พืชทำเงิน
“ข้าวโพดฝักอ่อน” พืชสร้างรายได้งาม แต่หลายคนมองข้าม ต้นทุนต่ำ ปลูกได้ตลอดทั้งปี เก็บขายทำเงินไว คุณรำเพย เทียมเมฆา หรือ พี่ดา อยู่บ้านเลขที่ 2 หมู่ที่ 12 ตำบลพระแท่น อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี เกษตรกรสาวคนเก่งอดีตพนังงานปั๊มผู้ไม่ย่อท้อ เรียนจบ กศน. หันเอาดีด้านการเกษตร โดยเริ่มจากการช่วยแม่ปลูกผัก ทำไร่ข้าวโพด จนพัฒนามาเป็นเกษตรกรอย่างเต็มตัวนานกว่า 30 ปี ปลูกเอง หักเอง ขายเอง เริ่มจากแนวคิดที่จะทำเกษตรพอเพียง ปลูกผักสวนครัวไว้กินเองที่บ้านก่อน หวังว่าให้ในทุกวันมีกิน เมื่อทำงานเหนื่อยกลับมาบ้านก็ไม่ต้องออกไปซื้อกับข้าวที่ตลาด เพียงแค่เปิดประตูหลังบ้านมาก็เจอผักสวนครัวที่ปลูกไว้เลย มีของในครัวนำมาประกอบอาหารโดยที่ไม่ต้องเสียเงิน อันนี้คือจุดยืนสำคัญของเธอ ใช้เงินให้น้อยที่สุด ทุกอย่างมีอยู่ในบ้าน ไม่ได้หวังกำไรมากมาย ทำไปเรื่อยๆ ไม่อาศัยทฤษฎี ไม่มีสูตรที่ตายตัว ต้องเรียนผิดเรียนถูก การทำเกษตรปลูกพืชผักไม่มีอะไรที่ตายตัว อย่างเช่น สูตรน้ำหมักที่ทำเองแล้วได้ผลดี พืชเจริญงอกงาม ชาวบ้านที่พบเห็นจะเข้ามาถามสูตร แต่บางทีสูตรที่ใช้ไม่ได้เหมาะกับทุกพื้นที่ หรือบางที่มีโรคแมลงไม่เหมือนกัน ก
กรมการข้าว มีนโยบายที่จะสนองพระราชดำริด้านการสร้างและพัฒนาแหล่งเรียนรู้ด้านข้าวและชาวนา ที่เกี่ยวข้องกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โครงการหลวงและโครงการพัฒนาพื้นที่เฉพาะ โดยมอบหมายให้โรงเรียนข้าวและชาวนาเป็นศูนย์กลาง เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ในด้านการผลิตข้าว การดูงานด้านข้าว รวมทั้งมีการจัดทำหลักสูตร ให้มีความเหมาะสม ทันสมัยเพื่อจะพัฒนาชาวนาไทยเป็นชาวนายุค 4.0 ที่มีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน. “นางรจนา สีวันทา” หนึ่งในเกษตรกรคนเก่งที่กรมการข้าวยกย่องให้เป็น “ชาวนาต้นแบบด้านเกษตรอินทรีย์” ด้วยความภาคภูมิใจ เนื่องจากคุณรจนาเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการทำนาแบบเกษตรธรรมชาติ คุณรจนาเป็นผู้ใฝ่รู้ ศึกษาลงมือทำด้วยตนเองจนประสบความสำเร็จ ได้รับการยอมรับจากหน่วยงานภาครัฐและเชิญให้เป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ เป็นผู้ทรงภูมิปัญญาด้านการเกษตรกรรม (ข้าว) โดยใช้ภูมิปัญญาไทยเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วยการทำนาแบบอินทรีย์ คุณรจนาคิดค้นวิธีการทำนาแบบอินทรีย์ที่ได้ผลผลิตมากขึ้นและใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสมในพื้นที่ มีการเพาะเลี้ยงจุลินทรีย์เพื่อใช้เอง และผลิตสารชีวภัณฑ์ต่างๆ เพื่อใ
เกษตรกรผู้ปลูกถั่วฝักยาว ควรเฝ้าระวังโรคพืช 2 ชนิดที่มักเกิดในช่วงฤดูฝน คือโรคใบจุดที่เกิดจากเชื้อราเซอโคสปอร่า และโรคราสนิมที่เกิดจากเชื้อรายูโรมายเซส ซึ่งสามารถพบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของถั่วฝักยาว โรคใบจุด อาการโรคใบจุด สังเกตได้จาก จุดแผลสีน้ำตาลปนแดงขนาดเล็กที่ใบล่างใกล้ผิวดิน ต่อมาแผลขยายใหญ่กลมสีน้ำตาล ขอบแผลไม่สม่ำเสมอ กลางแผลมีจุดไข่ปลาเล็กสีเทาดำเรียงเป็นวงกลมซ้อนกันหลายชั้น ถ้ารุนแรง แผลกระจายทั่วบนใบ และพบเชื้อราขึ้นปุยสีน้ำตาลเข้มที่หลังใบ ใบแห้งกรอบและร่วง ลำต้นชะงักการเจริญเติบโต ผลผลิตลดลง หากพบโรคดังกล่าว กรมวิชาการเกษตรแนะนำให้เกษตรกรตัดใบที่เป็นโรคไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก และพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อราเบโนมิล 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 15-20 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไทโอฟาเนต-เมทิล 70% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคลอโรทาโลนิล 50% เอสซี อัตรา 40-60 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 7 วัน โรคราสนิม ส่วนโรคราสนิม มักพบในระยะถั่วฝักยาวเริ่มออกดอก มักพบอาการโรคราสนิมบริเวณใต้ใบแก่เหนือผิวดินก่อนแล้วค่อยลามขึ้นด้านบนของลำต้น มักมีจุดแผลสีเหลืองซีด กลางแผล
คุณบุญล้วน โพนสงคราม อายุ 62 ปี ที่อยู่ปัจจุบัน บ้านเลขที่ 188 หมู่ที่ 8 ตำบลวังหลวง อำเภอเฝ้าไร่ จังหวัดหนองคาย มีพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมด 27.5 ไร่ มีการจัดสรรเป็นพื้นที่ทำนา 8 ไร่ สวนยางพารา 7 ไร่ ไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก 5 ไร่ สวนไผ่เลี้ยง 2 ไร่ และไผ่บงหวาน 1 ไร่ ทำประมง 3 ไร่ เลี้ยงสัตว์ 1 งาน เรือนเพาะชำกล้าไม้ จำนวน 1 งาน มีการใช้เวลาลองผิดลองถูกอยู่นานกว่าที่จะประสบความสำเร็จได้อย่างทุกวันนี้ เริ่มจาก ปี พ.ศ. 2520 เริ่มประกอบอาชีพทำนาตามฤดูกาล และเลี้ยงหมูขาดทุน ต้องกู้ยืม ธ.ก.ส. เป็นหนี้ผูกพัน ปี พ.ศ. 2540 ต้องไปเป็นลูกจ้างรับเหมาทำถนน ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และเป็นผู้จัดการฟาร์มวีราฟลอร่าแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร โดยศึกษาเรียนรู้ที่ศูนย์พืชสวน จังหวัดกระบี่ ในการผลิตดอกหน้าวัว ปี พ.ศ. 2542 มีความเชี่ยวชาญในการผลิตดอกหน้าวัว ได้รับเชิญให้เป็นอาจารย์สอนพิเศษที่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เรื่องการดูแลรักษา กิจกรรมเด่น ปรับปรุงดินลูกรังที่ขาดความอุดมสมบูรณ์ ด้วยปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ และใช้วิธีห่มดินด้วยหลักการของ “โคก หนอง นา โมเดล” จนสามารถปลูกพืชได้ นำวัสดุเหลือใช้ทางการเ
สถานการณ์กักกันบริเวณอันเนื่องมาจากความพยายามจำกัดการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ส่งผลกระทบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมมนุษย์เกือบทุกด้าน แน่นอนนะครับว่า การระบาดระดับเขย่าโลกครั้งนี้ย่อมทำให้โลกไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป ในเรื่องอาหาร โดยเฉพาะพืชผัก เราเริ่มเห็นการออกมาให้ความรู้ คำแนะนำเกี่ยวกับการปลูกพืชสวนครัวกินเองในพื้นที่แบบต่างๆ โดยหน่วยงานทั้งของรัฐและเอกชน ตลอดจนมูลนิธิต่างๆ ทั้งโครงการแบบเร่งด่วนระยะสั้น 3 เดือน ซึ่งคาดว่ายังเป็นช่วงระบาดหนักของโรค ทั้งโครงการระยะยาว ที่พยายามคว้าโอกาสนี้โน้มน้าวผู้คนให้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการซื้อหา เก็บอาหาร ให้เหมาะสมสอดคล้องกับวิถีการบริโภคอย่างเป็นธรรมและปลอดภัยในโลกสมัยใหม่ ภาวะวิกฤตคับขันส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในวัฒนธรรมมนุษย์เสมอ ครั้งนี้ก็คงเช่นกัน อย่างไรก็ดี ใช่ว่าการปลูกผักกินเอง แม้ในพื้นที่เมืองใหญ่ระดับมหานคร ที่แออัดไปด้วยการอยู่อาศัยของผู้คนจำนวนมากจะไม่เคยมีมาก่อนในเมืองไทยนะครับ การได้อยู่บ้านช่วงนี้ ทำให้ผมได้พลิกอ่านหนังสือเล่มโตของมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) คือ “ดอกไม้ในสวนผักคนเมือง” อันเป็นงานที่รวมความเป็นรูป
นับเป็นเวลา 90 วัน ของปฏิบัติการ ‘สร้างความมั่นคงทางอาหาร’ ในสถานการณ์ ‘โควิด’ ซึ่ง ‘กรมการพัฒนาชุมชน’ (พช.) ริเริ่มผลักดันตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา กระทั่งเสร็จสิ้นภารกิจด้วยความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมเมื่อวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา หลังรณรงค์ให้มีการปลูกผักสวนครัวทั่วประเทศเพื่อลดรายจ่าย สร้างรายได้ผ่านการเพาะเมล็ดพันธุ์และต้นกล้าสู่ผืนแผ่นดินซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางออกของประเทศ ไม่เพียงจากภาวะโรคระบาด หากแต่รวมถึงวิกฤตภัยแล้งซึ่งรัฐบาลประกาศเป็นวาระแห่งชาติ โดยได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 อีกทั้งแนวพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มาประพฤติปฏิบัติร่วมกับส่วนราชการ องค์การปกครองท้องถิ่น ภาคีเครือข่ายรวมถึงองค์กรทางศาสนา แม้ตัวเลข 12 ล้านครัวเรือน (ไม่รวมในเขต กทม.) คือเป้าหมายที่ค่อนข้างท้าทายในระยะเวลา 90 วัน ทว่า ในวันนี้ได้เกิดขึ้นจริงด้วยกลยุทธ์และความร่วมมือจากหลากหลายภาคส่วน ส่งสัญญาณถึงการเข้าใกล้เส้นชัย “เศรษฐกิจฐานรากที่มั่นคงและชุมชนพึ่งตนเอง” อันป็นหมุดหมายความสำเร็จสูงสุดของ พช ‘ผู้นำทำก่อน’ จากก
คุณสุพจน์ โคมณี อยู่บ้านเลขที่ 9 หมู่ที่ 6 ตำบลหนองกระเจา อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ 60120 โทรศัพท์ (081) 041-0911 เจ้าตัว สืบทอดการประกอบอาชีพเกษตรกรรมเชิงเดี่ยวจากบิดา มารดา คือปลูกข้าวและทำไร่ข้าวโพดโดยใช้หลักพึ่งพาธรรมชาติ แต่ด้วยฤดูกาลที่ไม่แน่นอน บางปีน้ำหลาก บางปีน้ำแล้ง การเพาะปลูกจึงไม่ประสบความสำเร็จ ต่อมาในปี พ.ศ. 2536 มีโอกาสเข้ารับการฝึกอบรมการทำเกษตรผสมผสานของจังหวัดนครสวรรค์ เมื่อเรียนรู้แล้วคุณสุพจน์ได้ปรับเปลี่ยนทัศนคติและวิธีการทำการเกษตรกรรมจากที่เน้นเรื่องปริมาณผลผลิตเพื่อการค้าขายมาเป็นแบบพึ่งตนเองเพื่อบริโภคในครัวเรือน จากนั้นในปี พ.ศ. 2539 ได้กู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เพื่อนำมาฟื้นฟูพื้นที่เพาะปลูก และริเริ่มทำการเกษตรทฤษฎีใหม่ ซื้อที่ดินเพิ่มอีก 20 ไร่ แบ่งสัดส่วนพื้นที่เป็น 30-30-30-10 หรือนาข้าว 6 ไร่ น้ำ 6 ไร่ ไม้ผล 6 ไร่ ที่อยู่อาศัย พืชผักสวนครัว และเลี้ยงสัตว์ 2 ไร่ ตั้งแต่นั้นมาชีวิตครอบครัวเริ่มดีขึ้น มีผลผลิตเพื่อบริโภคภายในครัวเรือน ส่วนที่เหลือนำไปจำหน่ายได้จนสามารถใช้หนี้สินที่กู้ยืมมาหมดภายใน 4 ปี เป็ดที่เลี้ยง รูปแบบกิจกรรมทา
กลุ่มเกษตรกรทํานาบ่อทอง ตำบลบ่อทอง อำเภอทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ์ นับเป็นหนึ่งในสถาบันเกษตรกรต้นแบบที่เข้มแข็ง ทั้งด้านการบริหารจัดการกลุ่ม การผลิต-การตลาด มีความคิดริเริ่มต่างๆ มากมาย เพื่อช่วยเหลือสมาชิกให้สามารถลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ทำกำไรได้ดีอย่างต่อเนื่อง จนได้รับการยกย่องจากกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เป็นสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประเภทกลุ่มเกษตรกรทำนาถึง 2 ปีซ้อน คือ ประจำปี 2557 และ ปี 2563 กลุ่มเกษตรกรทํานาบ่อทอง จัดตั้งเมื่อ วันที่ 1 กันยายน 2546 สมาชิกแรกตั้ง 33 คน ปัจจุบัน มีสมาชิกจำนวน 136 คน นายตุ้น น่วมคำ รับหน้าที่เป็นประธานกลุ่มเกษตรกรทํานาบ่อทอง ที่ทำการกลุ่มตั้งอยู่บ้านเลขที่ 69/2 หมู่ที่ 1 ตำบลบ่อทอง อำเภอทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ์ รหัสไปรษณีย์ 53230 โทรศัพท์ 061-294-7002 โครงการ ราดีพิทักษ์ทรัพย์ สมาชิกส่วนใหญ่ของกลุ่มเกษตรกรทำนาบ่อทองมีอาชีพทำนา แต่มักประสบปัญหาจากโรคพืช เช่น โรครากเน่าโคนเน่า โรคกล้าไหม้ โรคใบไหม้ และศัตรูพืช เช่น เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยแป้ง เพื่อเป็นการช่วยเหลือสมาชิก ทางกลุ่มได้ดำเนิน “โครงการ ราดีพิทักษ์ทรัพย์” เพื่อจัดอบรมควา
สภาพอากาศร้อนชื้น อาจส่งผลกระทบให้เกิดโรคไวรัสจุดวงแหวนและเพลี้ยแป้ง เข้าทำลายต้นมะละกอได้ง่าย โรคไวรัสจุดวงแหวนแพร่ระบาดโดยมีไวรัสเป็นเชื้อ และมีเพลี้ยอ่อนเป็นพาหะนำโรค สามารถพบได้ทุกระยะการเติบโตของต้นมะละกอ หากโรคไวรัสจุดวงแหวนแพร่ระบาดในระยะต้นกล้า จะทำให้ต้นแคระแกร็น ใบอ่อนซีดเหลืองเส้นใบหยาบหนาขึ้น ใบด่างสีเขียวเข้มสลับสีเขียวอ่อน หากเกิดโรคแพร่ระบาดรุนแรงจะทำให้ใบมะละกอมีขนาดเล็กลง บิดเบี้ยวผิดรูปร่าง ใบหงิกงอ บางครั้งใบเรียวเล็กลงเป็นเส้นยาวแทบจะไม่เห็นเนื้อใบ ทำให้ต้นกล้าไม่เจริญเติบโตหรือตายได้ หากแพร่ระบาดในช่วงต้นโต จะทำให้ใบแก่ขอบใบม้วนขึ้นและหยัก ใบยอดเหลืองซีดมีขนาดเล็กลง ก้านใบสั้น ใบด่างเหลืองสลับเขียว ลำต้นและก้านใบมีรอยขีดช้ำหรือรูปวงแหวน ต้นมะละกอที่เป็นโรคจะติดผลเร็ว แต่ให้ผลผลิตต่ำหรือไม่ให้ผลผลิตเลย ผลมีจุดวงกลมคล้ายวงแหวน บางครั้งเป็นสะเก็ดวงแหวน หากอาการรุนแรงมาก จะเป็นหูดนูนขึ้นมาและผิวขรุขระ ใบและช่อดอกหลุดร่วง ไม่ติดผล แคระแกร็น โรคไวรัสจุดวงแหวน ยังไม่มีสารเคมีกำจัดได้โดยตรง เกษตรกรสามารถป้องกันการระบาดของโรคได้โดยกำจัดเพลี้ยอ่อนที่เป็นแมลงพาหะ หมั่นตรวจแปล
อากาศร้อน มีฝนตก และฝนตกหนักบางพื้นที่ในระยะนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกงาเฝ้าระวังการระบาดของหนอนห่อใบงา มักพบการเริ่มเข้าทำลายของหนอนห่อใบงาในระยะตั้งแต่ต้นงาเริ่มงอกพ้นผิวดินจนถึงต้นงาอายุ 30 วัน หนอนห่อใบงาจะเข้าทำลายโดยการชักใยดึงใบงามาห่อตัวไว้แล้วกัดกินใบ ถ้าหนอนห่อใบงาเข้าทำลายตั้งแต่ต้นอ่อน ต้นงาจะตาย ทำให้ต้องปลูกซ่อมใหม่ เมื่อต้นงาโตขึ้น หนอนห่อใบงาจะเข้าทำลายบริเวณยอดอ่อน ดอก ใบ และฝัก ทำให้ผลผลิตงาเสียหาย 27-40% หากพบการระบาดของหนอนห่อใบงา ให้เกษตรกรใช้กับดักแมลงชนิดไฟฟ้าดักผีเสื้อกลางคืน (ตัวเต็มวัยของหนอนห่อใบงา) ไม่ให้มาวางไข่ได้ เพื่อเป็นการตัดวงจรชีวิตและตัดวงจรการระบาดของหนอนห่อใบงา ในระยะนี้ ให้เกษตรกรผู้ปลูกงาหมั่นสังเกตเมื่อพบหนอนห่อใบงามากกว่า 2 ตัว ต่อแถวปลูกงายาว 1 เมตร เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงไตรอะโซฟอส 40% อีซี อัตรา 50 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 60 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือพ่นเมื่อต้นงามีอายุ 5 วัน 20 วัน และ 40 วัน โดยพ่นติดต่อกัน 3 ครั้ง R
