พืชทำเงิน
มะนาวมีหลากชนิด แต่ก็มักเกิดความสับสนกันมาตลอด คือ มะนาวเลม่อน (Lemon) กับ มะนาวไลม์ (Lime) โดยมะนาวทั้งสองชนิดจัดอยู่ในสกุลเดียวกับส้ม ซึ่งล้วนมีจุดเด่นที่อุดมไปด้วยวิตามินซี มะนาว (เลม่อน) มีถิ่นกำเนิดน่าจะอยู่ที่แห่งใดแห่งหนึ่งใน 3 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย พม่า และจีน มะนาวชนิดนี้มีลักษณะผลกลม หรือรี ผิวเปลือกในระยะสุกแก่มีสีเหลือง เปลือกหนา ผลมีขนาดใหญ่ เนื้อมีรสเปรี้ยว กลิ่นหอม อดีตใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ ต่อมามีการนำไปปลูกในอิรัก และอียิปต์ ก่อน แล้วกระจายเข้าสู่ยุโรปและสหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ. 2290 มีการสกัดนำเอาวิตามินซีไปใช้ประโยชน์เพื่อสุขภาพของมนุษย์ มะนาว (ไลม์) มีผลขนาดเล็กกว่าเลม่อน เปลือกสีเขียว ผลมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3-4 เซนติเมตร มีรสเปรี้ยวจัด มะนาวบ้านเราจัดอยู่ในประเภทนี้ ส่วนอีกประเภทหนึ่งที่เล่ามา เรียกว่า คัมควอด (Kumquad) มีลักษณะอยู่กึ่งกลางระหว่างส้มกับมะนาว นักวิทยาศาสตร์จัดไว้อยู่ในสกุล ซิตรัส หรือ ไซตรัส (Citrus) เช่นเดียวกับคัมควอด มีผลใกล้เคียงกับมะนาว ผลกลมรี ผิวสีเหลืองสดใส เลื่อมมัน จึงนิยมปลูกในกระถางเป็นไม้ประดับ เนื้อผลมีรสหวานอมเปรี้ยว อยู่กึ่งกลางระหว่า
ชื่อทั่วไป : Indian snake roots, Serpent wood ชื่อวิทยาศาสตร์ : Rauvolfia serpentine (Bent.) Family : APOCYNACEAE ระย่อม เป็นไม้พุ่มเตี้ยๆ ไม่สูงมาก ใบดกหนาทึบสีเขียวสด ลำต้นมักคดงอ รากขนาดใหญ่ ลึกลงไปในดิน ชอบขึ้นตามชายป่า เชิงเขาที่ดินร่วนปนทราย หรือเป็นหินปนกรวดลูกรัง ที่ค่อนข้างชุ่มชื้น พบกระจายพันธุ์มาตั้งแต่ศรีลังกา อินเดีย เนปาล จีน ภูฏาน ทิเบต พม่า ไทย ลาว กัมพูชา ฯลฯ ดอกเป็นช่อคล้ายดอกเข็มแดง สีขาวอมชมพูอ่อน มี 5 กลีบ กลีบเลี้ยง 5 กลีบ เช่นกัน โคนก้านดอกเชื่อมติดกันเป็นช่อสีชมพู พอดอกโรยก็จะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม ออกดอกช่วงปลายฝนต้นหนาว ติดผลกลมๆ รีๆ สีเขียว เมื่อแก่จะกลายเป็นสีม่วงดำ คล้ายลูกต้นพลองหรือลูกมิกกี้เม้าส์ ชื่อสกุลของไม้ระย่อม ถือว่าเป็นการให้เกียรติแก่ Dr. Leonhard Rauwolf นักพฤกษศาสตร์/นายแพทย์ชาวเยอรมัน แต่ชื่อทาง Botany ใช้ตัว V แทน W ส่วนนามสกุล serpentina หมายถึงลักษณะที่คดไปมาเหมือนงู ระย่อม อยู่ในวงศ์ APOCYNACEAE เป็นที่รู้กันว่าต้องมีน้ำยางสีขาว ชาวเอเชียเรานั้นรู้จักใช้รากระย่อมเป็นสมุนไพรมาแต่โบร่ำโบราณ แต่มิได้มีการบันทึกไว้ มาจนกระทั่งปี พ.ศ. 2495
พืชสมุนไพรที่มาแรงควบคู่กับสมุนไพรฟ้าทะลายโจรในปัจจุบันนี้ก็คือ สมุนไพรพลูคาว กลิ่นของพืชพลูคาวมีกลิ่นแรงยิ่งกว่าคาวปลา คนภาคเหนือชอบนำมารับประทานเป็นผักเคียงกับลาบทางภาคเหนือ ซึ่งปรุงรสต่างจากลาบภาคกลางหรือภาคอีสาน ลาบทางภาคเหนือมีกลิ่นเครื่องเทศค่อนข้างแรง จึงชอบรับประทานกับผักพลูคาว พลูคาว มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นแตกต่างกันไป ได้แก่ ผักก้านตอง ผักคาวปลา ผักคาวตอง หรือเข้าตอง ผักคาวทอง ฮือชอเช่า หรือหื้อแชเช่า เป็นต้น พลูคาวเป็นพืชล้มลุกมีอายุได้หลายปี มีกลิ่นคล้ายคาวปลา ลำต้นสูงประมาณ 15-20 เซนติเมตร มีลักษณะกลม สีเขียวหรือแดง ใบ เป็นใบเดี่ยวคล้ายรูปหัวใจ พลูคาวเป็นพืชที่ต้องการร่มเงา มักเจริญเติบโตได้ในสภาพที่มีความชื้นสูงและบริเวณที่ได้รับแสงแดดไม่มากนัก เจริญเติบโตได้ในดินร่วนจนถึงดินทราย สามารถขยายพันธุ์ได้โดยการแยกหน่อและการปักชำ คุณวรารัตน์ ศรีประพัฒน์ นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพทางการเกษตร สำนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า พลูคาว มีสรรพคุณในตำรับยาสมุนไพรแผนโบราณ หลายประเทศนิยมนำมาใช้เพื่อการรักษาโรคต่างๆ เช่น ประเทศจีน มีการใช้สมุน
ปัจจุบัน เรื่องของสิ่งแวดล้อมได้รับความสนใจและให้ความร่วมมือกันอย่างกว้างขวาง หนึ่งในสาเหตุของปัญหาสิ่งแวดล้อมคือ การกำจัดขยะอินทรีย์ต่างๆ เช่น เศษอาหาร เศษผักและผลไม้ เป็นต้น หากกำจัดไม่ถูกวิธี อาจก่อให้เกิดปัญหาหลายประการ เช่น มลพิษทางน้ำและกลิ่น ปัญหาขยะล้นเมือง แหล่งเพาะเชื้อโรค แมลง ที่ส่งผลต่อมวลมนุษย์ วิธีการหนึ่งในการกำจัดขยะอินทรีย์คือ การใช้ไส้เดือนดินเพื่อกำจัดขยะ ในทางตรงแล้ว ยังทำให้เกิดประโยชน์ด้านการเกษตรหลายชนิด ได้เป็นปุ๋ยไส้เดือนดิน และปุ๋ยน้ำหมักไส้เดือนดิน ครูพิศมัย ลิ้มสมวงศ์ อดีตข้าราชการครู โรงเรียนบ้านแม่โจ้ ตำบลหนองหาร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ เล่าให้ฟังว่า หลังจากจบการศึกษาด้านการเกษตรที่โรงเรียนเกษตรกรรมพิษณุโลก หรือเกษตรบ้านกร่าง รุ่นที่ 8 ได้สอบบรรจุเป็นครูสอนในจังหวัดพิษณุโลกหลายปี ล่าสุดย้ายมาสอนที่โรงเรียนบ้าน แม่โจ้ ที่เป็นถิ่นกำเนิดของตนเอง ประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา ในฐานะที่เป็นครูเกษตรจึงได้รับการคัดเลือกให้เข้าอบรมเรื่องการเลี้ยงไส้เดือนดิน ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาไส้เดือนดิน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จากนั้นจึงสร้างเรือนโรงเลี้ยงไส้เดือนดินขนาดเล็กๆ ภายในโรงเ
“กะหล่ำดอก” เป็นผักที่นิยมบริโภคกันทั่วโลก สามารถปลูกได้ในเขตร้อนชื้น แถมยังมีข้อดีคือ ใช้น้ำน้อย ผลผลิตทนทานและเก็บได้นานกว่าพืชผักอีกหลายชนิด เพราะลำต้นแข็งแรง ไม่อวบน้ำ ทำให้การขนส่งไม่ค่อยเสียหาย ซึ่งหากผลผลิตได้คุณภาพก็สามารถมีตลาดรองรับได้ตลอดทั้งปี ทั้งนี้ หลายคนคิดว่า “กะหล่ำดอก” นั้นเป็นพืชที่ดูแลรักษายาก แต่ความจริงแล้วหากมีความเข้าใจในธรรมชาติของพืช ก็สามารถปลูกให้ประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก อย่างเช่น คุณอิ๋ว-นภาภรณ์ จันลิด ต.ท่าอิบุญ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ที่สามารถปลูกกะหล่ำดอกได้มีคุณภาพ ดอกแน่น กลมนูน จนผู้รับซื้อติดใจเพราะนำไปขายต่อง่ายได้ราคา25 คุณนภาภรณ์ เล่าว่า ตนเองนั้นปลูกกะหล่ำดอกบนพื้นที่ประมาณ 2 ไร่มากนานกว่า 10 ปีแล้ว โดยจุดเริ่มต้นนั้นเพราะอยากหารายได้เสริมระหว่างการทำนา แต่หลังจากปลูกได้สักระยะพบว่าสามารถทำเงินเพิ่มขึ้นมาก ทั้งยังใช้ระยะเวลาปลูกแค่ประมาณ 45-60 วันเท่านั้น (ขึ้นอยู่กับฤดูที่ปลูก) และที่สำคัญคือ หากยิ่งปลูกได้น้ำหนักดีก็จะได้ราคาดีมากขึ้น เพราะว่ากะหล่ำดอกนั้นขายโดยการชั่งน้ำหนักทั้งต้นรวมใบ ซึ่งกะหล่ำดอกที่แปลงตนเองนั้นได้น้ำหนักต่อหัวถึง 2 กก. เล
นายนิกร แสงเกตุ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 สุราษฎร์ธานี (สศท.8) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันจังหวัดชุมพรนับเป็นแหล่งผลิตกาแฟพันธุ์โรบัสต้า อันดับ 1 ของประเทศไทย ซึ่งจากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ณ เดือนตุลาคม 2564 มีพื้นที่ปลูกทั้งหมด 81,929 ไร่ ให้ผลผลิตรวมทั้งจังหวัด 8,322 ตัน/ปี เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมปลูกแซม หรือผสมผสานในสวนผลไม้ เนื่องจากกาแฟเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าให้กับจังหวัดปีละ 573.71 ล้านบาท กาแฟพันธุ์โรบัสต้าที่ได้รับความนิยมของจังหวัดชุมพรมีหลายกลุ่ม เช่น กาแฟเขาทะลุ เอสที กาแฟชุมพร และกาแฟถ้ำสิงห์ชุมพร สำหรับกาแฟถ้ำสิงห์ชุมพรของกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ตำบลถ้ำสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร ซึ่งมีจุดเด่นเฉพาะ พื้นที่ปลูกเป็นพื้นที่ราบเชิงเขาหินปูนระดับความสูง 85-120 เมตร จากระดับน้ำทะเล สามารถนำกาแฟผลสดมาบ่มแล้วคัดด้วยกรรมวิธีเฉพาะที่มีมาตรฐานเป็นกาแฟสาร และแปรรูปเป็นกาแฟคั่ว กาแฟคั่วบด มีรสชาติเข้มกลมกล่อม มีกลิ่นหอม ซึ่งนอกจากจุดเด่นด้านรสชาติแล้ว กาแฟถ้ำสิงห์ชุมพรยังได้รับการ ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indica
จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นเมืองมหัศจรรย์แห่งผลไม้ เพราะอุดมสมบูรณ์ไปด้วยผลไม้หลากหลายชนิด ทั้งทุเรียน ลางสาด สับปะรดห้วยมุ่น ฯลฯ โดยผลไม้ที่สร้างชื่อเสียงมากที่สุดคือ ทุเรียนพันธุ์หลงลับแล และหลินลับแล ซึ่งมีแหล่งผลิตสำคัญอยู่ที่อำเภอลับแลและอำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ มีผลผลิตเข้าสู่ตลาดประมาณเดือนเมษายน-สิงหาคม ของทุกปี “ทุเรียนพันธุ์หลินลับแล” เป็นสายพันธุ์ทุเรียนพื้นเมืองของอำเภอลับแล มีขนาดเล็กถึงปานกลาง ทรงกระบอก ฐานผลเว้าลึก น้ำหนักเฉลี่ย 1-2.5 ก้านผลขนาดเล็ก เปลือกบาง เนื้อสีเหลืองเข้ม เนื้อละเอียดเหนียวแห้ง เมล็ดลีบเล็ก รสชาติหวานมัน กลิ่นอ่อน รับประทานแล้วไม่ทำให้เกิดอาการร้อนใน “ทุเรียนหลงลับแล” เป็นทุเรียนสายพันธุ์พื้นเมืองของอำเภอลับแล มีเอกลักษณ์ประจำพันธุ์ คือ เนื้อสีเหลืองอ่อนนุ่ม ไม่มีเสี้ยน กลิ่นอ่อน รสชาติหวาน มีผลขนาดเล็ก 1-2 กิโลกรัม เมล็ดลีบ เนื้อแห้ง เจริญเติบโตได้ดีบนที่เชิงเขา ทนทานต่อโรครากเน่าโคนเน่า แม้ว่าจะนำไปปลูกในแหล่งปลูกทุเรียนอื่นๆ ก็ไม่มีรสชาติดีเท่าที่อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ปัจจุบัน ทุเรียนอำเภอลับแลมีราคาสูง และได้รับความนิยมมาก แต่ประสบปัญหามีคุณภ
“ด้วงสาคู” แมลงที่กำลังได้รับความนิยม ถือเป็นแหล่งโปรตีนทางเลือกที่สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู ซึ่งการเพาะเลี้ยงส่วนมากจะอยู่ในแถบจังหวัดภาคใต้ โดยด้วงสาคูเป็นแมลงที่เพาะเลี้ยงง่าย เจริญเติบโตได้เร็ว ในระหว่างที่เลี้ยงไม่ต้องดูแลมาก และที่สำคัญการเลี้ยงมีช่วงวงจรชีวิตที่สั้น โดยระยะที่เป็นตัวหนอนมีขนาดตัวที่ค่อนข้างมีน้ำหนักที่ดี จึงทำให้เป็นอีกหนึ่งแมลงเศรษฐกิจที่น่าสนใจสำหรับเลี้ยงสร้างรายได้ ด้วงสาคู นอกจากชื่อนี้แล้ว ยังมีชื่อเรียกอื่นๆ อีกด้วย เช่น ด้วงงวงมะพร้าว ด้วงไฟ ด้วงงวง แต่ทางภาคใต้จะนิยมเรียกว่า ด้วงสาคู หรือด้วงลาน เมื่อด้วงสาคูโตได้อายุที่เต็มวัยจะมีขนาดตัวยาวอยู่ที่ 2.2-3.5 เซนติเมตร คุณสมเกียรติ นุชนงค์ อยู่บ้านเลขที่27 หมู่ที่ 1 ตำบลนาหูกวาง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้เห็นช่องทางการสร้างอาชีพจากการเลี้ยงด้วงสาคู ทำให้เขาได้ศึกษาวิธีการเลี้ยงและทดลองเลี้ยงจนประสบผลสำเร็จ จากนั้นนำมาต่อยอดสร้างเป็นอาชีพที่ครบวงจร เป็นอีกหนึ่งช่องทางเสริมรายได้ พร้อมทั้งมีการบรรจุภัณฑ์ให้ได้มาตรฐาน เป็นการทำตลาดออนไลน์ที่เข้ากับยุคสมัยในปัจจุบัน พิษโควิด-19 ส่งผลกระ
สับปะรดในประเทศไทย นับว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญอีกชนิดหนึ่ง เนื่องจากไทยเป็นผู้ส่งออกสับปะรดและผลิตภัณฑ์ในลำดับต้นๆ ของโลก มูลค่าส่งออกสูงถึง 25,000 ล้านบาท ผลิตภัณฑ์ที่ส่งออกมากคือ สับปะรดกระป๋อง ร้อยละ 80 และน้ำสับปะรด ร้อยละ 20 โดยมีทั้งการส่งออกในตราสินค้าของตนเองและการรับจ้างผลิต แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการรับจ้างผลิต ในปี 2554 มีโรงงานผลิตสับปะรดกระป๋องและน้ำสับปะรดเข้มข้นที่ได้รับการรับรองจากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มากกว่า 75 โรง กำลังผลิตรวมกันประมาณ 800,000 ตัน/ปี ซึ่งเป็นการผลิตเพื่อส่งออกประมาณปีละ 600,000 ตัน/ปี คู่แข่งสำคัญของไทยในอุตสาหกรรมสับปะรด คือ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเชีย และจีน พันธุ์สับปะรดที่เกษตรกรปลูก หากเป็นสับปะรดส่งโรงงานนิยมปลูกพันธุ์ปัตตาเวีย เนื่องจากมีเนื้อแน่น รสหวานปานกลางหรือหวานจัดสามารถปลูกได้ทั่วไป สำหรับพันธุ์รับประทานผลสดมีความแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับพื้นที่ปลูก กล่าวคือ พันธุ์นางแล ลักษณะใบมีขอบเรียบหรือมีหนามเล็กน้อย ผลรูปทรงกลม ตานูน เปลือกบาง เนื้อหวานจัด สีเหลืองทอง พบปลูกในพื้นที่จังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะที่ตำบลนางแล อำเภอแม่จัน จังหวัด
คุณนิพนธ์ พรหมรักษ์ เจ้าของ “สวนพริกไทยท้ายไร่” เลขที่ 58 หมู่ที่ 4 บ้านวังกระทึง ตำบลเนินปอ อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร การปลูกพริกไทย กับการใช้ชีวภัณฑ์ ในการปลูกพริกไทยนั้นเราต้องเข้าใจว่า พริกไทย จะเจริญเติบโตได้ดีกับอากาศที่มีความชื้นสูง แดดไม่แรง ซึ่งในยุคเริ่มต้นของการปลูกพริกไทยนั้น นิยมปลูกกันมากในภาคตะวันออกของประเทศไทยเรา ซึ่งจะเป็นลักษณะอากาศชื้น ฝนชุก มีลมพัดผ่าน ทำให้ไม่มีความร้อนสะสม แต่ในปัจจุบันมีการพัฒนาเรื่องเทคโนโลยีการเกษตรขึ้นมาก รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางการเกษตรออนไลน์มีมากขึ้น โดยปัจจุบันสามารถเลียนแบบหรือจำลองบรรยากาศให้มีความชื้นตามแบบที่พริกไทยต้องการได้ การปลูกพริกไทยสมัยใหม่นี้จะมีการพรางแสงให้กับแปลงพริกไทย หรือมีระบบพ่นหมอกบริเวณรอบๆ แปลงปลูก หรือการติดตั้งระบบน้ำการให้น้ำแบบสปริงเกลอร์จากด้านบนลงมา ดังนั้น จึงไม่แปลกใจเลยที่จะสามารถปลูกพริกไทยกันได้ทั่วไปในขณะนี้ ซึ่งบรรยากาศที่พริกไทยชอบนี้ก็ไปตรงกับการเจริญเติบโตได้ดีกับเชื้อรา แบคทีเรียที่เป็นประโยชน์กับพริกไทยหรือพืชอื่นๆ กล่าวคือ จะเจริญเติบโตได้ดีในที่ที่มีความชื้นและมีแสงน้อย ดังนั้น การปลูกพริก
