พืชทำเงิน
ปัจจุบัน เกษตรกรส่วนใหญ่มีพื้นที่การเกษตรอยู่นอกเขตชลประทาน ไม่มีไฟฟ้าที่จะเอื้ออำนวยต่อการสูบน้ำในการเพาะปลูกพืช จึงมักทำการเกษตรได้เฉพาะฤดูฝน และบ่อยครั้งต้องประสบปัญหาพืชขาดน้ำ และบางรายเมื่อเข้าสู่ฤดูแล้งจึงปล่อยให้พื้นที่ว่างเปล่า เพราะไม่สามารถจัดหาน้ำมาใช้เพาะปลูกพืชได้ แต่มีเกษตรกรรายหนึ่งที่ใช้ภูมิปัญญาดัดแปลงเครื่องสูบน้ำแบบสะพายให้เป็นเครื่องสูบน้ำปลูกพืชผัก ทำรายได้ในช่วงฤดูแล้งได้เป็นอย่างดี อย่างเช่น คุณวิไล นาลา อยู่บ้านเลขที่ 356 หมู่ที่ 9 บ้านนาดี ตำบลกุดธาตุ อำเภอหนองนาคำ จังหวัดขอนแก่น ฉีดรดพืชผักตามต้องการ คุณวิไล-คุณพรรณี นาลา สองสามีภรรยา ให้ข้อมูลว่า มีอาชีพทำนา ในฤดูฝนทำนาปี ส่วนฤดูแล้งหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวแล้วก็ปลูกพืชผักอายุสั้นหลายชนิด เช่น ข้าวโพดข้าวเหนียว แตงร้าน แตงกวา แตงไทย แตงโม ถั่วฝักยาว เมื่อเก็บเกี่ยวเสร็จแล้วก็ย้ายไปปลูกแปลงใหม่ต่อไปเรื่อย เป็นการนำปุ๋ยไปใส่นาอีกทางหนึ่งด้วย สามารถทำรายได้ให้แก่ครอบครัว วันละ 200-300 บาท โดยสูบน้ำจากสระน้ำที่ขุดไว้ จำนวน 2 บ่อ เปลี่ยนชุดตัดหญ้า เป็นหัวปั๊มสูบน้ำ เมื่อติดเครื่องยนต์และจุ่มหัวปั๊มสูบน้ำลงในน้ำจะสูบน
สำหรับพืชตระกูลส้มที่เกษตรกรนิยมปลูกกันมานาน แน่นอนว่าต้องมีชื่อของ “ส้มโอ” รวมอยู่ด้วย โดยส้มโอที่ปลูกในประเทศไทยนั้นมีหลายสายพันธุ์ เช่น ขาวน้ำผึ้ง ขาวใหญ่ ขาวแตงกวา ทองดี และท่าข่อย ซึ่งแต่ละสายพันธุ์นั้นจะมีรูปทรงและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์แตกต่างกัน มีตลาดรองรับหลากหลาย และมีศักยภาพส่งออกสูง เนื่องจากคุณสมบัติทางกายภาพที่โดดเด่น คือ มีอายุการเก็บรักษาที่ยาวนานโดยที่คุณภาพยังคงเดิม อีกทั้งยังมีรสชาติดีขึ้นด้วย จังหวัดพิจิตร เป็นอีกแหล่งปลูกส้มโออันดับต้นๆ ของประเทศไทย โดยเฉพาะที่ อ.โพธิ์ประทับช้าง แห่งเดียวนั้นมีการปลูกส้มโอมากกว่า 10,000 ไร่ และครั้งนี้พาไปพูดคุยกับ “คุณวิฑูรย์ ภู่บุตร” เกษตรกรสวนส้มโอผู้มีประสบการณ์ในการปลูกส้มโอมากกว่า 20 ปี เขาใช้เวลาเพียงแค่ 10 ปี สามารถขยายพื้นที่ปลูกจาก 10 ไร่ เป็น 100 ไร่ และปัจจุบันปลูกส้มโอพันธุ์ขาวแตงกวาเกรดส่งออก สร้างรายได้ทะลุหลักล้านต่อปีเลยทีเดียว คุณวิฑูรย์ เล่าว่า ช่วงเริ่มต้น 7 – 8 ปีแรก ตนปลูกส้มโอพันธุ์พื้นเมือง “ท่าข่อย” บนพื้นที่ 15 ไร่ ก่อนจะหันไปปลูกพันธุ์ “ขาวแตงกวา” ซึ่งมีจุดเด่นที่รสชาติอร่อย หวานนำ เนื้อขาวอมเหลือง
หากพูดถึงผลไม้ชนิดหนึ่งที่มีถิ่นกำเนิดในแถบตะวันออกกลาง เจริญเติบโตได้ดีในภูมิภาคที่มีอากาศร้อนและแห้งแล้งแบบทะเลทราย อย่าง อินทผลัม และได้เริ่มเข้ามามีอิทธิพลต่อวงการผลไม้ในประเทศไทยได้ประมาณ กว่า 10 ปีแล้ว เกษตรกรมากมายต่างให้ความสนใจเนื่องจากเป็นพืชกระแสมาแรงในขณะนั้น อีกทั้งมีราคาที่หอมหวาน กิโลละไม่ต่ำกว่า 600-700 บาท นำไปสู่การสร้างรายได้ให้ผู้ปลูกเป็นอย่างดี ผู้ปลูกอินทผลัมในระยะแรกยังมีไม่มาก แต่เมื่อภายหลังตลาดเริ่มมีความชัดเจนขึ้นและมีราคาขายที่ไม่สู้ดีนัก จึงเป็นเหตุให้เกษตรกรหลายรายต่างหันมาพัฒนาต่อยอดธุรกิจเพิ่มเติม จากแทนที่จะเป็นสวนอินทผลัมเพียงอย่างเดียว ก็ปรับปรุงทำให้เป็นสวนผสมผสาน กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรไปในตัวเพื่อรักษาฐานลูกค้าเก่า และเพิ่มฐานลูกค้าใหม่จากนักท่องเที่ยว คุณภีมพัฒน์ ภาณุพลเพชรรัตน์ หรือ พี่แจ็ค เจ้าของ เทพสถิต สวนอินทผลัม ตั้งอยู่เลขที่ 212 หมู่ที่ 12 ตำบลวะตะแบก อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ อดีตทำธุรกิจทัวร์ ผันตัวเองเป็นเกษตรกรทำสวนผสมผสานบนพื้นที่ 16 ไร่ โดยมีอินทผลัมเป็นพืชหลัก สร้างรายได้จำนวน 150 ต้น และปลูกไม้ผลผสมผสาน เพื่อสร้างความหล
ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ปลูกโกโก้และนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการบริโภคและเป็นขนมหวานทั้งในประเทศและส่งออกเมล็ดโกโก้สู่ตลาดต่างประเทศ ถึงแม้ประเทศไทยจะมีการปลูกโกโก้กันมานานแล้วก็ตาม พื้นที่ปลูกกันมากส่วนใหญ่จะปลูกกันทางภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ลงไปจนถึงจังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดชุมพร มีบางจังหวัดในภาคตะวันออก ซึ่งมีปลูกกันมาก ได้แก่ จังหวัดจันทบุรี ในภาคอื่นๆ ก็สามารถปลูกได้แต่ก็จำกัดด้วยดินฟ้าอากาศ ปริมาณน้ำฝนและความชื้นจึงทำให้ได้ผลผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการของผู้รับซื้อและผู้ประกอบการ กรมวิชาการเกษตรได้พยายามปรับปรุงพันธุ์จนได้พันธุ์ชุมพร 1 และให้เกษตรกรทำการปลูกแซมในสวนไม้ผล สวนมะพร้าว สวนยางพารา เพื่อให้โกโก้เป็นพืชทางเลือกอีกทางหนึ่งในการเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร จากรายงานของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรปี 2547-2557 มีความต้องการบริโภคโกโก้ในประเทศสูงขึ้นถึงปีละ 20,000 ตัน ในปี 2556 มีการส่งออกเมล็ดโกโก้และผลิตภัณฑ์ประมาณ 3,000 ตัน แต่ปริมาณการผลิตเมล็ดโกโก้ของประเทศมีประมาณ 200 ตัน ในปี 2551 ไทยมีการนำเข้าโกโก้ปริมาณ 38,847.88 ตัน คิดเป็นมูลค่า 3,978.55 ล้านบาท โดยม
จากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้รู้ว่าอาหารเป็นปัจจัยสำคัญในการกักตัวอยู่บ้าน เพราะช่วงที่มีประกาศจากภาครัฐให้ลดการออกจากบ้าน เพื่อช่วยหยุดเชื้อลดการติดต่อของโรคโควิด-19 ทำให้ช่วงเวลานั้นเกษตรกรหลายท่านที่ทำเกษตรแบบผสมผสานในบริเวณบ้านของตนเอง สามารถมีแหล่งอาหารที่สามารถนำมาประกอบอาหารเองได้ พร้อมกับส่วนที่เหลือนอกจากแจกจ่ายให้กับญาติแล้ว ยังสามารถสร้างรายได้เป็นเงินนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในครัวเรือนอีกด้วย ทำให้แม้ในช่วงนี้สภาพเศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่ผู้ที่ทำเกษตรรอบบ้านยังสามารถมีผลผลิตกินเองและสร้างรายได้อีกด้วย คุณเชษฐา แก้วทับคำ อยู่บ้านเลขที่ 226 หมู่ที่ 6 ตำบลมหาวัน อำเภอแม่สอด จงหวัดตาก ทำเกษตรแบบผสมผสาน บนเนื้อที่ประมาณ 6 ไร่ พร้อมทั้งมีการสร้างปุ๋ยหมักและน้ำหมักใช้เอง จึงทำให้ผลผลิตที่ปลูกสามารถลดต้นทุนการผลิตได้เป็นอย่างดี และนอกจากมีผลผลิตไว้ใช้บริโภคเองภายในครัวเรือนแล้ว ส่วนที่มีมากก็นำมาจำหน่ายสร้างรายได้อีกหนึ่งช่องทาง ทำให้ผู้คนในหมู่บ้านเกิดความสนใจและอยากที่จะเรียนรู้การทำเกษตรผสมผสานตามวิถีของเขา จึงส่งผลให้บ้านของเขาเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้การทำเกษตร คุณเชษฐา เล่าว่า ช่วงแรกทำการเกษ
ยุคนี้ คนไทยใช้ชีวิตลำบากมากขึ้นเพราะสินค้าครองชีพมีราคาแพงแทบทุกอย่าง ทำให้นึกถึงคำพูดของ หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร บิดาแห่งวงการเกษตรกรรมสมัยใหม่ ที่ว่า “เงินทองของมายา ข้าวปลาสิของจริง” ถือเป็น อมตะวจี ที่เข้ากับทุกยุคทุกสมัยจริงๆ สำหรับใครที่ยังไม่มีอาชีพที่มั่นคงเลี้ยงครอบครัว อยากแนะนำให้ลองมาปลูกไผ่ สร้างรายได้กันดีกว่า ไผ่มีหลากหลายสายพันธุ์ เช่น ไผ่ตงลืมแล้ง ไผ่หม่าจู ไผ่ซางหม่น ไผ่ไจแอนท์ ไผ่ปักกิ่ง ไผ่ตงหม้อ ไผ่หก ไผ่ข้าวหลาม ไผ่บงหวาน ไผ่ดำ ฯลฯ ไผ่ตงลืมแล้ง เกษตรกรนิยมปลูกมากที่สุด เพราะมีจุดเด่นสำคัญคือ ให้หน่อดก และออกหน่อนอกฤดูได้ดีกว่าพันธุ์อื่นๆ ไผ่ตงลืมแล้ง มีจุดเด่นเรื่องหน่อโต คุณภาพดีและให้ผลดกกว่าไผ่พันธุ์อื่นๆ หลายเท่าตัว หากปลูกในพื้นที่ที่เหมาะสม มีการบริหารจัดการที่ดี จะให้ผลผลิตสูง 30-50 กิโลกรัม/กอ/ปี นอกจากนี้ ไผ่ตงลืมแล้งยังมีคุณสมบัติเด่นสำคัญ คือทนทานต่อปัญหาน้ำท่วมได้ดีมากและสามารถนำไปแปรรูปอาหารได้หลากหลายเมนู ทั้งต้ม แกง ซุป หมก ผัด ต้มกระดูกหมู รวมทั้งแปรรูปเป็นหน่อไม้ดอง แต่ละปีหน่อไม้ดองมีมูลค่าทางการตลาดสูงมากทีเดียว ตลาดต้องการ หน่อไม้นอกฤดูจำนวน
การเลี้ยงจิ้งหรีด เป็นหนึ่งในอาชีพทางเลือกหรืออาชีพเสริมรายได้ที่น่าสนใจ เนื่องจากการบริโภคจิ้งหรีดยังเป็นที่นิยมสูงทั้งในประเทศและตลาดส่งออก เพราะจิ้งหรีดเป็นแหล่งอาหารโปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต ที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่สำคัญ จึงนิยมนำจิ้งหรีดไปปรุงเป็นอาหารในรูปแบบต่างๆ ทั้งเมนูอาหารทอด ลาบ คั่ว บรรจุกระป๋อง และทำน้ำพริกจิ้งหรีด (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น) หมู่บ้านแสนตอ จังหวัดขอนแก่น ต้นแบบเลี้ยงจิ้งหรีดเงินแสน หมู่บ้านแสนตอ หมู่ที่ 8 ตำบลบัวใหญ่ อำเภอน้ำพอง คือแหล่งเลี้ยงจิ้งหรีดที่สำคัญของจังหวัดขอนแก่น ชาวบ้านส่วนใหญ่เลี้ยงจิ้งหรีดเป็นรายได้หลัก โดยจิ้งหรีดที่นิยมเลี้ยงมี 2 ชนิด คือ จิ้งหรีดทองดำและจิ้งหรีดแดงทองลาย (สะดิ้ง) จิ้งหรีดจะมีขนาดตัวที่โตเต็มวัยในระยะเวลา 45 วัน เหมาะสำหรับจับขาย เมื่อถึงเวลาจับขาย จะมีพ่อค้าแม่ค้ามารับถึงฟาร์ม การจับจิ้งหรีดทำโดยการนำแผงไข่ออกจากบ่อเลี้ยง ก่อนนำออกจากบ่อเลี้ยงให้สลัดตัวจิ้งหรีดออกให้หมด จากนั้นนำแผงไข่บางส่วนพิงไว้รอบบ่อ จิ้งหรีดจะเข้าไปแอบในแผงไข่นั้นๆ แล้วจึงนำแผงไข่นั้นออกมาสลัดจิ้งหรีดใส่เครื่องกรอง เพื่อกรองเ
การผลิตฟ้าทะลายโจรให้ได้ผลผลิตที่ปลอดภัยและมีคุณภาพที่ดี จำเป็นต้องมีองค์ความรู้ในการผลิต ดังนั้น กรมวิชาการเกษตร จึงได้จัดทำคู่มือการผลิตฟ้าทะลายโจร สำหรับเกษตรกร เป็นแนวทางในการผลิตฟ้าทะลายโจรให้แก่เกษตรกรและผู้สนใจนำไปปรับใช้และพัฒนาให้เหมาะสมในพื้นที่ของตัวเอง แหล่งผลิตฟ้าทะลายโจร การผลิตฟ้าทะลายโจรมีอยู่ทั่วไป ซึ่งแหล่งผลิตสำคัญที่รู้จักกันดีและปลูกมานานคือ กลุ่มผู้ปลูกสมุนไพรกระตีบพัฒนา อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ที่ผ่านมา เกษตรกรมีรายได้ 60,000 บาทต่อไร่ (ช่วงราคารับซื้อ 40-60 บาท) ส่วนใหญ่จะปลูกฟ้าทะลายโจรร่วมกับข้าวโพด ได้ผลผลิต 1,500-1,800 กิโลกรัมต่อไร่ ในขณะที่การผลิตแบบอินทรีย์จะได้ผลผลิต 400 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งในช่วงวิกฤตที่มีการระบบของเชื้อไวรัสโควิด-19 มีความต้องการฟ้าทะลายโจรสูงมาก ทำให้ตลอดช่วงห่วงโซ่การผลิตของฟ้าทะลายโจรเป็นจำนวนมาก ซึ่งผลผลิตที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการทำยา จะต้องมีคุณภาพมาตรฐานโรงงานและเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ผู้บริโภคได้ใช้สมุนไพรที่มีคุณภาพและปลอดภัย ฤดูการปลูก ฟ้าทะลายโจรสามารถปลูกได้ทุกฤดู แต่ที่เหมาะสมคือ ช่วงต้นฤดูฝน พันธุ์ปลูก พันธุ์พิษณุโลก 5-4
วิกฤตการณ์ขณะนี้ สอนให้ทุกคนรู้จักการเอาตัวรอด แต่ต้องดำรงชีพอยู่ให้ได้ แม้ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายเพียงใด คุณฐิติพร ขีระจิตร และ คุณกรกฤช สุภาเทียน สองสามีภรรยา ผู้เคยผ่านการทำงานประจำเป็นพนักงานบริษัทเอกชน ประกอบอาชีพอิสระหลากหลาย อาชีพล่าสุดของทั้งคู่คือ ธุรกิจเสื้อผ้า แม้จะไปได้ดี แต่วันหนึ่งที่คุณฐิติพร เกิดอุบัติเหตุข้อมือหัก ทำให้ต้องพักฟื้นร่างกายกลับสู่สภาวะอยู่บ้านเฉยๆ แนวคิดที่ทั้งคู่วางอนาคตไว้ว่า อยากมีที่ดินสักผืนไว้ทำการเกษตรแบบพอเพียง ก็ผุดเข้ามา คุณฐิติพร เป็นหญิงสาวที่ไม่นิ่งเฉยต่อการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะประสบเหตุการณ์ใด เธอจะมองทุกอย่างให้เป็นโอกาส และแสวงหาเพื่อให้เกิดโอกาส ครั้งนี้ก็เช่นกัน คุณฐิติพร คิดว่า ในระหว่างที่ข้อมือหักต้องพักอยู่บ้านเฉยๆ น่าจะปลูกผักหรือทำเกษตรเล็กๆ ในบ้าน เอาไว้เป็นพื้นที่สำหรับสวนครัว ไม่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากภายนอก ที่ไม่รู้ว่าจะมาพร้อมกับสารเคมีตกค้างหรือไม่ “ตอนแรกพี่แค่คิดว่าเราเคยไปอบรมเกี่ยวกับการทำการเกษตรอะไรมาบ้าง ที่นึกได้ก็มีเรื่องเห็ด ทำให้คิดว่า ลองเอาเห็ดมาเพาะเอาไว้ทำกินดีไหม เลยสั่งก้อนเชื้อเห็ดกับคนที่รู้จัก 100 ก้อน คิดไว้ว่า
“หมอดินอาสา” เป็นเกษตรกรอาสาเข้ามาเป็นตัวแทนของเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดิน โดยเป็นเครือข่ายที่ช่วยถ่ายทอดข้อมูลข่าวสาร องค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านการพัฒนาที่ดินต่างๆ ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ทั่วประเทศ และยังเป็นต้นแบบด้านการจัดการดินอย่างถูกต้อง สามารถแก้ไขปัญหาดินเพื่อการใช้ประโยชน์ทรัพยากรดินให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและยั่งยืน คุณเบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า “กรมพัฒนาที่ดินให้ความสำคัญกับการพัฒนาหมอดินอาสา ทั้งหมอดินอาสาประจำหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และจังหวัด ซึ่งมีอยู่มากถึง 77,672 รายทั่วประเทศ ให้มีองค์ความรู้ด้านการพัฒนาที่ดินอย่างต่อเนื่อง โดยนำกิจกรรมต่างๆ พร้อมอุปกรณ์ในการถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน ปัจจัยการผลิตแจกจ่ายให้กับหมอดินอาสาทั่วประเทศ ตลอดจนเข้าพัฒนาพื้นที่ของหมอดินอาสาให้เป็นศูนย์เรียนรู้การพัฒนาที่ดินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเป็นตัวอย่างการพัฒนาที่ดินของเกษตรกรในหมู่บ้านนั้นๆ และให้หมอดินอาสาเป็นศูนย์กลางสำหรับเกษตรกรในการเข้าถึงงานบริการของกรมพัฒนาที่ดินได้อย่างเต็มที่ ปัจจุบันกรมพัฒนาที่ดิน ได้เร่งพัฒนาศักยภาพหมอดินอาสา 4.0 ให้เพิ่มพูนความรู้และเข
