นประกอบอาชีพส่วนตัวในจังหวัดชุมพร จนวันหนึ่งครอบครัวเริ่มสุขสบายและมีเวลาส่วนตัวมากขึ้น จึงหันมาให้ความสำคัญกับงานอดิเรกที่รัก คือการเลี้ยงสัตว์ เริ่มจากเพ
กรมปศุสัตว์โชว์ฟาร์มเกษตรกรโคนมต้นแบบ “นคร ฟาร์ม” อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา เน้นบริหารจัดการในรูปแบบเศรษฐกิจพอเพียง เลี้ยงวัวนมในรูปแบบธรรมชาติโดยปลูกพืชอาหารโคนมเองและปรุงอาหารในสูตรเฉพาะที่เหมาะสมกับโคนมแต่ละช่วงอายุ นอกจากช่วยลดต้นทุนการผลิตแล้ว หลักสำคัญทำให้วัวนมมีสุขภาพที่ดี แข็งแรง ให้น้ำนมดี และไม่ป่วย คุณนคร กาบขุนทด อายุ 38 ปี เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ผันตัวเองจากพนักงานประจำช่างอิเล็กทรอนิกส์ มาสู่การทำอาชีพเกษตรกรรมเพียงเพราะเบื่อการทำงานเป็นพนักงานประจำ และเล่าว่า เดิมทีนั้นตนเองทำงานเป็นพนักงานประจำด้านอิเล็กทรอนิกส์ ก็รู้สึกอิ่มตัวแล้วอยากกลับมาอยู่บ้านเกิดที่จังหวัดนครราชสีมา สนใจอาชีพการเลี้ยงวัวนมซึ่งเป็นอาชีพพระราชทาน จึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาศึกษาการทำโคนมอย่างจริงจัง เริ่มต้นจากโคนม 7 ตัว และค่อยๆ เพิ่มมาเป็น 12 แต่ไม่ประสบความสำเร็จ แต่ด้วยความบังเอิญได้ไปรู้จักกับหมอที่รักษาวัวนมท่านหนึ่ง ท่านได้เข้ามาแนะนำวิธีการเลี้ยงวัวนมโดยเน้นเลี้ยงแบบธรรมชาติ เพื่อลดการเจ็บป่วยของโคนมให้น้อยลง ทั้งนี้ การเลี้ยงในแบบธรรมชาติสิ่งสำคัญก็คือการดูแลเรื่องอาหาร โดยฟาร์มจะ
โรคที่เมื่อเป็นแล้ว ยาที่มีอยู่รักษาไม่ได้ จนอาการป่วยแค่เล็กน้อยลุกลามจนถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่งถ้ากินยาที่รักษาได้ผล อาการเหล่านี้จะดีขึ้นและหายได้ในแค่ไม่กี่วัน โดยไม่จำเป็นต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล นี่คือความหมายของ “เชื้อดื้อยา” หรือ “ซูเปอร์บั๊ก” ถ้ายังจำกันได้ ตัวอย่างที่ชัดเจน กรณีผู้ว่าฯ สมุทรสาครที่ติดเชื้อโควิด-19 ทีมแพทย์ได้ออกมาแถลงข่าวถึงสาเหตุที่ทำให้ผู้ว่าฯ วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี อาการทรุดหนัก ยังถอดเครื่องช่วยหายใจไม่ได้ ทั้งที่ให้ยากำจัดเชื้อโควิด-19 ไปจนหมดสิ้นแล้ว ก็เพราะเกิดการติดเชื้อดื้อยาในปอด แพทย์ต้องให้ยาปฏิชีวนะเพิ่มอีก 1-2 ตัว เวลาที่พบเชื้อดื้อยา แพทย์ต้องเปลี่ยนยาปฏิชีวนะไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเจอยาที่เจ้าซูเปอร์บั๊กสยบยอม นั่นหมายถึงการรักษาที่ยุ่งยาก ซับซ้อน และเสี่ยงอันตรายต่อชีวิตมากขึ้น ในแต่ละปี “เชื้อดื้อยา” หรือ Superbug ทำให้คนไทยเสียชีวิตราว 38,000 คน ถือว่าพิษภัยไม่ด้อยไปกว่าโควิด-19 ยาที่ใช้รักษาเชื้อดื้อยาคิดเป็นมูลค่า 2,539 – 6,084 ล้านบาท นั่นหมายถึงความสูญเสียทางเศรษฐกิจกว่า 40,000 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.6 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประ
โคขุน หมายถึงการเลี้ยงวัวเพื่อให้มีการเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ในเวลารวดเร็ว เนื่องจากเลี่ยงปัญหาการลงทุน ฉะนั้น ตัวแปรสำคัญคือคุณภาพอาหาร เพราะถ้าได้อาหารที่มีคุณภาพอย่างดี จะทำให้วัวเจริญเติบโตเร็ว มีน้ำหนัก สามารถขายได้ในราคาสูง คุณวิชิต อำพลรุ่งโรจน์ เป็นชาวบ้านที่ตำบลรวมไทยพัฒนา อำเภอพบพระ จังหวัดตาก ยึดอาชีพเลี้ยงโคขุนมาได้สักกว่า 2 ปี คุณวิชิต ให้รายละเอียดเรื่องงานประจำว่า บทบาทและหน้าที่ในตำแหน่งการงานขณะนี้จะต้องดูแลทุกข์ สุข ปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านผ่านประชาคม และชาวบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านรวมไทยพัฒนาส่วนมากมีการประกอบอาชีพเกษตรกรรมเชิงเดี่ยวกันคือ การทำไร่ข้าวโพด ด้วยความพร้อมทั้งเรื่องดิน ฟ้า อากาศ และน้ำของพื้นที่ในหมู่บ้านแห่งนี้ จึงทำให้สามารถปลูกพืชผักชนิดต่างๆ อย่างพริก ผักเมืองหนาว หรือแม้แต่ดอกกุหลาบ ได้อย่างมีคุณภาพ แล้วในบางคราวหากว่างเว้นจากงานประจำ ทางหน่วยงานก็มักจะหาอาชีพเสริมอีกหลายอย่างให้แก่ชาวบ้านทำเพื่อสร้างรายได้หลังเสร็จสิ้นอาชีพหลัก สำหรับธุรกิจที่คุณวิชิตทำอยู่เป็นอาชีพส่วนตัวคือ การเลี้ยงโคขุน ทำมาได้ประมาณ 2 ปี โคที่นำมาเลี้ยงเพื่อขายเป็นพันธุ์พื้นเม
เกษตรกรในพื้นที่หมู่ 8 ต.ดอนแร่ อ.เมือง จ.ราชบุรี นิยมปลูกไผ่รวกหวาน และกั้นพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นคอกเลี้ยงไก่ไข่ ให้อาหารไก่วันละ 2 เวลา ตอนเช้าให้ไก่กินอาหารผสมหยวกกล้วยคลุกเคล้าปนกับรำข้าว ตอนกลางวัน ปล่อยเลี้ยงตามธรรมชาติในป่าไผ่ ปล่อยให้ไก่ไข่ที่เลี้ยงคุ้ยเขี่ยปลวก แมลง ในป่าไผ่เป็นอาหาร ทำให้ไข่ไก่อินทรีย์ที่มีคุณภาพ ขายได้ราคาดี จนผลิตไม่พอขาย เกษตรกรบางรายเลี้ยงไก่สาวสัก 100 กว่าตัว เก็บไข่ออกขายได้วันละ 100-120 ฟอง 1 เดือน ได้ไข่ไก่ประมาณ 3,600 ฟอง สร้างรายได้ให้ประมาณ 14,400 บาท หักต้นทุนค่าอาหารประมาณ 4,000 บาทต่อเดือน ทำให้ยังมีเงินเหลือประมาณ 10,000 บาท ไข่อินทรีย์ที่เลี้ยงในระบบนี้ จะมีจุดเด่นที่แตกต่างจากไข่ไก่ที่เลี้ยงตามท้องตลาดทั่วไป เนื่องจากไข่ไก่อินทรีย์จะมีความสดใหม่ เมื่อตอกเปลือกไข่ จะได้ไข่ไก่ที่จับเป็นก้อนสีเข้มแดงกว่าและไม่มีน้ำเหลว บริเวณเปลือกจะหนากว่าไข่ไก่ทั่วไป เนื่องจากปล่อยเลี้ยงให้คุ้ยหากินปลวกและแมลงในดงกอไผ่ตามธรรมชาตินั่นเอง ไผ่รวกหวานที่ปลูกไว้ขายหน่อ กลายเป็นพื้นที่เลี้ยงไก่ มีไข่ไก่เก็บออกขายแล้ว ยังมีรายได้จากการเก็บหน่อไม้ไว้ขายได้อีกด้วย
โคเนื้อพันธุ์ “บลอนด์ดาคิแตน” (Blonde d’ Aquitaine) สายพันธุ์ฝรั่งเศสที่มีขนาดใหญ่ ถูกพัฒนาสายพันธุ์ขึ้นมาจากโคเนื้อสามสายพันธุ์ดีของฝรั่งเศส ได้แก่ Blonde d’ Pyrénées, Quercy และ Garonnaise มาตั้งแต่ปี 1962 จนกระทั่งประสบความสำเร็จ ได้โคเนื้อสายพันธุ์เด่นที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ ที่มีคุณสมบัติเด่นให้เนื้อคุณภาพดี เนื้อมีความละเอียดและนุ่มมาก ทั้งมีไขมันน้อย จึงเป็นที่นิยมของผู้บริโภคเนื้อไขมันต่ำ ส่งผลให้เกษตรกรฝรั่งเศลนิยมเลี้ยงโคเนื้อพันธุ์ บลอนด์ดะคิแตน มากเป็นอันดับสาม รองจากโคเนื้อพันธุ์ชาร์ลโรลส์ (Charolais) และโคเนื้อพันธุ์ ลีมูซีน (Limousin) ปัจจุบัน “บลอนด์ดาคิแตน” เป็นสายพันธุ์โคเนื้อที่กรมปศุสัตว์ได้นำเข้ามาเลี้ยงเพื่อผลิตน้ำเชื้อใช้ผสมเทียมให้กับเกษตรกร เนื่องจากโคเนื้อสายพันธุ์นี้ มีนิสัยเชื่อง เขามีลักษณะโค้งลง สีเหมือนเปลือกข้าวโพด จมูกสีชมพู กีบสีซีด โคเนื้อพันธุ์บลอนด์ดาคิแตน เป็นโคเนื้อที่มีขนาดลำตัวใหญ่และมียาว มีช่องอกและสะโพกใหญ่ มีกล้ามเนื้อเด่นชัด แม่โคมีความสูงเฉลี่ย ประมาณ 150 เซนติเมตร น้ำหนักระหว่าง 850-1,000 กิโลกรัม และมีกระดูกเชิงกรานกว้างทำให้ค
