พืชทำเงิน
ใครๆ ก็อยากมีสนามหญ้าสีเขียวๆ ไว้เพิ่มบรรยากาศความสดชื่น และใช้เวลาว่างในช่วงวันหยุด นั่งเล่น นอนเล่น ในสนามหญ้าหน้าบ้านให้เพลิดเพลินใจ แต่การดูแลสนามหญ้าให้เขียวชอุ่มสวยงามตลอดเวลา ก็ต้องคอยแบ่งเวลาดูแล ให้ปุ๋ย ให้น้ำ ต้นหญ้าในสนามอย่างสม่ำเสมอ เมื่อต้นหญ้าเริ่มเขียว ปัญหาที่ตามมาคือ หญ้าจะโต สูงๆ ต่ำๆ ไม่เท่ากัน ตกเป็นภาระหนักของพ่อบ้านหลายรายที่ถูกแม่บ้านชี้นิ้วสั่งให้ตัดหญ้า หากใครรู้สึกเบื่อ กับการทำงานตัดหญ้า ขอแนะนำให้ลองปลูก “ใบต่างเหรียญ” เป็นไม้สนามแทนต้นหญ้า เพราะประหยัดเวลาในการดูแลสนามหญ้าได้อย่างดี เนื่องจาก ต้นใบต่างเหรียญ จะเจริญเติบโตแนบไปกับดิน ทำให้ประหยัดเวลาและพลังงานในการตัดหญ้า “ใบต่างเหรียญ” เป็นหนึ่งในผลงานวิจัย ในหัวข้อ “จากพืชท้องถิ่น สู่ไม้ประดับ” ของกรมวิชาการเกษตร ที่เผยแพร่สู่สาธารณชน มาตั้งแต่ ปี 2556 เพื่อให้คนไทยรู้จักและใช้ประโยชน์ของพืชท้องถิ่นในชีวิตประจำวันเพิ่มมากขึ้น “ใบต่างเหรียญ” เป็นพืชใบเลี้ยงคู่ อายุหลายปี ลำต้นทอดเลื้อยตามผิวดิน มีรากตามข้อ ทำให้ยึดเกาะดินได้ดี ใบเดี่ยวรูปไข่หรือเกือบกลม ขอบเรียบ ดอกสีขาว ออกตามซอกใบตลอดทั้งปี ขยายพันธุ์ด้ว
วันนี้ได้รับการชักชวนจาก คุณชาวิช จันทร์เกษ ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรผสมผสานสกลนคร จำกัด พาไปชมสวนเกษตรกรปลูกแตงโม ในพื้นที่จังหวัดสกลนครและนครพนม ระหว่างเดินทาง คุณชาวิช จันทร์เกษ เล่าว่า เป็นคนจังหวัดอุบลราชธานี สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปี 2517 วท.บ. (เกษตรศาสตร์) สาขาพืชไร่ หลังเรียนจบ ออกมาทำงานธนาคารแห่งหนึ่ง แต่ด้วยใจที่ชอบงานด้านเกษตร จึงหันมาทำงานกับเกษตรกร โดยเป็น ผจก.ฝ่ายส่งเสริมการเกษตร บริษัท เกษตรอุตสาหกรรมอีสาน จำกัด (มหาชน) ตั้งอยู่ที่ อำเภอเซกา จังหวัดหนองคาย (เดิม) ปัจจุบัน เป็นจังหวัดบึงกาฬ รับผิดชอบส่งเสริมปลูกมะเขือเทศ เพื่อทำน้ำมะเขือเทศแบบเข้มข้น ในพื้นที่จังหวัดสกลนคร จังหวัดนครพนม และจังหวัดหนองคาย จนกระทั่งออกมา และปัจจุบันเป็นประธานสหกรณ์การเกษตรผสมผสานสกลนคร จำกัด ส่งเสริมสมาชิกทำเกษตรสมัยใหม่ผสมผสานครบวงจร เน้นแตงโมและมะละกอฮอลแลนด์ พวกเราออกเดินทาง ใช้ยานพาหนะเป็นรถกระบะปิกอัพของคุณชาวิช พร้อมออกเดินทาง จากจุดแรกที่ บ้านขมิ้น ตำบลต้นผึ้ง อำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร ขับรถมาตามถนนสายสกลนคร-อุดรธานี ผ่านมาถึงอำเภอพรรณนานิคม เลี้ยวซ้ายไปตามถนน สา
เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2553 ผู้เขียนได้มีโอกาสไปดูงานการเกษตรที่เกาะไต้หวัน และได้กิ่งพันธุ์ชมพู่ยักษ์ไต้หวันมาเลี้ยงให้ต้นเจริญเติบโต และได้นำยอดมาเสียบบนต้นชมพู่พันธุ์ทับทิมจันท์ ที่ “สวนคุณลี” อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โทร. 081-901-3760, 081-886-7398 2 ปีต่อมา ยอดชมพู่พันธุ์ไต้หวันเจริญเติบโตดีเรื่อยมา และตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2555 เป็นต้นมา ทางผู้เขียนเห็นว่าต้นชมพู่ไต้หวันแตกทรงพุ่มใหญ่เห็นว่าควรจะใช้เทคโนโลยีต่างๆ เพื่อบังคับให้ต้นชมพู่ออกดอกติดผลนอกฤดู โดยใช้สารแพคโคลบิวทราโซล ในการบังคับให้ต้นชมพู่ออกนอกฤดูนั้น ผลปรากฏว่า ต้นชมพู่ได้ออกดอกมาเพียง 1-2 ช่อ เท่านั้น ผู้เขียนรู้สึกตื่นเต้นมาก ได้พยายามบำรุงรักษาเป็นอย่างดี เพื่อดูว่าผลชมพู่จะมีขนาดผลใหญ่จริงหรือไม่ ในขณะที่ต้นชมพู่เลี้ยงผลอยู่เพียง 1-2 ช่อนั้น (เนื่องจากต้นยังมีขนาดเล็ก) พอเข้าเดือนมีนาคม 2555 ผลปรากฏว่า ต้นชมพู่ยักษ์ไต้หวันที่เสียบไว้ทยอยออกดอกและติดผลทั้งต้น หลังจากที่ห่อผลชมพู่ไต้หวันไปได้ประมาณ 25-30 วัน (โดยเริ่มห่อในระยะที่ผลชมพู่ถอดหมวก หรือผลใหญ่ขนาดนิ้วโป้ง) พบว่า ผลชมพู่ไต้หวันที่เก็บเกี่ยวมานั้นมีขนาดของผลให
ณ ห้วงเวลาไม่กี่ปีมานี้ เกิดกระแสทุเรียนฟีเวอร์ และถือว่าเป็นผลไม้เศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกไปยังต่างประเทศมากกว่ามูลค่าขายภายในประเทศ ส่งผลให้ราคาขายทุเรียนในประเทศสูงตามขึ้นไปด้วย ราคาจึงเป็นที่หมายตาหมายใจของเกษตรกร ในการแสวงหากิ่งพันธุ์ทุเรียนมาปลูก ทั้งมีการปรับเปลี่ยนพืชเดิมหันมาปลูกทุเรียนกันมากขึ้น จนมีผู้ที่ปริวิตกว่าปริมาณทุเรียนจะล้นตลาด ก็มีข้อน่าพิจารณาว่าทุเรียนเป็นพืชที่ปลูกได้ทุกพื้นที่ในประเทศไทยหรือไม่ คนที่ปลูกทุเรียนมีประสบการณ์องค์ความรู้มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะการรู้ลึก รู้จริง ในเรื่องลักษณะนิสัยของทุเรียนเรื่องความชอบหรือไม่ชอบเกี่ยวกับสภาพอากาศหรือลมฟ้าอากาศ (ลักษณะอากาศแบบใด และอุณหภูมิที่เหมาะสม) ความชื้นในอากาศ (สัมพัทธ์มากน้อยเพียงใด) ดินหรือชนิดของดิน (ดินชนิดใด มีความเป็นกรด ด่างเท่าไร) น้ำ (มีน้ำเพียงพอตลอดฤดูกาลหรือไม่) กับการดำรงชีวิตของต้นทุเรียนก็ควรจะรู้ด้วย เกษตรกรที่ปลูกทุเรียนมีทั้งที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนและไม่ได้ขึ้นทะเบียน จึงยากต่อการแนะนำส่งเสริมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และที่สำคัญปลูกไปแล้วที่ประสบความสำเร
ธุรกิจแบบสตาร์ทอัพที่ทำไป ทดลองไป หาข้อมูลไป เป็นหนึ่งในแนวคิด ที่ noBitter ฟาร์มผักขนาดเล็กใจกลางเมือง ของ ดร. วิลาศ ฉ่ำเลิศวัฒน์ และทีมงาน ได้ร่วมกันสร้างสรรค์ขึ้นมาจากแนวคิดที่ต้องการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับคนเมือง ดร. วิลาส ฉ่ำเลิศวัฒน์ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง กล่าวว่า เป้าหมายของ noBitter คือ ต้องการที่จะปลูกผักเพื่อคนเมืองจริงๆ เนื่องจากพืชผักที่จำหน่ายอยู่ตามซุปเปอร์ส่วนใหญ่ที่คนเมืองบริโภค ยังตรวจเจอสารพิษอยู่ ทั้งๆ ที่เป็นผักออร์แกนิก ดังนั้น การปลูกผักปลอดภัยที่จำหน่าย ณ จุดขายได้ ทันทีจะเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคที่อาศัยอยู่ในเมืองได้ “noBitter เราให้นิยามมันว่า เป็น mini plant factory เป็นโรงงานปลูกผักขนาดเล็กในกลางเมือง สาเหตุที่ตั้งขึ้นมาเพื่อที่จะผลิตผักขึ้นมาเพื่อจะตอบสนองความต้องการของชุมชนเมืองได้ ซึ่งที่ตั้งปัจจุบันเราคือ อยู่ใน Space At Siam เป็น Co-Working Space ที่หนึ่ง โดยชั้นล่างจะมีเด็กๆ มาใช้บริการเรียนหนังสือ นั่งทำงาน แล้วชั้นบนที่เป็นลานนั่งเล่นไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์ เราก็กั้นพื้นที่ขึ้นมาเล็กๆ ส่วนหนึ่งแล้วก็ทดลองทำ” จุดเริ่มต้นของ noBitter ลงมือทำจากการขาดองค์
การปักชำ มะเดื่อฝรั่ง การปักชำ เป็นวิธีง่ายและสะดวกมาก ทำได้จำนวนมาก แต่การชำมักได้ผลไม่มากนัก ถ้ามีกิ่งจำนวนมากก็ไม่ต้องเสียดาย เพราะส่วนมากจะพบปัญหากิ่งชำเน่าเสียก่อน เปอร์เซ็นต์ที่ได้ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ การปักชำควรทำในฤดูฝนตั้งแต่เดือนพฤษภาคม – เดือนกันยายน เคล็ดลับที่สำคัญอย่าเร่งปุ๋ยจนงามเกินไปเมื่อตัดกิ่งไปปักชำมักจะเหี่ยวง่าย ควรบำรุงต้นให้สมบูรณ์ก็เพียงพอ การคัดเลือกกิ่งที่จะนำมาปักชำควรเลือกกิ่งแก่ ห้ามใช้กิ่งอ่อน ดูกิ่งที่ตั้งตรง ยอดใบสมบูรณ์ ไม่มีโรคและเเมลงรบกวน ริดก้านใบให้หมดแล้วนำมาตัดเป็นท่อนๆ ยาว 6-10 นิ้ว ตัดใต้ข้อตาลงมาอย่างน้อย สัก 3-5 เซนติเมตร (รากจะออกบริเวณใกล้ข้อตา) หรือบางท่านอาจจะเพิ่มพื้นที่การออกรากโดยการใช้มีดกรีดที่เปลือก จากนั้นนำท่อนพันธุ์มะเดื่อฝรั่งจุ่มด้วยน้ำยาเร่งราก ประมาณ 15-30 นาที นำไปปักในกระบะ หรือตะกร้าภายในตาข่ายพรางแสง โดยวัสดุชำใช้แกลบดำ 3 ส่วน ผสมทรายหยาบ 1 ส่วน หรือดินร่วน 1 ส่วน รดน้ำให้ชุ่ม แต่ไม่ควรรดน้ำบ่อยจนเกินไปทำให้กิ่งเน่าง่าย หลังปักชำ 1 สัปดาห์ ถ้าต้นยังสดอยู่มีแนวโน้มได้ผลดี ราว 7-15 วัน ตาใบจะเริ่มแตกและจะเริ่มออกรากตามมา
เมื่อได้สัมผัสลมหนาว หอมกลิ่นไอกรุ่นๆ แรงบันดาลใจที่จะเขียนงานให้เป็นวิชาการ ผสมผสานกับการอยากจะให้ผู้อ่านได้รู้จักตัวตนที่แท้จริง ได้เข้าถึงงานที่ผู้เขียนได้ทำได้ปฏิบัติมา ซึ่งค่อนข้างจะนานพอควร เนื้อหาในฉบับนี้จึงหนักไปที่เรื่องของการปรับปรุงพันธุ์ต้นไม้…หรือไม้ป่า นั่นเอง… การปรับปรุงพันธุ์ไม้ป่า (Forest tree improvement) ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการปรับปรุงพันธุ์เพื่อเพิ่มผลผลิต และคุณภาพไม้จากธรรมชาติ โดยควบคุมการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม ร่วมกับการจัดการป่าไม้ หรือวนวัฒนวิธี การปรับปรุงพันธุ์ไม้ป่าจะประกอบด้วยกิจกรรมหลักๆ ดังนี้ การคัดเลือก (Selection) คือ การคัดเลือกแม่ไม้หรือต้นไม้ที่มีลักษณะที่ต้องการตามวัตถุประสงค์ของการปรับปรุงพันธุ์ การผสมพันธุ์ (Breeding) คือ การคัดพันธุ์แม่ไม้ หรือต้นไม้ที่คัดเลือกไว้ โดยมีการกำหนดรูปแบบของการผสมพันธุ์ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการปรับปรุงพันธุ์ การทดสอบทางพันธุกรรม (Testing) คือ การทดสอบทางพันธุกรรมของแม่ไม้หรือต้นไม้ที่คัดเลือกไว้ เพื่อยืนยันลักษณะการถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากรุ่นพ่อ-แม่ ไปสู่รุ่นลูกในการปรับปรุงพันธุ์ และเมื่อได้พัน
การปลูกพืชผักบนดาดฟ้าหรือพื้นที่ขนาดเล็ก เป็นอีกหนึ่งความฝันของใครหลายๆคน ยิ่งปลูกแบบไม่ใช้ดิน หรือ ไฮโดรโปรนิกส์ด้วยแล้วตอนนี้กำลังเป็นที่นิยม ในวันนี้จะไปเจาะลึกเทคนิคการปลูกผักด้วยระบบนี้กับกับหนุ่มใหญ่เจ้าของโรงงานเมล็ดพลาสติกที่มีหัวใจรักในการทำเกษตร ประยุกต์พื้นที่เล็กๆที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์มาปลูกเมลอนด้วยระบบโฮโดรโปรนิกส์ แต่ที่น่าสนใจ คือ เขาปลูกถั่วยาวและฟักทองด้วยระบบนี้ คุณรุ่งโรจน์ เวชสิทธิ์ เจ้าของไอเดีย เล่าให้ฟังว่า การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน หรือ ระบบไฮโดรโปรนิกส์ เป็นวิธีการปลูกพืชผักในสารละลายธาตุอาหารในภาชนะที่ไม่มีการหมุนเวียนของน้ำครับ ซึ่งการปลูกด้วยระบบนี้จะปลูกได้ 2 ลักษณะ คือ การใช้ระบบปั๊มอากาศ กับไม่ใช่ระบบการปั๊มอากาศ “แนวคิดนี้เกิดจากการได้ไปดูงานที่ประเทศอิสลาเอล ทำให้ได้เห็นการปลูกพืชด้วยระบบนี้ ซึ่ง 7-8 ปีที่ผ่านมาระบบไฮโดรโปรนิกส์ในบ้านนั้นยังเกิดขึ้นได้ไม่นานและยังไม่มีคนปลูกกันมานัก” คุณรุ่งโรจน์ ยังกล่าวอีกว่า โดยทั่วไปหลายคนจะเห็นการปลูกผักด้วยระบบไฮโดรโปรนิกส์ในรูปแบบของระบบรางพลาสติกยาวๆ ภายในรางมีน้ำที่ผสมธาตุอาหาร A และ B ไหลผ่านรากของต้นพืชที่ปลูกอยู
อาชีพเกษตรกรรม นับเป็นรายได้หลักของคนไทยจำนวนมาก แต่ในวันนี้ เมืองไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยแล้ว ดังนั้น ปัญหาการขาดแคลนแรงงานคนในภาคเกษตร จึงเป็นอุปสรรคสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไปสู่ THAILAND 4.0 ของรัฐบาล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยดำเนินนโยบายเกษตรอัจฉริยะ ส่งเสริมการใช้นวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรเข้ามาทดแทนแรงงานคน และส่งเสริมการทำเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อขับเคลื่อนภาคเกษตรไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในอนาคต กลุ่มผลิตข้าวพันธุ์ดีครบวงจร ตำบลห้วยเตย ต้นแบบนาแปลงใหญ่ของจังหวัดมหาสารคาม วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตข้าวพันธุ์ดีครบวงจร ตำบลห้วยเตย อำเภอกุดรัง จังหวัดมหาสารคาม เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มชาวนา ภายใต้การนำของ นายบุญมา พลภักดี ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 4 ตำบลห้วยเตย เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีในท้องถิ่น พวกเขารวมกลุ่มกันเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีและกระจายเมล็ดพันธุ์ดีให้เพียงพอต่อความต้องการของชุมชน รวมทั้งลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิตข้าวให้สูงขึ้น ในปี 2559 พวกเขาเริ่มจัดตั้งศูนย์ข้าวชุมชน ก่อนจะพัฒนาเป็นวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตข้า
ช่วงนี้อากาศเย็นมีหมอกในตอนเช้า และมีอุณหภูมิลดต่ำลง กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกพืชผักตระกูลกะหล่ำและผักกาด อาทิ กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก กวางตุ้ง คะน้า ผักกาดขาว ผักกาดหอม และบร็อกโคลี่ ให้เตรียมรับมือการระบาดของโรคราน้ำค้าง สามารถพบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของพืช ระยะต้นกล้า ใบเลี้ยงจะเกิดจุดแผลสีน้ำตาล ทำให้ลำต้นเน่าหรือแคระแกร็น ระยะต้นโต จะพบอาการเริ่มแรกบริเวณด้านบนใบเป็นจุดแผลสีเหลือง หรืออาจเป็นปื้นสีเหลือง กรณีสภาพอากาศชื้นในตอนเช้า ถ้าพลิกดูด้านใต้ใบมักจะพบเส้นใยเชื้อราสีขาวหรือเทาคล้ายปุยฝ้าย หากพบโรคระบาดรุนแรง แผลจะลามมีขยายใหญ่ ทำให้เนื้อใบเป็นสีน้ำตาลและแห้งตาย ส่วนในกะหล่ำดอกและบร็อกโคลี่ ถ้าพบเชื้อราเข้าทำลายรุนแรง ก้านดอกจะยืดและดอกอาจจะบิดเบี้ยวเสียรูปทรงได้ เกษตรกรควรเลือกใช้เมล็ดพันธุ์สะอาดที่มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค และก่อนปลูกควรแช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำอุ่น อุณหภูมิประมาณ 50 องศาเซลเซียส (ต้มน้ำจนเดือดแล้วเติมน้ำอุณหภูมิปกติลงไปผสมอีก 1 เท่า) นาน 20-30 นาที หรือคลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชเมทาแลกซิล 35% ดีเอส อัตรา 10 กรัม ต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม จากนั้
