Exclusive Featured

“โอมากาเสะดอกไม้” จาก ‘บ้านวสุนธารา’ มื้อศิลปะกินได้ ที่เสิร์ฟความพิเศษเพียงวันละ 1 กรุ๊ป

วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านพามาทำความรู้จักกับ เรื่องราวของ “คุณวิลาศ จุลกัลป์” หรือ “ลุงวิลาศ” เจ้าของ Wasunthara Eatery Farm บ้านวสุนธารา จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอสันทราย กระแสดังโอมากาเสะดอกไม้ ศิลปะกินได้ ไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นเชฟ หรือเกษตรกรมืออาชีพ แต่เริ่มจาก “ความตั้งคำถามกับชีวิต”

“วสุนธารา” มาจากคำว่า “วสุ” ที่แปลว่าแผ่นดิน และ “ธารา” ที่แปลว่าน้ำ สะท้อนแนวคิดการใช้ชีวิตที่พึ่งพาธรรมชาติ – ดิน น้ำ และฟ้า – เปรียบเสมือน “ทรัพย์ในดิน สินในน้ำ” ที่ต้องดูแลด้วยใจ

จากลูกชาวนา สู่คนเมือง และการกลับมาที่มุ่งมั่น

ลุงวิลาศ เล่าว่า ปัจจุบันอายุ 61 ปี เป็นชาวจังหวัดสุราษฎร์ธานี อำเภอไชยา เติบโตมาในครอบครัวชาวนา แต่ในวัยเด็กกลับไม่อยากเดินตามเส้นทางเดิม เพราะมองว่าชีวิตเกษตรกรเต็มไปด้วยความลำบาก จึงตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯ เพื่อสร้างชีวิตใหม่ ทำงานด้าน แปลเอกสารและงานหนังสือ ใช้ชีวิตแบบคนเมืองที่ “ทุกอย่างต้องซื้อ” ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือปัจจัยพื้นฐานต่างๆ

แต่เมื่อเวลาผ่านไป การใช้ชีวิตในเมือง รวมถึงข้อมูลด้านสุขภาพ ทำให้เขาเริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง โดยเฉพาะเมื่อเห็นแนวโน้มของคนไทยที่ป่วยด้วยโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดัน และมะเร็ง “เราคิดเลยว่าสักวันเราก็ต้องเป็นแบบนี้ แล้วก็ต้องหาเงินไว้รักษาตัว” ความคิดนี้ ทำให้เขาหันกลับไปมองชีวิตของพ่อแม่ในอดีต ที่แทบไม่ต้องซื้ออาหาร ใช้ชีวิตเรียบง่ายปลูกพืชผักไว้กินเองมาตลอด และมีสุขภาพแข็งแรง โดยทั้งคู่มีอายุยืนยาวกว่า 90 ปี จุดนั้นเอง กลายเป็น “จุดเปลี่ยน” ที่ทำให้ลุงวิลาศตัดสินใจหันมาทำอาชีพเกษตรแบบเต็มตัว


ลุงวิลาศ เล่าว่า มีโอกาสได้รู้จักเพื่อนทางภาคเหนือ และได้รับการแนะนำที่ดินในจังหวัดเชียงใหม่ จึงตัดสินใจมาดูพื้นที่ และเลือกซื้อที่ดินในอำเภอสันทราย ซึ่งในขณะนั้นยังเป็นพื้นที่นาโล่ง “เราไม่ได้มาเที่ยว แต่คิดมาอยู่จริง ต้องคิดว่าจะใช้ชีวิตยังไง และมีรายได้จากตรงนี้ยังไง” จากนั้นจึงเริ่มสร้างบ้าน และพัฒนาพื้นที่กว่า 14 ไร่ ด้วยตัวเอง ค่อยๆ ปลูกข้าว 3 ไร่ ปลูกผัก และสร้างบ้าน และทำเกษตรอินทรีย์ โดยยึดแนวคิดพึ่งพาตัวเอง ลุงวิลาศใช้ชีวิตอยู่ที่เชียงใหม่มาประมาณ 17–18 ปี ก่อนจะค่อยๆ ต่อยอดจากการปลูกเพื่อกิน ไปจนถึงการแบ่งปัน และสร้างเป็นอาชีพได้ในปัจจุบัน

จากสวนสู่กิจการ “โอมากาเสะดอกไม้”

เมื่อผลผลิตในสวนเริ่มเหลือกิน ลุงวิลาศไม่ได้เลือกนำไปแข่งขันในตลาดทั่วไป แต่กลับมองหา “ความแตกต่าง” เริ่มจากการปลูก ดอกไม้กินได้ และนำมาประยุกต์เป็นอาหาร จนเกิดเป็นแนวคิด “โอมากาเสะดอกไม้”

ช่วงแรกเริ่มจากการทำอาหารให้ผู้ที่มาศึกษาดูงานทานแบบเรียบง่าย ก่อนจะค่อยๆ พัฒนาเป็นคอร์สอาหารเต็มรูปแบบ ปัจจุบัน ลุงวิลาศเปิดโอมากาเสะดอกไม้มาประมาณ 7–8 ปี รับลูกค้าเพียงวันละ 1 กรุ๊ป และยังคงลงมือทำทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง

เริ่มจากการมีคนเข้ามาศึกษาดูงานภายในสวน และขอพักค้างคืน ลุงวิลาศจึงทำอาหารเลี้ยง โดยคิดค่าใช้จ่ายเพียง 300-400 บาท ด้วยความแปลกใหม่ของอาหาร ทั้งหน้าตา รสชาติ และการใช้ “ดอกไม้กินได้” ทำให้ผู้ที่ได้ลองเกิดความประทับใจ และมีการบอกต่อแบบปากต่อปาก

เมื่อประมาณ 7 ปีที่แล้ว ลุงวิลาศเริ่มพัฒนาเป็นคอร์สโอมากาเสะอย่างจริงจัง โดยกำหนดราคาต่อคนอยู่ที่ 800 บาท 

หลังจากนั้นประมาณ 2 ปี ด้วยต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น และการพัฒนาประสบการณ์อาหารให้มีความหลากหลายมากขึ้น จึงมีการปรับราคาขึ้นเป็น 1,000 บาทต่อคนปัจจุบัน โอมากาเสะดอกไม้ยังคงยึดแนวคิดเดิม คือ เปิดรับเพียง วันละ 1 กรุ๊ป และลุงวิลาศลงมือทำทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง เพื่อรักษาคุณภาพ และความพิเศษของประสบการณ์ในแต่ละมื้อ

สร้างชีวิตใหม่บนพื้นที่ 14 ไร่ ระบบนิเวศแบบผสมผสาน

ลุงวิลาศตัดสินใจย้ายมาเริ่มต้นใหม่ที่อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ บนพื้นที่กว่า 14 ไร่ โดยเริ่มจาก “ศูนย์” เขาลงมือทำเกษตรอินทรีย์ ปลูกข้าว ปลูกผัก และทำปุ๋ยใช้เองจากเศษใบไม้ มูลสัตว์ และวัสดุธรรมชาติ โดยจัดสรรพื้นที่ดังนี้

  • บ้านของคุณลุงวิลาศ 1 หลัง
  • นาข้าวประมาณ 3 ไร่
  • สวนผัก ดอกไม้ สมุนไพร และไม้ผล
  • ปลูกพืชหลากหลาย เช่น มะพร้าว กล้วย มะเดื่อ ชมพู่ มะเฟือง

โดยใช้แนวคิด “ปลูกทุกอย่างให้เกิดประโยชน์” หญ้าขึ้นก็เอามาทำปุ๋ย ไม่ต้องกำจัด ทุกอย่างมันมีหน้าที่ของมัน

เมื่อเกษตรอินทรีย์เริ่มอยู่ตัว ลุงวิลาศมองว่า “ใครๆ ก็ทำได้” จึงเริ่มมองหาความแตกต่างเขาเลือก “ดอกไม้กินได้” มาปลูกแซมในสวน และพัฒนาเป็นวัตถุดิบในอาหาร ดอกไม้ไม่ได้เป็นเพียงของตกแต่ง แต่กลายเป็น “ส่วนหนึ่งของรสชาติ” ทั้งกลิ่น สี และประสบการณ์ในการกิน

ที่สำคัญ ทุกอย่างปลูกแบบธรรมชาติ ไม่ใช้สารเคมี และใช้ระบบปลูกแบบผสมผสาน เพื่อลดศัตรูพืชโดยธรรมชาติ เช่น ปลูกดอกไม้คู่กับตะไคร้ กะเพรา หรือผักชนิดอื่น เพื่อสร้างสมดุลในระบบนิเวศ

“ข้าวมีชีวิต” แนวคิดอาหารที่ลึกกว่าความอิ่ม

ลุงวิลาศปลูกข้าวเอง และยังนำไปประกอบอาหารให้กับลูกค้าเสมอ โดยเลือกใช้เมล็ดพันธุ์พื้นเมือง เช่น 

  • ข้าวหอมไชยา 
  • ข้าวสังข์หยด 
  • ข้าวหอมนิล 
  • ข้าวสินเหล็ก

เมล็ดพันธุ์เหล่านี้เป็นพันธุ์ที่เก็บรักษาเอง ไม่ได้ซื้อจากภายนอกหรือหน่วยงานใด เพราะลุงเชื่อว่า “ข้าวพันธุ์พื้นเมือง” มีคุณค่าทางโภชนาการที่แท้จริง และแต่ละสายพันธุ์ก็มีคุณประโยชน์แตกต่างกันไป

ลุงวิลาศ เล่าว่า อีกหนึ่งหัวใจสำคัญ คือการ “สีข้าวใหม่” ก่อนนำมาหุงเสมอ หลังจากสีข้าวแล้ว สารอาหารและคุณค่าต่างๆ จะคงอยู่ในช่วงเวลาจำกัด ประมาณไม่เกิน 28 วัน

“คนส่วนใหญ่ทุกวันนี้ กินแป้งมากกว่ากินข้าวจริงๆ เพราะข้าวในท้องตลาดมักถูกสีทิ้งไว้นานเกินไปแล้ว”

ด้วยเหตุนี้ ลุงวิลาศจึงเลือกสีข้าวเองเป็นประจำ สัปดาห์ละครั้งหรือทุก 1–2 สัปดาห์ เพื่อให้ได้ข้าวที่สดใหม่ที่สุด ข้าวที่เพิ่งสีใหม่ยังคงมีชีวิต สามารถนำไปเพาะต่อได้ และเมื่อหุงกิน ร่างกายก็จะได้รับทั้งพลังงานและสารอาหารอย่างเต็มที่ รวมถึงช่วยเสริมภูมิต้านทาน แตกต่างจากข้าวในท้องตลาด ที่มักเป็นข้าวเก่าซึ่งถูกเก็บและแพ็กในถุงสุญญากาศ

ข้าวของลุงวิลาศจึงเป็น “ข้าวใหม่” ที่สีวันนี้ พรุ่งนี้ก็หุงกินได้ทันที และเลือกบรรจุในถุงกระดาษแทนถุงพลาสติก เพื่อรักษาคุณภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แนวคิดนี้จึงไม่ใช่แค่การกินเพื่ออิ่ม แต่คือการเลือกกินอาหารที่ยังคงคุณค่า ตั้งแต่ต้น

1 คอร์ส จากสวนสู่อาหาร 6 จาน

อาหารกว่า 90% มาจากในสวน และปรับตามฤดูกาล

1. Welcome Drink น้ำสมุนไพร เช่น ใบเตย อัญชัน กระเจี๊ยบ พร้อมผลไม้และขนม

2. ออร์เดิร์ฟ  โยเกิร์ตโฮมเมด ข้าวหมาก และผลไม้ปั่น

3. เมี่ยงคำดอกไม้ เมนูซิกเนเจอร์ รวมดอกไม้ สมุนไพร และเครื่องเคียง

4. สลัด / ส้มตำ / ข้าวยำดอกไม้  ใช้ผักสดและข้าวจากสวน

5. ซุปหรือแกง ปรับรสชาติให้เหมาะกับลูกค้า

6. ของหวาน สาคูมะพร้าวอ่อน หรือเมนูตามฤดูกาล

 เกษตรอินทรีย์เพื่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน

ลุงวิลาศยืนยันชัดเจนว่า “เกษตรอินทรีย์ไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพ แต่คือการดูแลสิ่งแวดล้อม และดูแลชีวิตเราไปพร้อมกัน” เพราะการปลูกแบบไม่ใช้สารเคมี ไม่ได้ส่งผลแค่กับคนกิน แต่ยังช่วยฟื้นฟูดิน น้ำ และระบบนิเวศโดยรวม ทำให้ธรรมชาติสามารถหมุนเวียนและเติบโตได้อย่างสมดุล

ลุงวิลาศได้พูดถึง “อาหารปลอดภัย” จะไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่กำลังกลายเป็น “ความจำเป็น” ของคนยุคใหม่ และในอนาคต คนที่สามารถปลูกอาหารเองได้ จะมีความได้เปรียบทั้งในเรื่องสุขภาพ และคุณภาพชีวิตระยะยาว เกษตรอินทรีย์จึงไม่ใช่แค่การทำเกษตรแต่คือ “การลงทุนกับชีวิต” ในระยะยาว

ฝากถึงคนรุ่นใหม่ ที่กำลังสนใจทำการเกษตร

“ไม่ว่าโลกจะพัฒนาไปแค่ไหน อาหารยังเป็นสิ่งสำคัญที่สุด” ลุงวิลาศ อยากให้คนรุ่นใหม่ลองเปิดใจเรียนรู้เรื่องเกษตร ไม่จำเป็นต้องเริ่มใหญ่ แค่เริ่มเข้าใจการปลูก การกิน และการเลือกอาหาร ก็ถือว่าเป็นก้าวแรกที่สำคัญแล้ว เพราะสุดท้ายแล้ว “การมีอาหารที่ดี” คือการที่เราสามารถควบคุมคุณภาพชีวิตของตัวเองได้ ไม่ใช่แค่เรื่องอาชีพ แต่คือเรื่องของ “ความมั่นคงในชีวิต” ที่ทุกคนควรมีติดตัว ก่อนทิ้งท้ายด้วยประโยคที่เรียบง่าย แต่ชัดเจนที่สุดว่า “ไม่มีอะไรอยู่กับเราไปได้นาน…เท่าสุขภาพของเราเอง” 

สำหรับท่านใดสนใจข้อมูลเพิ่มเติม สอบถามได้ที่ คุณวิลาศ จุลกัลป์ หรือ ลุงวิลาศ เจ้าของ Wasunthara Eatery Farm บ้านวสุนธารา จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอสันทราย โทร. : 085-037-2509

ผู้เขียน : คัคน ญานะวงศ์ษา

Related Posts