พืชทำเงิน
ธุรกิจแบบสตาร์ทอัพที่ทำไป ทดลองไป หาข้อมูลไป เป็นหนึ่งในแนวคิด ที่ noBitter ฟาร์มผักขนาดเล็กใจกลางเมือง ของ ดร.วิลาศ ฉ่ำเลิศวัฒน์ และทีมงาน ได้ร่วมกันสร้างสรรค์ขึ้นมาจากแนวคิดที่ต้องการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับคนเมือง ดร.วิลาส ฉ่ำเลิศวัฒน์ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง กล่าวว่า เป้าหมายของ noBitter คือ ต้องการที่จะปลูกผักเพื่อคนเมืองจริงๆ เนื่องจากพืชผักที่จำหน่ายอยู่ตามซุปเปอร์ส่วนใหญ่ที่คนเมืองบริโภค ยังตรวจเจอสารพิษอยู่ ทั้งๆ ที่เป็นผักออร์แกนิก ดังนั้น การปลูกผักปลอดภัยที่จำหน่าย ณ จุดขายได้ ทันทีจะเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคที่อาศัยอยู่ในเมืองได้ “noBitter เราให้นิยามมันว่า เป็น mini plant factory เป็นโรงงานปลูกผักขนาดเล็กในกลางเมือง สาเหตุที่ตั้งขึ้นมาเพื่อที่จะผลิตผักขึ้นมาเพื่อจะตอบสนองความต้องการของชุมชนเมืองได้ ซึ่งที่ตั้งปัจจุบันเราคือ อยู่ใน Space At Siam เป็น Co-Working Space ที่หนึ่ง โดยชั้นล่างจะมีเด็กๆ มาใช้บริการเรียนหนังสือ นั่งทำงาน แล้วชั้นบนที่เป็นลานนั่งเล่นไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์ เราก็กั้นพื้นที่ขึ้นมาเล็กๆ ส่วนหนึ่งแล้วก็ทดลองทำ” จุดเริ่มต้นของ noBitter ลงมือทำจากการขาดองค์คว
ความนิยมในการปลูกพืชแบบผสมผสานแพร่กระจายไปในหลายพื้นที่ เหตุผลสำคัญที่หลีกเลี่ยงการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เพราะหากเกิดปัญหาใดที่ทำให้กิจการภายในพื้นที่เพาะปลูกดำเนินต่อไปไม่ได้ นั่นหมายถึง ต้องยุติการทำการเกษตรลงชั่วคราวหรือถาวร และเหตุผลนี้ก็เป็นเหตุผลเดียวกับที่ คุณอำนาจ ศรีชุ่ม เกษตรกรชาวสวน ตัดสินใจปลูกพืชแบบผสมผสานไว้ในแปลงเดียวกัน คุณอำนาจเป็นชาวอำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี โดยกำเนิด เกิดและเติบโตมากับการทำสวนหลายชนิด โดยเฉพาะสวนไม้ผลที่เป็นผลไม้นิยมและขึ้นชื่อของจังหวัดปราจีนบุรี อาทิ ทุเรียน กระท้อน เงาะ ส้มโอ มังคุด ทำให้ประสบการณ์การดูแลสวนไม้ผลแทรกซึมเข้าร่างกายอย่างปฏิเสธไม่ได้ พื้นที่ทำสวนไม้ผลของคุณอำนาจมีหลายแปลง แต่แปลงหนึ่งที่น่าสนใจ มีพื้นที่ 32 ไร่ ไม้ผลที่ปลูกเป็นหลักมี 3 ชนิด ได้แก่ กระท้อน ทุเรียน และไผ่ตง แต่ยังผสมผสานไปด้วย มังคุด เงาะ มะยงชิด มะปรางหวาน และไม้ประดับในกลุ่มจันทน์ผา แต่ในที่นี้ คุณอำนาจแนะนำไม้ผลเพียงชนิดเดียวคือ กระท้อน เนื่องจากเป็นผลไม้ที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำมากที่สุดกว่าไม้ผลชนิดอื่นที่มีอยู่ “เดิมผมซื้อที่ดินแปลงนี้ไว้เพื่อปลูกไผ่ตง เพียง 2 ป
แตงไทย จัดเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพชนิดหนึ่ง อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุแคลเซียม ธาตุโพแทสเซียม คาร์โบไฮเดรต เป็นต้น แตงไทยเป็นผลไม้มีฤทธิ์เย็น ช่วยในการดับกระหาย คลายร้อน คงหนีไม่พ้น แตงไทย กินผลสดๆ ก็รู้สึกถึงความสดชื่น ความหวาน กรอบจากเนื้อแตงไทย หรือจะนำไปประกอบเมนูขนมหวานอย่าง ลอดช่องแตงไทยน้ำกะทิ ก็ถือว่าเป็นเมนูคลายร้อนสุดฮิตตลอดกาล นอกจากนี้ แตงไทยยังอุดมไปด้วยคุณประโยชน์อย่างมากมาย เช่น ช่วยบำรุงผิวพรรณ ช่วยดับความร้อนในร่างกาย ช่วยบำรุงหัวใจ บำรุงสมองและประสาท บำรุงสายตา และช่วยบำรุงน้ำนมของมารดาให้นมบุตร คุณทิพวรรณ รัตนะชัย อายุ 42 อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 10 หมู่บ้านบ่อคู่ หมู่ที่ 2 ตำบลท่าหลวง อำเภอท่าหลวง จังหวัดลพบุรี ปัจจุบัน คุณทิพวรรณ ประกอบอาชีพเป็นเกษตรกรปลูกแตงไทย คุณทิพวรรณ กล่าวว่า ตนเองไม่ได้มีอาชีพเป็นกษตรกร แต่เดิมทีมีอาชีพเป็นครูสอนชาวต่างชาติทำอาหารไทย ที่โรงเรียนสอนทำอาหารแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ถือว่าเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่สนุก ได้พบเจอกับผู้คนมากมายหลายประเทศ ทำให้คุณทิพวรรณ ได้เกิดการแลกเปลี่ยนทางความคิดและทางวัฒนธรรม แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์โร
“หอยเชอรี่” เป็นศัตรูพืชสำคัญที่ทำลายข้าวในนา หากกำจัดโดยใช้สารเคมี จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้ ปู ปลา และสัตว์น้ำในแปลงนาตายไปด้วย หมอเกษตร ทองกวาว จึง แนะนำวิธีควบคุมและกำจัดหอยเชอรี่อย่างถูกวิธี หอยเชอรี่ เข้ามาอาละวาดในนาข้าวของประเทศไทย จากที่เคยมีการบันทึกไว้อย่างเป็นทางการครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2525 โดยมีผู้เลี้ยงปลาตู้นำพันธุ์มาจากประเทศญี่ปุ่นและไต้หวัน ด้วยวัตถุประสงค์ต้องการนำมาเลี้ยงประดับในตู้ปลาและนำกลับไปจำหน่ายยังประเทศญี่ปุ่น แต่เมื่อมีปริมาณหอยเชอรี่มากเกินความต้องการ จึงมีผู้นำไปทิ้งลงในลำคลอง หอยเชอรี่แพร่ระบาดรุนแรงมากขึ้นในปี พ.ศ. 2531 ที่ตำบลศีรษะจรเข้น้อย อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ในเวลาไล่เลี่ยกันพบว่า มีการระบาดเข้ากัดกินข้าวในนาอย่างหนักที่เขตมีนบุรี หนองจอก และลาดกระบัง และในปี 2537 ต่อเนื่องปี 2538 เกิดน้ำท่วมภาคกลางหลายจังหวัดเป็นเวลานาน ทำให้หอยชนิดนี้ระบาดทำลายนาข้าวครอบคลุมพื้นที่รวมถึง 60 จังหวัด ดังนั้น หอยเชอรี่จึงเป็นศัตรูของชาวนาอยู่ในอันดับต้นๆ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา “หอยเชอรี่” เป็นหอยน้ำจืดชนิดหนึ่ง บางคนเรียกว่า หอยโข่งอเมริกาใต้ และเ
ทุกวันนี้ ภาคเกษตรต้องเผชิญปัญหาดินเสื่อม โรคแมลงศัตรูพืชและปัญหาภัยธรรมชาติ ทำให้ได้ผลผลิตต่ำสวนทางกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น หากใครกำลังมองหาแนวทางลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ก็แนะนำให้ทดลองใช้ “ปุ๋ยปลาร้า” (น้ำหมักชีวภาพจากปลาทะเล) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายได้ตามที่ต้องการ ย้อนกลับเมื่อปี 2550-2551 กรมส่งเสริมการเกษตร โดยคุณสุพจน์ แสงประทุม ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ในสมัยนั้น เกิดแนวคิดที่จะช่วยเกษตรกร “ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ปลอดภัยและรักษาสิ่งแวดล้อม” จึงได้มอบหมายให้ นักวิชาการเกษตร ชื่อ คุณวิชัย ซ้อนมณี ศึกษาทดลองการใช้น้ำหมักชีวภาพชนิดต่างๆ มาใช้ในแปลงเพาะปลูกพืช ก็ได้ผลสรุปว่า น้ำหมักชีวภาพจากปลาทะเลหรือที่เรียกกันทั่วไปคือ ปุ๋ยปลาร้า โดย ปุ๋ยปลาร้า มีคุณสมบัติที่เหมาะสมในการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ปลอดภัยและรักษาสิ่งแวดล้อม ได้อย่างดี เมื่อนำปุ๋ยปลาร้าไปให้เกษตรกรทดลองปุ๋ยปลาร้าก็พบว่า เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในแปลงปลูกพืช เพราะสามารถเพิ่มจำนวนปริมาณของผลผลิตมากขึ้น ช่วยปรับสภาพดินให้ดีขึ้น เป็นท
“ข่าแดง” หรือ ข่าอ่อน เป็นพืชสมุนไพรที่กำลังได้รับความนิยมสูงในการนำมาเป็นส่วนประกอบหลายเมนูอาหาร อีกทั้งเป็นพืชที่ทนแล้ง ต้านทานโรคได้ดี ปลูกและดูแลง่าย สรรพคุณมากมายโดยเฉพาะด้านสุขภาพ จึงเป็นที่ต้องการของตลาดสูง การยึดอาชีพปลูกข่าแดงของชาวบ้านที่บ้านเกษตรสมบูรณ์ ตำบลห้วยขะยุง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ทำกันมายาวนานกว่า 30 ปี เพราะข่าแดงเป็นพืชที่ปลูกง่าย ดูแลง่าย ไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่ปลูกมาก เป็นพืชที่ช่วยกันในครัวเรือน ลงทุนน้อย ปลูกแล้วเก็บผลผลิตได้นานเป็น 10 ปี ที่สำคัญมีรายได้ทุกวัน จึงเป็นพืชที่ชาวบ้านไม่ง้อรายได้จากการปลูกข้าว ฉะนั้น เกือบทั้งหมู่บ้านหันมาปลูกข่าแดงสร้างรายได้ อีกทั้งยังสร้างมูลค่าด้วยการปลูกข่าแบบอินทรีย์จนได้ใบรับรองมาตรฐาน จึงเป็นที่ต้องการของลูกค้าหลายพื้นที่ทั่วประเทศและจากที่เคยเป็นรายได้เสริมเมื่อก่อน จึงกลายเป็นรายได้หลักในวันนี้ กระทั่งทำให้ทุกครอบครัวในตำบลห้วยขะยุงที่ปลูกข่าแดงขายมีความเป็นอยู่อย่างสุขสบายไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน คุณนวนศรี พรมมากอง อยู่บ้านเลขที่ 83 หมู่ที่ 13 บ้านเกษตรสมบูรณ์ ตำบลห้วยขะยุง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
หากใครสนใจทำสวนลำไยขนาดใหญ่ หรือมีต้นจำนวนมาก ทาง “สวนคุณลี” จังหวัดพิจิตร ขอแนะนำว่า การราดสารฯ ควรผสมสารในถังน้ำขนาดใหญ่แล้วฉีดพ่นลงดินรอบทรงพุ่ม ซึ่งสามารถทำงานได้เร็วและมีประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างการใช้สาร จะใช้สารโพแทสเซียมคลอเรต จำนวน 50 กิโลกรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร ซึ่งจะไม่ได้ใช้วิธีคำนวณว่าลำไยต้นนี้ทรงพุ่มกี่เมตรจะต้องใช้สารกี่กรัม เนื่องด้วยจำนวนต้นลำไยมีมาก จะทำให้การทำงานช้า ยุ่งยาก และอาจเกิดความผิดพลาดได้หากแรงงานไม่มีประสบการณ์ จึงใช้สารอัตราเดียว แต่การราดสารจะใช้วิธีการฉีดลงดินด้วยเครื่องฉีดพ่นยา วิธีการจะฉีดพ่นในบริเวณรอบทรงพุ่มลำไย (ชายทรงพุ่ม) เดินฉีดเป็นวงกลม ให้วงกลมมีหน้ากว้างสัก 1 เมตร เพราะบริเวณชายพุ่มจะเป็นบริเวณที่มีรากฝอยเป็นจำนวนมาก ทำให้ตอบสนองสารโพแทสเซียมคลอเรตได้เป็นอย่างดี ส่วนปริมาณสารที่ต้นลำไยแต่ละต้นจะได้รับนั้น ขนาดของรัศมีทรงพุ่มจะเป็นตัวกำหนดเองโดยอัตโนมัติ วิธีการราดสารแบบน้ำจึงทำให้เกษตรกรทำงานได้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น แต่ข้อดีของการราดสารแบบนี้คือ จะทำให้ต้นลำไยไม่โทรม หลังการราดสารให้กับต้น “ลำไยบ้านโฮ่ง 60” เรื่องของการให้น้ำแก่ต้นลำไย ควรรั
กรมวิชาการเกษตร เผยแพร่คู่มือการผลิตฟ้าทะลายโจรสำหรับเกษตรกร ซึ่งในข้อมูลเอกสาร หน้า 38-39 ได้เผยแพร่เทคนิคการปลูกฟ้าทะลายโจร ของ ดร.จรัญ ดิษฐไชยวงศ์ ข้าราชการบํานาญ กรมวิชาการเกษตร โทร. 089-859-5485 E-mail: [email protected] ซึ่งสะสมประสบการณ์ด้านการผลิตฟ้าทะลายโจรมานานหลายปี โดย ดร.จรัลได้สรุปข้อควรระวังในการปลูกฟ้าทะลายโจรไว้ 4 ประการ ดังนี้ 1.หลีกเลี่ยงดินปลูก ปุ๋ยอินทรีย์ และแหล่งน้ำที่มีสารพิษปนเปื้อน 2.ควรมีแนวบังลม เพราะสภาพลมแรงทำให้ลำต้น กิ่งก้านแขนงฟ้าทะลายโจรฉีกหักได้ง่าย 3.ยกแปลงสููงและมีสม่ำเสมอ เพราะต้นฟ้าทะลายโจรไม่ทนต่อสภาพน้ำท่วมขัง 4.ปลูกฟ้าทะลายโจรในสภาพขาดน้ำ ทำให้ผลผลิตลดลง สำหรับผู้สนใจการปลูกฟ้าทะลายโจร ดร.จรัลมีข้อแนะนำปลูกฟ้าทะลายโจรให้ได้ผลผลิตที่ดี ดังต่อไปนี้ 1.ชั่่งเมล็ดฟ้าทะลายโจร 15 กรัม (ความงอกมากกว่าหรือเท่ากับ( ≥ ) 80% ปลููกแบบย้ายกล้าได้ประมาณ ประมาณ 1 ไร่) 2.แช่เมล็ดในน้ำสะอาดทิ้งไว้ 5-6 ชั่วโมง นำขึ้นมาผึ่งลมพอแห้งจึงนำไปเพาะ 3.เพาะเมล็ดลงตะกร้าที่มีดินพรุ (peat) หรือใช้ส่วนผสมของดินร่วน : ปุ๋ยมูลวัวแห้ง : แกลบดำ ในสัดส่วน 1 : 2 : 2 โดยปริมาตร
รู้หรือไม่ ข้าวโพดที่เราซื้อรับประทานตามท้องตลาด ไม่ว่าจะต้ม ปิ้งย่าง ข้าวโพดอบเนย ข้าวโพดทรงเครื่อง จะข้าวโพดเหนียวหรือข้าวโพดหวาน นั่นมันธรรมดาไปซะแล้ว เมื่อคุณได้รู้จักกับข้าวโพดราชินีทับทับทิมสยาม (Siam Ruby Queen) ข้าวโพดหวานที่สามารถรับประทานสดๆ ได้ โดยไม่ต้องนำไปต้ม แถมคุณประโยชน์ที่บอกได้เลยว่า นอกจากชื่อจะไพเราะแล้ว คุณค่าทางสารอาหารก็มีมากเช่นกัน ข้าวโพดราชินีทับทิมสยาม เป็นสายพันธุ์ที่ถูกพัฒนาโดย ดร. ทวีศักดิ์ ภู่หลำ อดีตอาจารย์คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ลักษณะเด่นของสายพันธุ์นี้คือ สามารถรับประทานสดได้ รสชาติหวานเหมือนทานผลไม้สุก มีกลิ่นหอมเฉพาะที่ไม่เหมือนกับข้าวโพดทั่วไป สีของผิวเมล็ดจะออกสีแดงสดเหมือนทับทิม ไหมข้าวโพดและซังข้าวโพดสีแดงทับทิมเช่นกัน ส่วนเนื้อของเมล็ดสีจะออกเหลืองนวลเหมือนข้าวโพดหวานทั่วไป ลำต้นของข้าวโพดจะมีสีม่วงออกแดง ประมาณ 30% หลายคนเข้าใจผิดว่า ข้าวโพดราชินีทับทิมสยาม กับข้าวโพดเหนียวสีแดงเป็นชนิดเดียวกัน ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นคนละชนิด ต่างกันตรงที่ข้าวโพดราชินีทับทิมสยามทานสดได้ และมีความหวานมากกว่า จากงานวิจัยพบว่า ข้าวโพดราชินีทับทิมสยามมีปริมาณ
กรมส่งเสริมการเกษตร แนะวิธีปลูก “กระชาย” พืชสมุนไพรพื้นบ้านอย่างถูกวิธี ปัจจุบันพืชสมุนไพรไทยมีอัตราการขยายตัวของตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้น และยังคงมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง โดยสมุนไพรที่กำลังได้รับความสนใจ นอกจากฟ้าทะลายโจรในขณะนี้ คือ “กระชาย” ซึ่งเป็นพืชสมุนไพรจัดอยู่ในพืชวงศ์เดียวกับ ขิง (ZINGIBERACEAE) เป็นพืชล้มลุก มีลำต้นใต้ดินเรียกว่า เหง้า ซึ่งมีลักษณะเป็นตุ้มสั้น แตกหน่อได้เช่นเดียวกับขิง รูปทรงกระบอกหรือรูปไข่ค่อนข้างยาวปลายเรียวแหลมออกเป็นกระจุก มีผิวสีน้ำตาลอ่อนเนื้อในสีเหลืองมีกลิ่นข่า และขมิ้น รากอวบหอมเฉพาะตัว ใช้เหง้าเป็นส่วนขยายพันธุ์ และรากเป็นส่วนที่ใช้บริโภคมีสรรพคุณเป็นทั้งอาหารและยาสมุนไพร ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความสำคัญกับงานด้านการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชสมุนไพร เพื่อไว้ใช้เองในครัวเรือน และจำหน่ายตามแนวทางตลาดนำการผลิต กรมส่งเสริมการเกษตรในฐานะหน่วยงานส่งเสริมการเกษตรด้านพืช มีวิธีการปลูกกระชายมาแนะนำ ดังนี้ การเตรียมพันธุ์ เกษตรกรควรเลือกเหง้ากระชายที่มีตาสมบูรณ์ และปราศจากโรคและแมลง มีอายุต
