พืชทำเงิน
ปัญหาทุเรียนอ่อน คือ มาตรฐานค่าเปอร์เซ็นต์น้ำหนักเนื้อแห้งของทุเรียน (หรือเรียกกันง่ายๆ เปอร์เซ็นต์แป้ง) ไม่เป็นไปตามกรมวิชาการเกษตรกำหนด คือ – กระดุม เปอร์เซ็นต์น้ำหนักเนื้อแห้งไม่น้อยกว่า 27 เปอร์เซ็นต์ – ชะนี พวงมณี 30 เปอร์เซ็นต์ – หมอนทอง ก้านยาว 32 เปอร์เซ็นต์ 3 จังหวัดภาคตะวันออก จันทบุรี ตราด ระยอง เป็นแหล่งผลิตทุเรียนอันดับ 1 ปี 2565 มีผลผลิตถึง 720,000 ตัน มีการประกาศกำหนดวันตัดทุเรียนแต่ละสายพันธุ์ ฤดูกาล 2565 กระดุมวันที่ 20 มีนาคม 2565 ชะนี พวงมณี 10 เมษายน และหมอนทอง ก้านยาว 25 เมษายน การตัดทุเรียนก่อนกำหนดเสี่ยงต่อ “ทุเรียนอ่อน” เปอร์เซ็นต์เนื้อแห้งไม่เป็นตามที่กำหนด การตัดทุเรียนอ่อนมักจะเกิดช่วงต้นฤดูที่ทุเรียนมีปริมาณน้อยและมีราคาสูงแถมได้น้ำหนักดีด้วย ต้นฤดูกาลปี 2565 พันธุ์กระดุมราคาสูงถึง 260-270 บาทต่อกิโลกรัมต่อหมอนทอง 250 บาท ปริมาณทุเรียนเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ ที่ได้ราคาสูงที่ขายได้ช่วงต้นฤดู แต่ถ้ามีทุเรียนอ่อนหลุดออกไปในตลาดทั้งในและต่างประเทศจะทำลายราคาและตลาดทุเรียนไทยที่เหลืออยู่ 70-80 เปอร์เซ็นต์ ที่จะออกช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน เพื่อความ
หม่อน หรือ มัลเบอร์รี่ (Mulberry) เป็นผลไม้ที่มีคุณค่าต่อสุขภาพเป็นอย่างมาก ใบ ทำเป็นชาใบหม่อนสมุนไพรชั้นยอด และยังใช้เป็นอาหารของหนอนไหม หม่อน เป็นไม้พุ่มขนาดกลางใบเดี่ยวออกสลับ ดอกเป็นช่อ ดอกทรงกระบอก กลีบดอกสีขาวหม่น ผลเป็นช่อทรงกระบอก ผลหม่อน นอกจากกินสดแล้ว ยังนำไปแปรรูปได้อีก ในรูปแบบน้ำหม่อนพร้อมดื่ม แยมผลหม่อน โยเกิร์ต เยลลี่ เค้ก ใช้น้ำหม่อนเป็นส่วนผสมของขนมปังโฮลวีท ของใช้ในชีวิตประจำวัน ทั้งน้ำยาล้างจานจากหม่อน แชมพูสระผมจากหม่อน สบู่จากหม่อน ทั้งชนิดก้อนและเหลว คุณจารุวรรณ เอกบัว ชื่อเล่นว่า คุณเล็ก อยู่บ้านเลขที่ 155 หมู่ที่ 6 ตำบลไทรย้อย อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ โทรศัพท์ 098-446-6932 เป็นเกษตรกรผู้ประกอบกิจการผลิตผลสด แปรรูปเอง ทำการตลาดเพื่อขายเอง ต่อมาก็เปิดสวนหม่อนเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงการเกษตร (Mulberry farm) และให้บริการเป็นที่พักแบบฟาร์มสเตย์ (Farm stay) สำหรับนักท่องเที่ยวจากประเทศต่างๆ คุณเล็ก เป็นคนจังหวัดขอนแก่น พ่อแม่มีอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม แต่ตนเองหันมาประกอบอาชีพรับจ้างเป็นมนุษย์เงินเดือนทำงานกับห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ และได้ย้ายมาปฏิบัติหน้าที่ที่สาขาจังหว
“แม่ฮ่องสอน” เป็นจังหวัดชายแดนอยู่ทางภาคเหนือตอนบน เป็นจังหวัดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของภาคเหนือ และเป็นอันดับ 8 ของประเทศ เสน่ห์ของจังหวัดแม่ฮ่องสอนอยู่ที่ทรัพยากรทางธรรมชาติในพื้นที่ 7 อำเภอ ที่มีเส้นทางคดเคี้ยว เลี้ยวเลาะหุบเขา รวมทั้งเสน่ห์วิถีชีวิต ประเพณีวัฒนธรรม และความมีมิตรไมตรีของ 7 กลุ่มชนเผ่าของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ประกอบด้วย กะเหรี่ยง เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีประชากรมากที่สุดของชาวไทยภูเขา, ลาหู่ หรือ มูเซอ, ลีซู หรือ ลีซอ, ลัวะ หรือ เลอเวือะ, ม้ง, ปะโอ ที่อพยพเข้ามาจากรัฐฉาน และชาวจีนยูนนาน (จีนฮ่อ) “แม่ฮ่องสอน” มุ่งกำหนดแผนยุทธศาสตร์จังหวัดให้เป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ส่งเสริมและพัฒนาการค้า การลงทุน และการค้าชายแดน ยกระดับคุณภาพชีวิตพัฒนาเศรษฐกิจให้ยั่งยืนบนพื้นฐานแห่งความพอเพียง ที่ผ่านมาพบว่า ประชากรจังหวัดแม่ฮ่องสอนมีรายได้เฉลี่ยและคุณภาพชีวิตต่ำกว่าประชากรในภาคเหนือและทั้งประเทศ มีสัดส่วนจำนวนผู้ยากจนมากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับจังหวัดอื่นๆ เนื่องจากมีพื้นที่กันดารและพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่อนุรักษ์ตามกฎหมายและมติคณะรัฐมนตรี ขณะเดียวกัน ประชากรส่วนใหญ่
กาแฟไทยได้รับการยอมรับในด้านคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ พันธุ์กาแฟที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นพันธุ์โรบัสต้าร้อยละ 78 แหล่งปลูกที่สำคัญอยู่ในภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี กระบี่ นครศรีธรรมราช พังงา ส่วนพันธุ์อะราบิก้ามีเพียงร้อยละ 22 แหล่งปลูกที่สำคัญจะอยู่ในภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำปาง น่าน แพร่ และตาก จึงทำให้ผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของโรงงานแปรรูปกาแฟที่เพิ่มขึ้น ทำให้มีการนำเข้ากาแฟจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นด้วย ถึงแม้ว่ากาแฟไทยจะได้รับการยอมรับในด้านคุณภาพทั้งตลาดภายในและต่างประเทศก็ตาม แต่ต้นทุนการผลิตของไทยอยู่ในระดับสูง ทำให้แข่งขันกับประเทศคู่แข่งไม่ได้ในเรื่องของราคาเมล็ดกาแฟ สาเหตุที่ต้นทุนการผลิตกาแฟของไทยสูง 1. เนื่องจากผลผลิตต่อไร่ต่ำ 2. ค่าแรงของไทยสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ เวียดนาม เป็นต้น 3. การเก็บเกี่ยวประสบปัญหาค่าแรงงานสูงและขาดแคลนแรงงาน จึงได้มีการนำเครื่องจักรเข้ามาประยุกต์ใช้ในขั้นตอนการผลิต ซึ่งเป็นทางหนึ่งที่สามารถลดต้นทุนได้ และเครื่องจักรกลสำหรับกระบวนการแปรรูปกาแฟผลสดบางส่วนต้องปรับปรุงพัฒนา
ขนุนยุคเก่าก่อนมีชื่อมากๆ คือฟ้าถล่มทองสุดใจ และจำปากรอบ จากสวนของ คุณสมปอง ตวงทอง ตำบลบ้านพระ อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี ต่อมามีสายพันธุ์ขนุนจำนวนมากออกมาให้นักปลูกเลี้ยงได้พิสูจน์ จนถึงปัจจุบัน ขนุน 8 เดือน หรือ “ปีเดียวทะวาย” เป็นสายพันธุ์ที่น่าสนใจไม่น้อย ที่มาของสายพันธุ์นั้นเข้าใจว่า บรรพบุรุษมาจากมาเลเซีย เหมือนอย่างขนุนพันธุ์มาเลเซีย และทองประเสริฐ ต้นเดิมได้จากการเพาะเมล็ด เพราะติดผลเร็วมากหลังปลูก บางครั้งพบว่า ขณะต้นพันธุ์ยังอยู่ในถุงดำก็ออกดอกติดผลแล้ว คนจึงเรียกชื่อขนุนพันธุ์นี้ว่า “8 เดือน”, “ปีเดียวทะวาย” และ “ทองทวีโชค” จุดเด่นของเขาก็อย่างที่แนะนำไปแล้วคือ ติดผลเร็ว ขณะที่ปลูกกิ่งทาบลงดินราวปีเดียวหากต้นสมบูรณ์ก็ไว้ผลผลิตได้ เคยทดลองนำเมล็ดของปีเดียวทะวายไปเพาะ จากนั้นปลูกลงดินราว 2 ปี ก็มีผลผลิตแล้ว แต่ลักษณะเปลี่ยนไป ทางที่ดีทาบกิ่ง ติดตา และเสียบยอดดีที่สุด ถึงแม้ปีเดียวทะวายให้ผลผลิตเร็ว แต่เจ้าของอย่าใจร้อน ขณะที่ต้นเล็กอยู่แล้วไว้ผลผลิตต้นอาจจะแกร็นหรือกิ่งที่ไว้ผลอาจจะแห้งตายได้ แต่หากรอไม่ได้ ควรไว้ผลแต่น้อย เมื่อเห็นผลดกๆ ควรซอยผลทิ้ง เรื่องนี้สำคัญมาก 11 ผู
จังหวัดศรีสะเกษ มีพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมด 3,537,833 ไร่ เหมาะแก่การปลูกพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ พื้นที่ทำการเกษตรส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ทำนา นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ยางพารา มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และอย่างที่ทุกคนทราบกันดีกว่าเป็นแหล่งที่ปลูกหอมแดงกับกระเทียมมากที่สุดในประเทศ ไม่เพียงแต่พืชไร่ จังหวัดศรีสะเกษยังมีแหล่งปลูกไม้ผล เช่น ทุเรียน เงาะ มังคุด และลองกอง ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นผลไม้ที่กำลังเป็นที่นิยมในภูมิภาคนี้ก็ว่าได้ จึงนับว่าเป็นอาชีพสร้างเงินให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี ลุงฟอง วรรณสิทธิ์ อยู่บ้านเลขที่ 173 หมู่ที่ 10 ตำบลพราน อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่ได้ปลูกทุเรียนประสบผลสำเร็จ เรียกง่ายๆ ว่า ผลผลิตมีไม่พอจำหน่ายกันเลยทีเดียว จึงนับว่าเป็นงานสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวได้เป็นอย่างดี พลิกที่ดินจากพืชล้มลุก ทำสวนทุเรียนสร้างเงิน ลุงฟอง ชายวัยเกษียณผู้มีอัธยาศัยยิ้มน้อยแต่ใจดี เล่าให้ฟังว่า ก่อนที่จะมาทำสวนทุเรียนอย่างเช่นทุกวันนี้ พื้นที่บริเวณได้ใช้ปลูกพืชล้มลุกหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นข้าวโพด และจำพวกพืชไร่อื่นๆ ต่อมาปร
“ละมุด” เป็นผลไม้ที่มีรสหวาน กลิ่นหอม คนไทยและต่างชาตินิยมบริโภคเป็นของหวานหรือของว่าง เพราะละมุดเป็นผลไม้ที่มีรสชาติอร่อยมาก ต้นละมุด เป็นไม้ผลอีกชนิดที่น่าปลูก เพราะเมื่อต้นละมุดมีอายุมาก ยิ่งให้ผลดกมากเป็นเงาตามตัว ละมุดสามารถปลูกได้ในดินเกือบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นดินทราย ดินเหนียว หรือแม้แต่ดินลูกรังก็ตาม แถมต้นละมุดยังปลูกดูแลไม่ยากเหมือนกับไม้ผลชนิดอื่นๆ ละมุดเวียดนาม ละมุดเวียดนาม เป็นหนึ่งในสายพันธุ์ละมุดยอดนิยม ที่คนไทยนิยมปลูกเป็นไม้ผลประจำบ้าน และปลูกเชิงการค้าเพราะมีผลขนาดใหญ่ รสชาติหวาน กรอบ เนื้อไม่เละ กินอร่อยถูกใจคนซื้อและคนขาย คุณสมพร ไพบูลย์ (ลุงพร) เกษตรกรคนเก่ง เจ้าของสวนลุงพร ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 6 บ้านใหม่ หมู่ที่ 3 ตำบลบ้านพริก อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก เป็นหนึ่งในเกษตรกรที่ปลูกต้นละมุดเวียดนาม เพื่อจำหน่ายกิ่งพันธุ์ให้แก่เกษตรกรและผู้สนใจ ละมุดเวียดนามเป็นหนึ่งในกิ่งพันธุ์ไม้ขายดีของสวนแห่งนี้ เพราะต้นละมุดเวียดนาม ปลูกดูแลง่าย แถมให้ผลดกตลอดทั้งปี ลุงพร พาไปชมต้นละมุด ที่ปลูกอยู่หน้าบ้าน ต้นละมุดกำลังติดผลเป็นจำนวนมาก มีขนาดผลใหญ่กว่าลูกกอล์ฟ ลุงพรบอกว่า ต้นนี้ยัง
สภาพพื้นที่อันประกอบไปด้วยภูเขาใหญ่-น้อยสลับไปมาจนแทบไม่มีพื้นที่ราบลุ่มสำหรับการเลี้ยงปลาอย่างจริงจัง ส่งผลให้ชาวแม่ฮ่องสอนต้องไปหาจับปลาตามแหล่งน้ำทางธรรมชาติมาบริโภค หรือมิเช่นนั้นก็ต้องรอบริโภคปลาที่เดินทางขนส่งมาจากเชียงใหม่ หรืออาจเป็นปลาตากแห้ง ปลากระป๋อง จนเรียกได้ว่าคนจังหวัดนี้จะหาปลาสดบริโภคไม่ได้เลย การให้ความช่วยเหลือและส่งเสริมชาวบ้านเลี้ยงปลาจึงเป็นภารกิจสำคัญของสำนักงานประมงจังหวัดแม่ฮ่องสอน ด้วยการจัดหาพันธุ์ปลาและสัตว์น้ำชนิดต่างๆ เพื่อช่วยให้ชาวบ้านได้บริโภคอาหารที่เป็นประโยชน์ รวมถึงยังทำให้มีการค้าขายปลาเกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ ก่อให้เกิดรายได้ในครัวเรือน คุณอำไพ เหล่ากาวี อยู่บ้านเลขที่ 86 หมู่ที่ 10 ตำบลแม่ลาน้อย อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีธุรกิจทางการเกษตรหลายประเภทแบบผสมผสานเพื่อจำหน่าย ไม่ว่าจะเพาะ-จำหน่ายพันธุ์ปลา, เพาะพันธุ์กบ รวมถึงยังเพาะพันธุ์ไม้หลายชนิดจำหน่ายอีก ในชื่อ “สวนบ้านทุ่ง” เดิมคุณอำไพมีอาชีพรับราชการครู ได้ลาออกก่อนวัยเกษียณ เนื่องจากเป็นคนที่ชื่นชอบทำเกษตร แล้วคิดว่าควรจะเริ่มต้นทำเกษตรกรรมในช่วงที่ยังมีกำลังกายดี ดังนั้น ระหว่างที่ยังร
ผู้เขียนมีโอกาสลงพื้นที่ ได้พบสามีภรรยาในพื้นที่ หมู่ที่ 14 ตำบลแม่นาเรือ อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา ซึ่งเป็นคนขยันปลูกไม้ผลผสมผสานกันในพื้นที่ 4 ไร่ สร้างรายได้อย่างพอเพียงปีละกว่า 100,000 บาท โดยไม้ผลที่ปลูกคือ ลองกอง พันธุ์ตันหยงมัสแท้จากภาคใต้ ทุเรียน ทั้งก้านยาว หมอนทอง หลง-หลินลับแล คละเคล้ากันไปกว่า 20 ต้น เงาะโรงเรียน เงาะบาบาลู สาเก มะพร้าวน้ำหอม กระท้อน และสะตอ ที่ให้ผลผลิตสร้างรายได้ดีเกินคาด มีเท่าไรไม่พอขาย ลุงบรรจง ทองคำ อายุ 60 ปี บ้านเลขที่ 224 หมู่ที่ 14 บ้านสันป่างิ้ว ตำบลแม่นาเรือ อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา เล่าให้ฟังว่า เนื่องจากที่บ้านมีพื้นที่ว่างบริเวณด้านหลังบ้าน ไม่ได้ปลูกต้นไม้หรือพืชอื่น ต่อมาลูกเขยซึ่งเป็นคนมาเลเซีย ประกอบอาชีพอยู่ที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เห็นว่าหลังบ้านมีพื้นที่ว่างจึงได้ซื้อต้นพันธุ์ลองกอง โดยเป็นพันธุ์ตันหยงมัสแท้ นำมาให้ตนปลูก ขณะที่ตนและภรรยาก็อยากทดลองว่าไม้ผลจากทางภาคใต้จะสามารถนำมาปลูกในภาคเหนือได้หรือไม่ ขณะเดียวกันคนพื้นบ้านในพื้นที่ไม่เชื่อว่าจะปลูกได้ผลผลิต ดังนั้น ตนจึงตัดสินใจลองปลูกลองกองขึ้นในพื้นที่ว่างหลังบ้าน สังเกตพบว่
ในช่วงเดือนพฤษภาคม ตรงกับเทศกาลทุเรียน เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของคนรักทุเรียน ยามนี้มองไปทางไหน ก็มีทุเรียนให้เลือกซื้อหากันอย่างจุใจ แต่หากใครต้องการรับประทานทุเรียนที่มีรสชาติอร่อยถูกปากถูกใจ ขอแนะนำให้เลือกซื้อ “ทุเรียนปราจีนบุรี” ที่ขึ้นชื่อลือชาเรื่องรสชาติความอร่อยสุดๆ โดย กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ได้ประกาศขึ้นทะเบียน “ทุเรียนปราจีน จังหวัดปราจีนบุรี” เป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication : GI) อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2559 จุดเด่นของ “ทุเรียนปราจีนบุรี” ทุเรียนปราจีนบุรี ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสินค้า GI มีจำนวน 7 สายพันธุ์ แบ่งเป็นทุเรียนพันธุ์การค้าคือ ทุเรียนพันธุ์ก้านยาว พันธุ์หมอนทอง พันธุ์ชะนี พันธุ์กระดุมทอง และทุเรียนสายพันธุ์พื้นเมือง ประกอบด้วย ทุเรียนพันธุ์กบชายน้ำ พันธุ์ชมพูศรี และพันธุ์กำปั่น ทุกวันนี้ แหล่งปลูกทุเรียนปราจีนบุรีกระจายอยู่ในพื้นที่อำเภอเมืองปราจีนบุรี อำเภอกบินทร์บุรี อำเภอประจันตคาม อำเภอศรีมหาโพธิ และอำเภอนาดี ที่มีสภาพดินเหมาะสมสำหรับเพาะปลูกทุเรียน เพราะสภาพดินชั้นบนเป็นดินร่วนปนทราย ดินชั้นล่างเป็นหิน
