พืชทำเงิน
ปัจจุบันความนิยมปลูกไม้ยืนต้นที่โตเร็ว สามารถตัดทำเป็นไม้แปรรูปนำไปทำเฟอร์นิเจอร์ หรือเป็นไม้สร้างบ้านที่ใช้ระยะเวลาการดูแลไม่ยาวนานนักอยู่ในช่วง 5 – 10 ปีนั้น กระแสตอบรับนับวันจะมีมากขึ้น ประการสำคัญของการปลูกไม้ยืนต้นที่โตเร็วนั้น วัตถุประสงค์หลักส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการปลูกเพื่อเสริมพื้นที่ว่างตามที่ดินรกร้างว่างเปล่า หากปล่อยทิ้งไว้ก็จะไม่เกิดประโยชน์อะไร จึงมีแนวความคิดหาไม้ยืนต้นที่โตเร็ว และมีประโยชน์ในการแปรรูปไม้นำมาปลูกในพื้นที่ว่างกัน การปลูกไม้ยืนต้นในพื้นที่ว่างนั้น ไม่ยุ่งยากอะไร เพียงแค่หากิ่งพันธุ์ไม้มาลงปลูก ดูแลให้น้ำบ้างในระยะแรกๆ เพื่อให้ต้นตั้งตัวได้ พอดินรัดรากดีระบบรากสามารถแตกแขนงหากินช่วยตัวเองได้แล้ว ก็ปล่อยไปตามธรรมชาติ เพราะไม้ยืนต้นยิ่งเป็นประเภทไม้ป่าด้วยแล้วต้นไม้สามารถเจริญเติบโตได้ในธรรมชาติภูมิอากาศบ้านเรา 3 ฤดู ร้อน / ฝน / หนาว ได้สบายๆ กรณีนี้ต้องยกเว้นการเกิดภัยธรรมชาติโดยเฉพาะอุทกภัย ไม่ว่าจะเป็นไม้อะไรโดนน้ำท่วมนานๆ มีสิทธิ์ตายได้ เหมือนกันหมด คุณนนท์ สุขแก้ว เป็นเกษตรกรชาวสวนอยู่ที่บ้านเลขที่ 100 หมู่ 6 บ้านวังขโมย ตำบลวัดแก้ว อำเภอบางแพ จังหวัดราช
โดยปกติแล้วมะละกอสามารถขึ้นได้ดีในดินเกือบทุกชนิด แต่จะเจริญเติบโตได้ดีในดินที่ร่วนซุยและมีการระบายน้ำที่ดี เช่น ดินร่วนปนทราย ถ้าพื้นที่เป็นดินเหนียวหรือดินทรายจัด เราควรปรับปรุงดินก่อนโดยการใส่อินทรียวัตถุ เช่น ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก เพื่อปรับปรุงโครงสร้างของดินให้ดี การระบายน้ำของแปลงปลูกมะละกอจะต้องดี เพราะต้นมะละกอเป็นพืชที่ไม่ทนต่อสภาพน้ำขังแฉะโดยเฉพาะถ้าต้นมะละกอยังเล็ก ถ้ามีน้ำขังมากๆ ต้นมะละกออาจจะชะงักการเจริญเติบโตและอาจถึงตายได้ มะละกอยักษ์ “เรด แคลิเบียน” เป็นมะละกอสายพันธุ์ใหม่ที่ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร จ.พิจิตร 2/395 ถ.ศรีมาลา ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิจิตร 66000 โทร. 056-613021, 081-8867398 ได้เมล็ดพันธุ์มาจากประเทศทางแถบอเมริกากลางและนำมาคัดเลือกพันธุ์นานกว่า 10 ปี ได้ผลผลิตที่มีคุณลักษณะดังนี้ “ทรงผลคล้ายกับมะละกอเรดมาลาดอล์ (หรือบ้านเราเรียกมะละกอฮอลแลนด์ หรือ ปักไม้ลาย) แต่มีขนาดของผลใหญ่กว่ามากขนาดผลใหญ่กว่าเท่าตัว น้ำหนักผลเฉลี่ย 3-5 กิโลกรัม เนื้อหนามาก มีสีแดงส้มและรสชาติหวานเหมือนมะละกอแขกดำศรีสะเกษ จากการปลูกทดสอบในแปลงพบว่าต้นมะละกอยักษ์ “เรด แคลิเบียน” มีควา
คุณปรีชา นาจรูญ เกษตรอำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า ในส่วนของโครงการปลูกผักปลอดภัยปลอดสารพิษ ก็ได้มีการดำเนินการมาหลายปีแล้ว แต่ที่หลักๆ มีการจัดเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ซึ่งมีกลุ่มวิสาหกิจรวมทั้งหมดภายในอำเภอ 360 กว่ากลุ่มที่ได้จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน ส่วนเรื่องผักปลอดภัยไร้สารพิษนั้นมีอยู่ทุกตำบลที่ทางสำนักงานเกษตรอำเภอได้ส่งเสริมอยู่ในเวลานี้ ส่วนหนึ่งก็ได้พลังงานทางเลือกอย่างพลังงานแสงอาทิตย์ และแหล่งน้ำทั่วไปนั้น ก็ยังคงต้องพึ่งแหล่งน้ำจากธรรมชาติ “สำหรับไร่เพื่อนคุณได้คิดริเริ่มเรื่องการปลูกพืชที่ปลอดภัยจากสารพิษ โดยมี คุณสุระเทพ สุระสัจจะ เป็นผู้ดูแลกิจการและยังเป็น Young smart farmer ของจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นตัวแทนระดับประเทศที่ไปดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น ที่สามารถนำนวัตกรรมจากต่างประเทศมาบริหารภายในโรงเรือง ถือเป็นเด็กรุ่นใหม่ไฟแรงที่กล้านำเทคโนโลยีด้านการเกษตร นวัตกรรม ที่เกี่ยวกับการให้น้ำ และการพิสูจน์โรคแมลงต่างๆ เพราะฉะนั้นในส่วนตรงนี้ก็เชื่อได้ว่า การทำงานของ Young smart farmer ซึ่งมีเครือข่ายเกษตรกรผู้ปลูกผักปลอดสารพิษไม่น้อยกว่า 10 ราย แต่ก่อนที่จะผ่านเข้ามาสู่ตร
ที่ตำบลซานซิง เมืองยี่หลาน ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งปลูกต้นหอมที่ใหญ่ที่สุดและต้นหอมที่นี่มีคุณภาพดีและรสชาติดีที่สุดของเกาะไต้หวัน ตำบลซานซิง ตั้งอยู่บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะไต้หวัน ทาง ต.ซานซิง ได้ปรับปรุงพัฒนาให้โรงเก็บข้าวเก่ามาเป็นพิพิธภัณฑ์ต้นหอมขึ้นมา เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงการเกษตรของเมืองและเปิดพิพิธภัณฑ์ต้นหอมอย่างเป็นทางการขึ้นเมื่อปี 2548 ทุกๆ ปีทาง ต.ซานซิง จะจัดงานเทศกาลต้นหอมและกระเทียม ซึ่งถือว่าเป็นงานใหญ่จนเป็นที่รู้จักและคนไต้หวันจะรู้ว่า เมื่อถึงเดือนมกราคมของทุกปีจะมี “เทศกาลต้นหอมและกระเทียม” ขึ้นที่นี่ คนไต้หวันนิยมบริโภคผักตามฤดูกาล เพราะเชื่อว่าจะทำให้สุขภาพแข็งแรง และปัจจุบันคนไต้หวันเปลี่ยนพฤติกรรมกินข้าวในแต่ละมื้อน้อยลงแต่จะเน้นการกินผักและผลไม้มากขึ้น (จากอดีตบริโภคข้าว 70%, ผักและผลไม้ 30% ปัจจุบันกลับกันบริโภคข้าว 30% และบริโภคผักและผลไม้ 70%) ต.ซานซิง นั้นมีชื่อเสียงมากเรื่องของการปลูกต้นหอมที่มีคุณภาพดีที่สุดในไต้หวัน ด้วยสภาพแวดล้อมที่มีความเหมาะสม ดินมีลักษณะร่วนปนทราย ทำให้การระบายน้ำดี มีน้ำดี (ซึ่งทางภาครัฐของไต้หวันค่
ปัจจุบัน การปลูกอ้อยเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างมากในหมู่เกษตรกรที่กำลังเริ่มต้นใหม่ ถือเป็นพืชทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจไม่แพ้กัน หากมีการจัดการที่ดีและละต้นทุนการผลิต การปลูกอ้อยของเกษตรกรในพื้นที่ ตำบลหนองกี่ อำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ นั้นถือว่าสร้างรายได้เป็นลำดับต้นๆ ของจังหวัดไร่ ซึ่งอ้อย 700 ไร่ ของ คุณทองแดง แดนดี เกษตรกรอยู่บ้านเลขที่ 72 หมู่ที่ 5 ตำบลหนองกี่ อำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ ที่เริ่มต้นปลูกมันสำปะหลัง ข้าวโพด จนสุดท้ายผันตัวเองเข้ามาอยู่ในพืชเศรษฐกิจอย่างอ้อย ที่ทำรายได้จนมีที่ดินทำกิน 700 ไร่ มาถึงทุกวันนี้ คุณวิไลลักษร์ พุฒนอก นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ ให้ข้อมูลว่า พื้นที่ของอำเภอหนองกี่นี้ส่วนใหญ่เป็นที่ลุ่ม เกษตรกรจึงยึดอาชีพชาวไร่เป็นหลัก ทั้งนี้ ไร่อ้อยของ คุณทองแดง แดนดี ซึ่งเป็นที่ดินอยู่บนเนินเขา ทำให้เธอเลือกที่จะมาปลูกอ้อยเป็นอาชีพหลัก เนื่องจากสภาพพื้นที่การทำการเกษตร อย่างการปลูกอ้อยของตำบลหนองกี่ ห่างจากโรงงานผลิตน้ำตาลเพียงแค่ 2 กิโลเมตร จึงอำนวยความสะดวกในด้านการขนส่งอีกด้วย “สำหรับไร่อ้อยของคุณทองแดง เป็นไร่ที่มีการแบ่งพื้นที่ปลูกอยู่ 3 ส่
วิถีการดำรงชีพหลังเกษียณ มีหลายทางเลือกคือ พักผ่อน มีความสุขอยู่กับลูกหลานเหลน หรือทำงานเบาๆ เช่น ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ พืชผักหรือปลูกไม้ผล แบบสวนหลังบ้าน เพื่อให้มีผลผลิตเก็บกินหรือแบ่งปันเพื่อนบ้าน วิถีการดำรงชีพหลังเกษียณ ไม่ควรลงทุน ไม่ว่าจะเป็นงานใดก็ตาม เพราะมีความเสี่ยงสูง ยิ่งถ้าไม่มีความรู้หรือประสบการณ์ เมื่อเกิดข้อผิดพลาด อาจแก้ไขปัญหาต่างๆ ไม่ทันการณ์ ซ้ำยังส่งผลให้บั้นปลายมีวิถีชีวิตไม่มั่นคง วิถีการดำรงชีพหลังเกษียณด้วยการ การสร้างสวนไม้ผล ก่อนเกษียณ 5 ปี หรือมากกว่า เพื่อให้มีโอกาสปฏิบัติงานจริง ได้ลองผิดลองถูก รู้ข้อดี ข้อด้อย วิธีการแก้ปัญหา ได้พัฒนาการทำงานให้ก้าวไปสู่ความสำเร็จ และเมื่อถึงวันที่เกษียณจริงก็สามารถทำงานต่อยอดได้ทันที เป็นหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ จากประเด็นดังกล่าว เราจึงขอนำเสนอเรื่องของ ครูเอกชัย…กับสวนไม้ผล งานใหม่หลังเกษียณเพื่อวิถีมั่นคง มาบอกเล่าสู่กัน คุณเอกชัย ตองอบ ผู้อำนวยการโรงเรียนนาแก้ววิทยา ผู้ปลูกสร้างสวนไม้ผลเล่าให้ฟังว่า โดยพื้นฐานแล้วคุณพ่อ-คุณแม่ เป็นชาวไร่ชาวนา เมื่อครั้งเป็นเด็กได้ช่วยท่านทำงานในไร่นา จึงซึมซับความรู้ ประสบการณ์ไว้พอสม
สวนคุณลี อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โทร. (081) 886-7398 ที่คลุกคลีและมีประสบการณ์ทำมะม่วงนอกฤดูในเขตภาคเหนือตอนล่างมานาน โดยเฉพาะการผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้เพื่อการส่งออก ทางสวนคุณลี จึงอยากจะเรียบเรียงเทคนิคการผลิตมะม่วงนอกฤดูคุณภาพส่งออก เพื่อเป็นแนวทางในการผลิตมะม่วงเบื้องต้น ให้นำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ ยกตัวอย่าง การผลิตมะม่วงนอกฤดูของจังหวัดพิจิตร ที่เป็นแหล่งผลิตมะม่วงอันดับต้นๆ ของประเทศ การผลิตมะม่วงนอกฤดูนั้นเริ่มจาก หลังจากเก็บมะม่วงในฤดูเสร็จเดือนเมษายนจะตัดแต่งกิ่ง เตรียมต้น เตรียมใบ โดยฉีดสะสมอาหารด้วยปุ๋ยทางใบ 0-52-34+ซุปเปอร์-เค ฉีดประมาณ 3-4 ครั้ง ส่วนทางดินใส่ 8-24-24 ช่วงหลังราดสารประมาณปลายเดือนกรกฎาคม-ต้นเดือนสิงหาคม เพียงครั้งเดียว อัตรา 1 กิโลกรัม ต่อต้น (ต้น 15-20 ปี) เพื่อให้มะม่วงออกดอกสม่ำเสมอ ออกช่อพร้อมกัน พอช่วงเดือนกันยายนถ้าใบแก่ ใบพร้อม สภาพอากาศพร้อม หมายความว่าไม่มีฝนชุก ก็จะเปิดตาดอก โดยใช้ไทโอยูเรีย บวกกับปุ๋ยโพแทสเซียมไนเตรต 13-0-46 พ่น 2 ครั้ง ห่างกัน 5 วัน ถ้าเตรียมต้นมาดี ใบพร้อมเสมอทั่วต้น ก็จะได้ดอก 70-80% ถ้าโชคไม่ดีเจอฝน ดอกออกไม่เยอ
กลางวันมีแดดแรง กลางคืนจะมีอากาศเย็นในช่วงนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกหอมแดงให้เฝ้าระวังหนอนกระทู้หอม ที่สามารถพบได้ในระยะเก็บเกี่ยวผลผลิตหอมแดง มักพบตัวหนอนกระทู้หอมจะเจาะเข้าไปอาศัยและกัดกินเนื้อเยื่อใบหอม ทำให้ใบหอมแดงมีสีขาว จากนั้น หนอนกระทู้หอมจะกัดกินจากใบหอมลงไปถึงหัวหอมแดง ทำให้เกษตรกรไม่สามารถเก็บผลผลิตหอมแดงได้ เกษตรกรควรหมั่นตรวจเก็บกลุ่มไข่และตัวหนอนกระทู้หอมในแปลงมาทำลายนอกแปลงปลูกทันที เพื่อช่วยลดการระบาด สำหรับในระยะที่ตัวหนอนมีขนาดเล็กและพบการระบาดน้อย ให้เกษตรกรพ่นด้วยเชื้อแบคทีเรียบาซิลลัส ทูริงเยนซิส (Bacillus thuringiensis) อัตรา 100 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร กรณีพบการระบาดรุนแรง ให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัด อาทิ สารคลอแรนทรานิลิโพรล 5.17% เอสแอล อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคลอฟีนาเพอร์ 10% เอสซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโทลเฟนไพแร็ด 16% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอินดอกซาคาร์บ 15% เอสซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
หลายคนคงจดจำความอร่อยของตำนาน “ส้มบางมด” ได้ขึ้นใจ ความจริง ส้มบางมดก็คือ ส้มเขียวหวาน อยู่ในตระกูลส้มแมนดาริน นิยมปลูกแพร่หลายมาตั้งแต่สมัยอดีต มีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไปในแต่ละท้องถิ่น เช่น ส้มกำนันจุล ส้มเพชรบูรณ์ ส้มสีทองจังหวัดน่าน ส้มศรีสัชนาลัย ส้มบางมด ส้มรังสิต ส้มกลุ่มนี้คือ ส้มเขียวหวานทั้งหมด แต่ปลูกในระดับอุณหภูมิที่ไม่เหมือนกัน ช่วงกลางคืนกับช่วงกลางวัน มีอุณหภูมิแตกต่างกัน ประมาณ 14 องศาเซลเซียส ผลส้มจะสร้างสีที่เข้มขึ้น สังเกตส้มเขียวหวานที่ปลูกในพื้นที่ภาคเหนือจะมีสีผิวเข้มกว่าส้มที่ปลูกทางตอนใต้ สาเหตุที่ต้นส้มที่ปลูกในพื้นที่ภาคกลาง ถูกเรียกว่า “ส้มเขียวหวาน” เพราะเป็นผลส้มแก่ที่มีเปลือกสีเขียวและมีรสหวาน เนื่องจากพื้นที่ภาคกลางไม่มีความแตกต่างด้านอุณหภูมิ (ช่วงกลางวัน-กลางคืน ) เหมือนกับต้นส้มที่ปลูกในพื้นที่ภาคเหนือนั่นเอง ส่วนส้มสายน้ำผึ้ง หรือ ส้มโชกุน ความจริง เป็นต้นส้มเขียวหวานที่กลายพันธุ์ไป เมื่อนำต้นส้มเขียวหวานไปปลูกในพื้นที่ภาคเหนือ ผลส้มก็กลายเป็นสีเหลือง เมื่อนำต้นส้มไปปลูกที่หาดใหญ่ ชุมพร ซึ่งอุณหภูมิไม่ต่างกัน ผลส้มมีเปลือกเป็นสีเขียว ถูกเรียกว่า ส้มโ
ทุกวันนี้ ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกล ทำให้มนุษย์ทำงานได้ง่ายขึ้นก็จริง แต่การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จต้องอาศัยการทำงานเป็นทีมและมีผู้นำที่ดี มีวิสัยทัศน์ในการทำงาน จึงช่วยให้องค์กรนั้นมีชัยไปกว่าครึ่ง เช่นเดียวกับ “วิสาหกิจชุมชนยางพาราเหล่าทอง” แม้จะเพิ่งเริ่มต้นดำเนินงานได้ไม่นาน แต่มีผู้นำที่มีความรู้ ความสามารถ นำมาพัฒนาธุรกิจจนประสบความสำเร็จ กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านแปรรูปยางพาราระดับแนวหน้าของจังหวัดบึงกาฬ ที่ผู้สนใจจากทั่วประเทศสนใจเข้าแวะเยี่ยมชมกิจการตลอดทั้งปี ปัจจุบัน วิสาหกิจชุมชนยางพาราเหล่าทอง ตั้งอยู่เลขที่ 65/10 บ้านเหล่าเงิน ตำบลเหล่าทอง อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ โทร.093-696-2999 กลุ่มฯ แห่งนี้อยู่ภายใต้การนำของประธานกลุ่มฯ คือ “คุณธนวณิช ชัยชนะ” หรือ “คุณอ๊อด” ซึ่งเป็นเกษตรกรหัวก้าวหน้า ที่สวมหมวกหลายใบในฐานะประธานเกษตรแปลงใหญ่ จังหวัดบึงกาฬ คุณอ๊อดยังมีธุรกิจส่วนตัว ในฐานะกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีแก้วรับเบอร์เทค จำกัด และ บริษัท ชัยชนะฟาร์ม จำกัด จุดเริ่มต้น เกษตรกรชาวสวนยางพาราในพื้นที่อำเภอโซ่พิสัย นิยมปลูกต้นยางพาราพันธุ์ส่งเสริม ได้แก่ RRIM 600 และ RRIT 251 แล
